เส้นทางสู่ฉางอัน ริมแม่น้ำเว่ย
วันที่ยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบเก้าของการเดินทาง
สามวันผ่านไปในแบบที่ยาก
ไม่ใช่ยากเพราะมีศัตรู ยากเพราะไม่มี
การเดินทางที่ไม่มีอะไรขัดขวางทำให้จิตใจของคนที่ชินกับการระวังตัวตลอดเวลาต้องหาสมดุลใหม่ เว่ยหันเฉินขี่หวงเจินในจังหวะที่เขาลดความตึงเครียดลงเล็กน้อยแต่ไม่วางมือจากด้ามดาบ หลิวซานเดินและสังเกตสิ่งรอบข้างโดยนิสัยที่ทำตลอดยี่สิบกว่าปี
และซูหลิงเยิ่นเดินพร้อมกับฝึก
เธอไม่นั่งลงฝึกใน่พักอีกแล้ว เธอฝึกขณะเดิน เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอต้องทำได้ในสนามรบจริง
วันแรกของสามวันนั้น ซูหลิงเยิ่นลองรักษาวงปราณน้ำในขณะเดิน
ล้มเหลวสิบสองครั้งก่อนที่จะสำเร็จ
ปัญหาคือเมื่อก้าวเดิน ร่างกายสั่นในจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ และวงปราณน้ำที่้าขอบเขตที่นิ่งเพื่อวนอยู่ได้นั้นสั่นตามร่างกาย เธอต้องหาวิธีทำให้ขอบเขตในจิตใจนิ่งในขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหว ซึ่งเป็สิ่งที่ฟังดูง่ายแต่ทำยากมาก
เหมือนการตั้งแก้วน้ำไว้บนโต๊ะที่ขยับอยู่ตลอดเวลา
เว่ยหันเฉินเห็นเธอล้มเหลวซ้ำ ๆ ไม่พูดอะไร รอดูว่าเธอจะหาวิธีแก้ปัญหาเองได้ไหม
ครั้งที่สิบสาม เธอหยุดล้มเหลว
"ท่านเว่ย" เธอพูดขณะเดิน "ในการรักษาคนไข้ หมอต้องสงบก่อนแม้ว่าจะยืนอยู่ก็ตาม แม่สอนว่าความสงบไม่ใช่เื่ของร่างกาย มันเป็เื่ของจิตใจ"
"ใช่"
"ดังนั้นถ้าข้าทำให้จิตใจสงบได้แม้ขณะเดิน ขอบเขตของวงปราณก็จะสงบด้วย แม้ว่าร่างกายจะไม่หยุด"
"ลอง"
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อ ครั้งนี้เธอไม่พยายามรักษาขอบเขตจากภายนอกเข้ามา แต่สร้างมันจากภายในออกไป เหมือนแกนเทียนที่นิ่งอยู่กลางเปลวไฟที่ไหว
วงปราณน้ำก่อตัวขึ้น สั่นเล็กน้อยตามก้าวเดิน แต่ไม่สลาย
สิบนาทีผ่านไป
ยังอยู่
ยี่สิบนาที
ยังอยู่
"เจ็ดก้าว" หลิวซานพูดเบา ๆ จากด้านหลัง
ซูหลิงเยิ่นแปลกใจเล็กน้อยจนวงสั่น แต่ก็ดึงกลับมาได้
"เจ็ดก้าวขณะเดิน?" เธอถามเงียบ ๆ
"ครับ ผมลองเดินเข้าไปในวงดู"
เว่ยหันเฉินได้ยินแต่ไม่หัน แต่รู้สึกถึงปราณน้ำที่ััที่หลังม้า อ่อนกว่าตอนที่เธอนั่งฝึก แต่มีอยู่และสม่ำเสมอกว่าที่เขาคาดไว้
วันที่สองของสามวัน
ซูหลิงเยิ่นรักษาวงปราณน้ำขณะเดินได้นานสามสิบเจ็ดนาทีก่อนที่จะรู้สึกว่าแรงเริ่มหมด
เธอลดวงลง หายใจออก ดื่มน้ำจากกระบอก
หลิวซานเดินมาเคียงข้าง "คุณหนูเหนื่อยมากกว่าการนั่งฝึกสองเท่าครับ"
"เพราะเดินไปด้วยในเวลาเดียวกันค่ะ" เธอพูด "แต่ข้าคิดว่าถ้าฝึกต่อไปอีกสองสามวัน ร่างกายจะชินกับการทำสองอย่างพร้อมกัน"
"เหมือนการหัดเดินตอนเด็กครับ ตอนแรกต้องคิดทุกก้าว แต่พอชินแล้วก็เดินโดยไม่ต้องคิด"
"ใช่ค่ะ" เธอพยักหน้า "และเมื่อไหรที่วงปราณน้ำกลายเป็สิ่งที่ทำโดยอัตโนมัติ ข้าจะมีจิตใจที่เหลือไปทำอย่างอื่นได้"
"เช่นสังเกตสนามรบ" เว่ยหันเฉินพูดจากหลังม้าข้างหน้า
"ใช่ค่ะ"
วันที่สามของสามวัน
ซูหลิงเยิ่นรักษาวงได้นานห้าสิบสองนาทีขณะเดิน รู้สึกเหนื่อยแต่ไม่หมดแรง ความเหนื่อยนั้นลดลงจากวันแรกอย่างชัดเจน
เว่ยหันเฉินสังเกตและบันทึกไว้ในหัว
ฮวนปราณทำงานอย่างที่เขาคาดไว้ ไม่ใช่แค่ฟื้นฟูพลังงานที่ใช้ไป แต่ยังช่วยให้ร่างกายและจิตใจปรับตัวกับงานใหม่ได้เร็วขึ้น เหมือนน้ำที่ซึมเข้าหินทุกวัน ทิ้งร่องรอยไว้ทีละเล็กน้อยจนในที่สุดหินก็เปลี่ยนรูปร่าง
เย็นของวันที่สาม พวกเขาหยุดพักที่โคนต้นหลิวใหญ่ริมแม่น้ำเว่ย
หลิวซานออกไปหาข้อมูลที่หมู่บ้านเล็กข้าง ๆ ฉินเย่หยุดรออยู่ในระยะสองร้อยก้าวตามเดิม
เว่ยหันเฉินและซูหลิงเยิ่นนั่งอยู่คนเดียวด้วยกัน ซึ่งเป็เื่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยใน่หลัง
เธอกำลังตรวจสมุนไพรในถุงยา นิ้วพลิกดูใบไม้แห้งและรากแต่ละชิ้น
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่ที่หินริมน้ำ มองดูน้ำในแม่น้ำเว่ยที่ไหลในสีทองอ่อนของแสงเย็น
"ท่านเว่ย"
"อะไร"
"วันนี้ท่านนิ่งกว่าปกติค่ะ" เธอพูดโดยไม่ยกหน้าจากถุงยา "ข้าหมายถึงนิ่งในแบบที่ต่างจากการเฝ้าระวัง"
เว่ยหันเฉินมองน้ำ "เป็ยังไง?"
"เหมือนคนที่กำลังเตรียมพร้อมกับบางสิ่งที่ไม่ใช่การต่อสู้"
เขาไม่ตอบทันที แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
"ฉางอันใกล้เข้ามา" เขาพูดในที่สุด "ทุกอย่างที่ผมเดินมาตลอดสิบปีจะไปรวมอยู่ที่นั่น เมื่อสิ่งนั้นใกล้เข้ามา มันทำให้คนนิ่งลงในแบบที่แตกต่างกัน"
ซูหลิงเยิ่นวางถุงยาลง หันมามองเขา
"ท่านกลัวไหมคะ?"
"กลัว" เขาตอบตรง
"กลัวอะไร?"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นาน ลมพัดผ่านใบหลิวที่ห้อยลงมา เสียงใบไม้ไหวเบาเหมือนการกระซิบ
"กลัวว่าสิ่งที่อาจารย์ใหญ่ซ่อนไว้นั้น เมื่อเปิดออกแล้ว จะเป็สิ่งที่โลกไม่ได้อยากรู้"
ซูหลิงเยิ่นมองเขา ในดวงตาของเธอมีการเข้าใจในแบบที่เธอไม่พูดออกมาว่าเข้าใจ
"ท่านหมายความว่า ถ้าในห้องนั้นมีวิธีหยุดหยูเทียน มันอาจหมายความว่าหยูเทียนเป็สิ่งที่ต้องหยุดในระดับที่ใหญ่กว่าที่เราจินตนาการ"
"ใช่" เขาพูดเงียบ ๆ
"และถ้าใหญ่กว่านั้น แปลว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดไม่ใช่แค่เื่ของสำนักไท่อวี้หรือสมาพันธ์หยูหลิน แต่เป็เื่ของบางอย่างที่ใหญ่กว่า"
เว่ยหันเฉินมองเธอ
"เ้าเข้าใจเื่นี้มาั้แ่เมื่อไหร่?"
"ค่อย ๆ เข้าใจค่ะ" เธอพูด "ั้แ่หลิวซานบอกเื่หยูเทียนที่อาจอยู่มาร้อยปี ั้แ่ปู่เซาที่ยอมเสี่ยงทำลายร่างกายตัวเองเพื่อปราณที่เสริมแต่งเข้ามา และั้แ่คนของหยูเทียนที่โจมตีผู้ส่งสารของกวนหยู สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมของคนที่แค่้าอำนาจส่วนตัว มันเป็พฤติกรรมของคนที่เชื่อว่าตัวเองกำลังทำอะไรบางอย่างที่ 'ควรทำ' ในระดับที่ใหญ่กว่าตัวเอง"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
"ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนที่ทำเพราะโลภ" เธอพูดต่อ เสียงยังเรียบ "แต่คนที่ทำเพราะเชื่อว่าถูกต้อง"
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่นานก่อนที่จะพูด
"อาจารย์ใหญ่บอกผมว่า ในคัมภีร์นั้นมีสิ่งหนึ่งที่ท่านค้นพบเกี่ยวกับชั้น 6 เทียนเต้า สิ่งที่ทำให้ท่านเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับชั้นนั้นอย่างสิ้นเชิง"
ซูหลิงเยิ่นรอ ไม่รีบ
"ท่านบอกว่าชั้น 6 ไม่ใช่แค่ระดับของพลัง มันคือสภาวะที่ปราณของคนคนหนึ่งเชื่อมต่อกับกฎของจักรวาลโดยตรง คนที่บรรลุชั้น 6 ไม่ได้แค่มีพลังมากขึ้น เขาเริ่มรับรู้ว่ากฎของจักรวาลกำลังพูดอะไรอยู่" เว่ยหันเฉินพูดช้า ๆ "แต่นั่นก็หมายความว่าเขาอาจตีความกฎนั้นในแบบของตัวเอง และถ้าเขาตีความผิด..."
"เขาอาจเชื่อว่าสิ่งที่ทำลายล้างคือ 'กฎ'" ซูหลิงเยิ่นพูดต่อ เสียงเงียบลง
"อาจารย์ใหญ่บอกว่านั่นคือสิ่งที่ท่านกลัวมากที่สุด ไม่ใช่คนที่ชั่วร้ายที่บรรลุชั้น 6 แต่คนที่เชื่อว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องและมีพลังมากพอที่จะบังคับให้คนอื่นเชื่อตามด้วย"
ซูหลิงเยิ่นนั่งนิ่งอยู่กับคำพูดนั้น แม่น้ำเว่ยไหลผ่านความเงียบนั้นอย่างไม่หยุด
"ดังนั้นห้องกุญแจ" เธอพูดช้า ๆ "ไม่ใช่แค่วิธีหยุดคนที่เป็ชั่วร้าย แต่เป็วิธีป้องกันไม่ให้ 'ชั้น 6' กลายเป็เครื่องมือของการตีความที่ผิด"
"นั่นคือสิ่งที่ผมคิด" เว่ยหันเฉินพูด "แต่ผมยังไม่รู้ว่าอาจารย์ใหญ่ออกแบบมันให้ทำงานอย่างไร ผมรู้แค่ว่ามัน้าผลึกสองเม็ดและปราณลักษณะเฉพาะ"
"ปราณของข้า"
"ใช่"
ซูหลิงเยิ่นมองน้ำในแม่น้ำเว่ย สีทองของแสงเย็นบนผิวน้ำนั้นสวยงามในแบบที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองสวย
"ท่านเว่ย ข้าถามตรง ๆ ได้ไหมคะ?"
"ถาม"
"ถ้าในห้องกุญแจนั้นมีบางอย่างที่้า 'การใช้' ปราณของข้าในแบบที่อาจทำให้ข้าเจ็บ ท่านจะยังคงเปิดมันไหม?"
เว่ยหันเฉินหันมามองเธอ
"ไม่" เขาพูด เสียงเรียบแต่ชัดกว่าทุกคำที่เขาเคยพูดมาในการเดินทาง
เธอมองเขา "ท่านแน่ใจหรือ? ถ้าสิ่งนั้นสำคัญขนาดที่อาจารย์ใหญ่วางแผนมาตลอด..."
"อาจารย์ใหญ่ออกแบบมันให้้าปราณของเ้า ไม่ใช่เพื่อทำลายเ้า" เว่ยหันเฉินพูด "ท่านรู้จักสายเืเทียนชิงเม่ยและฮวนปราณดีกว่าใครทั้งหมด ท่านจะไม่ออกแบบระบบที่ทำลายสิ่งที่ท่านรู้ว่ามีค่ามากกว่านั้น"
"แต่ถ้าท่านออกแบบผิดพลาด?"
"ถ้าเปิดห้องแล้วผมรู้สึกว่าเ้าอยู่ในอันตราย ผมจะหยุด" เขาพูดตรง "และถ้าหยุดแล้วหยูเทียนได้สิ่งที่้าในที่สุด ก็ยังดีกว่าให้เ้าเป็อันตราย"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่นาน
แล้วก็พูดเงียบ ๆ
"ท่านพูดเื่นี้เหมือนคนที่ไม่ได้ตัดสินใจจากความเ็า"
"ผมไม่ได้ตัดสินใจจากความเ็า"
เธอมองเขา ในดวงตามีบางอย่างที่อ่อนโยนขึ้นในแบบที่เธอไม่ได้ตั้งใจให้เห็น แต่แสงเย็นที่ทอดลงมาจากต้นหลิวทำให้มองเห็นได้
"ขอบคุณค่ะ" เธอพูดเงียบ ๆ
"ไม่ต้องขอบคุณ มันคือสิ่งที่ควรเป็"
"ท่านพูดอย่างนั้นกับทุกคนที่ท่านพาเดินทางไหม?"
เว่ยหันเฉินหันออกไปมองแม่น้ำ
"ไม่เคยพาใครเดินทางนานขนาดนี้" เขาพูดเงียบ ๆ
ซูหลิงเยิ่นนั่งรับคำพูดนั้นไว้โดยไม่พูดซ้ำ
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นอีกครั้งหลังจากเงียบอยู่สักพัก
"อะไร"
"ข้าอยากถามเื่ที่ท่านอาจไม่ตอบ"
"ถามก่อนค่อยรู้ว่าตอบไหม"
เธอหยุดคิดอยู่ครู่ราวกับกำลังหาคำที่ถูกต้อง
"ตลอดสิบปีที่ท่านเดินคนเดียว ท่านคิดถึงคนในสำนักไหม? คิดถึงพวกเขาในแบบที่เศร้าเสียใจ หรือคิดแบบอื่น?"
เว่ยหันเฉินนิ่งอยู่นานกว่าปกติ นานพอที่ซูหลิงเยิ่นคิดว่าเขาจะไม่ตอบ
"ทั้งสองแบบ" เขาพูดในที่สุด "ตอนแรกเป็ความเศร้าเสียใจล้วน ๆ มีเวลา่หนึ่งที่ผมไม่รู้ว่าจะลุกขึ้นทำอะไรต่อไปได้" เขาหยุดสั้น ๆ "แต่พอเวลาผ่านไป ความเศร้าเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันยังอยู่ แต่กลายเป็น้ำหนักที่พาให้เดินต่อแทนที่จะหยุดอยู่กับที่"
"น้ำหนักไม่เหมือนกันกับหินที่กดลงไหมคะ?" เธอถาม
"เหมือนกัน แต่ถ้าเรียนรู้ที่จะแบก มันทำให้ก้าวเดินแน่นขึ้นแทนที่จะหนักขึ้น"
ซูหลิงเยิ่นมองเขา ในดวงตามีสิ่งที่เธอไม่พูดออกมาแต่สื่อได้ มันคือความเห็นอกเห็นใจที่ไม่้าความสงสาร
"ท่านคิดถึงใครบ้างในสำนัก?" เธอถาม เสียงเบา
"อาจารย์ใหญ่" เขาตอบก่อน "รุ่นพี่คนหนึ่งที่สอนผมเื่ดาบั้แ่ยังเป็เด็ก และเพื่อนรุ่นเดียวกันสองสามคน"
"ท่านจำชื่อพวกเขาได้ไหมคะ?"
"จำได้ทุกคน" เขาพูดเงียบ ๆ "ชื่อและใบหน้า ผมจำทุกคนที่ผมเคยรู้จักในสำนักได้ ทุกคน"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้าช้า ๆ
"แม่ข้าก็จำชื่อคนในสำนักได้ทั้งหมดค่ะ" เธอพูดเงียบ ๆ "ข้าพบสมุดบันทึกของเธอหลังจากเธอเสียชีวิต ในนั้นมีชื่อคนมากมาย บางชื่อมีบันทึกสั้น ๆ ว่าเป็อย่างไร ท่านชอบอะไร เก่งอะไร แม่ไม่เคยพูดถึงพวกเขาให้ข้าฟัง แต่เธอยังจำพวกเขาอยู่ตลอด"
เว่ยหันเฉินไม่พูด แต่มือซ้ายขยับมาที่กระเป๋าโดยอัตโนมัติ
"ท่านเว่ยอยู่ในสมุดนั้นไหมคะ?" เธอถามเบา ๆ
เขาหันมามองเธอ
"ข้าไม่ได้อ่านทั้งหมด" เธอรีบพูด "แค่รู้ว่ามีชื่อมากมาย"
"ไม่รู้ว่าอยู่ไหม" เขาพูดหลังจากนิ่งอยู่สักครู่ "แต่ผมรู้ว่าแม่เ้ารู้จักผม แม้จะไม่บอกเ้า"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า
"ข้าคิดว่าแม่เขียนเื่ท่านไว้ค่ะ" เธอพูดเงียบ ๆ "เพราะในสมุดนั้นมีหน้าหนึ่งที่มีตัวอักษรสองคำ แค่สองคำที่ไม่มีคำอธิบายอื่น"
"คำไหน?"
เธอมองหน้าเขา
"'รอเวลา'"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
ในอกของเขามีบางอย่างที่เคลื่อนขึ้นมาและไม่ยอมกลับลงไปที่เดิม มันไม่ใช่ความเศร้า ไม่ใช่ความดีใจ แต่เป็บางอย่างที่อยู่ในช่องว่างระหว่างสองสิ่งนั้น
บางอย่างที่เขาจะต้องเรียนรู้ที่จะตั้งชื่อในวันใดวันหนึ่ง
หลิวซานกลับมาจากหมู่บ้านในเวลาที่แสงเย็นกำลังจะดับลง ถือขนมปังสดสองก้อนและปลาเค็มห่อในผ้าใบเล็ก ๆ
เขาเห็นสองคนนั่งอยู่ริมน้ำในระยะห่างจากกันพอดี ไม่ใกล้มากไม่ไกลเกิน ความเงียบระหว่างพวกเขานั้นเป็ความเงียบที่เขาจำแนกออกได้ว่าต่างจากความเงียบของคนสองคนที่ไม่มีอะไรจะพูด
เขาวางขนมปังและปลาลงโดยไม่พูดอะไร แล้วก็นั่งลงที่หินฝั่งตรงข้ามในระยะที่พอเหมาะ
คืนนั้น ก่อนนอน เว่ยหันเฉินออกมายืนที่ขอบค่ายในความมืดสักครู่
ลมริมแม่น้ำเว่ยเย็นกว่าตอนกลางวัน พาเสียงน้ำไหลมาจากทิศตะวันออก
เขาหยิบกล่องไม้ออกมา เปิด
ผลึกสองเม็ดอุ่นสม่ำเสมอ
แต่วันนี้เขาไม่มองผลึก เขามองกล่องนั้นอยู่ครู่แล้วก็ปิดลงโดยไม่เก็บเข้ากระเป๋าทันที
รอเวลา
ซูเม่ยหลานเขียนไว้สองคำ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีบริบท แค่สองคำที่บันทึกไว้บนหน้ากระดาษโดยคนที่รู้ว่าวันหนึ่งลูกสาวจะได้อ่านมัน
เขาไม่รู้ว่าสองคำนั้นหมายถึงเขาหรือเปล่า
แต่เขารู้ว่ามันตรงกับสิ่งที่เขาทำมาสิบปี ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
เขาเก็บกล่องเข้ากระเป๋า หันกลับเข้าค่าย
สี่วัน
เช้าวันรุ่งขึ้น ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาและเริ่มฝึกวงปราณน้ำก่อนที่ทั้งสองคนอื่นจะตื่น เดินเป็วงกลมเล็ก ๆ รอบค่ายในแสงก่อนรุ่งอรุณ
วงปราณน้ำอยู่กับเธอโดยไม่ต้องพยายามมากนัก มันวนอยู่ในจังหวะที่เธอรู้สึกว่าเริ่มเป็ของตัวเองแล้ว ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมที่เธอต้องควบคุม แต่เป็ส่วนหนึ่งของเธอที่เพิ่งตื่นขึ้น
เว่ยหันเฉินลืมตาขึ้น รู้สึกถึงปราณน้ำที่ััอยู่ที่หลังเขาเบา ๆ แม้จะยังนอนอยู่บนที่นอน
เขาไม่พูด แค่รับรู้ว่ามันอยู่ที่นั่น
แล้วก็ลุกขึ้น
สี่วัน