กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 52 รองเจ้าสำนัก

            บริเวณด้านหลังหมู่ตึกพิทักษ์ธรรมเป็นลานกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง พอให้ผู้คนหลายพันยืนเรียงแถวกันได้อย่างสบาย ลานนี้ปกติมิค่อยได้ใช้งาน เนื่องด้วยศิษย์ตระกูลหวงแต่ละตึกแยกฝึกในพื้นที่ของตน สำหรับงานใหญ่อย่างพิธีศิษย์ใหม่กราบพบเจ้าสำนักก็จัดในตึกใหญ่ซึ่งรองรับคนได้หลายพันเช่นกัน

            ประมุขหวงบงการให้ศิษย์ของตึกใหญ่จัดสร้างปะรำพิธียาวหนึ่งร้อยวา ยกสูงจากพื้นท่วมศีรษะแบ่งเป็นสองระดับ ตั้งโต๊ะใหญ่จัดป้ายบูชาสี่ป้าย ใช้เวลาประมาณเจ็ดวันก็เสร็จสมบูรณ์ แต่มิได้บ่งบอกว่าจะจัดงานอันใด

            เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น ไม่ถูกเรียกให้ช่วยงาน พวกมันได้แต่ยืนมองท่านประมุขสั่งการอยู่ไกล ๆ ด้วยความกังวล เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ประมุขหวงไม่ให้พวกมันช่วยงานแม้แต่น้อย

            หวงซิ่นจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่แล้ว ยิ่งพอเห็นเบย์ซาคอยจดบัญชีให้ประมุขหวง มันยิ่งเหมือนไม้ยืนต้นตาย ไม่ว่าคนรอบข้างพูดอันใดคล้ายไม่ได้ยินได้ฟัง

            “ป้ายใหญ่สี่ป้าย เป็นป้ายบูชาอดีตรองประมุขที่พลีชีพทั้งสี่ แต่ช่วงนี้มิใช่เวลาที่เคยจัดงานบูชา ทั้งที่ผ่านมาท่านประมุขก็มอบหมายให้พวกเราดำเนินการ”

            เสวียจงยังอดกังวลมิได้ว่าพวกตนกระทำสิ่งใดผิดไป แม้จากการพูดคุยกับศิษย์น้องก็ยืนยันว่าช่วงนี้ไม่มีปัญหาใด

    ศิษย์ผู้หนึ่งเดินมาหาพวกมัน

            “ศิษย์พี่ทั้งสี่ อาจารย์หญิงเรียกไปพบที่ตึกใหญ่”

            เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น เข้าพบหวงฮูหยินที่ห้องน้ำชา 

            หลังจากนั่งลง พวกมันได้แต่มองหน้ากัน  

            “ไม่ทราบว่าอาจารย์หญิงมีสิ่งใดให้รับใช้”

            ผู้กล่าวย่อมเป็นพี่ใหญ่อย่างเสวียจง มันแม้ไม่มีความโดดเด่นด้านใดเป็นพิเศษ แต่มีอาวุโสสูงสุดในสำนัก ด้วยอายุสามสิบห้าปี นิสัยสุขุมรอบคอบ ทั้งยังใจเย็นหนักแน่น เป็นผู้ช่วยอันดับหนึ่งของประมุขหวง

            เสวียจงความจริงอายุน้อยกว่าหวงฮูหยินไม่กี่ปี แต่เมื่อเมื่อประมุขหวงรับนางเป็นภริยา ก็ให้ความเคารพเป็นอาจารย์หญิง ทั้งหวงฮูหยินเองดูแลศิษย์ตระกูลหวงราวมารดากับบุตร ทั้งหมดผูกพันกันอย่างเหนียวแน่นดังเครือญาติ

            “เสวียจง เจ้าอยู่กับตระกูลหวงมากี่ปี”

            แม้จะมิทราบว่าหวงฮูหยินถามเพราะเหตุใดแต่ก็ตอบไป

            “ศิษย์เข้าสำนักตั้งแต่เด็ก บัดนี้นับเวลาได้ยี่สิบห้าปี”

