จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 133 ศิษย์ในนาม

        ภายใต้การนำทางของผู้เฒ่าร้องไห้ฉินอวี่ก็รู้สึกเหมือนรอยวิถีทำลายล้างที่มีพลังอันน่ากลัวนั้นไม่มีอยู่จริงและยังไม่รู้เช่นกันว่าผู้เฒ่าร้องไห้อยู่ในระดับใดก่อนจะพุ่งตรงเข้าไปในส่วนของรอยวิถีทำลายล้าง

        เมื่อทะลุเข้าไปยังรอยวิถีทำลายล้างที่หนาแน่นนั้นภาพที่เห็นตรงหน้าคือหลุมขนาดยักษ์ที่กว้างใหญ่หลุมหนึ่งไม่อาจรู้ได้ว่าหลุมนี้มีขนาดเท่าไร เมื่อมองไปในครั้งแรกกลับมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดแต่คาดว่าน่าจะมีความกว้างมากกว่าหมื่นลี้ ราวกับเป็นมหาสมุทรที่เหือดแห้ง

        “นี่เป็นซากปรักหักพังของสำนักจูเทียนเต้าหรือ? ข้ามองไม่เห็นร่องรอยของสงครามมีเพียงหลุมขนาดใหญ่อยู่หนึ่งหลุม หรือว่า...เรื่องที่สำนักจูเทียนเต้าในอดีตถูกลบหายไปในพริบตาจะเป็นเรื่องจริง?” ฉินอวี่ตกตะลึงในใจ

        “ที่นี่คือซากปรักหักพังของสำนักจูเทียนเต้าหรือ! เมื่อเห็นสิ่งนี้แล้วเจ้าคิดจะแก้แค้นทุกวัน ไม่มีวันยอมทิ้งไปตลอดชีวิตได้อีกหรือ?” ดูเหมือนผู้เฒ่าร้องไห้จะกลับเป็นปกติแล้วทอดสายตาไปยังหลุมขนาดยักษ์ที่กว้างใหญ่ พลางพูดอย่างแหบแห้ง

        ฉินอวี่มองไปด้วยสายตาเปล่งประกายและพูดขึ้น “ทำได้!”

        ร่างกายที่โงนเงนของผู้เฒ่าร้องไห้เริ่มสั่นเล็กน้อยเขาโบกมือขวาขึ้น จนภาพตรงหน้าของฉินอวี่เปลี่ยนไปอย่างมาก

        ในภวังค์นั้นฉินอวี่ได้มองเห็นหมู่ภูเขาที่ทอดยาวต่อเนื่องกันตลอดทั้งทิวเขาเต็มไปด้วยเมฆหมอกที่ลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ ราวกับเขตแดนของเหล่าเทพเซียนบนทิวเขาแห่งนี้ ปรากฏเป็นหมู่อาคารเหมือนกลุ่มวังอันงดงามบนท้องฟ้ามีเหล่าสัตว์อสูรกำลังเหาะไปมาเล่นกันอย่างสนุกสนานมีศิษย์จำนวนมากมายกำลังรวมตัวพูดคุย หัวเราะกัน อยู่บนท้องถนนใต้ทิวเขาเหล่านั้น

        ท่ามกลางภวังค์ฉินอวี่ก็มองไปยังยอดภูเขาแห่งนั้นอีกครั้งจึงเห็นชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นและดูเหมือนชายชรากำลังสั่งสอนชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

        ท่ามกลางภวังค์ฉินอวี่ก็ยังมองเห็นศิษย์หลายคนที่มีเหงื่อไหลท่วมตัว และกำลังทำการฝึกฝนอย่างเหน็ดเหนื่อย

        ในขณะที่ฉินอวี่กำลังติดอยู่กับภาพที่เห็นทันใดนั้นก็เกิดวังวนพลังขนาดใหญ่ขึ้นเหนือฟากฟ้าของสำนักแห่งนี้มีรูปของนิ้วชี้ขนาดใหญ่นิ้วหนึ่งปรากฏอยู่ท่ามกลางวังวนพลังนั้น ทันใดนั้นนิ้วชี้ก็เปล่งพลังที่พร้อมทำลายโลกออกมาทันทีจากนั้นพลังทำลายล้างที่ไม่มีประมาณก็กดลงมาอย่างรุนแรง

        ดูเหมือนฉินอวี่จะมองเห็นพลังปราณจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าแต่ภายใต้พลังของดัชนีที่ปรากฏขึ้นนี้ พวกเขาต่างดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง และถูกกดลงมาอย่างต่อเนื่อง

        “ตูม ตูม!” ฉินอวี่ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องราวกับเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย จนแผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเศษฝุ่นจำนวนนับไม่ถ้วนได้พัดกระจายไปทั่วบริเวณอย่างรุนแรง

        แม้สำนักขนาดใหญ่ก็ถูกทำลายหายไปได้ในพริบตาแม้แต่เบาะแสต่างๆ ก็ถูกทำลายไปจนไม่มีสิ่งใดหลงเหลือราวกับว่าสำนักแห่งนี้ยังไม่เคยมีอยู่!

        ฉินอวี่ตกตะลึงการหายใจของเขารวดเร็วและถี่ขึ้นมาก หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรงในใจของเขาแปรปรวนเหมือนเกิดเป็นพายุใหญ่ จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความสะพรึงกลัวต่อดัชนีอันน่ากลัวนั้น

        นี่เป็นผู้แข็งแกร่งระดับใดกันจึงสามารถทำลายล้างสำนักระดับชั้นนำแห่งยุคไท่ชูจนหายไปอย่างไร้ร่องรอยได้ถึงเพียงนี้?

        มิน่าล่ะจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้เฒ่าร้องไห้จะไม่มีความกล้าที่จะแก้แค้นคนผู้นี้จะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งซึ่งมีระดับฝึกฝนที่น่าสะพรึงกลัวผู้แข็งแกร่งคนนี้จะต้องอยู่ในขั้นของเขตแดนเซียนจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดของขั้นเขตแดนเซียน!

        สำนักจูเทียนเต้าสูญสลายไปในทันทีกระแสวังวนพลังขนาดใหญ่หนึ่งฟากฟ้า ค่อยๆ กลับกลายเป็นปกติแต่ในขณะที่กำลังคลี่คลายเป็นปกตินั้น ฉินอวี่ก็ต้องตกใจจนตัวสั่นสะท้าน

        ท่ามกลางภวังค์เขามองเห็นดวงตาข้างหนึ่งอยู่ในวังวนพลังนั้นดวงตาปีศาจขนาดมหึมาข้างนี้เต็มไปด้วยพลังความโหดเหี้ยมราวกับสามารถทะลุทะลวงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดไปได้สามารถมองผ่านวันเวลาอันไร้จุดสิ้นสุด

        ฉินอวี่จ้องมองดวงตาปีศาจนั้นด้วยความตกตะลึงสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกใจเป็นอย่างมากคือจิตใจของเขามีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นมา ดวงตาปีศาจนี้... ดูเหมือนจะสามารถพบเห็นเขาได้ตลอดเวลาที่ผ่านมา

        ยิ่งไปกว่านั้นฉินอวี่รู้สึกได้ชัดเจนว่า รูม่านตาของดวงตาปีศาจนี้จะหดตัวเล็กลงอย่างรวดเร็ว...

        ราวกับว่าฉินอวี่มองเห็นความตกใจความเหลือเชื่อ และความลังเลสับสนได้จากดวงตาปีศาจนี้

        เป็นไปได้อย่างไร!

        ฉินอวี่ขนลุกไปทั้งตัวสำนักจูเทียนเต้าถูกทำลายไปตั้งแต่ยุคไท่ชู หรืออาจพูดได้ว่าสิ่งที่เขากำลังเห็นอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงภาพลวงตาแต่ทำไมดวงตาปีศาจที่ทรงพลังข้างนั้นจึงเหมือนกำลังจ้องตาตนเอง

        “ใช่...” ท่ามกลางความเลือนราง ฉินอวี่ก็ได้ยินเสียงที่ดูเหมือนจะผ่านความผันผวนของเวลามานานน้ำเสียงดั่งเสียงของสายลม ดูเหมือนหูแว่ว และดูเหมือนไม่มีตัวตน

        เมื่อภาพเบื้องหน้าของเขาหายไปและถูกแทนที่ด้วยหลุมขนาดใหญ่ ในใจของฉินอวี่ก็ไม่อาจสงบนิ่งลงได้ในจิตใจยังคงหวาดกลัวต่อดัชนีที่เพิ่งพบเห็นมาดวงตาปีศาจที่แปลกประหลาดคู่นั้นเป็นเหมือนก้อนหินขนาดใหญ่สองก้อนที่ตกกระแทกใส่จิตใจที่ไม่สงบของฉินอวี่

        “บอกข้ามา เจ้ายังยืนยันว่าจะแก้แค้นทุกวันไม่หยุดพักตลอดชีวิตได้อีกหรือไม่?” เสียงของผู้เฒ่าร้องไห้ดังก้องอยู่ในหัวของเขา

        ฉินอวี่ระงับความหวาดกลัวที่ปรากฏขึ้นในใจทิ้งไปพลางมองไปยังใบหน้าที่โหดร้ายซึ่งมีดวงตาแดงก่ำของผู้เฒ่าร้องไห้จากนั้นก็กัดฟันพูดออกไป “ทำไมจะไม่ยืนยันล่ะ? หรือเป็นเพราะความแข็งแกร่งของเขาก็เลยไม่กล้ายืนยันว่าจะทำต่อไปอย่างนั้นหรือ? ในมุมมองของข้าไม่มีผู้แข็งแกร่งโดยกำเนิด แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ที่คนทั่วไปไม่อาจเทียบได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่สามารถเพิ่มเสริมในวันหลังได้ ข้าคิดว่าความหมั่นเพียรสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ ถึงแม้ว่า...หากพยายามแล้วมันยังไม่สำเร็จ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำมันแล้ว และไม่ต้องมาคอยเสียใจในภายหลัง”

        “ฮ่าๆ ความหมั่นเพียรสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ ฮ่าๆลูกวัวเพิ่งเกิดจึงไม่กลัวเสือ ตอนนี้ประสบการณ์ของเจ้ายังน้อยนักรอให้ระดับฝึกฝนของเจ้าไปถึงระดับหนึ่งเสียก่อน เจ้าก็จะเข้าใจได้เองความหมั่นเพียรมันไม่ได้มีประโยชน์ และไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้”ผู้เฒ่าร้องไห้ดูเหมือนจะมีสติดี หัวเราะเสียงดัง เพียงแต่เวลาที่เขากำลังหัวเราะก็มีน้ำตาไหลออกมาเช่นกัน

        “หากไม่หมั่นเพียร ผู้อาวุโสจะรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่มีประโยชน์?” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย และถอนหายใจในใจ เขารู้อยู่แล้วว่าผู้เฒ่าร้องไห้ได้เข้าสู่จิตมารจนไม่อาจถอนตัวได้

        “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่หมั่นเพียร?” ผู้เฒ่าร้องไห้พูดขึ้นทันทีด้วยเสียงแหบแห้ง

        ฉินอวี่นิ่งไปครู่หนึ่งและพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย “หากผู้อาวุโสไม่เชื่อข้า เช่นนั้นพวกเราลองมาพนันกัน”

        “ว่ามา!” ผู้เฒ่าร้องไห้มองไปยังหลุมยักษ์และพูดอย่างช้าๆ

        “ข้าพนันได้เลยว่าในสามปีข้าต้องเข้าสู่ขั้นเทพสวรรค์ได้แน่นอนสามปีหลังจากนี้ หากข้ายังไม่เข้าถึงขั้นเทพสวรรค์ก็แล้วแต่ผู้อาวุโสจะลงโทษได้เลย ในเวลาสามปี หากข้าสามารถเข้าสู่ขั้นเทพสวรรค์ได้ขอผู้อาวุโสโปรดถ่ายทอดเงาร่างธรรมบาลแก่ข้าด้วย เป็นอย่างไร?” ฉินอวี่พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างคุมไม่ได้หากสามารถรับถ่ายทอดเงาร่างธรรมบาลมาได้การเข้ามาเหวลึกครั้งนี้ก็นับว่าได้รับมหาโชคที่เหนือกว่าจินตนาการเขาแล้ว

        “เจ้ารู้จักเงาร่างธรรมบาลด้วยหรือ?” ดวงตาที่จมดิ่งของผู้เฒ่าร้องไห้จ้องไปยังฉินอวี่ทันที

        “แม้ว่าสำนักจูเทียนเต้าจะถูกทำลายไปแล้วแต่ข้าก็ยังเคยเห็นมันในตำราโบราณ” ฉินอวี่กล่าว

        ผู้เฒ่าร้องไห้จ้องฉินอวี่ราวกับว่าจะมองเห็นความคิดในใจของฉินอวี่ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้นมา“ในเมื่อเจ้าคิดจะเดิมพัน ข้าก็ยินดีตามนั้น ภายในสามปีเจ้าจะต้องกลายเป็นหนึ่งในสามสิบหกขุนพลสวรรค์ของบรรดาอสูรอารักขาให้ได้หลังจากสามปีนี้ หากยังทำไม่ได้ ก็อย่ามาหาว่าข้าฆ่าคนอีก แต่หากทำได้ข้าจะไม่เพียงแต่ถ่ายทอดเงาร่างธรรมบาลให้กับเจ้าอย่างแน่นอน!”

        ผู้เฒ่าร้องไห้ไม่ยอมให้ฉินอวี่หักล้างตนโดยง่ายยกมือขวาขึ้นโบก ฉินอวี่ก็หายไปทันที

        ผู้เฒ่าร้องไห้มองไปยังหลุมยักษ์ที่เบื้องหน้าน้ำตาก็ไหลออกมาทันที และเขาก็พึมพำขึ้นเบาๆ “ไม่ขยันหรือ? ฮ่าๆ ขยัน... ช่างเป็นคำที่น่าขำจริงๆ!”

        “พี่หลี่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

        ฉินอวี่ยังอยู่ในภวังค์เล็กน้อยความหวาดกลัวและความตกใจทำให้เขายังไม่รู้สึกตัวอยู่เป็นเวลานาน

        สามปีจะต้องกลายเป็นหนึ่งในสามสิบขุนพลสวรรค์?

        นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งนักแม้ว่าจะขยันหรือพยายามเพียงใดก็ไม่อาจทำได้แน่นอนเป็นเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่หมั่นเพียรแล้วจะได้มายังจำเป็นต้องมีเวลาในการฝึกฝนที่มากพอ ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสามปีจากคนธรรมดาให้กลายเป็นอสูรอารักขา อสูรธรณีอารักขา เจ็ดสิบสองอสูรธรณีอสูรสวรรค์อารักขา จนกลายเป็นหนึ่งในสามสิบหกขุนพลสวรรค์นับว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่งนักเกรงว่าแม้แต่เหล่าศิษย์อัจฉริยะในแดนต้าโหมวเทียนก็คงไม่มีใครกล้าคิดจะทำ

        สิ่งที่ทำให้ในใจของฉินอวี่ยังรู้สึกดิ้นรนอย่างมากคือหากเขาสามารถทำได้จริง และได้วิชาลับทั้งเก้าแห่งจูเทียนมาได้...นี่นับเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากยิ่งสำหรับฉินอวี่

        นั่นคือวิชาลับทั้งเก้าแห่งจูเทียนหากเป็นในตอนแรกต่อให้คิดจนหัวระเบิดก็ต้องได้วิชาลับระดับยอดวิชามาแต่หากเป็นตอนนี้... ก็เพียงพอนักที่จะก่อการนองเลือด!

        “หากไม่สามารถทำได้สำเร็จในอนาคตจะไปมีสิทธิ์อะไรที่จะเผชิญหน้ากับจอมอสูรหลินอวี่แห่งยุคไท่กู่? ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียงการได้รับวิชาลับทั้งเก้าแห่งจูเทียนเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ข้ามีสิทธิ์เผชิญหน้ากับหลินอวี่!หากเทียบกับหลินอวี่แล้ว นี่นับว่าไม่มีความหมายอะไร?” สายตาของฉินอวี่กะพริบเปล่งประกายอันแน่วแน่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็เริ่มมีแผนการในใจ แม้หากเป็นไปไม่ได้ฉินอวี่ขอเพียงมีความหวังริบหรี่ เขาก็จะทำมันให้ได้!

        “พี่หลี่? พี่หลี่?” หลิวเจ๋อที่ฟื้นขึ้นมาเห็นฉินอวี่ไม่ตอบอยู่นาน จึงตะโกนเรียกอย่างต่อเนื่อง

        ฉินอวี่เหลือบมองหลิวเจ๋อและพยักหน้าเล็กน้อย ในใจเริ่มคิดหาวิธีจะเป็นหนึ่งในสามสิบหกขุนพลสวรรค์

        “เฮ้ ผู้เฒ่าร้องไห้... พาเจ้าเข้าไปทำอะไร?” หลัวชิงเยว่จ้องฉินอวี่และถามขึ้นเบาๆ

        “ไม่มีอะไรหรอก” ฉินอวี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจ ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ผงะไปทันทีและเหลือบมองหลัวชิงเยว่ เปลือกตาของฉินอวี่ลดลงเล็กน้อย เกิดประกายแสงขึ้นเบาๆในดวงตาของเขา

        เมื่อหลัวชิงเยว่เห็นท่าทางของฉินอวี่นางก็เริ่มมีความรู้สึกเหลือเชื่อขึ้นในใจ พลันพูดไปอย่างเย็นชา“อย่าคิดว่าเจ้าช่วยชีวิตข้าแล้วจะทำเช่นนี้ได้ จะบอกหรือไม่บอก?”

        ใบหน้าฉินอวี่กระตุกทันทีและหันมองไปโดยรอบ ก่อนกระซิบกลับไปเบาๆ “เอาล่ะ ข้าบอกเจ้าก็ได้แต่เจ้าต้องเก็บเป็นความลับ?”

        “ว่ามา!” หลัวชิงเยว่พูด และในใจก็อยากรู้เป็นอย่างยิ่ง

        “ผู้เฒ่าร้องไห้ทดสอบข้า” ฉินอวี่กระซิบ

        หลัวชิงเยว่เลิกคิ้วขึ้นริมฝีปากแดงอันงดงามของนางเผยอขึ้น พลางจ้องมองฉินอวี่ยังนิ่งทื่อ...

        “ผู้เฒ่า... ผู้เฒ่าร้องไห้รับเจ้าเป็นศิษย์แล้วหรือ? ไม่... ไม่ใช่ศิษย์ในนามหรือ?” หลิวเจ๋อพูดอย่างตกตะลึง

        ฉินอวี่ยิ้มอย่างรู้ทันหากเป็นไปได้ เขาก็อยากให้หลิวเจ๋อผู้นี้เข้ามาเป็นคนติดตามของเขาเด็กคนนี้ทำให้เขางีบหลับได้อย่างสบายใจ

        ฉินอวี่หรี่ตามองหลิวเจ๋อจากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย เผยท่าทีกึ่งรับกึ่งปฏิเสธ

คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน