ตอนที่42 ขโมยข้าว
เสียงระเบิดจากพลังปราณอันแข็งแกร่งดังขึ้นหลังจากที่หลิวเย่พุ่งตัวหลบไปด้านหลังอาคารหลังหนึ่งเพียงเสี้ยววินาที
“โอ้!ใจหายหมด! ช่างทรงพลังเสียจริง!”
หลิวเย่เปิดใช้โหมดล่องหนและลบร่องรอยพลังปราณของตนจนหมดสิ้น
เขาต้องการดูว่าใครกันที่เป็นผู้ฝึกฝนแกนทองคำนั้น?
อย่างน้อยหากได้ข้อมูลสำคัญบางส่วนอาจทำให้การเฝ้าระวังของประเทศรัดกุมมากขึ้น
หลังจากฝุ่นจางลงเล็กน้อยได้มีชายวัยกลางคนหน้าตาโหดเหี้ยมมีแผลเป็นยาวที่แก้มซ้าย เขาเดินกวาดสายตาสำรวจหาร่องรอยของหลิวเย่
“ประเทศ C มีคนทรงพลังใกล้เคียงกับข้าเมื่อใดกัน?” หม่าเหยียนมือสังหารอันดับหนึ่งขององค์กรซีเคร็ตพึมพำกับตนเองด้วยความแปลกใจ
“ไม่ว่าจะเป็นใคร?เมื่อมาเหยียบถิ่นของข้าแล้ว! จงฝังร่างไว้ที่นี่เถิด!” หม่าเหยียนแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
เขาสำรวจอย่างจริงจังทุกตารางนิ้วและแปลกใจที่ไม่พบกับร่องรอยใดๆของหลิวเย่
ในขณะนั้นหลิวเย่จงใจปล่อยร่องรอยในร่างของทหารคนหนึ่งที่ถูกเขาจับโยนไปทางหม่าเหยียน
“ตายเสียเถอะ!!!” หม่าเหยียนพุ่งตัวซัดฝ่ามือปล่อยพลังปราณเข้าใส่ร่างของทหารคนนั้น
“ปั๊งงงง”เสียงดังขึ้นพร้อมกับร่างที่แหลกเหลวเป็นเศษเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายทั่วบริเวณ
“.....”หลิวเย่กลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเสียว
หากเขาหลบไม่ทันพลังปราณที่พุ่งเข้าใส่เศษเนื้อนั่นคงเป็นเขาแน่แท้
ในตอนนี้เขาได้รายละเอียดทางกายภาพและความแข็งแกร่งของหม่าเหยียนแล้ว
หลิวเย่เหลียวมองรอบกายอย่างเสียดายที่ไม่อาจเก็บอาวุธอีกหลายชิ้น
เขาเปิดใช้งานเทเลพอร์ตเพื่อกลับไปยังอพาร์ตเมนท์ทันที
ทันใดนั้นหม่าเหยียนจับร่องรอยพลังปราณบางส่วนได้ เขาส่งระเบิดพลังปราณพุ่งเข้าใส่อาคารหลังเล็กทันที
“แว็บบบ”แสงสว่างวาบขึ้นก่อนจะหายไปพร้อมกับระเบิดที่พุ่งเข้าใส่
..........
“โอ้!เกือบไม่ทันเสียแล้ว!” เหงื่อไหลชุ่มแผ่นหลังของหลิวเย่เมื่อเขามาถึงอพาร์ตเมนท์อย่างหวุดหวิด
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความรู้สึกกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า
แกนทองคำช่างทรงพลังเสียจริง!
หลิวเย่กำหมัดแน่น!
กลับไปโลกโบราณอีกครั้ง!
เขาจะต้องฝึกให้ได้ถึงระดับสูงสุดโดยเร็ว!
จากนั้นปรุงยาเพื่อเตรียมเลื่อนขั้นเป็นแกนทองคำ!
ความรู้สึกมีภัยคุกคามทำให้เขาหวั่นวิตกที่อาจนำภัยมาสู่คนใกล้ชิด!
โดยเฉพาะแม่ของเขา!นั่นคือฟางเส้นสุดท้ายในชีวิต!
ปรากฏว่าภารกิจแรกที่เขาได้รับมอบหมายในฐานะกัปตันคนใหม่เสร็จสิ้นในเวลาแค่สองวัน
ในตอนนี้เขาต้องการตรวจสอบว่าทีมของเขาปฏิบัติภารกิจได้ลุล่วงเรียบร้อยดีหรือไม่?
เขาเปิดคอมพิวเตอร์สืบค้นข้อมูลข่าวของกองกำลังพิเศษ
พบรหัสลับที่เจ้าอ้วนส่งข่าวแจ้งทุกแผนกและผู้บัญชาการถึงความสำเร็จของการช่วยเป้าหมาย
แต่ยังไม่สามารถติดตามข่าวของหลิวเย่ได้
ในตอนนี้ทุกคนในทีมต่างเริ่มการค้นหาหลิวเย่ในทุกช่องทางที่ทำได้ก่อนที่พวกเขาจะกลับถึงยังฐานปฏิบัติการในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
หลิวเย่ตัดสินใจยังไม่ส่งสัญญาณใดๆให้แก่ลูกทีม
เขาไม่ต้องการอธิบายการกลับมาได้ในชั่วพริบตาและยังปลอดภัยอีกด้วย
ยังมีวันลาจากมหาวิทยาลัยเหลืออีกห้าวัน
จัดการเรื่องค้างคาอื่นๆก่อนดีกว่า
เริ่มเรื่องแรกในการสืบค้นข้อมูลของหม่าเหยียน
หลิวเย่เขียนโปรแกรมสืบค้นภาพเหมือนจากภาพวาดที่เขาร่างใบหน้าของหม่าเหยียน แล้วนำไปเทียบกับฐานข้อมูลอาชญากรนานาชาติขั้นตอนนี้อาจใช้เวลามากกว่าสองวัน เขาทิ้งเครื่องให้ทำงานตรงนี้ไปเรื่อยๆ
จากนั้นเขาสืบค้นข้อมูลประเทศที่ส่งออกข้าวและธัญพืชมากที่สุด
พบว่าประเทศ Dส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก รองลงมาคือประเทศ V ประเทศที่สามคือประเทศT
หลิวเย่ตัดสินใจไปยืมข้าวจากประเทศV ทันทีซึ่งใกล้ประเทศเขามากที่สุด
นั่นเป็นเพราะว่าประเทศนี้มีโกดังเก็บข้าวที่ใกล้กับท่าเรือและสนามบินหลายแห่ง
มันสะดวกสำหรับเขาในการเทเลพอร์ตไปมา
“อืม พิกัดแรกยังคงกระพริบเหมือนเดิมสงสัยเสียจริงว่ามันคือที่ไหน” หลิวเย่สำรวจพิกัดเทเลพอร์ตที่ในตอนนี้ถูกระบุไปแล้ว3 แห่ง นั่นคือ พิกัดแรกไม่ทราบสถานที่และยังคงกระพริบวาบอยู่พิกัดที่สองที่อพาร์ตเมนท์แห่งนี้ และพิกัดที่สามที่คฤหาสน์ในโลกโบราณ
หลิวเย่สืบค้นข้อมูลนายหน้าที่รับทำหนังสือเดินทางเขาจำเป็นต้องเดินทางเข้าประเทศ V
อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถใช้สถานะปัจจุบันเดินทางได้
หลิวเย่ติดต่อผ่านนายหน้าทางอีเมล์ปลอมที่เขาสร้างขึ้น
“สวัสดี” ข้อความตอบรับจากปลายทางเด้งขึ้น
“สวัสดีฉันต้องการหนังสือเดินทางสำหรับชายวัยกลางคนเล่มหนึ่ง” หลิวเย่ระบุจุดประสงค์ทันที
“รูปร่าง หน้าตาอายุ ตำหนิถ้ามี” ข้อความสั้นกระชับส่งตอบกลับมา
“คุณทำมาได้เลยเอาตามที่ฐานข้อมูลคุณมี” หลิวเย่ไม่กังวลกับการแปลงรูปลักษณ์เขาสามารถเป็นใครก็ได้
“ตกลง 10,000 หยวนโอนมาก่อน”
“โอนไปแล้วตรวจสอบดู” หลิวเย่โอนเงินผ่านเส้นทางลับทันที
“พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าไปรับที่ช่องเก็บของที่ห้าของโรงอาบน้ำซินเซียน”หลังจากข้อความนี้อีกฝั่งออฟไลน์ทันที
หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยที่อีกฝ่ายระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี
เวลานี้ 09.30น. เช้าวันอังคาร
หลิวเย่ทำงานอื่นที่ยังค้างคาอยู่นั่นคือ ติดตามรายงานของเกาหยานเรื่องการสร้างโรงงานบะหมี่แห่งใหม่
ปรากฏว่าโรงงานแห่งใหม่อยู่ห่างจากที่เดิมราวหนึ่งกิโลเมตรการก่อสร้างรุดหน้าไปมากกว่า 60% แล้ว
เขาสั่งให้เกาหยานเตรียมการเรื่องแบ่งทีมและรับสมัครคนงานเพิ่มเพื่อสร้างโรงงานผลิตผงปรุงรสจากใบเว่ยและมอบหมายให้หัวหน้าแผนกจัดซื้อวัตถุดิบ หัวหน้าแผนกผลิต และหัวหน้าแผนกบรรจุ ทำการวิจัยหาสูตรที่เหมาะสมสำหรับผงปรุงรส
เวลา 09.00 น. โรงอาบน้ำซินเซียน
หลิวเย่กำลังเปิดช่องเก็บของหมายเลขห้าเขาพบซองเอกสารสีน้ำตาลและในนั้นมีหนังสือเดินทางหนึ่งฉบับ
รูปชายวัยกลางคนใส่แว่นตาสูง183 เซนติเมตร
“อืม งานละเอียดเรียบร้อยดีฝีมือไม่เลว!” เขาพลิกดูหนังสือเดินทางไปมาพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
หลิวเย่ขับรถกลับอพาร์ตเมนท์และเปลี่ยนเสื้อผ้าปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตนเองตามภาพในหนังสือเดินทาง
เขาไม่ขับรถไปสนามบินแต่นั่งรถแท็กซี่ไปแทนบางทีเจ้าอ้วนอาจกำลังตามหาร่องรอยของเขาอยู่
ดังนั้นเขาจะไม่เพิ่มปัญหาที่ไม่จำเป็นให้กับตนเอง
ในห้องโดยสารชั้นธุรกิจ
หลิวเย่ได้ที่นั่งใกล้กับหญิงวัยกลางคนที่มาพร้อมกับลูกชายอายุราว20 ปี
พวกเขาคุยกันเสียงดังอย่างไม่สนใจคนอื่น
“อาฟางพวกเรามาทำธุรกิจครั้งนี้ คุณต้องตั้งใจเรียนรู้ให้มาก”หญิงวัยกลางคนสั่งสอนลูกชายด้วยเสียงเข้มงวด
“รู้แล้วน่ารู้แล้ว แม่...คุณพูดหลายรอบแล้ว” อาฟางมีสีหน้าเบื่อหน่าย
“กว่าคนเราจะประสบความสำเร็จได้ต้องพยายามให้มาก”เธอยังคงพ่นคำไม่หยุด
“ดูคุณลุงคนนี้สิกว่าเขาจะประสบความสำเร็จได้ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย” คราวนี้เธอยกคางมาทางหลิวเย่
หลิวเย่คิดในใจอย่างหงุดหงิด“เฮ้อ...เมื่อไหร่จะเลิกพูดเสียที ฉันไม่ใช่ลุงนะ นั่นมันของปลอม”
“ก็รอให้ฉันอายุเท่าลุงก่อนสิฉันรับรองว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน” อาฟางรำคาญจึงพูดตัดบทแม่ตนเอง
