เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ซูเจียวเจียวก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างเพราะตอนนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่ได้ยินเสียงเคาะของเหล็กเส้นที่กระทบกับแผ่นหินของอาหมิง
หลังจากนั้นหลี่เกินเซิงและเลขาธิการเฉินก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้โดยบอกว่าตามความหนาปกติแล้วไม่น่าจะได้ยิน
เพราะทุกคนไม่ได้ยิน…
แต่เธอได้ยินและยังหาตำแหน่งที่ถูกต้องได้อีกด้วย ดังนั้นทุกคนจึงรู้สึกขอบคุณซูเจียวเจียวมากเพราะเธอช่วยชีวิตคนถึงหกคน!
ซูเจียวเจียวคิดในใจว่าดูเหมือนว่านี่คือร่างกายานำโชคจริงๆ!
ยามคับขันใดๆซูเจียวเจียวก็มักพลิกสถานการณ์ให้กลายเป็นดีได้ด้วยโชคเสมอ
ครั้งที่แล้วที่ตัวอำเภอก็เป็นเช่นนี้และครั้งนั้นที่ซูเจียวเจียวขุดโสมได้ในป่า อาหมิงขายได้หลายร้อยหยวนอีกทั้งตอนที่เธอกับอาหมิงกลับหมู่บ้านก็ได้ช่วยอู๋เฟิ่งเสียไว้อาหมิงไม่เพียงแต่สถานะครอบครัวดีขึ้น แต่ยังได้รับรางวัลอีกด้วยและครั้งนี้ที่มีโคลนถล่ม…
ซูเจียวเจียวเก็บความคิดแล้วกล่าวว่า“นั่นก็เป็นเพราะทุกคนมีบุญวาสนาดีทุกคนกล่าวว่ารอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีลาภใหญ่ตามมาหลังจากนี้ทุกคนก็จะโชคดีกันถ้วนหน้า”
คำพูดของซูเจียวเจียวทำให้คนไข้ในห้องหลายคนยิ้มกว้างจางเหม่ยจวี๋พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่ผิดเลย ไม่ผิดเลยรอดชีวิตจากภัยพิบัติใหญ่ ย่อมมีบุญบารมีตามมาหลังจากนี้พวกเราก็จะเป็นคนที่มีบุญวาสนาดี”
กระทั่งหลี่จินฮวายังอดรนทนไม่ได้เอ่ยแทรกขึ้น“ใช่แล้ว ถูกต้องที่สุด! รอดพ้นจากเคราะห์ร้าย ย่อมมีโชคลาภภายหลังฉันรู้ว่าเอ้อร์โก่วของฉัน... ไม่สิ ฟู่กุ้ยของฉันเป็นคนมีบุญวาสนา”
เห็นทีคงต้องเลิกเรียกลูกชายว่าเอ้อร์โก่วเสียแล้วลูกชายโตแล้ว คงจะไม่ชอบใจชื่อนี้ที่ฟังไม่รื่นหู
ต้องเรียกว่าฟู่กุ้ยแล้ว
เมื่อครู่เธอยังเรียกเอ้อร์โก่วอยู่เลยก็ถูกลูกชายตัวเองจ้องจนตาเขียว
หลี่เอ้อร์โก่วยิ้มกว้างแล้วหันไปเน้นย้ำกับซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงอีกครั้งว่า“ยุวชนซู เซียวหยวนหมิงหลังจากนี้พวกคุณห้ามเรียกผมว่าเอ้อร์โก่วแล้วนะ ต้องเรียกผมว่าฟู่กุ้ยหลี่ฟู่กุ้ย!”
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงสบตากันแล้วยิ้มอย่างรู้ใจ
ก่อนหน้านี้เซียวหยวนหมิงกับหลี่เอ้อร์โก่วเกือบจะทะเลาะกันแล้วแต่หลังจากนั้นหลี่เอ้อร์โก่วก็ไม่ได้พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับซูเจียวเจียวอีก
ก่อนหน้านี้บรรยากาศในห้องผู้ป่วยยังคงตึงเครียดแต่ตอนนี้กลับผ่อนคลายลงมาก
ซูเจียวเจียวกับเซียวหยวนหมิงนอนอ่านหนังสือบนเตียงเดียวกันเตียงในห้องค่อนข้างเล็กทั้งสองคนจึงต้องเบียดเสียดกันเพื่อจะได้ไออุ่นจากกันและกัน
ช่วงนี้อากาศยังคงหนาวเย็นเพราะฝนตกตลอด
ทั้งสองคนต่างคนต่างถือหนังสืออ่านอย่างเงียบๆดูเข้ากันได้อย่างลงตัว
ลู่เหว่ยหมินและจางเหม่ยจวี๋ที่นอนเตียงข้างๆมองมาด้วยสายตาอิจฉาริษยา ทั้งสองอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้จึงไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เช่นนั้น
แต่จะว่าไปแล้วพี่อาหมิงกับยุวชนซูดูเข้ากันได้ดีจริงๆราวกับกิ่งทองใบหยกที่สวรรค์สร้างมาให้คู่กัน
พอตกกลางคืนเซียวหยวนหมิงไม่ยอมให้ซูเจียวเจียวออกไปซื้อข้าวเขาเอาเงินและบัตรไปซื้ออาหารจากร้านอาหารรัฐสวัสดิการกลับมา
จริงๆแล้วเขานอนบนเตียงมาสองวันแล้ว ร่างกายก็ฟื้นตัวเกือบเป็นปกติแล้วแต่เจียวเจียวไม่ยอมให้เขาลงจากเตียงเลย เขาจึงต้องนอนมาสองวัน
วันนี้เขาอดทนไม่ไหวแล้วเขาจึงกดซูเจียวเจียวลงบนเตียง ให้เธอพักผ่อนแล้วเขาออกไปซื้อข้าวและกับข้าวกลับมา
เมื่อกลับมาพร้อมอาหารก็พบว่าซูเจียวเจียวนอนหลับอยู่บนเตียง มือยังคงถือหนังสือค้างไว้หนังสือหล่นไปอยู่ข้างหมอน ผมสีดำขลับแผ่สยายอยู่บนหมอนราวกับแพรไหมสีดำทำให้ใบหน้าของซูเจียวเจียวดูขาวผ่องและอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น
โชคดีที่ใบหน้าของเจียวเจียวหันไปทางกำแพงคนอื่นจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่งดงามยามหลับใหลของเธอ
ความรู้สึกขมขื่นในใจของเซียวหยวนหมิงจึงค่อยๆจางหายไป เจียวเจียวเป็นของเขา เขาไม่อยากให้ใครเห็นตอนที่เจียวเจียวนอนหลับเลย
เซียวหยวนหมิงเดินเข้าไปอย่างแผ่วเบาหยิบม่านกั้นที่มุมห้องขึ้นมา กั้นระหว่างเตียงสองเตียง จากนั้นเขาก็ค่อยๆดึงหนังสือออกจากมือของเธอ
เซียวหยวนหมิงวางอาหารลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงที่ปลายเตียง ถือหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านต่อ
ลู่เหว่ยหมินกับจางเหม่ยจวี๋ที่เตียงข้างๆกำลังกินข้าว ทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทำเสียงเบาลงเกรงว่าจะรบกวนซูเจียวเจียว
หลี่จินฮวาถือหม้อโจ๊กเข้ามาเมื่อเห็นซูเจียวเจียวนอนหลับสบายอยู่บนเตียงเซียวหยวนหมิงยกเตียงให้เธอนอนก็อดไม่ได้ที่จะเบะปากวันนี้แม่ของเขาต้องดูแลลูกชายทุกวัน กินไม่ค่อยอิ่ม นอนไม่ค่อยหลับแถมยังไม่มีเตียงให้นอน ได้แต่นั่งหลับบนเก้าอี้แข็งๆ เย็นๆ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากนอนเตียงเดียวกับลูกชายแต่ผู้ใหญ่สองคนนอนเบียดกันลำบาก แถมลูกชายก็ไม่ยอมให้เธอนอนเตียงด้วยเขาบอกว่าเตียงแคบเกินไป แถมยังถามเธอว่ากล้าแย่งเตียงคนป่วยได้อย่างไร
หล่อนจึงได้แต่นั่งหลับบนเก้าอี้พิงหัวที่ปลายเตียง ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาก็จะปวดเอวปวดหลังไปหมดสองวันมานี้เธอจึงดูอิดโรยมากแต่ซูเจียวเจียวกับจางเหม่ยจวี๋กลับกินอิ่มนอนหลับสบาย ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาทำเอาเธอโกรธจนแทบระเบิด
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลี่จินฮวาจึงวางหม้อในมือลงบนโต๊ะอย่างแรง ‘ปัง!’เสียงดังสนั่น ทำให้ซูเจียวเจียวสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
เซียวหยวนหมิงหน้าเปลี่ยนสีเป็นเย็นชาเงยหน้าขึ้นมองหลี่จินฮวาที่อยู่อีกฝั่งของม่านกั้น
หลี่จินฮวาเมื่อสบกับสายตาที่เย็นชาจนแทบจะกลืนกินคนของเซียวหยวนหมิงก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น แต่เมื่อนึกได้ว่านี่คือโรงพยาบาลเซียวหยวนหมิงจะกล้าทำร้ายเธอหรือ?
ถ้าเขากล้าทำร้ายเธอเธอก็จะนอนลงกับพื้นแกล้งตาย ยังไงก็ต้องเรียกค่าชดเชยจากเซียวหยวนหมิงให้ได้แล้วก็นอนป่วยอยู่บนเตียงอย่างน้อยหนึ่งเดือน
“อาหมิง ทำไมคุณไม่ปลุกฉันล่ะ? นี่ฉันนอนไปนานแค่ไหนแล้ว?”ซูเจียวเจียวขยี้ตาที่ง่วงงุน เธอจะลงจากเตียง
เซียวหยวนหมิงกดเธอให้นั่งลงไปใหม่“คุณนั่งอยู่เฉยๆ ก็พอ”
เซียวหยวนหมิงนำข้าวที่ตักไว้มาวางตรงหน้าซูเจียวเจียวแล้วก็คีบซี่โครงชิ้นใหญ่ให้เธอ “ตอนนี้อาหารไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไปกำลังดีเลย”
ซูเจียวเจียวยิ้มแล้วกล่าวว่า“คุณเป็นแบบนี้ คนไม่รู้ก็คงคิดว่าฉันเป็นคนป่วยเสียเอง”
เซียวหยวนหมิงจับมือเธอไว้ดวงตาลึกซึ้งฉายแววอ่อนโยน “สองวันที่ผ่านมาคุณดูแลผมไม่หยุดเลยคุณคงเหนื่อยน่าดู”
เซียวหยวนหมิงรู้ว่าวันนั้นซูเจียวเจียวก็โดนฝนหนักมากร่างกายเย็นเฉียบ สองวันนี้เธอยังต้องกินยาแก้หวัดอีก
ซูเจียวเจียวยิ้มแล้วกล่าวว่า“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่เป็นหวัดเล็กน้อยเท่านั้นพอดีดื่มน้ำขิงไปก่อนหน้านี้ เลยไม่เป็นหวัดหนักเท่าไรสองวันนี้กินยาไปก็ดีขึ้นมากแล้ว”
หลังจากทั้งสองคนกินข้าวเสร็จก็นั่งอ่านหนังสือด้วยกัน
ลู่เหว่ยหมินกับจางเหม่ยจวี๋พูดคุยกันเบาๆเกรงว่าจะรบกวนการอ่านหนังสือของทั้งสองคน
มีเพียงหลี่จินฮวาที่จงใจส่งเสียงออกมาเป็นครั้งคราว
ทุกครั้งที่เธอได้รับสายตาที่แฝงไปด้วยคำเตือนของเซียวหยวนหมิงเธอก็จะระมัดระวังตัวในทันที แต่ไม่นานเธอก็จะจงใจส่งเสียงออกมาอีก
เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดแสงไฟในสถานีอนามัยก็สว่างขึ้น
ทุกที่ในตัวอำเภอได้ติดตั้งไฟฟ้าแล้วแสงไฟสว่างเจิดจ้าส่องสว่างไปทั่วห้องสีขาว สะท้อนความอบอุ่นไปทั่วห้อง
เซียวหยวนหมิงเมื่อเจอจุดที่ไม่เข้าใจก็จะถามความเห็นจากซูเจียวเจียวซูเจียวเจียวก็จะบอกความเห็นของเธอให้เขาฟังจากนั้นเซียวหยวนหมิงก็จะได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการของตัวเองทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนานกับหนังสือในมือ
จากนั้นก็ผลัดกันท่องหนังสือ