Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 111 เทศกาลแห่งสายน้ำ พัวสุ่ยเจี๋ย

                  ปลอกแขนกระดูกพิษถังเฟยหู่รับมาไว้และตรวจสอบมัน เขาลูบไปตามปลอกแขนนั้นเพื่อตรวจสอบโดยละเอียดเขาสัมผัสได้ว่าปลอกแขนกระดูกนี้มีน้ำหนักที่เบากว่าเดิมแต่ก็สัมผัสได้ว่ามันแข็งแกร่งขึ้นกว่าปลอกแขนเดิมมากนัก

                  ในตอนนั้นเองที่จิ่นเลี่ยงได้กล่าวออกมา“หากเจ้าอยากทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธจิตวิญญาณให้ข้าดูจะเป็นการดีมากแต่จะดีกว่านั้นหากเจ้าหลอมรวมมันเข้ากับจิตวิญญาณของเจ้าไปเลยเพื่อแสดงพลังที่แท้จริงของมันออกมาข้าต้องการที่จะรู้ถึงพลังของปลอกแขนนี้นี่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างอาวุธนี้ในการขายให้แก่ศิษย์คนอื่น”

                  ถังเฟยหู่พยักหน้ารับ“ขอรับอาจารย์ลุง”แต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่คิดถึงเรื่องราวบางอย่างในหัว เขาคิดถึงความเหมาะสมของการใช้จิตวิญญาณที่ผสานเข้ากับอาวุธใหม่ชนิดนี้ซึ่งเขาคิดว่าอสรพิษมรกตคงมีความเหมาะสมมากที่สุด นั่นเพราะปลอกแขนกระดูกพิษถูกสร้างด้วยเพลิงพิษของจิตวิญญาณอสรพิษมรกตอีกทั้งผสานไว้ด้วยเลือดพิษของเขาอีก พลังที่เข้ากันได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นอสรพิษมรกต

                  เขาได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาในทันทีละอองปราณสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขาแล้วรวมตัวกันกลายเป็นงูใหญ่ที่เบื้องหลังของเขาถังเฟยหู่ยื่นปลอกแขนในมือให้แก่อสรพิษมรกต ในตอนนั้นเองที่เจ้างูใหญ่ได้หลอมรวมร่างเข้ากับปลอกแขนนั่นแสงปราณสีเขียวได้ส่องสว่างออกมาในพริบตา

                  หลังสิ้นแสงปราณลงบนแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มได้ปรากฏปลอกแขนกระดูกพิษสวมใส่เอาไว้อยู่บนนั้น ชายหนุ่มได้ลองขยับข้อมือและแขนเพื่อดูความถนัดในการใช้งานดูจากนั้นเขาได้โคจรลมปราณเพื่อกระตุ้นการทำงานของปลอกแขนในตอนนั้นเองที่ปลอกแขนได้งอกกระดูกขึ้นภายในปลอกแขนและพ่นออกมาทางช่องที่เป็นรูปใบหน้าของอสรพิษบนปลอกแขนนั้น

                  ชายหนุ่มได้คีบเข็มกระดูกนั่นไว้ด้วยนิ้วชี้และกลางอย่างรวดเร็วเขาได้สะบัดมือแล้วขว้างซัดเข็มกระดูกนั่นออกไปด้วยหนึ่งเข็มทะลวงฟ้าแห่งวิชาเข็มทิพย์ดอกเหมยเข็มเล่มนั้นพุ่งผ่านอากาศขึ้นไปเบื้องบนอย่างรวดเร็วเข็มเล่มนั้นพุ่งผ่านอากาศไปโดยเสียงที่เงียบเชียบยิ่งกว่าเข็มดำของปลอกแขนอสูรเมฆาเสียอีก

                  ฟิ้ววววว!!

                  ในตอนนั้นเองที่เข็มเล่มนั้นได้ปักเข้าใส่ร่างของนกสีขาวตัวหนึ่งที่กำลังบินอยู่นกตัวนั้นได้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดร่างกายของมันแข็งเกร็งและร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงมา ขนสีขาวของมันค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำทั่วทั้งร่างและสลายไปกลางอากาศนั่นในทันที

                  จิ่นเลี่ยงเผยรอยยิ้มออกมา“ร้ายกาจยิ่งนัก! อาวุธจิตวิญญาณที่สามารถโจมตีในระยะกลางจนถึงไกลอีกทั้งแฝงไว้ด้วยธาตุแห่งพิษ สามารถสร้างอาวุธลับออกมาจู่โจมได้เรื่อยๆด้วยความสามารถงอกกระดูกของอสรพิษกระดูกมารนับว่าเหมาะสมแล้วแต่ธาตุพิษของอาวุธยังจะดูรุนแรงเกินไป หากมิใช่พวกสกุลถังที่ฝึกพิษมาโดยเฉพาะอาจจะเป็นการทำร้ายตัวผู้ใช้เอง” จิ่นเลี่ยงลูบคางของตนพลางคิดบางอย่าง “คงต้องหาทางป้องกันผู้ใช้มิให้ถูกพิษแต่ยังคงต้องหาทางทำให้พิษยังคงมีประสิทธิภาพต่อศัตรู”

                  จิ่นเลี่ยงได้หันกลับไปพูดคุยกับถังจิวหลงต่อเพื่อขอความรู้เกี่ยวกับเรื่องพิษเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มความรู้ที่เขาไม่มีในการสร้างอาวุธลับแบบใหม่ตามที่ใจเขาต้องการหากเขาไม่สามารถทำได้ก็อาจจะทำให้อาวุธชนิดนี้กลายเป็นขายไม่ออกเหมือนกับเขี้ยววายุสองลักษณ์หรือแม้แต่ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าก็เป็นได้

                  ไม่สิ...หากจิ่นเลี่ยงไม่สามารถทำได้ก็คงจะขายไม่ออกยิ่งกว่าอาวุธพวกนั้นก็เป็นได้ทางด้านถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นจึงไม่อยากรบกวนการพูดคุยอันสนุกสนานของอาจารย์ลุงทั้งสองเขาได้ขอตัวลากลับไปยังตำหนักที่หกของตนเองในเวลาอันรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็ได้กลับมาถึงยังห้องพักของตนเองที่ด้านตะวันออกของเรือนพักรับรอง

                  เมื่อมาถึงแล้วเขาก็ได้ปิดบานประตูลงจากนั้นจึงค่อยนำทวนกระดูกมังกรสายฟ้าออกมาจากกำไลมิติ“ทวนเล่มนี้มีไว้เพื่อฝึกกับเพลงทวนทัณฑ์มังกร วิชานี้ต้องมีรากฐานจากมังกรมารกลืนสมุทรที่อยู่ในร่างของอสรพิษน้อยที่เหมาะสมจะหลอมรวมกับอาวุธชิ้นนี้ย่อมต้องเป็นจิตวิญญาณอสรพิษอยู่แล้ว”

                  ร่างกายของเขาพวยพุ่งละอองปราณสีเขียวออกมาปราณเหล่านั้นกำลังจะก่อรูปร่างเป็นอสรพิษมรกต แต่ก่อนที่จะก่อเกิดกายเนื้อ ในตอนนั้นเองที่ละอองปราณเหล่านั้นได้ถูกทวนกระดูกมังกรสายฟ้าดูดซับเอาไว้ทั้งหมดแสงปราณสีเขียวเจิดจ้าได้เปล่งประกายออกมาในพริบตาก่อนที่จะดับแสงลง

                  ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าในมือของเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยดูมีพลังและความรู้สึกที่เปลี่ยนไปราวกับมันมีชีวิตขึ้นมาชายหนุ่มขยับเคลื่อนไหวทวนนั่นไปมาอย่างยากลำบากเพราะน้ำหนักที่มากมายของมัน

                  ปราณมารไร้ลักษณ์เคล็ดกายหยาบมารแห่งหมึกปีศาจ!

                  ในพริบตานั้นเองที่บนผิวหนังของเขาปรากฏรอยสักมารวิ่งพล่านไปมา รอยสักมารได้ก่อตัวกลายเป็นรูปลักษณ์รอยสักวังวนที่เหมือนกับลายบนตัวของหมึกปีศาจวังวนมารในพริบตานั้นเองที่กำลังแขนของเขาเพิ่มมากขึ้นถึงแปดเท่า ทวนกระดูกมังกรสายฟ้าในมือพลันเบาขึ้นกว่าเดิม...ไม่สิเพราะกำลังแขนของเขาเพิ่มมากขึ้น

                  ถังเฟยหู่ถอดเสื้อท่อนบนออกและเริ่มร่ายรำวิชาทวนออกมาชายหนุ่มวาดทวนออกไปอย่างติดขัดอยู่บ้างเพราะน้ำหนักของมัน แต่เขาก็พอใจอยู่บ้าง นั่นเพราะนี่ก็เป็นการเสริมสร้างรากฐานทางร่างกายของตนเองไปด้วยเช่นกันอีกทั้งยังเป็นการฝึกใช้เคล็ดกายหยาบมารไปด้วยอีกส่วนหากเทียบกับตอนแรกที่เขาใช้เคล็ดกายหยาบมารนับว่ามีความชำนาญมากขึ้นหลายส่วนนัก แม้แต่ตอนนี้เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ร่างกายเพื่อหลอมรวมกับจิตวิญญาณอสูรทมิฬเพื่อใช้เคล็ดกายหยาบมารอีกหรือหากเขาใช้อสูรทมิฬผสานกับร่างกายเพื่อใช้เคล็ดกายหยาบมารก็จะสามารถเพิ่มความขึ้นอีกหนึ่งขั้นเช่นกัน

                  หากถังเฟยหู่สามารถฝึกถึงขั้นที่ไม่ว่าจะพึ่งอสูรทมิฬหรือไม่ก็ไม่ต่างกันก็นับว่าสามารถฝึกเคล็ดกายหยาบมารได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วปลายทวนเคลื่อนผ่านไปโดยรอบห้องด้วยกระบวนท่าทวนต่างๆเหงื่อจากร่างของเขาไหลรินไปทั่วทั้งร่างอีกทั้งยังหยดจนไหลนองไปทั่วทั้งพื้นบริเวณนั้น

                  อากาศในห้องของเขาพลันรู้สึกร้อนอบอ้าวขึ้นอย่างมากเป็นเพราะการโหมฝึกยุทธ์ตลอดหลายชั่วยามแม้จะขึ้นวันใหม่แล้วแต่ชายหนุ่มก็ยังไม่หยุดฝึกยุทธ์เขามักจะเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด มักจะฝึกฝนมากมายกว่าคนอื่น ต้องอนทนมากกว่าคนอื่นอีกทั้งยังต้องทนรับความเจ็บปวดมากกว่าคนอื่นจึงสามารถก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

                  “ศิษย์น้องถัง!”ในตอนนั้นเองที่มีเสียงเรียกเจื้อยแจ้วดังจากภายนอกประตูบานประตูห้องของเขาถูกเปิดออกในทันที ในพริบตานั้นเองที่ได้มีสายน้ำสาดเข้ามาจากภายนอกร่างกายของถังเฟยหู่ก้าวถอยหลบน้ำสายนั้นในทันทีด้วยสัญชาตญาณชายหนุ่มได้หันกลับไปมองภายนอกพบว่าคนที่สาดน้ำใส่เขาก็คือศิษย์พี่หยางถิงนั่นเอง

                  “ศิษย์พี่เล่นอะไรของท่านกัน” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกมาอย่างแปลกใจ

                  หยางถิงถอยหายใจออกมาอย่างดูถูกแล้วชูนิ้วชี้สายไปมา“จุๆๆ ศิษย์น้องถังช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยนะ วันนี้เป็นวันพัวสุ่ยเจี๋ยเทศกาลแห่งสายน้ำอันน่าสนุกสนาน! ดูนี่เร็วศิษย์น้อง” หยางถิงได้ยกแขนขวาของนางขึ้นให้ถังเฟยหู่ได้ดู บนแขนของนางได้มีงูสีฟ้าขนาดเล็กตัวหนึ่งพันอยู่มันดูนิ่งสงบ เมื่อมองผ่านๆแล้วราวกับมันเป็นปลอกแขนก็ไม่ปาน

                  “เจ้าตัวนี้....คือ?” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกมา

                  “ศิษย์น้องไม่รู้จักเช่นนั้นเหรอ?เช่นนั้นข้าจะอธิบายให้ฟัง แต่ก่อนอื่น...นี่มันกลิ่นอะไรกันเนี่ย?” หยางถิงทำท่าทางปิดจมูกอย่างรังเกียจ นางมองสำรวจไปทางอีกฝ่ายก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าศิษย์น้องกำลังฝึกวิชาอยู่“ที่แท้กลิ่นเหงื่อของเจ้า มัวแต่อุดอู้ฝึกวิชาในวันพัวสุ่ยเจี๋ย...เฮ้อเหมือนกับพวกศิษย์พี่ในตำหนักของเราไม่มีผิด เอาละๆ ข้าไม่สนใจพวกศิษย์พี่บ้าพวกนั้นหรอกแต่เจ้าเป็นศิษย์น้องจำเป็นจะต้องเชื่อฟังศิษย์พี่อย่างข้า! เอาละไปเตรียมลงจากเขากับข้าได้แล้ว!!”

                  ถังเฟยหู่ได้แต่เกาหัวโดยไม่รู้จะทำเช่นไหรดี “เช่นนั้นศิษย์พี่เชิญรอด้านนอกห้องสักครู่ให้ข้าได้เตรียมตัวสักหน่อยเถอะ”เมื่อกล่าวเสร็จแล้วเขาก็ได้ปิดประตูห้องลง ชายหนุ่มได้เก็บทวนเข้าสู่ห้วงวิญญาณ เขาได้กระตุ้นญาณแห่งสมุทรในการรวบรวมละอองในน้ำอากาศให้มารวมตัวกันกลายเป็นก้อนน้ำขนาดใหญ่และปกคลุมร่างของเขาไว้เพื่อชำระร่างกายจากนั้นเขาจึงค่อยทำเช่นเดียวกันกับเสื้อที่ถูกถอดทิ้งเอาไว้จากนั้นจึงค่อยโคจรปราณเพื่อนำน้ำที่เกาะกุมเสื้อผ้าของเขาเอาไว้ออกไปทั้งหมด

                  ชายหนุ่มได้จัดแจงแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนจะเดินออกไป“รอนานไหมศิษย์พี่”เขาได้กล่าวในทันทีที่เห็นหญิงสาวที่เบื้องนอกกำลังกอดอกมองหน้าเขาอย่างไม่ค่อยจะพอใจเสียเท่าไหรนักที่ทำให้นางรอนาน

                  “เหอะ! ชักช้าเสียจริง เจ้าจงรับสิ่งนี้ไปเถอะ”หยางถิงกล่าวเสร็จก็ได้มอบยันต์อาคมแผ่นหนึ่งให้แก่ถังเฟยหู่ มันคือยันต์ซึ่งมีไว้ใช้ผนึกสัตว์อสูรไว้ภายในอำนวยความสะดวกเมื่อต้องการที่จะซื้อขายทาสอสูร เมื่อใช้งานแล้วจะสามารถทำให้สัตว์อสูรที่ผนึกอยู่ภายในกลายเป็นทาสอสูรของผู้ใช้ได้อย่างง่ายดาย

                  ถังเฟยหู่ก็พอจะรู้จักยันต์ทาสอสูรนี้อยู่บ้างเขาได้โคจรปราณเข้าสู่ยันต์อาคมเพื่อกระตุ้นให้มันทำงาน ยันต์ได้สลายออกและภายในห้วงวิญญาณของเขาได้ปรากฏทาสอสูรตนใหม่ขึ้นมาหนึ่งตัวเขาได้เรียกมันออกมาในทันทีทาสอสูรตนใหม่เป็นงูสีฟ้าขนาดเล็กที่พันอยู่รอบแขนของเขาเหมือนกับของศิษย์พี่หยางถิงไม่มีผิด

                  หยางถิงเผยรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข“เป็นเช่นไร? น่าสนุกไหมละ เจ้านี่เรียกว่างูพัวสุ่ยเจี๋ย เป็นทาสอสูรที่นิยมใช้กันในเทศกาลพัวสุ่ยเจี๋ย” หยางถิงอธิบายระหว่างที่เดินนำถังเฟยหู่ออกไปจากตำหนักที่หกแห่งนี้ “งูพัวสุ่ยเจี๋ยนับว่าเป็นทาสอสูรประจำเทศกาลนี้โดยเฉพาะมันมีพลังที่ต่ำเป็นอย่างมาก ไม่สามารถใช้โจมตีใครได้หรอก พลังของมันก็คือการยิงสายน้ำสาดใส่กันเพื่อความสนุกในเทศกาลเท่านั้นแหละที่เมืองฝูโจวของเรานิยมเล่นเทศกาลนี้กันมาก ที่จริงแล้วเทศกาลวันพัวสุ่ยเจี๋ยนี้พวกเราได้รับอิทธิพลมาจากมณฑลยูนนานแห่งแคว้นซีหนานเมืองฝูโจวเริ่มจัดเทศกาลนี้เมื่อไหรก็ไม่ทราบรู้แต่ว่ามีการจัดเทศกาลนี้มาอย่างยาวนานแล้ว”

                  ถังเฟยหู่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ“เช่นนั้นแสดงว่าศิษย์พี่ต้องการจะชวนข้าลงจากเขาเพื่อไปเล่น...สาดน้ำกันในเทศกาลนี้ใช่หรือไม่?เอ่อ...ศิษย์พี่ ท่านอายุเท่าไหรกันแล้วถึงยังจะเล่นอะไรแบบนี้อีก” ถังเฟยหู่กล่าวถามออกไป

                  หยางถิงหันกลับมามองหน้าถังเฟยหู่อย่างรวดเร็วด้วยสายตาไม่พอใจเท่าไหรนางยกแขนข้างที่มีงูพัวสุ่ยเจี๋ยพันอยู่ขึ้นมาและชี้ไปทางใบหน้าของถังเฟยหู่ในทันทีนางได้โคจรปราณและสั่งการงูน้อยลงไป มันได้อ้าปากและพ่นน้ำสายหนึ่งออกมาใส่ใบหน้าของถังเฟยหู่อย่างจังในครั้งนี้ถังเฟยหู่กลับหลบไม่ทันเสียได้

                  ชายหนุ่มได้ใช้แขนเสื้อเช็ดใบหน้าของตนเองก่อนที่จะเดินตามศิษย์พี่ไปอย่างเงียบๆโดยไม่แกล้งอะไรนางอีกหยางถิงได้นำพาเขาออกไปจากตำหนักที่หกไปยังสถานที่โล่งกว้างแห่งหนึ่งนางได้เรียกทาสอสูรเหยี่ยวขนาดใหญ่ออกมาและชักชวนให้เขาขึ้นไปนั่งบนหลังของมันกับนาง

                  หยางถิงได้นำพาศิษย์น้องของนางบินลงไปจากภูเขาของสำนักอย่างรวดเร็วนางได้สั่งให้เหยี่ยวของนางร่อนลงบริเวณชานเมืองที่ไกลออกมาประมาณครึ่งลี้ก่อนที่จะเก็บทาสอสูรของนางกลับไปและนำพาชายหนุ่มเดินเท้าไปจนถึงประตูเมืองฝูโจว

                  ในตอนนั้นเองเมื่อทั้งสองคนได้เดินเข้าถึงบริเวณเขตเมืองฝูโจวก็ได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงมาตามสายลมอีกทั้งยังมีเสียงของผู้คนลอยตามมากับเสียงเหล่านั้นด้วย พวกเขาทั้งสองได้แสดงตราของสำนักที่ตรงประตูเข้าเมืองและผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

                  เมื่อพวกเขาทั้งสองผ่านประตูเมืองมาได้แล้วก็พบกับบ้านเรือนที่ถูกประดับตกแต่งด้วยผ้าสีสันต่างๆมากมายอีกทั้งยังมีดอกไม้ประดับตามหน้าต่างของบ้านช่องทั้งหลายผู้คนมากมายเต็มไปทั่วทั้งท้องถนน พวกเขาแต่ละคนบ้างก็หอบหิ้วถังน้ำและกวักน้ำจากในถังน้ำนั้นใส่กันด้วยความสนุกสนานในบรรดาคนเหล่านั้นบางคนก็มีงูพัวสุ่ยเจี๋ยพันอยู่รอบแขนของพวกเขาและทำการปล่อยสายน้ำใส่กันอีกทั้งยังมีบางคนที่ใช้วรยุทธ์ควบคุมสายน้ำให้สาดใส่กันอย่างเพลิดเพลิน

                  ถังเฟยหู่เห็นภาพเหล่านั้นแล้วก็เผยรอบยิ้มออกมาเขาไม่เคยพบเห็นเทศกาลที่เต็มไปด้วยความสุขที่รวมกลุ่มคนธรรมดาและผู้ฝึกตนเอาไว้ด้วยกันอย่างไม่แบ่งแยกและเล่นสนุกกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้มาก่อนเลยหยางถิงสะกิดไหล่ของถังเฟยหู่พร้อมกับยิ้มให้เขาและกล่าวออกไป “เป็นเช่นไรวันพัวสุ่ยเจี๋ยของเมืองฝูโจวเราสนุกสนานดีใช่ไหมละพวกเราก็ไปเล่นกับพวกเขาบ้างเถอะ”หยางถิงหัวเราะคิกคักออกมาก่อนที่จะดึงแขนเสื้อของชายหนุ่มเพื่อนำพาเข้าไปเล่นเทศกาลแห่งสายน้ำตรงหน้า

                  ถังเฟยหู่เรียกงูพัวสุ่ยเจี๋ยพันอยู่รอบแขนและปล่อยสายน้ำใส่ผู้โดยรอบส่วนผู้คนของเมืองฝูโจวเองก็สาดน้ำใส่เขาอย่างสนุกและไม่กลัวเกรงแม้แต่น้อยชายหนุ่มพบเห็นเด็กน้อยตัวเล็กๆที่วิ่งไปมาพร้อมกับหลบสายน้ำที่ถูกสาดเข้ามาอย่างสนุกสนาน

                  ส่วนบางคนนั้นถึงกับเรียกจิตวิญญาณและทาสอสูรประเภทสัตว์ขี่ออกมาเพื่อสามารถสาดสายน้ำใส่ผู้คนได้อย่างถนัดส่วนชาวบ้านธรรมดาบางคนก็ออกมาเล่นเทศกาลโดยมีลูกของพวกเขาขี่คอไปพร้อมกับเล่นสายน้ำไปด้วย

                  บนโรงเตี๊ยมในเมืองนั้นก็มีบางคนที่ไม่ได้ออกมาเล่นสนุกแต่กลับร่ำสุราเพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนรื่นเริงของเทศกาลพัวสุ่ยเจี๋ยนี้แทนถังเฟยหู่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างสบายใจเพราะความสนุกสนานกับเทศกาลนี่เหมือนกับเป็นการเยียวยาจิตใจของเขาที่เคร่งเครียดจนเกินไปเคียดแค้นจนเกินไปบ้างสักเล็กน้อย

                  หยางถิงนำพาศิษย์น้องละเล่นน้ำไปเรื่อยๆตามถนนในเมืองจนมาถึงบริเวณลานกว้างแห่งหนึ่งของเมืองที่ตรงนั้นได้มีหญิงงามหลากหลายคนจากหอนางโลมในเมืองออกมาร่ายรำตามประเพณีของเทศกาลพัวสุ่ยเจี๋ยที่มีนามว่าการระบำนกยูงพัดในมือพริ้วไหวไปตามการวาดมือของพวกนางผสานกับสายน้ำที่ถูกสาดไปมาช่างดูงดงามยิ่งนัก

                  ซึ่งนางโลมเหล่านี้มิได้แต่งตัววาบหวิวเหมือนกับช่วงเวลาปกติที่พวกนางทำงานนางก็แต่งตัวเหมือนกับชาวบ้านทั่วๆไป พวกนางได้มาเที่ยวเล่นเทศกาลนี้ในญานะชาวบ้านปกติที่ทำให้พวกนางรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์และสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้คนในเมืองอีกทั้งยังมีผู้คนที่ออกมาบรรเลงเพลงตามท้องถนนหรือแม้แต่บางคนที่บรรเลงเพลงจากในบ้านของตนและเปิดหน้าต่างให้เสียงเหล่านั้นลอยออกไป

                  ในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนว่าหยางถิงจะนึกอะไรออก“จริงสิ! ศิษย์น้องถัง เจ้าตามข้าไปยังแม่น้ำหมินเจียงเถอะ!ในวันพัวสุ่ยเจี๋ยยังมีอะไรอย่างหนึ่งที่สนุกกว่านี้อีกนะ! นี่นับว่าเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดในเทศกาลเลยก็ว่าได้! ถ้าพวกเราไปตอนนี้ยังทันนะ!” หยางถิงได้นำพาชายหนุ่มออกไปทางประตูเมืองซึ่งใกล้กับแม่น้ำหมินเจียงที่สุด

                  พวกเขาทั้งสองทะยานออกไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมราวกับวายุเพียงไม่นานพวกเขาทั้งสองก็ได้มาถึงริมแม่น้ำหมินเจียงที่มีเสียงของผู้คนจำนวนมากอยู่ที่สุดสายตาพวกเขาสามารถเห็นกลุ่มคนจำนวนมากกำลังมุงดูอะไรบางอย่างที่ริมแม่น้ำหมินเจียงนั่น

                  “ศิษย์พี่หยางถิงพวกเขากำลังทำอะไรอยู่เหรอ?”ถังเฟยหู่กล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย ผู้คนจำนวนมากโดยรอบมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและรอคอยอะไรบางอย่างอยู่บริเวณริมแม่น้ำหมินเจียงก็ได้มีผู้คนยืนอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะชาวบ้านกว่าหลายส่วนของเมืองฝูโจวและหมู่บ้านเล็กๆใกล้เมืองใหญ่

                  พวกชาวบ้านเหล่านั้นกำลังดูแลและตรวจสภาพของเรือไม้ขนาดใหญ่ที่ดูปราดเปรียวและมีส่วนหัวของเรือเป็นใบหน้าของมังกรชาวบ้านเหล่านั้นบ้างก็ถือไม้พายเรือขึ้นกว่ากวัดแกว่งฝึกซ้อมอีกทั้งร้องส่งเสียงและกวัดแกว่งไม้พายอย่างพร้อมเพรียง

                  อีกทั้งถังเฟยหู่ยังสามารถเห็นผู้ฝึกตนที่เรียกจิตวิญญาณและทาสอสูรธาตุน้ำออกมาอยู่บริเวณแม่น้ำหมินเจียงนั่นในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้อธิบายต่อชายหนุ่มว่าสิ่งนี้ถูกเรียกว่าการแข่งขันเรือมังกรเป็นประเพณีเพื่อประชันหาผู้รวดเร็วที่สุดในท้องน้ำ แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังเข้ามาแข่งขันในงานแข่งครั้งนี้แทบทุกปี

                  หยางถิงเลิกคิ้วขึ้นและหันกลับไปมองทางศิษย์น้องของตน“เป็นเช่นไร เจ้าสนใจที่จะเข้าร่วมแข่งขันกับผู้อื่นหรือไม่ที่จริงการแข่งขันเรือมังกรก็มิได้รางวัลอะไรหรอกนะ เพียงแต่เป็นงานแข่งขันที่ไว้เชื่อมสัมพันธ์ของผู้คนในเมืองและเพื่อความสนุกสนานข้ามักสังเกตว่าเจ้าชอบเคร่งเครียดมากเกินไป เจ้าไปแข่งเสียเถอะนี่เป็นคำสั่งศิษย์พี่นะ!” นางกล่าวเสร็จก็ได้นำนิ้วของตนเองไปดีดใส่หน้าผากของอีกฝ่ายเหมือนที่เคยทำ

                  ถังเฟยหู่ได้แต่ถอนหายใจออกมาและยอมทำตามแต่โดยดีเขาได้เดินไปยังบริเวณริมแม่น้ำที่มีผู้คนจำนวนมากกำลังเตรียมจะแข่งขันมีผู้ฝึกตนหลายคนที่เรียกสัตว์อสูรและจิตวิญญาณจำพวกปลา อสรพิษ ม้าวารีหรือแม้แต่มังกรธาตุน้ำออกมา เขาได้สังเกตเห็นชายชราร่างผอมแห้งผู้หนึ่งกำลังเดินจดบางอย่างลงบนหนังสือเล่มหนึ่งชายคนนั้นเข้าไปคุยกับทุกคนที่กำลังจะเข้าแข่งขัน

                  ชายหนุ่มคิดว่าชายชราคนนั้นคงจะเป็นคนที่ดูแลการแข่งขันเรือมังกรเขาได้เดินเข้าไปหาชายชรานั่นพร้อมกับกล่าวออกมา “ท่านลุงเรียนถามท่านหน่อยว่าหากข้าต้องการจะร่วมแข่งขันเรือมังกรจะต้องทำอย่างไรบ้างหรือ?” ชายหนุ่มกล่าวถามออกไป

                  ชายชราคนนั้นหันกลับมาและสอดส่องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า“เหอะๆ คนหนุ่มไฟแรงอีกหนึ่งคนมาแล้วคาดว่าการแข่งเรือมังกรปีนี้คงจะมีสีสันที่น่าสนใจมากขึ้นนะ เอาละบอกชื่อกับข้อมูลของเจ้ามาเถอะ ข้าเป็นคนจัดการดูแลการแข่งขันเอง”

                  ถังเฟยหู่ได้กล่าวบอกชื่อกับสำนักของตนออกให้ชายชราได้รับรู้เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วชายชราได้บอกกล่าวให้ถังเฟยหู่ไปรอคอยเวลาที่บริเวณริมแม่น้ำชายหนุ่มมองสำรวจคนอื่นดูไปแล้วก็เห็นมีบางคนที่สวมใส่ชุดของสำนักแปดดาราดูเหมือนว่าคนของสำนักข้างเคียงในเมืองแห่งนี้ก็ได้เข้ามาแข่งขันด้วยกันสินะ

                  ชายหนุ่มได้เรียกทาสอสูรอสรพิษวารีระดับสามของเขาออกมาอสรพิษวารีได้เลื้อยลงไปในแม่น้ำหมินเจียงและว่ายไปมาเพื่อทำความคุ้นชินกับสถานที่และบรรยากาศของโลกภายนอกนั่นเพราะชั่วชีวิตของมันได้แต่อาศัยอยู่ในแดนลับทะเลปีศาจ บางทีเมื่อเจอสภาวะแวดล้อมภายนอกอาจทำให้อสรพิษวารีรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเล็กน้อย

                  ในตอนนั้นเองที่เขาได้เสียงบางอย่างเสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นและเรียกความสนใจของผู้คนทุกคนไปชายหนุ่มได้หันไปมองยังก็พบว่าคนที่เป่าแตรเขาสัตว์นั้นก็คือชายชราร่างผอมแห้งคนนั้นชายชราได้กล่าวขึ้น “เอาละพ่อแม่พี่น้องเมืองฝูโจวทั้งหลายถึงเวลาแห่งความสนุกสนานของพวกเราแล้ว การแข่งเรือมังกรปีนี้หวังว่าพวกเราได้พบเห็นความตื่นเต้นเร้าใจของการแข่งขันในครั้งนี้นะ!เอาละผู้แข่งขันมารวมตัวกันตรงนี้ได้แล้ว”

                  เมื่อสิ้นคำกล่าวของชายชราผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดก็ได้ไปรวมตัวอยู่บริเวณที่ชายชราคนนั้นได้ประกาศคำพูดของเขาออกมาผู้ฝึกตนได้นำพาสัตว์วิเศษของพวกเขาไปยังบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วส่วนชาวบ้านจำนวนมากมายก็ได้ช่วยนำพาเรือรูปมังกรของพวกเขาลงไปยังแม่น้ำหมินเจียงแห่งนั้นชาวบ้านพวกนั้นต่างขึ้นไปเตรียมตัวอยู่บนเรือพร้อมกับเตรียมไม้พายพร้อมกับจะออกตัวในทุกเวลา

                  ในตอนนั้นเองที่บนเรือมังกรของชาวบ้านลำหนึ่งได้มีชายหนุ่มหนวดดกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามได้ถอดเสื้อท่อนบนออกเข้าได้ตะโกนออกมาจนหนวดกระดิก “เอาละพี่น้องของข้า! พวกเรามาแสดงพลังให้ทุกคนได้เห็น! ให้มันได้เห็นถึงพลังกายของพวกเรา!เอาละพวกเราจะต้องชนะ! เฮ่!”

                  เฮ่!!

                  เสียงของฝีพายคนอื่นในเรือมังกรได้ตะโกนตอบรับออกมาชาวบ้านบนฝั่งทั้งหลายที่เห็นดังนั้นก็ได้โห่ร้องออกมาอย่างดีใจ ส่วนผู้ฝึกตนคนอื่นรวมถึงถังเฟยหู่ก็ได้ขี่ทาสอสูรและจิตวิญญาณของตนไปรวมตัวอยู่เป็นระนาบเดียวกันบนแม่น้ำหมินเจียงสายตาของทุกผู้คนเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าตนเองจะชนะ

                  เสียงโห่ร้องของผู้คนเสียงตะโกนอย่างสนุกสนานของชาวบ้านหรือแม้แต่สถานะการณ์รอบด้านที่มีผู้ฝึกตนรวมถึงชาวบ้านเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ในการแข่งขันยิ่งทำให้ถังเฟยหู่บังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมาในใจของเขาได้บังเกิดความรู้สึกฮึกเหิมและตื่นเต้นขึ้นมาชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมาอย่างยินดี

                  ถังเฟยหู่จดจ้องไปยังปลายทางที่เป็นเส้นชัย“ก็น่าสนุกดีนะ!”

                  ในตอนนั้นเองที่ชายชราร่างผอมแห้งได้ตะโกนออกมา “เอาละพ่อแม่พี่น้องแห่งเมืองฝูโจวจะถึงเวลาเริ่มการแข่งขันเรือมังกรของพวกเราแล้ว! ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมแล้วกันข้าจะนับถอยหลังเมื่อสิ้นสุดก็คือสัญญาณเริ่มการแข่งขัน! สาม!”ในตอนนั้นเองที่เมื่อคำว่าสามดังขึ้น เสียงของผู้คนที่มารับชมก็ได้ตะโกนขึ้นมาพร้อมกับด้วยคำว่าสามเช่นกันเพื่อนับถอยหลังตามชายชราผู้นั้น

                  สอง!

                  หนึ่ง!

                  ปู๊นนนน!!

                  เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นอีกครั้ง! ในตอนนั้นเองที่ผู้แข่งขันทุกคนได้ลงมือพร้อมกันจนห้วงน้ำขยับเคลื่อนไหวขึ้นอย่างแรงตามแรงขับเคลื่อนของพวกเขาราวกับแม่น้ำสายนั้นได้เกิดมังกรหลากหลายตัวแหวกว่ายอยู่ฝีพายของเรือมังกรของชาวเมืองฝูโจวได้ขยับเคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกับและพุ่งตรงไปทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว!

                  “เร็วเข้าพวกเรา อย่าไปยอมแพ้คนอื่น! ฮูเล่!” ชายหนวดดกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามได้ตะโกนออกมาจนสุดเสียงเขาเหยียบอยู่บนหัวเรือมังกรพร้อมกับชี้ไปทางด้านหน้า ชาวบ้านคนอื่นในเรือได้ขยับไม้พายขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

                  ทางด้านผู้ฝึกตนมากมายก็ได้บังคับสัตว์วิเศษทั้งหลายให้พุ่งตัวไปตามแม่น้ำสายนั้นอย่างรวดเร็วแต่มักจะเป็นที่รู้กันราวกับเป็นธรรมเนียมว่าการแข่งเรือมังกรของผู้ฝึกตนด้วยกันมักจะลงมือใส่กันเองเป็นปกติอยู่แล้วแต่นั่นก็นับว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งของการแข่งนี้เช่นกันโดยเฉพาะการช่วงชิงไหวพริบกัน!

                  ในตอนนั้นเองที่ศิษย์สำนักแปดดาราที่ขี่ม้าวารีที่ควบขี่อยู่บนผิวน้ำได้ยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาเขาได้ซัดฝ่ามือของตนกลับไปทางด้านหลัง ฝ่ามือเหมันต์เยือกธุวดาราแห่งวรยุทธ์ฝ่ามือธุลีจันทราถูกซัดออกมาอย่างรวดเร็วลำแสงปราณสีฟ้าเยือกสัมผัสกับผิวน้ำทำให้ผิวน้ำของแม่น้ำหมินเจียงกลายเป็นน้ำแข็งและขัดขวางผู้ฝึกตนอื่น

                  มีหลายคนที่พยายามโจมตีทำลายน้ำแข็งนั่นรวมถึงบางคนก็ใช้ทาสอสูรและจิตวิญญาณของตนทำลายน้ำแข็งนั่นทิ้งเสียมีหลายคนที่พยายามขัดขวางผู้อื่น ส่วนอีกหลายคนก็ทำแค่ป้องกันตัวเองไว้ส่วนถังเฟยหู่เองก็เรียกเข็มกระดูกออกมาจากปลอกแขนกระดูกพิษและดีดออกไปเพื่อทำลายน้ำแข็งที่ยึดเกาะร่างของอสรพิษวารีไว้

                  ถังเฟยหู่เองก็รู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นไม่นึกเลยว่าผู้ฝึกตนจะเล่นสนุกกันเช่นนี้ในการแข่งเรือมังกร “ฮ่าๆๆๆมันน่าสนุกจริงๆอย่างที่ศิษย์พี่บอกสินะ ได้! ข้าเองก็จะเล่นสนุกกับพวกเจ้าด้วยแล้วกัน!”ถังเฟยหู่ไขว้แขนทั้งสองข้างและสะบัดออกไปในตอนนั้นเองที่มีเข็มหกเล่มพุ่งออกไปพร้อมกับด้ายปราณสีแดง

                  เข็มและด้ายหกเส้นสายได้วาดออกไปชายหนุ่มได้สะบัดมือและบังคับให้ด้ายปราณหกเส้นพุ่งออกไปในแนวขวางและวาดใส่ผู้ฝึกตนหกคนพวกเขาเหล่านั้นบางคนก็หลบไม่พ้นจนถูกด้ายปราณอันแข็งแกร่งเกินปกติหวดจนตกจากสัตว์ขี่ของพวกเขาแต่ก็มีหลายคนที่ได้รนำอาวุธจิตวิญญาณออกมาและป้องกันตัวได้ทัน

                  หนึ่งในคนที่ป้องกันตัวได้ก็คือคนของสำนักแปดดาราที่เป็นผู้โจมตีใส่คนอื่นเป็นคนแรกนั่นเองชายคนนั้นได้หันกลับไปมองยังถังเฟยหู่ก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นคนของสำนักเสียงสวรรค์ซึ่งเป็นคู่ปรับของสำนักเขา“ฮ่าๆๆ เป็นสหายของสำนักเสียงสวรรค์เองหรอกเหรอช่างน่าสนุกกว่าดิมอีกนะปีนี้! รับการโจมตีของข้าเถอะ!”

                  ฝ่ามือธุลีจันทรา แสงจันทราทะยานฟ้า!

                  ชายคนนั้นได้วาดมือฟันออกไปและส่งปราณดาบจันทร์เสี้ยวจู่โจมใส่ร่างกายของถังเฟยหู่ในทันทีถังเฟยหู่สะบัดแขนทั้งสองข้างออกไปและได้มีเข็มจำนวนสองร้อยกว่าเล่มออกมาจากแขนทั้งสองข้างพวกมันถูกบังคับหมุนวนรอบกายและกลายเป็นมายาปราณของกลีบดอกไม้สีชมพูที่หมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว!

                  เข็มทิพย์ดอกเหมย ดอกอิงฮวากั้นเมฆา!

                  ปั้งงงง!

                  ปราณดาบเข้าปะทะกับกระบวนท่าป้องกันของเขาและรับการโจมตีกว่าหลายส่วนเอาไว้ได้ปราณดาบจันทร์เสี้ยวที่เหลือไม่ถึงครึ่งได้ทะลวงปราการปราณป้องกันของเขาเข้ามาได้แต่ดวงตาของชายหนุ่มเป็นสีม่วงเรืองรองกลับมองเห็นปราณดาบที่เข้ามาได้อย่างถนัดตานั่นเพราะเขาโคจรวิชาสายเลือดดวงตาตาเหยี่ยวพันลี้เอาไว้อยู่แล้ว

                  นิ้วของเขาโคจรวิชาดัชนีเหล็กออกมาและวาดออกไปด้วยวิชากรงเล็บมารกระดูกขาวกระบวนท่ากระชากคอหอยถูกตะปบใส่ปราณดาบนั่นจนแตกสลายไปอย่างง่ายดาย ในตอนนั้นเองที่เขาได้สั่งให้อสรพิษวารีสะบัดหัวขึ้นเพื่อทำให้ร่างของเขาที่ยืนอยู่บนหัวของมันได้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน

                  ในตอนที่ลอยอยู่กลางอากาศนั้นเองที่ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างนึกสนุกเขาได้ปลดปล่อยปราณสีเขียวและเรียกอสรพิษมรกตออกมาแต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ก่อร่างขึ้นมา เขาก็ได้สะบัดแขนไปทางด้านข้างและทำท่ากำมือหลวมๆไว้ละอองปราณเหล่านั้นได้รวมตัวกันในมือของเขาและก่อร่างกายเป็นทวนกระดูกมังกรสายฟ้า

                  ในพริบตาที่เขาถือทวนเล่มนั้นก็ทำให้ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็วเพราะน้ำหนักอันมากมายของมันในพริบตานั้นเองที่เขาได้ใช้เคล็ดกายหยาบมารออกมาที่แขนข้างที่ถือทวนอยู่รอยสักมารรูปคลื่นวังวนได้บังเกิดขึ้นเต็มแขนในตอนนั้นเองที่เขาได้มองไปยังเบื้องหลังที่ไม่มีใครอยู่และขว้างทวนนั้นออกไปอย่างสุดแรง!

                  ตู้มมมมม!!

                  ด้วยน้ำหนักและแรงขว้างอันมหาศาลทำให้ทวนเล่มนั้นพุ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับธนูที่หลุดออกจากแล่งทวนกระดูกมังกรสายฟ้ากระแทกพื้นแม่น้ำอย่างรุนแรง แรงอันมหาศาลนั้นเมื่อกระทบผิวน้ำได้ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ขึ้นมาเขาได้โคจรญาณแห่งสมุทรออกมาพร้อมกับตาเหยี่ยวพันลี้

                  เขาได้บังคับร่างของอสรพิษวารีให้เคลื่อนไหวอยู่ในที่พอดีกับการเคลื่อนไหวของคลื่นยักษ์นั่นอย่างพอดิบพอดีอสรพิษวารีพุ่งกายขึ้นไปอยู่เหนือคลื่นน้ำที่ลอยขึ้นสูงชายหนุ่มได้ร่อนร่างลงมาบนหัวของอสรพิษวารีได้อย่างพอดิบดีราวกับจับวาง ญาณแห่งสมุทรในร่างของเขาได้ผสานเข้ากับพลังญาณในร่างกายของอสรพิษวารีและควบคุมห้วงน้ำไว้อย่างสมบูรณ์ผู้ฝึกตนทั้งหลายที่มองไปเบื้องหน้าได้เห็นเงาบางอย่างเมื่อพวกเขาหันกลับไปได้แต่ทำหน้าถอดสี นั่นเพราะด้านหลังของพวกเขาคือคลื่นยักษ์!

                  ตู้มมมมม!!

                  คลื่นน้ำม้วนตัวเข้าถล่มใส่ร่างของผู้ฝึกตนทุกคน! ร่างของถังเฟยหู่และอสรพิษวารีที่ล่องคลื่นอยู่ด้านบนกลับเป็นผู้ที่ปลอดภัยที่สุดและลงสู่พื้นน้ำอย่างง่ายดายอีกทั้งคลื่นนั่นยังส่งให้ร่างกายของอสรพิษวารีพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วเพราะแรงส่งของคลื่นนั่นเสียงของผู้คนมากมายโห่ร้องออกมาอย่างตื่นเต้นกับภาพที่ไม่เคยเห็นแม้คลื่นน้ำจะสาดใส่ร่างกายของทุกคนบนฝั่งแต่พวกเขาก็รู้สึกสนุกเป็นอย่างมาก!

                  ในตอนนั้นเองที่อสรพิษวารีและถังเฟยหู่พุ่งร่างผ่านเส้นชัยไปได้เป็นคนแรกอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาเสียงของผู้คนโห่ร้องออกมาอย่างดีใจ เสียงของผู้คนจำนวนมากตะโกนอย่างกึกก้องชื่อของสำนักเสียงสวรรค์ในเทศกาลพัวสุ่ยเจี๋ยปีนี้ได้ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเพราะวีรกรรมการของขันเรือมังกรซึ่งจะถูกจดจำไปอีกนานสำหรับผู้พบเห็น

                  เมื่อแข่งขันเสร็จสิ้นผู้คนจำนวนมากกลับมาลุมล้อมร่างกายของถังเฟยหู่เอาไว้ให้ลอยเหนือตัวพวกเขาและโยนร่างของเขาไปมาด้วยความสนุกสนานและนับถือในความสามารถและความเร็วในห้วงน้ำของเขาผู้ฝึกตนคนอื่นที่โผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำหมินเจียงหลังจากถูกคลื่นถล่มไปก็หาได้โกรธเคืองพวกเขาได้แต่ยิ้มและหัวเราะอย่างสุขใจ นั่นเพราะดูเหมือนว่าจะมีคนบ้าดีเดือดเข้ามาสร้างสีสันให้กับเทศกาลในปีนี้สินะ...


    ==========================================

    ตอนพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ คงไม่ช้าไปนะ หุๆๆ