“แม่เป็นห่วงคุณนะพวกเรามีกันแค่สองคนเท่านั้น เราไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้ตลอดไป”เธอพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แม่คุณหยุดพูดเถอะ ดูสิคนอื่นมองพวกเรา”อาฟางเหลียวมองรอบตัวและพบกับสายตาที่ไม่พอใจจากทุกคน
“ทำไม?ฉันจะสอนลูกชายของฉันเอง ใครจะทำไม?” เธอยังไม่ยอมหยุด
หลิวเย่รำคาญเหลือทนแล้วเขาส่งพลังปราณเข้าไปกดจุดให้เธอนอนหลับ
“หาว หาว หาวอาฟาง ทำไมแม่ง่วงจัง?” เธอตาปรือและใกล้ปิดเต็มที
อาฟางถอนหายใจโล่งอกและบอกแม่“นอนเสียเถอะแม่ พวกเรากว่าจะเดินทางไปถึงยังอีกนาน”
ในที่สุดหลิวเย่ก็ได้พักผ่อนเสียที
เวลา 17.00 น. หลิวเย่ยืนอยู่หน้าสนามบินเมืองฮานอยประเทศ V
เขาโบกรถแท็กซี่คันหนึ่งและถามเป็นภาษาอังกฤษ
“ฉันต้องการไปท่าเรือไฮฟอง”
คนขับรถชายชรายิ้มอย่างเป็นมิตรแล้วพูดว่า“ฉันพูดภาษาคุณได้ มาเถอะไปท่าเรือไฮฟอง 100 กิโลเมตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที”
“ตกลง!”หลิวเย่พยักหน้ารับทราบ
“คุณไปทำอะไรที่นั่นเหรอ?อย่ากังวลว่าฉันจะถามมากเกินไปฉันแค่สนใจว่าจะช่วยคุณหาสถานที่ที่เหมาะสมกับคุณได้
หรือไม่?”คนขับรถสอบถามอย่างระมัดระวัง
“ฉันต้องการไปตรวจสอบข้าวสารที่บริษัทของฉันจะนำเข้าพวกเขาบอกว่ามีโกดังที่ใหญ่อยู่ที่ท่าเรือไฮฟอง”
หลิวเย่บอกข้อมูลเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงความสนใจมากเกินไปของคนขับรถ
“นั่นถูกต้องแล้วมีโกดังข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดจากสองบริษัท พวกเขาเป็นคู่แข่งกันมาหลายปีแล้วผลัดกันขึ้นเป็นที่หนึ่งที่สอง”
“อืมข้าวสารของพวกเขาที่โกดังตอนนี้มีมากไหม?” หลิวเย่ถามข้อมูลสำคัญทันที
“โอ้!มากทีเดียว ปีนี้มีน้ำมากให้ผลผลิตได้ดี พวกเขาน่าจะได้มากกว่าสิบล้านตันนะ” คนขับรถตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจ
“นี่คุณฉันจะบอกข้อมูลลับให้คุณฟัง” จู่ๆ คนขับรถที่เผยคำพูดชวนแปลกใจ
“หือ ข้อมูลอะไร?”เขาหูผึ่งเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
“ข่าววงในของรัฐบาลบอกว่าบริษัทจงจ้วนนำเข้าข้าวเปลือกและข้าวสารมาจากทางเหนือแบบผิดกฎหมาย”
“ไม่ได้มีเฉพาะข้าวจากในประเทศเหรอ?”หลิวเย่ถามอย่างงุนงง
“ไม่ ไม่ พวกเขานำเข้าข้าวสารราคาถูกเพื่อมารับเงินประกันข้าวราคาสูงจากทางรัฐบาล”
“อ๋อ ซื้อถูกขายแพง”หลิวเย่เข้าใจความหมายนั้น
“ใช่ ใช่นั่นแหละ”
“แล้วอีกบริษัทที่ว่าเป็นคู่แข่งล่ะ”หลิวเย่ให้ความสนใจกับข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น
“บริษัทเหอซ่านก็ทำเหมือนกันแต่ทำน้อยกว่าไม่น่าเกลียดเหมือนจงจ้วน” คนขับรถพูดด้วยน้ำเสียงดูแคลนทั้งสองบริษัท
หลิวเย่คิดในใจ “ถึงไม่มีข้อมูลเหล่านี้ก็จะยืมข้าวไปทั้งหมด แต่เมื่อรู้ข้อมูลแบบนี้แล้ว ความรู้สึกผิดก็ลดน้อยลง”
พวกเขาพูดคุยกันเหมือนคนคุ้นเคยจนถึงท่าเรือไฮฟอง
“ฉันส่งคุณได้แค่นี้นะในท่าเรือเขาไม่ให้รถแท็กซี่เข้าไป” คนขับรถบอกหลิวเย่เมื่อมาถึงที่หมาย
“ไม่เป็นไรขอบคุณ” หลิวเย่จ่ายเงินและก้าวลงจากรถ
เขาใช้สัมผัสสวรรค์สำรวจอาณาบริเวณของท่าเรือแห่งนี้
ท่าเรือมีความยาวมากกว่าสองกิโลเมตรมีโกดังขนาดเล็กใหญ่และตู้คอนเทรนเนอร์หลายหลังวางเรียงรายเต็มพื้นที่
ในเวลานี้เขามองเห็นตำแหน่งโกดังเก็บข้าวสารของทั้งสองบริษัท
มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำเฝ้าระวังแต่ละแห่งไม่น้อยกว่าจุดละยี่สิบคน
หลิวเย่ไม่กังวลกับภารกิจการ“ยืมหรือขโมยข้าว” ในครั้งนี้
เขาเปิดใช้ศิลปะการล่องหนและลบร่องรอยพลังชีวิตและพลังปราณจากนั้นกระโดดเหินตัวลอยไปยังโกดังแรกของบริษัทจงจ้วน
เขาเดินผ่านหน้าชายฉกรรจ์ทั้งหลายอย่างสบายใจ
ในโกดังขนาดใหญ่หลิวเย่ประมาณจำนวนกระสอบข้าวและน้ำหนัก มีมากถึงสิบล้านตันเหมือนอย่างที่คนขับรถแท็กซี่คาดการณ์ไว้
หลิวเย่ไม่คิดอะไรมากเขาส่งพลังปราณไปทำลายกล้องวงจรปิดแล้วโบกมือนำข้าวสารสิบล้านตันเข้าเก็บในมิติพื้นที่ทันที
มิติพื้นที่ของหลิวเย่จะเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นเป็นสิบเท่าในทุกๆระดับที่เลื่อนขั้นเวลานี้เขาสามารถบรรจุสิ่งของที่ไม่มีชีวิตได้
มากถึงร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นแค่สิบหรือยี่สิบล้านตันไม่เป็นปัญหา
จากนั้นหลิวเย่เหินตัวลอยไปอีกฟากของโกดังขนาดใหญ่อีกแห่งของบริษัทเหอซ่าน
เขาทำเช่นเดียวกันกับบริษัทจงจ้วน
นั่นคือ ส่งพลังปราณไปทำลายกล้องวงจรปิดแล้วโบกมือเก็บข้าวสารสิบล้านตัน
การตอบสนองจากชายฉกรรจ์ที่เฝ้าโกดังบริษัทจงจ้วนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
มีเสียงตะโกนดังลั่นจากโกดังและบริเวณโดยรอบ
หลิวเย่ไม่ได้สนใจความโกลาหลนั้น
เขาหามุมอับกล้องวงจรปิดและปลอดภัยเผื่อไว้ถ้ามีการเดินทางมายืมข้าวอีกในโอกาสหน้า
จากนั้นเทเลพอร์ตตัวเองกลับไปยังโลกโบราณทันที
..........
“แว็บบ”แสงสว่างสีขาววาบขึ้นในห้องนอนที่คฤหาสน์
“ห๊ะ!เกิดอะไรขึ้น?” โยวจี้ที่อยู่ห้องตรงข้ามกำลังฝึกฝนอยู่มันสัมผัสได้ถึงพลังปราณผันผวนชั่วครู่ในห้องนอนของหลิวเย่
“นายท่านมาแล้ว”หลินซ่งรู้สึกตัวก่อนใคร เขารีบไปทักทายที่หน้าประตูก่อนที่หลิวเย่จะเปิดออก
หลิวเย่เปลี่ยนเสื้อผ้าและปรับรูปลักษณ์กลับเป็นคนเดิม
เขาเปิดประตูและพบเข้ากับใบหน้างุนงงของโยวจี้“นายท่าน! นายท่านไปที่ไหนมา?”
“ทำไมเหรอ?”เสียงหัวเราะเบาๆดังมาจากหลิวเย่
เขาคิดในใจว่า “สงสัยโยวจี้อยากจะไปเที่ยวที่โลกแน่เลยถ้ามันรู้ว่าเขาไปที่ไหนมา”
“ก็นายท่านหายเงียบข้าไม่รู้จะไปตามหาที่ไหน?”
“อืมข้าบอกแล้วว่าจะไปๆมาๆ อย่ากังวลเลย” หลิวเย่ปลอบใจโยวจี้ที่มีอาการน้อยใจ
“หลินซ่ง ทางนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”เขาหันหน้ามาถามหลินซ่งที่ทำท่าอยากจะพูดเต็มที
“โอ้!นายท่านขอรับ สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ผู้คนอพยพเข้ามามากเสียจนตอนนี้โถงมังกรชางงานหนักมาก”
“ตอนนี้มีคนมาสมัครเป็นศิษย์มากเพียงใด?”
“มีถึงห้าหมื่นคนแล้วขอรับ”
“ห๊ะ!!!” หลิวเย่ตกใจที่เวลาผ่านไปไม่กี่วัน แต่มีผู้คนมาสมัครมากขนาดนี้ แสดงว่าสถานการณ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด
“แล้วร้านบะหมี่?”เขากังวลกับบะหมี่ที่มีจำนวนจำกัด
“โอ้!พวกเราปิดร้านเมื่อวานนี้ขอรับ บะหมี่หมดและไม่มีสำหรับส่งภาษี”หลินซ่งตอบด้วยน้ำเสียงหดหู่
“อืม ครอบครัวกวนล่ะ?”หลิวเย่ถามอย่างกังวลใจ
“พวกเขากำลังเก็บของที่ร้านบะหมี่อีกสักครู่คงมาถึงขอรับ”
หลินซ่งพูดยังไม่ทันขาดคำครอบครัวกวนทั้งสามคนที่มองเห็นหลิวเย่ พวกเขารีบเข้ามาทำความเคารพทันที
“คารวะนายท่าน”
“อืมพวกเจ้าทุกคนอยู่ที่นี่ไปก่อน โยวจี้ไปโถงมังกรชางกับข้า”
“โอ้ ไม่ไม่ไปนายท่าน ข้าไม่อยากเจอแม่หนูวุ่นวายนั่น” โยวจี้โบกมือปฏิเสธที่จะไปโถงมังกรชาง
“ทำไม?ใครเหรอ?” หลิวเย่งุนงงกับท่าทางของมัน
“ข้าเคยไปเที่ยวเล่นที่นั่นเจอแม่หนูคนหนึ่ง นางวนเวียนแต่จะให้ข้าสอนวรยุทธ์ ไม่เอา ข้าไม่ชอบนาง นางวุ่นวายเกินไป”โยวจี้อธิบายพลางตอบปฏิเสธเสียงแข็ง
หลิวเย่เข้าใจในทันทีว่ามันคงหมายถึง หลี่อันอัน สาวน้อยที่คลั่งไคล้วรยุทธ์และการต่อสู้
“เอาล่ะงั้นเจ้าอยู่ที่นี่” หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆ
จากนั้นเขากระโดดเหินตัวเป็นแสงวูบดำไปทางโถงมังกรชางอย่างรวดเร็ว
เวลานี้ที่ถนนหน้าโถงมังกรชาง
ชาวบ้านที่อพยพหนีสงครามมาจากต่างเมืองพากันเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อสมัครเป็นศิษย์ของโถงมังกรชาง
เด็กและคนชราที่ไม่เข้าเกณฑ์สมัครพากันเข้าแถวรอรับโจ๊กบริจาคกันอย่างเนืองแน่น
หลิวเย่เหินตัวลงเท้าแตะพื้นที่ลานหน้าห้องโถงรับรอง
“ท่านหลี่ชางเจ๋อพวกเราจะทำต่อไปอย่างไรดี?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ
“นั่นสิจะให้พวกเรารับพวกเขาทั้งหมด แล้วอาหารกับเสื้อผ้าล่ะ?”ผู้อาวุโสคนที่สองสอดแทรกขึ้น
“ข้ารู้ ข้ารู้พวกเราพยายามทำให้ดีที่สุด เรารับปากท่านเทพเอาไว้แล้วนะ อย่าลืมสิ” หลี่ชางเจ๋อกำชับถึงคำสัญญา
“เฮ้อแล้วตอนนี้ล่ะ ข้าเองก็สงสารพวกเขา แต่เราขาดแคลนอาหารมากที่สุด” ผู้อาวุโสคนที่สามส่ายหน้าด้วยความหนักใจและหดหู่กับสถานการณ์สงครามที่ตึงเครียดมากขึ้นในทุกวัน
“โอ๊ะ!ท่านเทพมาแล้ว! ท่านเทพมาแล้ว!” ผู้อาวุโสคนที่สี่หันหน้ามาเห็นหลิวเย่ยืนอยู่ที่หน้าห้องโถงพอดี
“โอ้!ท่านเทพมาแล้ว!” ทุกคนลุกขึ้นยืนคารวะหลิวเย่ด้วยความเคารพ
“อืม ข้าเห็นปัญหานั่นแล้ว!”หลิวเย่พยักหน้ารับทราบ
“ข้าจะเชิญรองแม่ทัพหลี่มาปรึกษาท่านเทพในตอนนี้ดีไหม?”หลี่ชางเจ๋อมองหน้าเขาอย่างขอความคิดเห็น
“อืมให้เขามาที่นี่เลย”
สิบลมหายใจต่อมาหลิวเย่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบมาด้วยความเร็วสูงอย่างเร่งรีบ
“คารวะท่านเทพ!”รองแม่ทัพหลี่ชางหลงทำความเคารพหลิวเย่อย่างเต็มพิธี
“อืมไม่ต้องมากพิธี” หลิวเย่โบกมือรับ
“รายงานสถานการณ์ขอรับ!”
“ว่ามา!”หลิวเย่พยักหน้าให้รองแม่ทัพหลี่พูดต่อ
“แม่ทัพฟางที่รักษาชายแดนอาณาจักรเล่ยได้ปะทะกับกองทัพของอีกฝ่ายเมื่อคืนนี้ฝ่ายเราสูญเสียทหารไปมากถึงสองหมื่นคน บาดเจ็บอีกหนึ่งหมื่นคนตอนนี้เหลือเพียงเจ็ดหมื่นคน ทหารฝั่งตรงข้ามมีมากถึงสองแสนคน” เสียงรายงานอันเคร่งเครียดดังขึ้นด้วยความหนักใจ
“ตอนนี้เราฝึกศิษย์ของโถงมังกรชางไปถึงไหนแล้ว?”หลิวเย่หันมาถามหลี่ชางเจ๋อ
“ศิษย์รุ่นแรกที่อยู่กับเราสองร้อยคนตอนนี้ฝึกถึงระดับห้า ส่วนศิษย์รุ่นที่สองสองหมื่นคน ฝึกถึงระดับที่สาม และศิษย์รุ่นที่สามอีกสองหมื่นคนเพิ่งจะฝึกระดับเริ่มต้นขอรับ”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจกับระดับความแข็งแกร่งของศิษย์โถงมังกรชางในขณะนี้
จากนั้นเขาตัดสินใจอย่างเฉียบขาด
“ถึงเวลาเป็นฝ่ายบุกอาณาจักรเล่ยเสียที”