            นี่ก็ใช่ เพราะบิดาของเสวียจงสนิทสนมกับประมุขหวง จึงนำตัวมาฝากเรียนวิชาบู๊ตั้งแต่อายุราวสิบขวบ มิคาดว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

            “เยวี่ยจง เจ้าอยู่กับตระกูลหวงมานานเท่าใด”

            “เรียนอาจารย์หญิง ศิษย์เข้าสำนักหลังพี่ใหญ่ราวสี่ถึงห้าปี”

            เยวี่ยจงเป็นคนเมืองอื่น ดั้นด้นเดินทางมาขอเรียนวิชา มันขยันขันแข็งหมั่นฝึกฝน ทั้งมีพรสวรรค์ใช้ได้ ในศิษย์อาวุโสทั้งสี่มันอาจมีวรยุทธสูงสุด แต่ให้ความเคารพต่อเสวียจงราวพี่ชาย ทั้งทราบดีว่าตนไม่ละเอียดรอบคอบเท่า การงานในสำนักจึงมักต้องให้เสวียจงคอยแนะนำ

    ปีนี้เยวี่ยจงอายุสามสิบสอง

            หวงหลงกับหวงซิ่นผิดกับศิษย์พี่ทั้งสอง เนื่องจากพวกมันแทบจะไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่ประมุขหวงพบเข้าตอนเดินทางไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยสงคราม เห็นว่าเด็กสองคนน่าเวทนาทั้งมีหน่วยก้าน จึงให้รับมาเลี้ยง หวงหลงอายุยี่สิบเก้า ส่วนหวงซิ่นอายุยี่สิบเจ็ด ทั้งสองพื้นเพคล้ายกันทั้งวัยใกล้เคียง จึงสนิทสนมกันมากที่สุด 

            สำหรับหวงหลงและหวงซิ่น หากไม่มีตระกูลหวง ทั้งสองป่านนี้ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ในรูปแบบใด

            หวงฮูหยินหยิบเสื้อผ้าออกมาสี่ชุด

            ศิษย์ตระกูลหวงโดยทั่วไป แต่งกายด้วยชุดสีเทาอ่อน แม้แต่ศิษย์อาวุโสทั้งสี่ก็ไม่แตกต่าง มีเพียงประมุขหวงที่บางคราวสวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม แต่สำหรับหวงเจียงเฉียง ไม่ว่าอยู่ในเสื้อผ้าใด ผู้คนแทบทั้งลั่วหยางมิมีผู้ใดไม่รู้จัก

            พรุ่งนี้เช้าจะมีพิธีสำคัญ พวกเจ้าสวมชุดนี้เข้าร่วมงาน

            ทั้งสี่รับเสื้อผ้ามา แต่ละชุดตัดเย็บขึ้นใหม่ด้วยผ้าสีน้ำเงินอ่อนสวยงาม เนื้อผ้ามีราคากว่าชุดที่พวกมันสวมอยู่

            “นี่เป็นชุดใหม่ของสำนักเราหรืออาจารย์หญิง”

            หวงหลงถามขึ้น

            “ไว้พรุ่งนี้จะทราบเอง ไปพักผ่อนเถิด”

            วันรุ่งขึ้น เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น ต่างแต่งกายด้วยชุดใหม่ ทั้งหมดพบว่าเสื้อผ้าถูกตัดเย็บมาพอดีกับตัวของแต่ละคน เมื่อเดินไปที่ปะรำพิธี  ศิษย์ตระกูลหวงทั้งห้าพันคนและศิษย์สำนักอื่นอีกสองพันคนยืนเรียงแถวอยู่ในลานกว้าง พอสอบถามก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าท่านประมุขจะจัดงานอะไร จึงไปยืนอยู่ด้านหน้าตามตำแหน่งของศิษย์อาวุโส

            บนปะรำพิธีนั่งไว้ด้วยประมุขหวง ไต้ซือฟางเว่ย เจ้าสำนักบู๊ตึ้งนักพรตเจิ้งชวาฉู่  เจ้าสำนักกระบี่เทพจวงเจี่ย เจ้าสำนักทวนหยกเจี๋ยไคว่  เจ้าสำนักเมฆาคำรนเล่อเซี่ยว และเจ้าสำนักหงส์ขาวฮุ่ยเหมยลี่

            บรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งขรึม

            ประมุขหวงยืนขึ้น 

            “เรียนท่านเจ้าสำนักทั้งหกและไต้ซือฟางเว่ย วันนี้แม้เป็นงานภายในของตระกูลหวง แต่ในโอกาสที่ทุกท่านเสียสละนำกำลังเดินทางมาเพื่อร่วมมือกันต่อสู้กับพรรคมาร จึงรบกวนให้ทุกท่านและศิษย์ของทุกสำนักเป็นสักขีพยาน”

    เสียงของประมุขหวงแฝงกำลังภายใน แม้ผู้ที่อยู่ท้ายแถวยังสามารถได้ยิน

            ไต้ซือฟางเว่ยลุกขึ้นยืน

            “นี่เป็นพิธีสำคัญของตระกูลหวง หกสำนักยินดีอย่างยิ่ง ทั้งการนี้จะเป็นผลดีต่อค่ายธรรมะโดยรวม”

            จากนั้นประมุขหวงบูชาป้ายชื่อรองเจ้าสำนักทั้งสี่ แล้วเดินมายืนหยัดตรงกลางปะรำพิธี เงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง 

            “สี่สิบปีที่แล้ว รองเจ้าสำนักทั้งสี่ของตระกูลหวงและศิษย์อีกนับร้อยพลีชีพเพื่อคุณธรรม นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง กล่าวไปเป็นความผิดของข้าพเจ้าที่หุนหันพลันแล่น หลังจากนั้นด้วยความรู้สึกผิด มิอาจตั้งผู้ใดขึ้นมาเป็นรองเจ้าสำนักแทน มิคาดฟ้าดินเมตตา ตระกูลหวงเติบโตก้าวหน้า มีศิษย์ถึงห้าพันคน ทั้งข้าพเจ้าชราแล้ว สมควรที่จะมีผู้ช่วยอย่างเป็นทางการ เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลง หวงซิ่น ขึ้นมาด้านบน”

            ทั้งสี่เดินขึ้นไป 

            ประมุขหวงเร่งเร้ากำลังภายในถึงขีดสุด ก่อนจะพูดให้ได้ยินทั่วลานกว้างอย่างชัดเจน

            “ข้าพเจ้าหวงเจียงเฉียง ประมุขสำนักตระกูลหวง ขอแต่งตั้งศิษย์อาวุโสทั้งสี่ เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลง และหวงซิ่น ให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าสำนักตระกูลหวงตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

            ศิษย์ตระกูลหวงทั้งห้าพันคนชูมือขึ้นตะโกนส่งเสียงยินดีอย่างพร้อมเพรียง ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ ศิษย์หกสำนักที่ยืนอยู่หลายคนถึงกับขนลุกซู่ 

            เสวียจงได้สติเป็นคนแรก คุกเข่าลงกับพื้น เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่นรีบคุกเข่าตาม

            “ขอบพระคุณท่านอาจารย์” 

            เสวียจงกล่าวได้เพียงนั้นก็รู้สึกเหมือนลำคอตีบตัน ไม่อาจส่งเสียงได้

            “ถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว พวกเจ้าช่วยงานของสำนักมานาน ควรจะได้รับผลตอบแทน”

            หวงหลงและหวงซิ่นแม้พยายามอย่างถึงที่สุด แต่อดน้ำตาคลอมิได้ มันทั้งสองเป็นเด็กกำพร้าสิ้นไร้ไม้ตอก บัดนี้กลับมีตำแหน่งรองเจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ แม้เป็นความฝันยังแทบไม่อยากเชื่อถือ

            “พวกเจ้าลุกขึ้น”

            จากนั้นเสวียจง เยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น ทำพิธีบูชาป้ายชื่อรองเจ้าสำนักทั้งสี่ รับการแสดงความยินดีจากไต้ซือฟางเว่ยและเจ้าสำนักที่เหลือ จึงเป็นอันเสร็จพิธี

            เบย์ซายืนอยู่ด้านข้างของลานกว้าง แม้นางเป็นคนนอก แต่ประมุขหวงก็จัดสถานที่ให้อย่างเหมาะสม

            คราวนี้ดูสิว่าท่านจะมีข้ออ้างอย่างไร 

            นางคาดโทษบุรุษทึ่มไว้ในใจ

            เสี้ยวอู่หมิงตื่นขึ้น พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงเช่นเดิม ทั้งมีผ้าห่มคลุมกายเรียบร้อย

            เท่าที่จำได้มันหน้ามืดล้มลงจากเตียง

            แต่ไม่รู้เลยว่าลุกขึ้นมาตอนไหน

            เมื่อนึกถึงกำลังภายใน พบว่ารุนแรงราวน้ำป่า จึงรีบผ่อนลมปราณลง 

            คราวนี้เรี่ยวแรงมีมากขึ้น

            มันลุกขึ้นจากเตียงอย่างง่ายดาย

            รู้สึกหิวขึ้นมา จึงหยิบพัดคู่ใจเดินออกมาชมตัวเมือง หาร้านอาหารเช้าง่าย ๆ

            เสี้ยวอู่หมิงแวะร้านบะหมี่เนื้อที่ดูซอมซ่อ ผู้คนบางตา แต่สังเกตได้ว่าคนในร้านส่วนใหญ่มีอายุ ท่าทางเป็นลูกค้าเก่าแก่

            “บะหมี่เนื้อแห้งและน้ำ อย่างละหนึ่งชาม”

            วันนี้ท้องร้องเป็นพิเศษ

            บะหมี่ถูกยกมาพร้อมกัน กลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่น 

            เสี้ยวอู่หมิงกินบะหมี่สองชามหมดลงอย่างรวดเร็ว

            “รสดียิ่ง” 

            มันเอ่ยชม

            “ขอบคุณนายท่าน”

            ชายชราเจ้าของร้านยิ้มจนตาหยี

            “ท่านลุงพักนี้การค้าขายเป็นอย่างไร”

            “พอไปได้ พวกทหารคึกคักเตรียมตัวเดินทาง”

            ใกล้กำหนดเสด็จกลับลั่วหยางแล้ว

            “นายท่านไม่คุ้นหน้า คงมิใช่คนแถวนี้”

            “ย่อมไม่ ข้าพเจ้ารับราชการต้องเดินทางไปมา”

            “บุตรชายของข้าน้อยก็เป็นทหารอยู่กองเสบียง คราวนี้ต้องไปลั่วหยาง ไม่รู้จะกลับมาเมื่อใด”

            เสี้ยวอู่หมิงคิด หากลูกเจ้าของร้านไม่ยอมกลับมาสืบทอดร้านบะหมี่ที่รสเยี่ยม คงน่าเสียดายอย่างยิ่ง

            จากนั้นมันเดินโบกพัดชมตัวเมืองฉางอานไปพลาง ความทรงจำที่เลือนลางก็ค่อย ๆ กลับมา 

            จ้าวแห่งธนูลาโลกไปด้วยน้ำมือของมันที่เมืองแห่งนี้

            เนื่องจากเสี้ยวอู่หมิงไม่นิยมการฆ่าฟัน การลงมือสังหารจึงเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจที่สุด

            เหตุใดมนุษย์ต้องทำร้ายกัน

            เป็นสิ่งที่เฝ้าถามตัวเอง

            ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ มีพื้นที่ให้ทุกคนอาศัยอยู่ เนื้อสัตว์และพืชพรรณก็สามารถที่จะแบ่งปันให้พอกิน เหตุใดยังมีคนยากไร้ขาดแคลน แม้กระทั่งอดอยากล้มตาย 

            ความสุขของชีวิตอยู่ที่ใด

            ภาพของเหมยฮวาแวบเข้ามา

            นางงามสุดหล้าฟ้าดิน

            แต่ไร้น้ำใจให้

            เจิงเจิ้งจิงเดินมาหา

            เสี้ยวอู่หมิงอดแปลกใจมิได้ ฉางอานใหญ่โตมหึมา แต่เหมือนกับพี่ใหญ่ผู้นี้สามารถหามันพบอย่างง่ายดาย

            “อยู่นี่เองน้องกลาง วันนี้ดูเจ้าสดชื่นขึ้นมาก”

            “พี่ใหญ่มีสิ่งใดให้รับใช้”

            “หามิได้ แต่เจ้าคงต้องไปพบผู้ใต้บังคับบัญชาบ้าง”

            เสี้ยวอู่หมิงเพิ่งนึกได้ว่าตนรับหน้าที่ดูแลหน่วยเก็บฟืน แต่ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อสิ่งใด มันไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานของหน่วยนี้สักน้อย เข้าใจว่าทำหน้าที่เสาะหาไม้ฟืนมาหุงหาอาหารเท่านั้น

            “ต้องไปที่ใด”

            “พี่ใหญ่จะพาไปเอง”

             บริเวณรอบนอกส่วนที่ห่างไกลของพระราชวัง เป็นที่ทำการของหน่วยงานระดับรอง หากเป็นทหารก็มักจะมิใช่หน่วยรบ 

            แม้แต่เสี้ยวอู่หมิงที่ชมชอบเดินเที่ยว ก็ยังมิเคยมาที่นี่

            เจิงเจิ้งจิงพามันมาถึงโรงเรือนแห่งหนึ่ง ดูออกจะทรุดโทรม ผิดกับอาคารส่วนใหญ่ของวังหลวง

            ด้านในมีทหารอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน

            เจิงเจิ้งจิงเดินอาด ๆ เข้าไป นายทหารผู้หนึ่งเห็นมัน จึงรีบเข้ามารายงานตัว

            “ผู้น้อยหัวหน้าหน่วยเก็บฟืน มิทราบท่านแม่ทัพมีสิ่งใดให้รับใช้”

            แท้จริงเจิงเจิ้งจิงมิใช้แม่ทัพอันใด เป็นเพียงการเรียกยกย่องจนเกินเลยเท่านั้น

            “นี่คือเสี้ยวอู่หมิง คนที่เว่ยกงกงสั่งให้มาดูแลหน่วยเก็บฟืน”

            นายทหารนั้นหันมาคำนับ

            “ผู้น้อยลี่ไฉ คารวะท่านเสี้ยว”

            “พี่ไฉมิต้องเกรงใจ ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งให้มาช่วยอำนวยความสะดวกให้พวกท่านเท่านั้น การสั่งงานต่าง ๆ ยังเป็นของพี่ไฉเช่นเดิม”

             ลี่ไฉมีท่าทางยินดี ด้วยตอนแรกมันนึกว่าตนมีความผิดจึงต้องส่งคนมาจัดการ แม้หัวหน้าหน่วยเก็บฟืนมิใช่ตำแหน่งใหญ่โต แต่ก็เป็นงานเดียวที่มันมี หากสูญเสียไปก็คงต้องกลับไปขายบะหมี่”

            “มิได้ ทางหน่วยเหนือกำชับมาอย่างหนักแน่นให้ผู้น้อยดูแลท่าน พวกเราทำหน้าที่เก็บฟืน เวลาเดินทางอาจมิค่อยสะดวกสบาย แต่ก็จะปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ”

            “เช่นนั้นต้องรบกวนพี่ไฉแล้ว”

     

     

    คล้ายกับเรื่องกระบี่ไร้วาจา ที่คุณอ่าน