สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 122 อ้อ นี่ก็แค่การแสดง

            “โอ้ ไม่นะ...”

            เมื่อเห็นยอดฝีมือผมขาวถูกชกเหมือนกระสอบทรายจนกระเด็นออกไปแพรีสที่อยู่ไม่ไกลก็พลันส่งเสียงร้องออกมาอย่างโกรธเคืองด้วยความสิ้นหวังร่างของนางกะพริบอย่างต่อเนื่องกลางอากาศไม่กี่ครั้งเพื่อไปคว้าตัวของเมอร์ฟี ก่อนที่เขาจะร่วงลงพื้นอย่างรุนแรง

            หน้าอกของเขายุบเป็นหลุมสองหลุมเข้าไปอย่างน่ากลัวเป็นรูปหมัดคู่ประทับไว้

            หมัดทั้งสองหมัดนี้ยุบลึกเข้าไปราวๆสี่ห้าเซนติเมตร ประทับตรงหน้าอกของยอดฝีมือเมอร์ฟี มันเห็นได้แม้กระทั่งรูปนิ้วมือได้อย่างชัดเจนพลังที่เมอร์ฟีได้รับไม่มีรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อยราวกับว่าทั้งหมดได้เข้าไปในร่างของเขาและเกือบทำลายหัวใจและเส้นลมปราณของเมอร์ฟี เลือดสดพุ่งออกมาเหมือนน้ำพุไหลออกมาจากปากของเขา ในขณะที่ถูกประคองด้วยแขนทั้งสองข้างของแพรีส ยอดฝีมือผู้เกรียงไกรเมื่อครู่ตอนนี้กลับยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม

            ห่างออกไปสิบเมตร

            ก่อนหน้านี้อัศวินคนนั้นถูกคลื่นพลังสีทองที่คลุ้มคลั่งกลืนกินไปแต่ตอนนี้กลับยืนอกผายไหล่ผึ่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม

            มุมปากของเขายกยิ้มแปลกๆขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะดึงหมวกเกราะที่เป็นรูปตัว T ปิดจมูกออกมาจากหัวเผยให้เห็นผมสั้นสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าสี่เหลี่ยม จมูกตรง เค้าโครงใบหน้าที่ปรากฏออกมาทำให้ดวงตาของเมอร์ฟีและแพรีสปรากฏความหวาดกลัว ร่างของนักรบคนนี้ไม่ได้สูงใหญ่มากนักดูผอมบางและเตี้ยเล็กน้อย ทว่าบนร่างของเขากลับมีกลิ่นอายดุดันหนาแน่นที่ไม่มีทหารคนไหนซ้ำกับเขาได้เขายืนอยู่ตรงนั้นเพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงกลิ่นอายที่น่ากลัวประหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพม้านับพันนับหมื่นนาย

            “องค์...องค์ชายอาร์ชาวิน?!”

            เมื่อเห็นใบหน้าของอัศวินคนนี้ยอดฝีมือเมอร์ฟีและแพรีสพลันปรากฏสีหน้าเกรงกลัวขึ้นฉับพลัน

            องค์ชายใหญ่แห่งราชอาณาจักรเซนิท‘เทพสงคราม’ อาร์ชาวิน ทำไมถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง?

            จะเป็นไปได้อย่างไร?

            แพรีสจำได้อย่างชัดเจนว่าตามรายงานที่นางได้รับตอนนี้องค์ชายประทับอยู่ในค่ายทหารที่ราชอาณาจักร...สมควรตาย แล้วตอนนี้คนที่บัญชาการอยู่ในค่าย‘วีรบุรุษเหล็ก’ เป็นใครกันแน่? แพรีสคิดอย่างละเอียด ฉับพลันก็นึกถึงความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว เห็นได้ชัดว่าองค์ชายอาร์ชาวินที่อยู่ในค่ายตอนนี้เป็นตัวปลอมที่ไว้หลอกคนอื่น!

            นี่คือการรุกฆาต!

            นี่คือไพ่ตาย!

            ใครจะไปคิดว่าองค์ชายใหญ่จะไม่เสียดายที่จะยอมลดสถานะของตัวเองปลอมเป็นอัศวินแฝงตัวมาในคณะทูต มายังเมืองแซมบอร์ดจากนั้นก็รอจนถึงช่วงเวลาที่สำคัญแล้วลงมือโจมตีอย่างกะทันหันทำให้ยอดฝีมือฝ่ายตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างงง่ายดายแล้วสถานการณ์ทั้งหมดก็กลับตาลปัตรทันที

            คนที่ไม่ควรปรากฏตัวกลับปรากฏตัวขึ้น

            จากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

            ตอนนี้ซุนเฟยที่อยู่ใน‘โหมดมือสังหาร’ และกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางควันฝุ่นเมื่อได้เห็นฉากนี้ก็พลันตกใจขึ้นมา เพราะว่าเขารู้จักนักรบผมสั้นสีน้ำตาลเข้มที่รูปร่างผอมบางคนนี้หากจำไม่ผิด ในวันแรกที่คณะทูตของราชอาณาจักรเซนิทมาถึงเมืองแซมบอร์ดอัศวินคนนี้เป็นคนขับรถม้าขององค์หญิง

            ตอนนั้น ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเพิ่งจะเลเวล16 การตรวจสอบยอดฝีมือไม่ค่อยแม่นยำเท่าไร แค่รู้สึกคลุมเครือว่าคนขับรถม้าคนนั้นเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง มารดามันเถอะ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่ายอดฝีมือคนนี้จะมีฝีมือสูงส่งเหมือนตึกระฟ้าที่สูงกว่าร้อยชั้นแบบนี้

            และฟังจากน้ำเสียงตื่นตกใจของเมอร์ฟีและแพรีสแล้วซุนเฟยก็ทราบถึงสถานะที่สูงส่งของนักรบผมสั้นคนนี้ เขาเป็นถึงองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินแห่งราชอาณาจักรเซนิทและก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ราชอาณาจักรเซนิทต่อจากจักรพรรรดิยาซินอีกทั้งยังเป็นบุรุษที่ถูกเรียกว่า ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’

            การค้นพบนี้ทำให้ซุนเฟยพลันตื่นตระหนกขึ้นมา

            เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนยอดเขาตะวันออกในวันนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งเกินไปแล้วพวกคนใหญ่คนโตพากันปรากฏออกมาตรงหน้าของตัวเอง เรื่องที่เหนือความคาดหมายนี้เกิดขึ้นติดต่อกันหลายครั้งมาก...ซุนเฟยส่ายหน้าเล็กน้อยเขาพบว่าหากตัวเองต้องประลองฝีมือกับคนใหญ่คนโตพวกนี้ มันคงออกมาแย่แน่ๆ

            “แพรีส ให้พวกเขาหยุดมือเถอะ?”

            บนใบหน้าขององค์ชายอาร์ชาวินเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจในตัวเองขณะที่มองไปตรงหน้า

            ใบหน้าของเขาไม่ปรากฏร่องรอยความดีใจแม้ว่าผู้หญิงตรงหน้าคนนี้จะคอยช่วยเหลือน้องชายที่ไม่ค่อยเป็นมิตรกับตัวเอง หลายครั้งที่ก่อเรื่องวุ่นวายให้แก่เขาและสร้างความสูญเสียมามายจนแทบจะรับไม่ไหวก่อนหน้านี้เขาเคยฝันนับครั้งไม่ถ้วนที่จะได้สังหารนาง...แต่มาตอนนี้ เมื่อได้กุมชะตาชีวิตของนางไว้ในมือของตัวเองจริงๆอาร์ชาวินก็พลันรู้สึกเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย

            ผู้หญิงที่สวยและฉลาดแบบนี้มันน่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกับตัวเอง...คนงามทำไมถึงไปอยู่ฝ่ายโจรกันนะ

            ไม่ช้าแพรีสก็ปรับสภาพจิตใจของตัวเองให้มั่นคงขึ้นสาวงามพลันกัดปากแน่นรู้สึกขมฝาดขึ้นมาทันที นางถอนหายใจออกมา ก่อนจะโบกมือเบาๆ

            ชั่วพริบตาทั่วทั้งสนามรบก็สงบลง

            ความเป็นจริงแล้วหลังจากที่องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินปรากฏตัวขึ้นมา ทุกคนในสนามรบต่างหยุดเข่นฆ่ากันอย่างไม่รู้ตัวโดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยประทับหมัดที่น่าตกใจบนหน้าอกของยอดฝีมือผมขาวเมอร์ฟีมาถึงจุดนี้ ผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสินไปแล้ว

            ในราชอาณาจักรเซนิทองค์ชายใหญ่อาร์ชาร์วินคือเทพสงคราม

            องค์ชายใหญ่อายุไม่ถึงยี่สิบห้าปีก็สามารถฝึกฝนคลื่นพลังธาตุไฟจนมาถึงระดับหกดาวได้เป็นพวก ‘คมในฝัก’ และได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์คนแรกในรอบร้อยปีของราชอาณาจักรเซนิทนอกจากจะมีพลังแข็งแกร่งแล้ว เขายังเชี่ยวชาญตำราพิชัยสงครามเป็นผู้นำทัพที่อายุน้อยที่สุด นำทัพบุกตะลุยสนามรบที่ชายแดนถึงหกปีสร้างความดีความชอบในการศึกไว้นับไม่ถ้วน แล้วก่อตั้งค่าย ‘วีรบุรุษเหล็ก’ ที่ไร้เทียมทานขึ้นมาเป็นกองทัพที่ถูกจัดอันดับให้เป็นกองทัพที่มีพลังรบอันดับหนึ่งของราชอาณาจักรเซนิทและมีชื่อเสียงในทั่วทุกอาณาจักรว่าเป็น ‘แส้แห่งพระเจ้า’

            ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเมอร์ฟีที่เป็นยอดฝีมือรุ่นเก๋า สามารถประลองฝีมือกับเทพสงครามแห่งราชอาณาจักรเซนิทได้อย่างสูสี แต่ภายใต้การจู่โจมที่ไม่ทันตั้งตัวแบบนั้นทำให้ตอนนี้เมอร์ฟีได้รับบาดเจ็บสาหัสเส้นลมปราณฉีกขาดทั้งหมด อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานด้วยซ้ำส่วนอาร์ชาวินเองก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการต้านรับคลื่นพลังสีทองของเมอร์ฟี แต่อย่างน้อยอาร์ชาวินที่เป็นนักรบระดับหกดาวธาตุไฟยังมีพลังเหลืออยู่ เจ็ดแปดส่วนจากสิบส่วน อาศัยแค่อำนาจของคนคนเดียวก็สามารถควบคุมสถานการณ์สงครามได้

            เมื่อทั้งสองฝ่ายหยุดปะทะกันฝุ่นที่ลอยฟุ้งเต็มท้องฟ้าค่อยๆ กระจายหายไป

            ทุกที่เต็มไปด้วยเศษซากแขนขาและโคลนที่เปื้อนเลือด

            ส่วนแท่นหินบูชาก็ทรุดตัวพังทลายลงและกลายเป็นซากปรักหักพังเป็นที่เรียบร้อย

            รอบๆ แท่นหินบูชาเหล่าผู้รอดชีวิตต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันไป

            กลุ่มคนที่มีเชือกสีแดงตรงแขนมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อยนั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเขาได้เตรียมการล่วงหน้าไว้จึงมีความพร้อมมากกว่าแต่ในตอนนี้ จำนวนคนไม่มีผลกระทบอะไรต่อการแพ้ชนะ เพราะยอดฝีมือหกดาวอย่างอาร์ชาวินแค่ยกนิ้วขึ้นมานิ้วเดียวก็สามารถบดขยี้พวกเขาให้กลายเป็นผุยผงได้ในพริบตาแล้วสีหน้าขององค์ชายอาณาจักรเซินฮัว อาณาจักรหลู่เหนิง อาณาจักรฉ่านป้า และอีกหลายๆอาณาจักรที่อยู่คนละฝั่งกับองค์ชายอาร์ชาวินต่างก็เผยใบหน้าหวาดกลัวและสิ้นหวังออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            แต่สำหรับพวกทูตและองค์ชายอาณาจักรอื่นๆและเหล่าผู้คุ้มกันที่ถูกจู่โจมกะทันหัน พวกเขาต่างพากันยิ้มระรื่นยินดีปรีดาบางคนก็ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ

            เมื่อแพรีสได้โบกมือกลุ่มคนก็พากันแยกออกจากกันทันที

            หลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาเป็นนักฆ่าที่ใช้ดาบ นักฆ่าชุดขาวที่สวมถุงมือกรงเล็บนักฆ่ามีดโค้งสีเหลืองทั้งสองคน และยอดฝีมือธาตุดินที่หนีตายเพราะถูกซุนเฟยกระทืบพวกเขาต่างเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของแพรีสโดยมีพวกผู้คุ้มกันและเหล่าทูตที่ผูกเชือกสีแดงตรงแขนเดินมายืนอยู่ข้างๆ แพรีสด้วยสีหน้าสิ้นหวังตอนนี้พวกเขาต่างรู้สึกปั่นป่วนไปทั่วลำไส้ด้วยความเสียใจ แต่มันไม่มีประโยชน์การเล่นการพนันเสี่ยงตายในครั้งนี้พวกเขาต่างพ่ายแพ้อย่างยับเยินแผนการลอบสังหารในครั้งนี้พวกเขาต่างยืนอยู่ผิดฝั่ง เหมือนประกาศให้รู้อย่างเป็นทางการว่านี่คือจุดจบชีวิตของพวกเขาและการล่มสลายของอาณาจักร

            อีกฝั่งหนึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีจำนวนไม่มากหลายคนยังอยู่ในท่าทางโศกเศร้าปนดีใจลึกๆ เหมือนภายใต้การจู่โจมของนกอินทรีเหล่าลูกเจี๊ยบก็มองหาแม่ไก่เจอ พวกเขาต่างเดินไปยืนอยู่ด้านหลังขององค์หญิงและองค์ชายใหญ่อาร์ชาวิน

            ในที่สุดเมื่อกลุ่มคนได้แบ่งออกเป็นสองฝั่งแล้วเผชิญหน้ากัน

            บรรยากาศกดดันก็พุ่งขึ้นทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว

            ตอนนี้เองซุนเฟยก็เดินกัดฟันด้วยความเจ็บปวดเดินโซซัดโซเซออกมา เขาเปลี่ยนกลับเป็น ‘โหมดคนเถื่อน’บนร่างกายมีรอยบาดแผลที่หนักมากชุดคลุมที่ใช้สวมสำหรับเข้าพิธีราชาภิเษกฉีกขาดเป็นชิ้นๆเหลือเพียงเสื้อทับด้านในที่เปรอะเลือดเต็มไปหมด ใบหน้าของเขาเองก็อาบไปด้วยเลือดมีเพียงดวงตาสีดำขลับที่ยังคงเห็นอย่างชัดเจน ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือด เหมือนเอาตัวไปจุ่มกับเลือดทุกที่ที่เดินผ่านมีรอยเท้าอาบเลือดประทับไว้

            อาการบาดเจ็บสาหัสแบบนี้ดูน่ารันทดมาก แค่เห็นก็ทำให้ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าจนน้ำตาไหล

            แต่ก็มีหลายคนที่หลังจากเห็นฉากนี้ก็พากันสงสัยว่าด้วยสภาพแบบนี้ อีกไม่นานองค์ราชาน้อยคงจะตายแน่ๆ ที่น่าเวทนามากขึ้นก็คือการที่องค์ราชาน้อยผู้โชคร้ายคนนี้ต้องถูกก่อกวนในงานราชาภิเษกนอกจากนี้ทหารและผู้คุ้มกันอื่นๆ ต่างก็พากันตกตายไปจนหมด ศพของแลมพาร์ด โอเลเกร์และดร็อกบา รวมทั้งคนอื่นๆ ต่างนอนนิ่งสงบอยู่รอบๆ แท่นหินบูชา ก้อนหินและโคลนที่อยู่ใต้ร่างพวกเขาต่างย้อมเลือดจนเป็นสีแดง

            “อา อเล็กซานเดอร์ เจ้ายังมีชีวิตอยู่ นี่มันดีมากจริงๆ”

            องค์ชายมอดริชที่รอดตายพลันอุทานออกมาอย่างยินดีหลังจากเห็นซุนเฟยก็รีบเดินเข้าไปประคองร่างของเขา ก่อนหน้านี้หลายๆ คนต่างก็เห็นว่าซุนเฟยถูกเมอร์ฟียอดฝีมือระดับหกดาวทำร้าย ในเวลานั้นฝุ่นปกคลุมท้องฟ้าอย่างหนาแน่นทำให้ทุกคนต่างคิดว่าองค์ราชาน้อยคงตายไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะอึดเหมือนหนูท่อ แม้ว่าดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บหนักมากแต่ก็ยังรอดชีวิตมาได้

            องค์ชายมอดริชประคองซุนเฟยไปยืนอยู่ด้านหลังขององค์ชายอาร์ชาวิน

            “แพรีส น่าเสียดายจริงๆ นะ ดูเหมือนว่าคราวนี้ข้าจะชนะ”

            อาร์ชาวินยิ้มน้อยๆพลางหันไปมองแพรีส ในใจก็อดถอนหายใจไม่ได้ ในที่สุดผู้หญิงที่ทำให้เขาปวดหัวมาตลอด สุดท้ายก็ไม่สามารถเป็นภัยคุกคามได้อีก

            แปะ แปะ แปะแปะ!

            แพรีสตบมือเบาๆ

            แม้ว่าแพรีสจะอยู่ในสภาพที่อับจนหนทางแต่เห็นได้ชัดว่ายังดีกว่าผู้ชายหลายๆ คน ที่ทำให้รู้สึกแปลกใจก็คือ การที่นางสามารถเรียกสติกลับมาได้ในเวลาสั้นๆนางตบมือ พร้อมยิ้มยั่วเย้าออกมาอย่างมีเสน่ห์ พลางพูดอย่างนับถือว่า“พูดกันตามตรงนะ ข้าเองก็คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าองค์ชายใหญ่แห่งราชอาณาจักรจะยอมถ่อมาที่อาณาจักรเล็กๆทุรกันดารแห่งนี้เพื่อมาจับข้าอีกทั้งยังไม่เสียดายที่จะปลอมตัวเป็นอัศวินชั้นยศน้อยเพื่อลอบซุ่มโจมตี...ฮ่าๆๆๆอาร์ชาวิน ท่านว่าข้าควรรู้สึกเป็นเกียรติหรือกลัวดีล่ะ?”

            แม้ว่าอาร์ชาวินจะได้ยินวาจาแดกดันจากปากของนางแต่ตอนนี้เขาเป็นผู้ชนะแล้ว ดังนั้นจึงยังยิ้มกว้างออกมาได้อยู่ ไม่ถือสาอะไร

            “แต่ข้าต้องยอมรับเลยว่า ไพ่ตายในครั้งนี้มันช่างงดงามจริงๆ! พวกอัศวินตายกันเป็นเบือพวกเขาสร้างความสับสนให้แก่เมอร์ฟี มันเลยทำให้ท่านสามารถลอบโจมตีเมอร์ฟีได้อย่างง่ายดาย...เพียงแต่การที่องค์ชายของพวกเขาส่งพวกเขาไปตายแบบนี้หากพวกเหล่าอัศวินพวกนั้นยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาคงจะเจ็บปวดใจมากกว่าไหม?”

            “แพรีส เมื่อมันมาถึงจุดนี้แล้ว เจ้ายังมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้หรือยอมจำนนต่อข้าและรับใช้ข้าเสีย แล้ววันนี้ข้าจะไม่สังหารเจ้า”

            อาร์ชาวินก็ยังคงยิ้มอยู่แต่คำพูดนี้กลับเข้มงวดจริงจัง ไม่มีทางหนีทีไล่

            “ฮึๆ ฝ่าบาท ข้าคิดว่าท่านคงจะมั่นใจในพลังของตัวเองมากไปแล้ว แม้วันนี้จะสังหารฝ่าบาทกับองค์หญิงไม่ได้แต่ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ หากข้าจะหนี ข้าก็สามารถหนีไปได้ไม่ใช่หรือ?” แพรีสยังคงยิ้มระรื่นเหมือนกำลังสนทนากับสหายเก่า ในคำพูดเต็มไปด้วยการลองเชิงและยั่วยุแต่กลับไม่มีความคิดที่จะสวามิภักดิ์แม้แต่น้อย

            “หากเจ้าคิดจะหนีก็ควรเลือกไปตั้งแต่แรก เพราะบางทีเจ้าอาจมีหวังอยู่บ้างแต่ถ้าเป็นตอนนี้คงไม่ได้”

            ใบหน้าของอาร์ชาวินยิ้มกว้างมากขึ้นไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคได้นำอัศวินยี่สิบห้าคนที่เหลือไปเฝ้ารักษาบันไดหินเพียงแห่งเดียวที่ทอดลงสู่เชิงเขาด้วยวิธีนี้ ต่อให้พวกนักฆ่าเข้ามาขวางทางอาร์ชาวินเพื่อยื้อเวลาให้แพรีสสักวินาทีแต่แพรีสก็ไม่สามารถหลบหนีพวกอัศวินและปัฟลูย์เชนโคลงไปยังเชิงเขาได้แน่ๆอาร์ชาวินมีโอกาสที่จะสังหารนางได้เพียงเสี้ยววินาที

            แพรีสเห็นฉากนี้ใบหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ

            “ท่านพี่นาตาชา โชคของท่านมันน่าอิจฉามากเลยนะถ้าไม่ใช่เพราะว่าราชาน้อยคนนี้ได้ทำลายแผนการของข้าโดยไม่ได้ตั้งใจวันนี้คนที่ต้องตายก็ไม่แน่ว่าจะเป็นท่าน...”

            ตอนนี้ดูเหมือนว่าแพรีสจะเริ่มยอมรับชะตาชีวิตตัวเองแล้วใบหน้างามเผยสีหน้าไม่ยินยอมพร้อมใจสักนิด ดูเหมือนไม่อยากจะพูดกับอาร์ชาวินอีกจึงเบนสายตาไปที่องค์หญิงที่ยืนเงียบๆ อยู่ท่ามกลางฝูงชนน้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยเสียใจเหมือนกับว่าเป็นน้องสาวที่กำลังกระเง้ากระงอดกับพี่สาวตัวเอง

            ความจริงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็นปีศาจสาวที่ก่อกวนผู้คนจริงๆ คิ้วโก่งได้รูป ริมฝีปากแดงระเรื่อดวงตาที่ดูเศร้าสลด ทำให้ผู้ชายส่วนใหญ่ที่มองเกิดความรู้สึกสงสาร อยากจะเข้าไปกอดปลอบโยน

            องค์หญิงเพียงแค่ยิ้มน้อยๆ“ใช่แล้ว วันนี้โชคของข้าค่อนข้างดี”

            นักบุญสาวพูดแบบนี้นั่นเท่ากับว่าได้ยอมรับว่าในการประลองครั้งนี้ ซุนเฟยมีบทบาทสำคัญมาก

            แน่นอนว่าซุนเฟยเหมือนตัวสาระแนที่ไม่ได้รับเชิญ และคอยก่อกวนแผนการเดิมของทั้งสองฝ่าย

            ถ้าไม่มีความโกรธหน้ามืดตามัวของซุนเฟยที่ปรี่เข้าไปจะสังหารแพรีสฮิลตันให้ตายไปในชั่วพริบตา นางก็คงไม่ต้องเรียกให้เมอร์ฟีออกมาก่อนเวลาองค์หญิงเองก็คงไม่ต้องใช้ไพ่ตายอย่างอาร์ชาวินเช่นกันการจะได้รับชัยชนะจากเมอร์ฟีมันไม่ง่าย เมอร์ฟีเป็นยอดนักรบระดับหกดาวและยังเป็นยอดฝีมือที่มีประสบการณ์ในการสังหารอย่างโชกโชน พลังการต่อสู้ที่แท้จริงของเขาไม่อาจมองข้ามได้หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง แม้แต่อาร์ชาวินที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ ก็คงไม่อาจได้รับชัยชนะได้ง่ายๆหากไม่ใช่ว่าลอบโจมตีจากมุมมืด เกรงว่าอาจจะต้องพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ

            นักฆ่าก็เหมือนความรักใครเริ่มก่อน อาจต้องได้รับบาดเจ็บหนัก

            ได้ยินองค์หญิงเปิดปากยอมรับว่าที่จริงตัวเองก็อาศัยโชคเช่นกันถึงประสบความสำเร็จแต่ใบหน้าของแพรีสก็ยังคงเผยรอยยิ้มมีเลศนัยแปลกๆ “แต่บางครั้งแค่อาศัยโชคอย่างเดียวมันก็ไม่สำเร็จหรอกนะ”

            “เจ้า...” องค์หญิงเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไป“ทุกคนระ...”

            แต่ช้าเกินไป

            ตอนนี้เองเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

            พวกเขาเห็นเพียงองค์ชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัสที่ยืนอยู่ข้างๆซุนเฟย ดวงตาเย็นเยียบขึ้น ก่อนจะลงมืออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบกลิ่นอายความร้อนอย่างรุนแรงถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือทั้งซ้ายขวาก่อนที่จะประทับตรงหัวใจด้านหลังขององค์ชายอาร์ชาวินและสาวน้อยชุดม่วงอย่างแม่นยำ

            วินาทีต่อมาคลื่นพลังสีแดงก็พลันระเบิดขึ้นมาในชั่วพริบตา

            พรูด พรูด!

            เหตุการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก

            เหลือเชื่อ

            ความสนใจทั้งหมดของอาร์ชาวินและสาวน้อยเปลวเพลิงสีม่วงต่างเพ่งไปที่ร่างของแพรีสพวกเขามัวแต่เฝ้าระวังแพรีส กลัวว่าจะเกิดการต่อสู้แบบหมาจนตรอกขึ้นมาคาดไม่ถึงว่า ‘พวกเดียวกับตัวเอง’ ที่อยู่ด้านหลังจะลอบทำร้ายด้วยระยะห่างที่ใกล้ขนาดนี้ กระทั่งทั้งสองคนก็มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ทันพวกเขาไม่ทันจะได้โคจรคลื่นพลังมาปกป้องกายของตัวเองก็ถูกเปลวไฟสีแดงของมอดริชทั้งสองข้างจู่โจมเข้าอย่างรุนแรงพลังมหาศาลถูกส่งเข้ามาในร่างก่อนจะระเบิดขึ้นทั้งสองคนต่างกระอักเลือดออกมาได้รับบาดเจ็บสาหัสในทันที

            สีหน้าของทั้งสองคนพลันเปลี่ยนไปทั้งไม่อยากจะเชื่อทั้งโมโห และตกตะลึง

            เมื่อการโจมตีสำเร็จมอดริชก็ไม่ได้ถอยหนี เขาสะบัดมือพลางแสยะยิ้มอย่างโหดร้ายทำให้คลื่นพลังลูกหนึ่งกลายเป็นมังกรยาวร้องคำรามและพุ่งไปทางองค์หญิงที่อยู่ไม่ไกล

            เหตุการณที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

            ในตอนนั้นไม่มีใครคิดจะเข้ามาปกป้ององค์หญิง

            พวกเขาเห็นเพียงองค์หญิงตรงหน้าที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาถูกโจมตีอย่างกะทันหันและกำลังจะกลายเป็นหมอกเลือดในชั่วพริบตาแต่ในตอนนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นมา จู่ๆ ก็มีม่านน้ำป้องกันสีฟ้าปรากฏขึ้นมาตรงด้านหน้าขององค์หญิงองค์หญิงถูกขวางไว้ด้วยม่านน้ำนี้และเมื่อมังกรเพลิงได้ชนเข้ากับม่านน้ำตรงหน้าก็พลันกระเพื่อมอย่างรุนแรง ป้องกันการโจมตีของมอดริช

            “ไอ้บัดซบ ข้าจะฆ่าเจ้า!”

            ในตอนนั้น‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ อาร์ชาวินก็พลันได้สติกลับมาเขามองเห็นองค์หญิงตกอยู่ในอันตรายก็กัดฟันแน่น อดทนต่ออาการบาดเจ็บสาหัสเขาโคจรคลื่นพลังที่เหลืออยู่ ก่อนจะโจมตีไปทางมอดริช มอดริชไม่มีทางเลือก เขายืดแขนที่โคจรคลื่นพลังขึ้นมาป้องกันทันทีที่ถูกโจมตีก็กระอักเลือดออกมา ก่อนจะกระเด็นออกไปตกอยู่ข้างหน้าแพรีส แต่ก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้

            การเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อเพียงเสี้ยววินาที

            ชั่วพริบตาทุกคนต่างตกอยู่ในสภาพโกลาหล

            นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

            ทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น?

            ใครจะไปคาดคิดว่าองค์ชายมอดริชแห่งอาณาจักรเล็กซัสคนนี้ที่ไม่น่าจะเป็นฝ่ายเดียวกับพวกนักฆ่าและแพรีสจะลงมือจู่โจมโดยไม่มีการกล่าวเตือนล่วงหน้าใดๆคิดไม่ถึงว่าพลังขององค์ชายน้อยคนนี้จะมีมากกว่าสองดาวการโจมตีที่แทบจะสังหารองค์หญิงและยังทำร้ายยอดฝีมือระดับสูงถึงสองคนจนได้รับบาดเจ็บหนักอย่างอาร์ชาวินและสาวน้อยชุดม่วงได้ถ้าไม่ใช่เพราะว่าองค์หญิงมีอุปกรณ์เวทมนต์ป้องกันธาตุน้ำติดตัวเกรงว่าคงตายไปแล้วจริงๆ

            บรรยากาศบนยอดเขาตะวันออกก็พลันเปลี่ยนแปลงขึ้นมาทันที

            สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่น่าเชื่อแบบนี้เพียงชั่วพริบตาก็ทำให้ขุมพลังทั้งสองฝ่ายต่างเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทันที

            เมอร์ฟีอาร์ชาวิน และจื่อเยี่ยนเดิมทีพวกเขาทั้งสามคนต่างเป็นยอดฝีมือที่มีพลังมากที่สุดบนยอดเขาตะวันออกแต่ตอนนี้ต่างพากันได้รับบาดเจ็บหนักจนเคลื่อนไหวไม่ได้ฝ่ายองค์หญิงเหลือกำลังต่อสู้แค่หัวหน้าอัศวินโรมันปัฟลูย์เชนโคและนักดาบสาวซูซานกับทหารที่เหลือแค่ยี่สิบกว่าคน และเหล่าคณะทูตคนอื่นๆแค่สิบกว่าคน ส่วนฝ่ายแพรีสยังมีนักฆ่าผู้ใช้ดาบ นักฆ่ากรงเล็บชุดขาวนักฆ่ามีดโค้งสองคน มอดริชและนักฆ่ากระบี่ทหารม้า แม้ว่าจะมีอาการบาดเจ็บแตกต่างกันแต่พวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียพลังการต่อสู้ไปและนอกจากนี้ยังมีแพรีสที่ยังไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ อีกด้วย...

            เพียงชั่วพริบตาพลังของทั้งสองฝ่ายก็กลับตาลปัตร

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วมากจนทำให้คนอื่นๆรู้สึกเหมือนฝันกลางวันอยู่

            เดิมทีเหล่าองค์ชายอาณาจักรเซินฮัวและคนอื่นๆที่ผูกเชือกสีแดงที่กำลังโศกเศร้าอยู่นั้น ตอนนี้ก็พลันกลับมาเจิดจ้าอีกครั้งพวกเขาไม่ปกปิดท่าทีดีใจออกมาสักนิด ท่าทางเซื่องซึมก็พลันแทนที่ด้วยรอยยิ้มแต่ละคนดึงดาบข้างเอวออกมา

            “ฮิๆๆ ท่านพี่นาตาชา สุดท้ายครั้งนี้ท่านก็แพ้!”

            ใบหน้าสวยของแพรีสก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าชู้กลับคืนมาชุดสีขาวที่เปรอะไปด้วยเลือดและฝุ่นค่อยๆ กระพือตามสายลมท่าทางนั้นดูเหมือนสาวน้อยที่กำลังประสบความสำเร็จกับแผนการร้ายของนาง จนถึงตอนนี้ทุกคนก็พลันเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่นางพูดมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดมันก็แค่การหยอกล้อเท่านั้นเอง

            องค์หญิงก็พลันเงียบขรึม

            ส่วน ‘เทพสงครามแห่งเซนิท’ แม้จะโกรธแต่ร่างกายก็เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้การโจมตีของมอดริชเมื่อกี้ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บหนักมาก ในขณะที่สาวน้อยจื่อเยี่ยนก็พลันหลับตาแน่นใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ เปลวไฟสีม่วงลุกไปทั่วร่างเห็นได้ชัดว่าพยายามรักษาร่างกายอย่างเร่งรีบอยู่

            “ฮ่าๆๆๆ พูดสิ ว่าแปลกใจมาก ทีแรกข้าก็แค่อยากสังหารท่านพี่นาตาชาเพื่อตัดแขนขององค์ชายอาร์ชาวินเท่านั้นเอง แต่ใครจะรู้ล่ะว่า ตอนนี้จะมีโอกาสสังหารแม้แต่องค์ชายใหญ่ฮ่าๆๆ เทพธิดาแห่งโชคชะตาท่านช่างใจกว้างยิ่ง ถ้าองค์ชายโดมิงเกวซทรงทราบข่าวนี้คงต้องมีความสุขมากแน่ๆ”

            แพรีสหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงทรงเสน่ห์พร้อมกับปล่อยรังสีฆ่าฟันออกมาขณะที่ก้าวไปด้านหน้าทีละก้าวอย่างนุ่มนวล

            ด้านหลังของนางในที่สุดพวกนักฆ่าก็พากันดึงผ้าคลุมหน้าออก

            “ต้องเสียใจด้วยจริงๆ นะ เดิมทีก็อยากดื่มอะไรสักอย่างกับทั้งสองท่านแต่เพื่อไม่ให้มันเป็นเพียงความฝัน ข้าคงต้องรีบสังหารพวกเจ้าแล้วล่ะ”

            น้ำเสียงของแพรีสฟังดูอ่อนโยนแต่ในสายตาของอาร์ชาวิน มันกลับเหมือนมัจจุราชที่กำลังจะคร่าชีวิตของพวกเขา

            “หึๆๆ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม เพียงแต่ข้าสงสัย หากเจ้าสังหารข้าและนาตาชาไปพวกเจ้าจะมีคำอธิบายอะไรไปบอกท่านพ่อหรือ? มีหลายคนที่มาร่วมงานที่นี่ ความลับนี้มันรักษาไว้ได้ไม่นานหรอกไม่ช้า สักวันหนึ่งท่านพ่อก็ต้อรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ทั้งหมด เจ้าและโดมิงเกวซคิดว่าจะปิดบังความจริงไว้ได้นานเท่าไรกัน?”

            อาร์ชาวินที่นั่งอยู่บนพื้นพยายามยื้อเวลาที่จะโคจรรักษาอาการบาดเจ็บในร่างแต่ความหวังก็เบาบางมากเหลือเกิน เขาได้รับบาดเจ็บหนักและไม่เหลือพลังอีกต่อไป

            “ฮึๆๆ ฝ่าบาท พูดแบบนี้เพื่อล้อเล่นเปลี่ยนบรรยากาศหรือ? ทั้งๆ ที่ท่านก็รู้ดียิ่งกว่าข้า ตั้งแต่ที่แผนนี้เริ่มต้นมันก็ไม่มีทางให้ถอยกลับแล้ว หรือคาดหวังว่าข้าจะปล่อยพวกท่านไป? ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า ก็แค่เรื่องง่ายๆ สำหรับจักรพรรดิยาซิน องค์ชายโดมิงเกวซก็จะอธิบายไปอย่างชัดเจนว่า พวกชาวบ้านของเมืองแซมบอร์ดต่างลุกฮือขึ้นก่อกบฏท่านพี่นาตาชาโชคไม่ดีที่ต้องตายในสงครามก่อกบฏครั้งนี้ และอีกอย่าง ไม่ใช่ว่าท่านกำลังประทับอยู่ที่‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ หรอกหรือ?”

            แพรีสหัวเราะคิกคักแต่ก็ยอมอธิบายออกมา นั่นทำให้หัวใจของอาร์ชาวินรู้สึกหนักอึ้ง

            เขาคิดว่าเรื่องการเปลี่ยนตัวในครั้งนี้มันจะต้องเป็นไปได้ด้วยดีแน่ๆและก่อนหน้านี้ยังคิดว่าได้ผลดังคาด แต่พอมาตอนนี้เมื่อเรื่องกลับตาลปัตรขึ้นมา กลายเป็นประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามไปได้ ความหมายที่แพรีสพูดมันชัดเจนอยู่แล้วว่าน้องชายของเขาโดมิงเกวซคิดจะควบคุมเขาตัวปลอมให้ส่งมอบ ‘ค่ายวีรบุรุษเหล็ก’ ให้แก่ตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไร

            “โอบินนา มอดริช ฮาซึงจินพวกเจ้าทั้งสามคนพาพวกคณะทูตและพวกทหารไปล้างบางเมืองแซมบอร์ดเสีย จากนั้นก็จุดไฟเผาเมืองให้หมดจำไว้ อย่าปล่อยให้ใครเหลือรอดไปได้ แล้วสร้างสถานการณ์ว่าเกิดเหตุจลาจลขึ้นมา...”

            แพรีสหันไปออกคำสั่งที่เลือดเย็นให้แก่พวกนักฆ่าที่อยู่ด้านหลัง

            “น้อมรับบัญชา”

            นักฆ่าทั้งสามคนและเหล่าองค์ชายและคณะทูตที่ได้ยินต่างพากันดีใจนี่เป็นโอกาสในการเก็บเกี่ยวที่ดี ระหว่างที่พวกเขาเข่นฆ่าชาวเมืองแซมบอร์ดก็จะถือโอกาสกอบโกยสมบัติของพวกขุนนางและท้องพระคลังไปด้วยตอนนี้เมืองแซมบอร์ดก็ไม่มีกำลังต่อต้านใดๆ แล้ว

            แต่...

            “เฮ้ๆ เดี๋ยวก่อนๆ ช่างไร้มารยาทเสียจริง คิดจะฆ่าล้างเมืองแซมบอร์ดพวกเจ้าต้องถามราชาก่อนว่าจะยอมให้พวกเจ้ากระทำไหม!”

            ซุนเฟยที่เลือดเปื้อนทั่วร่างก็เดินกระเผลกๆออกมา

            “เจ้า...” ใบหน้าของมอดริชปรากฎร่องรอยความเหยียดหยามออกมา พลางพูดหยอกล้อไปว่า“ได้รับบาดเจ็บหนักแบบนี้ เจ้ายังคิดว่าจะเปลี่ยนสถานการณ์อะไรได้? ทางที่ดีประหยัดพลังไว้ดีกว่า อย่าเสียเลือดตายไปเสียก่อนล่ะ ฮ่าๆๆ”

            “หือ เจ้าว่าใครได้รับบาดเจ็บนะ?” ซุนเฟยยกมือลูบเลือดบนใบหน้าขาที่เดินกะเผลกก็เปลี่ยนเป็นเดินอย่างมั่นคง กายยืดตรง “ต้องขอโทษจริงๆ นี่ก็แค่การแสดงน่ะ”

            ตอนนี้เองซุนเฟยก็พลันกระโดดโลดเต้น ไม่มีท่าทีบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น

            “พูดก็พูดเถอะ ทำไมพวกเจ้าถึงช่วยยัยป้าแพรีสด้วยเล่า?” ซุนเฟยยกมือท้าวเอว ยกมือชี้ไปที่ไปที่ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังมอดริชแล้วถามอย่างสงสัยว่า“ยังมีอีก ทำไมพวกเขาสองคนถึงไม่ตายล่ะ? ทำไมถึงยังมีชีวิตอยู่ได้นะ”

            --------------------

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน