“ทำไมปีศาจงูบ้าคลั่งตัวนั้นถึงมีกล่องแบบนี้?”
“กล่องนี้มันคืออะไรกันแน่...แล้วคนมนุษย์หัวเสือดาวในลายฉลุเป็นใครกัน? ถ้าไม่ใช่เพราะเขาฉันก็คงไม่ได้ไปที่บึงบัวนั่น และก็คงไม่รู้จักคัมภีร์โอสถนิรันดร์ ถ้าไม่มีเขาฉันก็คงตายคามือจูหงเสวี่ยไปนานแล้ว”
“แล้วบึงบัวนั่นมันที่ไหนกัน?เป็นภาพมายาหรือความฝันงั้นเหรอ? แล้วถ้าเป็นภาพมายาจริง... ทำไมฉันถึงจำวิชายุทธเวทที่ปรากฏขึ้นที่นั่นได้?แล้วถ้าหากเป็นความจริง ประเทศหวาซย่า... ไม่สิ บนโลกนี้ไม่มีทางมีปีศาจขนาดใหญ่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นอยู่แน่นอน”
“ใครเป็นคนสร้างกล่องกล่องนี้ขึ้นมากันแน่?ของล้ำค่าขนาดนี้ ทำไมไม่ถูกพูดถึงหรือปรากฏขึ้นตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์เลย?”
คำถามมากมายผุดขึ้นมาในห้วงสมองอย่างไม่ขาดสายสวีหยางอี้มันใจ 100% ว่ามันเป็นต้นเหตุที่นำพาตัวเขามาถึงจุดนี้
แต่ว่า...
เขาไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด
ถามว่าโอกาสเข้าทำงานในที่ดีๆสำคัญไหม?
ถามว่าการฝึกวิชายุทธเวทขั้นจินตันสำคัญไหม?
ทั้งหมดล้วนสำคัญ!
แต่เมื่อเทียบกับคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์มันกลับไม่สำคัญแม้แต่น้อย!
การหลอมยาก็คือการหล่อหลอมสร้างคนที่แข็งแกร่งขอแค่เขาทำได้สำเร็จตัวเขายังต้องไปใส่ใจเรื่องการเปิดรับสมัครเข้าทำงานพวกนั้นอยู่อีกเหรอ?
วิชายุทธเวทขั้นจินตัน...เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เท่านั้น!
ในพิธีจบการศึกษาครั้งใหญ่ตอนนั้นเขาสิที่เป็นคนที่ได้รับคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ตัวจริง!ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังของฉู่เจาหนานหรือพวกอันดับหนึ่งพวกนั้นต่างก็เทียบไม่ติด!
ดูเหมือนจะมีเบาะแสอะไรบางอย่าง?
เขาหรี่ตาครุ่นคิดหลายนาทีแล้วทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่าช่วงที่จูหงเสวี่ยตกใจกลัวจนเสียสติมันตะโกนคำว่าอาวุธราชันย์ขึ้นมา!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก นี่อาจจะเป็นกุญแจไขเปิดประตูพิศวงบานนี้ก็เป็นได้
“หลี่จงหยวน”เขาส่งกระแสจิตเรียก
“ครับ นายท่าน”หลี่จงหยวนตอบรับทันที ใครจะไปรู้ว่าขณะที่กำลังระมัดระวังตัวอยู่ด้านนอก ตัวเขากำลังรอการเรียกของเจ้านายตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“นายรู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุโบราณบ้างไหม...”เขายกกล่องจิ๋วนั้นขึ้นมา “ฉันต้องการไขปริศนาบางอย่างแต่มีข้อแม้แค่ข้อเดียวเท่านั้น คนไขปริศนาคนต้องไม่ใช่คนปากสว่าง”
“ไม่กลัวผมเล่ห์เหลี่ยมเหรอ?”
“ก็แล้วแต่นาย”สวีหยางอี้ไม่หวั่นสะทก สิ่งนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ตัวเขาถูกตามฆ่าจากผู้ฝึกตนขั้นจู้จีถ้าข้อมูลรั่วไหลออกไป มีแต่ต้องฆ่าทิ้งเท่านั้น
“แต่ถ้า...” สวีหยางอี้เงียบขรึมลงพักหนึ่ง“นายแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ก็ไม่ต้องโผล่หน้ากลับมาหาฉันอีก”
หลี่จงหยวนได้ยินเช่นนั้นร่างขนาดใหญ่ของเขาก็สั่นระริกขึ้นทั้งตัว แต่ก็พยายามกัดฟันพูดขึ้น “นายท่านงานนี้ยากมาก... ถ้ามีคนตามฆ่านายท่านอยู่จริงๆ แค่นายท่านปรากฏตัวขึ้นมา ก็อาจจะถูกฆ่าทิ้งทันทีก็เป็นได้ฉะนั้นจะให้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับนายท่านปรากฏขึ้นมาสู่สายตาคนอื่นไม่ได้วิชาเวทของผู้ฝึกตนมีหลากหลายคุณสมบัติ และวิชาเวทในการสะกดรอยก็มีอยู่ถมไป...”
“ฉันก็แค่ถามนายว่าพอจะหาได้ไหม”สวีหยางอี้พูดขึ้นเสียงเรียบ
“ได้ครับ!”
สวีหยางอี้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจริงๆ แล้วเขาก็แค่ถามขึ้นเฉยๆ แต่ไม่นึกว่าเจ้านี่จะรู้จักคนพรรค์นั้นกับเขาด้วย
จากนั้นสวีหยางอี้ก็ทำท่าเป็นเชิงให้อีกฝ่ายพูดขึ้นเองหลี่จงหยวนจึงตอบกลับด้วยความเคารพ “นายท่าน... ในประเทศหวาซย่า...ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่หลงใหลในวัตถุโบราณ...”
ต้องร่วมมือกับเผ่าปีศาจงั้นเหรอ?
แต่ถึงกระนั้น สวีหยางอี้ก็พยักหน้าอย่างไม่ลังเล“ฉันจะเตือนนายอีกแค่ครั้งเดียว หากข้อมูลเรื่องนี้รั่วไหลออกไป นายตายสถานเดียว”
“ครับ!” หลี่จงหยวนตอบกลับทันที“นายท่าน ตอนนี้นายท่านเป็นคนของกลุ่มไหน?”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม“ฉันไม่ได้เป็นคนของกลุ่มไหนทั้งนั้น”
ตอนนี้สวีหยางอี้ก็จนปัญญาอยู่เหมือนกันและคนที่พอจะเชื่อใจได้ในตอนนี้ก็มีแต่หลี่จงหยวนเท่านั้นแต่หากหากไม่มีสัญญาแห่งชีวิต เจ้านี่ก็คงไม่ให้ความร่วมมือแบบนี้หรอก
“ฉันจะวางไว้ตรงนี้เดี๋ยวสักพักฉันจะเข้าฌานสักหน่อย หลังจากฉันออกฌาน ฉันต้องการคำตอบทันที”
“โปรดวางใจได้เลยครับ...”
ทั้งคนทั้งคางคกนิ่งเงียบลงไปพักหนึ่งไม่นานสวีหยางอี้ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดหนึ่งมวน “เล่าเหตุการณ์ของโลกผู้ฝึกตนให้ฉันฟังหน่อย”
“ครับ...นายท่านอยากฟังเรื่องไหน? ผมใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในโลกผู้ฝึกตนนี้มาสามสิบกว่าปีแล้วถึงแม้ตบะของผมจะไม่เท่าไร แต่ว่าเรื่องข้อมูลข่าวสารก็พอใช้ได้...”
สวีหยางอี้พูดแทรกอีกฝ่ายขึ้นมาทันที“เรื่องอะไรก็ได้”
“ฉันก็แค่รู้สึกเบื่อๆ”
หลี่จงหยวนเม้มปากครุ่นคิดช่วงจังหวะก็เหมือนกับอารมณ์เบื่อในขณะเดินทางท่องเที่ยวและให้คนขับรถเปิดหนังปิดเพลงให้ฟังก็เท่านั้น
แต่ว่าเขาก็ไม่กล้าแสดงท่าทีใดๆออกมา เพราะมีสัญญาแห่งชีวิตค้ำคออยู่ และตบะของเขาก็ไม่มีทางสูงกว่าของสวีหยางอี้ได้แน่นอนดังนั้นเขาจึงทำใจยอมรับชะตากรรมของตัวเองได้แล้ว
“นายท่านครับโลกผู้ฝึกตนตอนนี้เป็นยุคสมัยของอารยธรรมการฝึกตน และต้นกำเนิดของอารยธรรมนี้อันที่จริงเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกหครั้งที่หนึ่ง...” หลี่จงหยวนกระแอมปรับน้ำเสียงในช่องคอก่อนพูดขึ้น“ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ โลกของผู้ฝึกตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกของพวกมนุษย์แม้แต่น้อยแต่หลังจากสงครามโลกครั้งนั้น เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดจนสามารถคุกคามผู้ฝึกตนในขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นได้ตั้งแต่ตอนนั้นเอง โลกผู้ฝึกตนก็เริ่มจับตามองพวกมนุษย์มากขึ้น”
สวีหยางอี้นอนแผ่อยู่บนเตียงบนหัวเตียงถูกปรับให้เป็นตู้เย็นขนาดเล็กด้านในมีเครื่องดื่มและเหล้าอยู่หลายยี่ห้อบนชั้นด้านล่างถัดลงไปมีของกินอยู่อีกเพียบ เขาหยิบเบียร์ออกมาหนึ่งขวด ก่อนค่อยๆรินใส่แก้ว
และเสียงของหลี่จงหยวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง“แต่ว่า ช่วงที่สำคัญที่สุดคือช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเพราะรถถังสามารถสังหารผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นได้สำเร็จโดยเฉพาะตอนที่ขีปนาวุธลูกแรกปรากฏขึ้นมาบนโลก ตระกูลผู้ฝึกตนบางตระกูลที่เข้าฌานมาเป็นเวลาหลายพันปีก็เริ่มทยอยออกฌานและค่อยๆปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ธรรมดามากขึ้น”
ข้อหัวสนทนาในระหว่างนี้มีมากมายไม่จำกัดแต่ว่าจะให้อีกฝ่ายเล่าอยู่อย่างเดียวก็ไม่ได้ จำเป็นต้องโต้ตอบกันไปมา ไม่งั้นในระหว่างหลายชั่วโมงการเดินทางคงน่าเบื่อไร้สีสัน
“ฉันจำได้ว่าในหนังสือเคยบอกว่าในตอนนั้นมีแต่ตระกูลผู้ฝึกตนเล็กๆที่ไม่อาจทนต่อการล้มสลายของลัทธิเต๋าเท่านั้นที่เริ่มออกมาปฏิสัมพันธ์กับพวกมนุษย์ธรรมดาเพราะสำหรับผู้ฝึกตนที่เข้าฌานมาเป็นเวลานานมักคิดว่ามนุษย์ธรรมดาเป็นแค่มดปลวก” สวีหยางอี้เจอเป็ดตุ๋นโสมจานหนึ่งเขาใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มขึ้นมากินอย่างดื่มด่ำ “ในตอนนั้นรถไฟกับรถม้ายังเร็วไม่เท่าการใช้ยันต์อาคมยิ่งไม่ต้องพูดถึงความเร็วในการเหาะของขั้นจู้จีคือตอนนั้นแทบไม่มีใครคาดเดาได้เลยว่าเทคโนโลยีจะสร้างความเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ได้แบบนี้...”
“ใช่แล้วครับ” หลี่จงหยวนพูดขึ้น“นายท่าน เทียนเต้าก็สอนประวัติศาสตร์การฝึกตนด้วยเหรอครับ?”
“ใช่เคยสอนมาบ้าง แต่ฉันไม่ค่อยใส่ใจเท่าไร” สวีหยางอี้ตอบกลับอย่างขี้เกียจ “แต่ว่าโลกผู้ฝึกตนตอนนั้นยังลืมตาดูพวกมนุษย์ธรรมดาไม่เต็มสองข้างพวกเขาก็แค่หรี่ตามองเท่านั้น”
“ใช่ครับนายท่านฉลาดจริงๆ ... จุดที่เป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ ก็คือตอนที่ประเทศฮวาฉี[1]ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ประเทศหนึ่งจนเป็นเหตุให้เมืองสองเมืองถูกทำลายเป็นเถ้าธุลี และในที่สุดพลังทำลายล้างระดับนั้นก็เป็นสัญญาณเตือนให้พวกผู้ฝึกตนต้องจับตาดูพวกมนุษย์ธรรมดาในระยะยาว”
สวีหยางอี้พูดขึ้นอย่างสลดใจ“ตั้งแต่ยุคปลายพุทธศาสนาเป็นต้นมาขั้นหยวนอิงก็หายไปขั้นจินตันจึงกลายเป็นตบะระดับสูงสุด... เกรงว่าคงจะไม่มีผู้ฝึกตนขั้นหยวนอิงเหลืออยู่แล้วกระมัง”
“อันที่จริงตอนนั้นประเทศหวาซย่ามีผู้ฝึกตนขั้นหยวนอิงเหลืออยู่สองคน” หลี่จงหยวนพูดเสียงแผ่ว“อายุขัยของขั้นหยวนอิงยาวนานถึงหกร้อยปี... นายท่านครับผมรู้ตัวดีว่าการที่ตบะผมไม่เลื่อนขึ้นสักทีก็เป็นเพราะชอบเที่ยวเตร่ติดชีวิตรักสนุกไปวันๆ แบบนี้นี่แหละ แต่ว่าข้อมูลต่างๆในโลกผู้ฝึกตน เกรงว่าผมจะรู้มากกว่าพวกผู้ฝึกตนหัวกะทิบางคนเสียอีก...อย่างน้อยในช่วงเวลาที่เที่ยวสนุกมาเป็นเวลานานก็ทำให้ผมได้พบเจอผู้คนมากมาย แถมยังเป็นข้อดีให้กับตัวผมเองด้วย...”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้ม
หลี่จงหยวนกลัวสวีหยางอี้จนขึ้นหัวแค่ท่าทางเพียงเล็กน้อยของสวีหยางอี้ เขาก็ไม่กล้าทำปริปากหรือทำอะไรต่อแล้ว
แต่ว่าแบบนี้สิดี
สวีหยางอี้ต้องการคนแบบนี้
เพราะทุกคนล้วนมีจุดแข็งของตัวเองเขาเข้าใจดีว่าตัวเขาไม่สามารถจัดการเองได้ทุกเรื่อง
“แต่ว่าผมคิดว่าพวกผู้ฝึกตนขั้นหยวนอิงพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่...” ประโยคนี้ของหลี่จงหยวนทำเอาดวงตาสวีหยางอี้เป็นประกายขึ้นมาทันที
“เหตุผลล่ะ?”
“นายท่านครับ...ถึงแม้จะไม่มีหลักฐาน แต่ว่า...” หลี่จงหยวนยิ้มเจื่อนพลางเอ่ย “นายท่านรู้จัก ‘สามมหาอาศรมแห่งเต๋า’ใช่ไหมครับ?”
“เขาเหอหมิงและเขาชิงเฉิงในมณฑลซีชวนและเขาหลงหู[2]ในมณฑลกานเจียง...นายท่านครับ สถานที่ทั้งสามแห่งนี้คือไพ่ตายที่แท้จริงของรัฐบาลหวาซย่า...ไม่ว่าจะเป็นจินตันเจินเหรินคนไหนต่างก็รู้กันทั้งนั้น และไม่มีจันตันเจินเหรินคนไหนกล้าเข้าใกล้สถานที่พวกนี้สักคน...”
“พวกเราในขั้นเลี่ยนชี่ที่ฝึกตนบำเพ็ญเพียรกันอย่างรู้บ้างไม่รู้บ้างเมื่อบรรลุขั้นจู้จีก็เริ่มเลือกศาสตร์หรือยุทธเวทที่จะฝึกไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งพุทธะ เต๋า หรือขงจื๊อก็ล้วนแต่เป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ให้แก่ประเทศหวาซย่าได้ทั้งนั้นผมปักใจเชื่อเหลือเกินว่าสามมหาลัทธิสูงส่งอย่างแท้จริงนี้จะต้องมีขุมพลังบางอย่างที่ทรงพลังกว่าสิ่งใดทั้งปวงอย่างแน่นอน”
สวีหยางอี้เงียบลงไปพักใหญ่“นายหมายความว่า... พวกเขาคือสุดยอดขุมพลังที่แท้จริงใช่ไหม?”
“นายท่านพวกเขาไม่ใช่ขุมพลังบ้าอำนาจ แต่พวกเขาทรงพลังและรักสงบพวกเขามีกองกำลังไม่มากนักและไม่ค่อยสุงสิงกับมนุษย์ธรรมดาลูกศิษย์ตัวจริงก็ไม่ค่อยปรากฏตัวขึ้นมาในโลกปัจจุบันเท่าไร แต่ว่าผู้ฝึกตนทั่วทั้งหวาซย่าต่างไม่กล้าแตะต้องพวกเขา!ลัทธิที่มีอยู่มาหลายพันปี และได้เข้าเฝ้าเหล่าทวยเทพตัวเป็นๆอีกทั้งยังมีปริศนามากมายซ่อนอยู่ ไม่อยากจะนึกเลยว่าพวกเขาจะทรงพลังแค่ไหน!อันที่จริงผมสงสัยมาตลอดว่าอิงหยวนเจินจวิน[3]ในตำนานทั้งสองท่านยังไม่ตายแต่น่าจะซ่อนตัวอยู่ตามหุบเขาอันมีชื่อเสียงที่เป็นร่องรอยอารยธรรมของสามมหาลัทธิพวกนี้ก็เป็นได้!”
สวีหยางอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก เลือดลมไหลพล่านทั่วทั้งร่าง!
ขั้นอิงหยวน...ไม่ว่าหนังสือเล่มไหน ก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีอยู่ แต่ตอนนี้ หลี่จงหยวนกลับมาบอกว่า“อาจเป็นไปได้”
--------------------------------------------------------------------------------
[1]ประเทศฮวาฉี คือประเทศสหรัฐอเมริกา
[2] เขาเหอหมิง เขาชิงเฉิงเขาหลงหู คือสามในสี่สถานที่สำคัญที่ถูกยกให้เป็นแหล่งอารยะธรรมประเพณีของลัทธิเต๋า
[3] เจินจวิน เป็นคำสรรพนามใช้เรียกผู้ฝึกคนขั้นอิงหยวน