จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 2 ได้รับพร

            หลังจากฉีกตำราหนังสัตว์อย่างโกรธเกรี้ยวฉินอวี่ก็นั่งลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล ผลึกน้ำก็คลอขึ้นมาเต็มดวงตามองดูตัวอักษรบนตำราหนังสัตว์ที่ฉีกขาดด้วยความโกรธแค้นราวกับถูกมีดปักแทงหัวใจเล่มแล้วเล่มเล่า จนหัวใจถูกกรีดจนเจ็บปวด

            ฉินอวี่เป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่ถูกผู้อาวุโสเก้าแห่งสำนักเทียนฉีเลี้ยงดูมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กในหัวใจของฉินอวี่ สำนักเทียนฉีคือบ้านของเขาผู้อาวุโสเก้าเป็นเหมือนพ่อบังเกิดเกล้าของเขา

            แม้ว่าจะมีเส้นลมปราณพิการแต่กำเนิดแต่ผู้อาวุโสเก้าก็ไม่ทอดทิ้งฉินอวี่ด้วยเหตุผลเช่นนี้ แต่กลับดูแลเขาอย่างใส่ใจจนทำให้เกิดฉินอวี่ที่น่าอัศจรรย์ในภายหลังขึ้นมาได้

            เนื่องจากการเก็บตัวบำเพ็ญพรตอันยาวนานของผู้อาวุโสเก้าหลังจากที่ฉินอวี่อายุได้สิบสามปีเขาจึงเติบโตมาพร้อมกับศิษย์พี่คนหนึ่งนามว่าหลินอวี่ หลินอวี่เป็นผู้มีความสามารถพิเศษมากมายจนได้รับขนานนามเป็นชายหนุ่มอันดับหนึ่งแห่งสำนักเทียนฉี

            ฉินอวี่ผู้มีประสบการณ์น้อยจึงได้มองว่าศิษย์พี่หลินอวี่คือบุคคลใกล้ชิดที่สุดอีกคนหนึ่งนอกจากผู้อาวุโสเก้าแม้ว่าหลินอวี่จะเอาป้ายหยกแขวนเอวที่ติดตัวเขามาตลอดไป ฉินอวี่ก็ไม่ถือสา

            แต่เมื่อฉินอวี่อายุสิบสี่ปีการกระทำของหลินอวี่ก็เริ่มแปลกไปเล็กน้อยโดยเขาจะได้รับเลือดจากร่างกายของฉินอวี่หนึ่งหยด เกือบทุกๆ สองวันเป็นระยะเวลาตลอดหนึ่งปีเต็ม

            แม้ว่าจะน่าแปลกใจ แต่ฉินอวี่ก็ไม่ได้สนใจอะไรและยังมอบวิชาลับแรกที่สร้างขึ้น อย่างวิชาพลังอสูรเทวะให้กับหลินอวี่

            แต่การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาทำให้ฉินอวี่ไม่ทันระวัง และคาดไม่ถึงว่าศิษย์พี่อย่างหลินอวี่จะทรยศสำนักเทียนฉีนับตั้งแต่เวลานั้นเป็นต้นมา ฉินอวี่จึงพบว่าร่างกายของตนเองเริ่มแก่ลงเรื่อยๆซึ่งปรมาจารย์เทียนฉีได้วินิจฉัยไว้ว่า เขาถูกพิษยมโลกคืนชีพ ซึ่งเป็นพิษร้ายแรงอันดับหนึ่งของแดนเซียนอู่!

            ฉินอวี่ที่ถูกพิษร้ายแรงยืนหยัดเช่นนั้นมาได้หกปี จากชายหนุ่มที่กระฉับกระเฉง ในระยะเวลาอันสั้นเพียงหกปีกลับกลายเป็นชายชราที่ใกล้ฝั่งถึงแก่ความตาย

            ในหกปีนั้นฉินอวี่ได้ใช้ชีวิตข้ามผ่านช่วงเวลาที่แสนมืดมนที่สุด เขานำทุกสิ่งทุกอย่างมาครุ่นคิดเชื่อมโยงกันจนในที่สุด จึงสามารถสรุปได้ว่าที่หลินอวี่ทำเช่นนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับป้ายหยกสีดำชิ้นนั้น

            ป้ายหยกสีดำชิ้นนั้นอยู่ติดตัวมาตั้งแต่วันแรกที่ผู้อาวุโสเก้าพาตัวเขามาซึ่งเป็นไปได้มากว่าจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับที่มาที่ไปของตนเอง ฉินอวี่จำได้ดีว่าป้ายหยกชิ้นนั้นมีรูปร่างเหมือนไข่มุกมีการแกะสลักไว้อย่างหนาแน่น เป็นรูปหงส์รำมังกรเหิน และท้ายที่สุด รูปภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นลักษณะเงาร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่

            เรื่องราวในอดีตหลั่งไหลออกมาจากความทรงจำของฉินอวี่ราวกับกระแสน้ำฉินอวี่จ้องไปยังผืนหนังสัตว์ที่ฉีกขาดอย่างเหม่อลอย น้ำตาก็ไหลออกมาไม่ขาดสายราวกับหัวใจที่เจ็บปวดราวถูกมีดกรีดของเขาเต็มไปด้วยความแค้นและความอำมหิตที่ไม่รู้จบสิ้น

            “ข้าได้กลับมาเกิดใหม่แล้วแต่ทุกอย่างได้หายไปแล้ว สำนักเทียนฉีถูกทำลายแล้ว เกรงว่า... ท่านปู่เก้าอาจจะถูกหลินอวี่ทำร้ายอย่างไร้ความปรานี!”

            ฉินอวี่รู้สึกท้อแท้ใจแต่เมื่อดวงตาของเขาได้จดจ่อไปยังตัวอักษร “เสี่ยตี้” ที่อยู่บนหนังสัตว์ที่ฉีกขาดนั้นม่านตาของฉินอวี่ก็หดเล็กลงทันที เขารีบนำหนังสัตว์มาประกอบต่อกันอย่างบ้าคลั่งและเมื่อเขาได้เห็นถ้อยความทั้งหมดนั้น ฉินอวี่ก็หัวเราะเสียงดังขึ้นมาทันที

            “เสี่ยตี้ใช้พลังเวทระดับสูงสุดรวบรวมแดนเซียนอู่ที่แตกสลายสร้างป้ายศิลาขนาดใหญ่ไว้ที่สำนักเทียนฉี สลักเป็นผืนดวงดาราอันกว้างใหญ่เผยแพร่วิชาแห่งนิรันดร สถาปนาสำนักโบราณซิงเฉิน เมื่อถึงช่วงเวลานี้ แดนเซียนอู่จึงเปลี่ยนชื่อเป็นแดนซิงเฉิน!”

            “เสี่ยเอ๋อนี่เอง!” ฉินอวี่หัวเราะเสียงดัง น้ำตาของเขาไหลรินเขานึกถึงเสียงร้องไห้ที่กำลังหวาดกลัวของเสี่ยเอ๋อที่ดังขึ้นก่อนที่เขาจะตาย

            เสี่ยเอ๋อ... ได้กลายเป็นเสี่ยตี้!

            เสี่ยเอ๋อที่กำลังหวาดกลัวคนนั้นจะต้องผ่านความยากลำบากและความผิดหวังกี่ครั้งกว่าที่เขาจะได้ก้าวเดินขึ้นสู่การเป็นเสี่ยตี้?

            ฉินอวี่ตื่นเต้นขึ้นทันที แต่ในใจก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่เล็กน้อย

            เสี่ยวเถาที่อยู่ด้านข้างกำลังมองดูฉินอวี่ที่ร้องไห้พลางหัวเราะด้วยน้ำตาคลอเบ้าและมองดูฉินอวี่ด้วยความหวาดกลัวแต่ก็รู้สึกสงสารอยู่ในใจในสมองก็ครุ่นคิดปนเปกันเป็นชามโจ๊ก หากคุณชายสามเสียสติไปแล้วเช่นนั้นตนเองและเสี่ยวฮวาจะเป็นอย่างไรต่อไป?

            ฉินอวี่ลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนแรงและเดินออกจากหอตำราอย่างโซเซ เสี่ยเอ๋อไม่ตาย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก

            “หลินอวี่ ข้าจะให้เจ้าต้องชดใช้ด้วยเลือด!”

            เมื่อกลับถึงที่พำนัก ฉินอวี่ก็นั่งลงขัดสมาธิและค่อยๆ รื้อฟื้นความทรงจำในร่างก่อนอยู่อย่างเงียบๆ แต่ในขณะนี้ประตูห้องก็ถูกผลักออก พร้อมเสียงตำหนิที่ดังขึ้นมา

            “ท่านพี่ แค่ท่านเห็นฉินเฟิงก็ถอยหนีเก้าสิบลี้แล้วท่านไม่ยอมฟังกันเลย บอกว่าไม่ให้ท่านไปแอบดูองค์หญิงสิบสาม ท่านก็ไม่เชื่อฟังบอกให้ท่านฝึกให้หนัก ท่านก็ไม่ฟัง หากท่านยังเป็นแบบนี้ ต่อไปเสวี่ยเอ๋อจะไม่สนใจท่านอีกแล้วท่านอายุสิบห้าปีแล้ว ท่านพ่อเคยบอกแล้วว่าก่อนจะอายุสิบหกปี หากท่านยังไม่สามารถได้ขั้นยุทธ์ใดๆชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่ได้ออกจากจวนตระกูลฉินอีกเลย”

            ฉินอวี่จ้องไปยังเด็กหญิงใบหน้าขาวที่วิ่งเข้ามาด้วยความตกตะลึงดวงตาของเขาหยุดนิ่ง

            เสี่ยเอ๋อ? เสวี่ยเอ๋อ?

            แม้ว่าความทรงจำในร่างก่อนจะบอกฉินอวี่ว่านี่เป็นเพียงน้องสาวของร่างก่อนที่ชื่อฉินเสวี่ย แต่เมื่อมองไปยังฉินเสวี่ยที่ผอมบางฉินอวี่ก็มีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกเกิดขึ้นมาในใจ

            ฉินเสวี่ยมองฉินอวี่ที่ตกตะลึง และกำลังจ้องมองกลับมาที่ตนเองฉินเสวี่ยเริ่มเม้มปาก อยากจะตำหนิออกไปแต่กลับทนตำหนิเขาไม่ไหว จึงได้แต่พูดออกไป“หากท่านไม่ชอบการฝึกยุทธ์ก็ช่างเถอะ อย่างนั้นท่านก็ท่องตำราเอาไว้มากๆ ศึกษาหนทางทำการค้าต่อไปท่านจะได้มีตำแหน่งในตระกูลกับเขาบ้าง จะได้ไม่ถูกคนอื่นรังแก แต่ท่านก็ดันไปแอบดูองค์หญิงสิบสามองค์หญิงสิบสามเป็นดั่งหงส์บนต้นอู๋ถง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะสามารถปีนขึ้นไปได้นะ”

            “เรื่องของเมื่อวาน เสี่ยวฮวาบอกข้าหมดแล้ว ท่านถูกฉินเฟิงบังคับให้ต้องคุกเข่าแม้ว่าเสวี่ยเอ๋อจะโกรธมาก แต่เสวี่ยเอ๋อก็ไม่คิดจะไปแก้แค้นให้ท่านหรอกนะนี่ก็เพราะต้องการให้ท่านจดจำเอาไว้ ไม่เช่นนั้นละก็ ต่อไปท่านจะทำอย่างไร...”ฉินเสวี่ยพูดออกไปพร้อมน้ำตาที่ไหลออกมา ตรงเข้าไปโอบกอดฉินอวี่พร้อมร้องไห้โฮออกมาทันที“ท่านแม่ก็จากไปแล้ว นอกจากท่านพ่อ ท่านคือญาติคนเดียวของข้า หากท่านต้องตายไปอีกคนเสวี่ยเอ๋อจะทำอย่างไรล่ะ? ท่านคือพี่ของข้าอย่างไรท่านต้องดูแลเสวี่ยเอ๋อให้ดีนะ แต่ท่านทำไมจึงไม่รู้เรื่องอะไรเลยเช่นนี้ยังชอบทำตัวให้เสวี่ยเอ๋อต้องเป็นห่วง เสวี่ยเอ๋อต้องยอมฝึกฝนอย่างน่าเบื่อนี้อยู่ทุกวันเป็นเพราะอะไรล่ะ? ก็เพื่อจะปกป้องท่านไม่ใช่หรือ... ฮือๆ...”

            คุณสมบัติและความสามารถของฉินเสวี่ยน่าทึ่งมากอายุเพียงแปดขวบก็สามารถเข้าถึงขั้นยุทธ์ระดับหนึ่งได้แล้วเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นยุทธ์ระดับสามได้ตอนอายุสิบปีและสำเร็จจุดสูงสุดของขั้นยุทธ์ระดับหกเมื่ออายุสิบสามปี

            ภายใต้พรสวรรค์อันฉายแววนั้นฉินเสวี่ยก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่ง

            หลังจากร้องไห้อย่างขมขื่นฉินเสวี่ยก็รีบปาดน้ำตาของนาง ก่อนจะลุกขึ้นและหันหลังเดินออกไปแต่เมื่อเดินไปถึงประตู นางก็หยุดลงอีกครั้ง ก่อนจะพูดขึ้น “พี่ชาย เสวี่ยเอ๋อไปฝึกต่อแล้วนะอีกสักสองสามวันจะมาหาท่านใหม่ ท่านลองไตร่ตรองดูให้ดีอย่าให้เสวี่ยเอ๋อต้องกังวลใจกับท่านอีกเลย ได้ยินไหม?” เมื่อเห็นว่าฉินอวี่ยังคงจ้องมองตนเองอย่างงุนงงนางก็กัดฟันและเดินออกไปทันที

            ฉินอวี่จ้องไปยังแผ่นหลังอันผอมบางของฉินเสวี่ยจิตใจของเขาก็เริ่มกระวนกระวายคำพูดแต่ละคำของฉินเสวี่ยกระแทกใส่จิตใจของเขาอย่างหนักหน่วง

            เสี่ยเอ๋อในชาติก่อน กับเสวี่ยเอ๋อในชาตินี้?

            ชาติก่อนดูแลเสี่ยเอ๋อได้ไม่ดี ในชาตินี้ข้าฉินอวี่จะต้องดูแลเสวี่ยเอ๋อให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้เสวี่ยเอ๋อต้องทนทุกข์เช่นเดียวกับเสี่ยเอ๋ออีก

            “แต่ก่อนอื่นข้าจำเป็นจะต้องเข้าถึงขั้นยุทธ์ให้ได้เสียก่อน! จึงจะมีสิทธิ์ที่จะออกจากตระกูลฉิน”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง และลุกขึ้นไปปิดประตูห้อง

            จากนั้นฉินอวี่ก็สงบจิตใจรวบความคิดทุกอย่างเอาไว้และเริ่มสำรวจสภาพของร่างกายนี้ทันทีสิ่งที่ทำให้เขาต้องจนใจคือร่างกายนี้มีสภาพที่ย่ำแย่จริงๆไม่ต้องพูดถึงรากฐานในระดับธรรมดา เส้นลมปราณในร่างกายยังเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกหากเป็นเช่นนี้ต่อไปสักวันหนึ่งก็จะต้องหมดหนทางในการฝึกฝนตนเองเช่นเดียวกับร่างในอดีต

            ฉินอวี่ค่อยๆ หลับตาลงและเริ่มปรับความรู้สึกให้เข้าสู่ความว่างของจิตวิญญาณและดูเหมือนว่าตัวอักษรโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนของตำราโบราณในหอตำราสำนักเทียนฉีจะลอยวนเวียนอยู่ในความคิดของเขาเมื่อลองพิจารณาดูแล้วก็เลือกกลวิชาที่ไม่สมบูรณ์มาเล่มหนึ่งและทักษะการต่อสู้ระดับเซียนอีกเล่มหนึ่งออกมาจากทะเลตำรา

            แม้ว่าตำราทั้งสองเล่มจะไม่สมบูรณ์แต่ฉินอวี่ก็มั่นใจว่าเขาจะสามารถทำให้เป็นกระบวนวิชาที่สมบูรณ์ได้ในอนาคตตำราทั้งสองเล่มนั้นได้แก่ วิชาเซียนมรรคาสวรรค์ และวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต

            วิชาเซียนมรรคาสวรรค์เป็นวิชาฝึกฝนกำลังภายในที่เก่าแก่มากวิชาหนึ่งแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ไม่อาจปกปิดความแข็งแกร่งของมันได้หากสามารถฝึกถึงขั้นสูงสุด ก็จะอยู่บนมรรคาแห่งสวรรค์ เข้าสู่ขั้นเซียนได้!

            “ข้าจะใช้วิชาเซียนมรรคาสวรรค์เข้าสู่ขั้นยุทธ์ในระยะเวลาอันสั้น! ส่วนปีศาจคลั่งหกปริวรรตการเปลี่ยนแปลงลำดับที่หนึ่งคือเลือดลมและขั้นยุทธ์ระดับหกจะสามารถควบรวมเลือดลมได้ แต่ก็เป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ”

            “ขั้นยุทธ์เก้าระดับต้องฝึกฝนเน้นความแข็งแกร่งของร่างกาย ว่ากันว่าในขั้นเริ่มต้นจะต้องเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งหลังจากมีร่างกายที่แข็งแกร่งแล้วก็จะสามารถแสดงพลังปราณออกมาได้เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นพลังปราณแล้ว ขั้นยุทธ์ชั้นที่หนึ่ง เส้นลมปราณและเส้นลมปราณหลักในร่างกายก็จะถูกเปิดออก!”

            ฉินอวี่มีความเข้าใจที่ชัดเจนจากนั้นจึงหลับตาลง และเริ่มใช้วิชาเซียนมรรคาสวรรค์

            ในอดีต ฉินอวี่มีเส้นลมปราณที่พิการมาแต่กำเนิดแม้ว่าเขาจะดึงดูดพลังวิญญาณของฟ้าดินได้ แต่พลังวิญญาณของฟ้าดินก็ไม่อาจจะอยู่ในร่างกายได้และกลับคืนสู่ฟ้าดินในที่สุดในตอนนี้ แม้ว่าจะมีรากฐานที่ธรรมดา แต่เส้นลมปราณกลับสมบูรณ์และรวมเข้ากับพลังวิญญาณของฟ้าดินได้

            เพียงแต่ การจะทำความสะอาดเส้นลมปราณให้หมดจดจะต้องใช้เวลาสามวัน

            ในวันที่ห้า ฉินอวี่ก็ได้สำเร็จเข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับหนึ่งและทำการกรุยเปิดเส้นลมปราณทั่วทั้งร่างกาย

            ต้องบอกเลยว่าวิชาเซียนมรรคาสวรรค์นี้มีความทรงพลังเหนือความคาดหมายยิ่งนักพลังวิญญาณฟ้าดินที่ดูดซับมานั้นมีความดุร้ายมากกว่าวิชาวิเศษชนิดอื่นยิ่งนักหากเป็นวิชาวิเศษชนิดอื่น เกรงว่าคงต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือนจึงจะสามารถกรุยทางเปิดเส้นลมปราณทั่วทั้งร่างได้สำเร็จ

            เมื่อรู้สึกว่ามีสิ่งสกปรกสีดำสนิทที่เหนียวและมีกลิ่นเหม็นอยู่ทั่วร่างกายฉินอวี่ก็เมินเฉย และมองจ้องลงไปยังจุดตันเถียนที่ช่องท้องของตนเองเขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่ส่งออกมาจากจุดตันเถียน เขาฉีกเสื้อผ้าของตนเองออกและลูบหน้าท้องของตนเองฉินอวี่มองเห็นรอยพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นวงรีคล้ายเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งอยู่ต่ำกว่าช่องท้องลงไปสามนิ้วอย่างไม่ชัดเจน

            เมล็ดสีดำนี้มีลักษณะที่แปลกมากมันมีสีดำสนิทเป็นส่วนใหญ่ และมีเส้นสีขาวอยู่ด้านบนเส้นหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนเป็นเส้นลมปราณสีขาวเส้นหนึ่ง

            “นี่คือ...” ฉินอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆเขาอ่านตำราโบราณเล่มนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครที่ก้าวเข้าสู่ขั้นยุทธ์ชั้นที่หนึ่ง แล้วจะมีรอยรูปเมล็ดเช่นนี้ปรากฏอยู่บนจุดตันเถียน

            “ไม่สิข้าเพิ่งได้รับการเกิดใหม่ไม่น่าจะมีสัญลักษณ์ที่แปลกเช่นนี้อยู่ หรือจะเป็นสิ่งที่มีติดตัวมาอยู่แล้ว? เป็นไปไม่ได้ หากมีอยู่จริงตอนอยู่ในร่างเดิมคงจะต้องเข้าสู่หนทางของขั้นยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีแล้ว”

            “เดี๋ยวนะ!”

            “หรือว่า... จะเป็นเพราะพิษยมโลกคืนชีพ?”

            “หากเป็นเช่นนี้ละก็ เมล็ดพันธุ์นี้อาจจะเป็น...เมล็ดพันธุ์ของยมโลกคืนชีพ?”ฉินอวี่มีสีหน้าที่แปลกไปทันที

            หลังจากถูกพิษยมโลกคืนชีพฉินอวี่ได้ค้นพบบันทึกที่เกี่ยวข้องกับพิษยมโลกคืนชีพในตำราโบราณ

            แม้ว่าจะมีบันทึกเกี่ยวกับพิษชนิดนี้อยู่เพียงเล็กน้อยแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการคาดเดาพิษยมโลกคืนชีพนี้เกือบจะจัดว่าเป็นหนึ่งในพิษที่มีฤทธิ์ร้ายแรงในตำนานและเคยได้ยินเพียงคนถูกพิษนี้เท่านั้น แต่กลับไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของมันเลย

            แต่!

            ฉินอวี่เคยอ่านประโยคหนึ่งในตำราโบราณ“ในฟ้าดินมีเมล็ดพันธุ์ที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง ชื่อว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการคืนชีพเมื่อสะสมพลังของฟ้าดิน เมล็ดพันธุ์เหล่านี้ก็จะแตกต่างชนิดกัน ร่ำลือกันว่า พิษยมโลกคืนชีพก็กำเนิดมาจากเมล็ดพันธุ์คืนชีพที่แตกต่างชนิดกันเหล่านี้และยังมีบอกไว้อีกว่าเมื่อเมล็ดพันธุ์ต่างชนิดมารวมกันหกชนิดผสานพลังสูงสุดของฟ้าดินเมล็ดคืนชีพนี้ก็จะกลายเป็นโอสถวิเศษของฟ้าดิน ซึ่งยาชนิดนี้มีชื่อว่า โอสถอมตะ!”

            กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปร่างกายของฉินอวี่จะเป็นส่วนบ่มเพาะโอสถเป็นพิษในร่างกายของเขาและมีโอกาสมากที่โอสถชนิดนี้จะกลายเป็นโอสถทิพย์อมตะในตำนาน!

            “หลินอวี่ ตอนที่เจ้าวางยาพิษชนิดนี้เคยคิดบ้างหรือไม่?เจ้ากำลังมอบโอกาสให้กับข้า! ได้ยิ่งใหญ่! ได้โชคดี! ได้เปลี่ยนแปลง!”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน