ความอบอุ่นอันแผ่วเบาและกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรวิญญาณ (灵草药) ที่ไม่รู้จักชื่อ ค่อยๆ ปลุกสติสัมปชัญญะของเจี้ยนหลิน (剑林) ให้ฟื้นคืนจากห้วงนิทราอันยาวนาน เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานศาลาไม้โบราณที่สลักเสลาลวดลายเมฆาและสายลมอย่างวิจิตรบรรจง แสงสีทองอ่อนจางของรุ่งอรุณสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดกว้าง เผยให้เห็นทะเลหมอกสีขาวบริสุทธิ์ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องนอกศาลา ราวกับว่าเขากำลังนอนอยู่บนปุยเมฆแห่งสรวงสวรรค์ที่ลอยอยู่เหนือยอดเขาอันไกลโพ้นเขาลองขยับกายอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดสาหัสจากการต่อสู้กับอสูรมายาเงาพันวิญญาณ (千魂幻影妖) และผลกระทบจากการใช้พลังของ "หน่ออ่อนแห่งกระบี่" (剑之嫩芽) อย่างเต็มกำลังนั้น บัดนี้กลับทุเลาลงไปมากจนเกือบจะหายสนิท พลังปราณ (灵气) ในตันเถียน (丹田) ที่เคยเหือดแห้ง บัดนี้กลับมาเปี่ยมเต็มและให้ความรู้สึก "บริสุทธิ์" และ "มีชีวิตชีวา" ยิ่งกว่าเดิมอย่างน่าประหลาดใจ กระแสพลังลมปราณอันอบอุ่นและอ่อนโยนสายหนึ่งที่ผู้ฝึกตนลึกลับได้ถ่ายทอดให้ก่อนหน้านี้ ยังคงไหลเวียนอยู่ในเส้นชีพจร (经脉) ของเขาอย่างแผ่วเบา ช่วยเยียวยาและเสริมสร้างรากฐานที่บอบช้ำเจี้ยนหลินพยุงร่างลุกขึ้นนั่งบน "แท่นศิลาเมฆาขาว" (白云石台) ที่เขานอนอยู่ มันเย็นเฉียบแต่กลับให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก เขาพบว่าตนเองอยู่ตามลำพังภายในศาลาไม้โบราณอันโอ่อ่าและเงียบสงบแห่งนี้ "ขาวน้อย" (小白) สหายตัวจ้อยของเขา ซุกตัวหลับใหลอย่างสบายอารมณ์อยู่ข้างกาย ใกล้กันนั้นมี "ผลึกมายา" (幻影晶石) สีดำทะมึนที่ได้จากอสูรตนนั้นวางอยู่ ราวกับมีผู้นำมาวางไว้ให้อย่างตั้งใจเด็กหนุ่มก้าวลงจากแท่นศิลาอย่างแผ่วเบา สองเท้าสัมผัสกับพื้นไม้จันทร์หอมพันปี (千年檀木) ที่เย็นสบาย เขามองออกไปนอกศาลา ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือยอดเขาสูงตระหง่านที่ทอดตัวยาวเหยียด ปกคลุมด้วยป่าไม้เขียวชอุ่มและม่านเมฆาที่ไหลเอื่อยราวกับสายธารแห่งสวรรค์ พลังปราณฟ้าดิน (天地灵气) ในสถานที่แห่งนี้เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างยิ่งยวด พืชพรรณแปลกตาและสมุนไพรวิญญาณหายากนานาชนิดส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชื่นใจอยู่รอบศาลา สร้างบรรยากาศดุจแดนเซียนที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง‘ที่นี่...คือที่ใดกัน? และผู้ใดกันที่ช่วยเหลือข้าไว้?’ คำถามนั้นก้องอยู่ในใจของเจี้ยนหลิน เขารู้ดีว่าผู้ที่สามารถพาเขามายังสถานที่เช่นนี้ และช่วยเยียวยาอาการบาดเจ็บสาหัสของเขาให้ทุเลาลงได้ในเวลาอันสั้น ย่อมต้องมีพลังอำนาจที่สูงส่งเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึงในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง พลันมี "สุรเสียง" ทุ้มต่ำแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจอันลึกล้ำดังแว่วมากับสายลมที่พัดผ่านศาลา เสียงนั้นมิได้ดังมาจากทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ แต่คล้ายจะก้องกังวานมาจากทุกอณูในอากาศรอบกาย"ผู้ที่หยั่งรากในความว่างเปล่า ย่อมค้นพบแก่นแท้แห่งชีวิต...เด็กน้อย...พลังพฤกษา (草木之力) ในกายเจ้ามิได้มีไว้เพียงเพื่อก่อเกิด...หากแต่เพื่อ "นิรมิต"...ลมหายใจแห่งพฤกษา...คือวิถีที่ถูกลืมเลือน..."เจี้ยนหลินสะท้านไปทั้งร่าง! เขารีบหันมองไปรอบๆ อย่างตื่นตัว แต่ก็ไม่พบเห็นเงาร่างของผู้ใด มีเพียงม่านพลังงานลม (气罩 ) บางเบาที่คล้ายจะพัดผ่านเข้ามาในศาลาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายอันเยือกเย็นและสูงส่งที่ทำให้เขารู้สึกได้ถึง "การดำรงอยู่" ของพลังอันยิ่งใหญ่ แต่ก็มิอาจมองเห็นใบหน้าหรือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของผู้พูดได้เลยแม้แต่น้อย"ท่านผู้มีพระคุณคือผู้ใด? เหตุใดจึงช่วยเหลือข้า?" เจี้ยนหลินเอ่ยถามออกไปด้วยความเคารพและสงสัยระคนกันสุรเสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงไว้ด้วยความ "ครุ่นคิด" บางเบา‘คิดซะว่าเจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน...และกายของเจ้าก็ดูจะ "ตอบรับ" กับพลังงานแห่งชีวิตได้อย่างน่าประหลาด...จงฟังเสียงกระซิบจากรากไม้...จงสัมผัสชีพจรแห่งปฐพี...เมื่อเจ้าเข้าใจใน "การผสาน" และ "การก่อเกิด"...หนทางก็จะปรากฏแก่เจ้าเอง...วาสนาของเจ้า...อยู่ที่ความเข้าใจนั้น’สิ้นเสียงนั้น ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดสนและเสียงนกป่าที่ขับขานอยู่ไกลๆ เท่านั้นที่ดังให้ได้ยิน เจี้ยนหลินยืนนิ่ง คำพูดอันเป็นปริศนาเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในห้วงคำนึง เขารู้สึกได้ว่าผู้ฝึกตนลึกลับผู้นี้มิได้มีเจตนาร้าย แต่คำพูดของท่านก็เต็มไปด้วยความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึงเขาพยายามจะทำความเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น "หยั่งรากในความว่างเปล่า...แก่นแท้แห่งชีวิต...นิรมิต...ลมหายใจแห่งพฤกษา...การผสานและการก่อเกิด..." คำเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับ "วิถีพฤกษา" ที่เขากำลังค้นพบอย่างน่าประหลาดหลังจากผู้ฝึกตนลึกลับ "จากไป" (หรือหยุดการสื่อสาร) เจี้ยนหลินก็เริ่มสำรวจภายในศาลาอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาเดินไปตาม "ความรู้สึก" หรือ "กลิ่นอายพลังปราณ" ที่ผู้ฝึกตนลึกลับอาจจะทิ้งไว้เป็น "คำใบ้" อย่างแนบเนียนณ มุมหนึ่งของศาลาที่แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาเป็นลำอย่างพอดี บนผนังไม้จันทร์หอมที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความเก่าแก่และกลิ่นอายพลังงานฟ้าดินอันบริสุทธิ์ เขาพลันสังเกตเห็น "อักขระโบราณ" (古老符文) ชุดหนึ่งที่สลักลึกลงไปในเนื้อไม้อย่างประณีตและงดงาม อักขระแต่ละตัวมิได้ใหญ่โต หากแต่ส่องประกายแสงสีเขียวมรกตจางๆ ราวกับมีชีวิตจิตใจ แฝงไว้ด้วย "กลิ่นอายแห่งบรรพกาล" (太古气息 - Tàigǔ Qìxī) และ "ความลึกซึ้งแห่งเต๋า" (道之深奥) ที่ยากจะหยั่งถึง ลวดลายของอักขระเหล่านั้นมีลักษณะคล้ายกับที่เขาเคยเห็นบน "รากไม้สลักอักขระ" (古根符文) ในห้องโถงใต้ศิลา แต่กลับดู "สมบูรณ์" "ซับซ้อน" และ "ทรงพลัง" ยิ่งกว่าหลายเท่านัก! ราวกับว่ามันมิใช่เพียงอักขระ แต่เป็น "ภาพจำลอง" ของกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติที่ถูกย่อส่วนลงมา!เมื่อเพ่งมองไปยังอักขระเหล่านั้น เจี้ยนหลินรู้สึกได้ถึง "บรรยากาศ" อันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยพลังชีวิตที่แผ่ออกมาจากผนังไม้นั้นอย่างต่อเนื่อง มันคือ "ส่วนแรก" ของ "เคล็ดวิชาพฤกษานิรมิต" (万木归元剑诀 ) – "ขั้นที่ 1: สัมผัสแห่งพฤกษา ( สัมผัสแห่งธรรมชาติ)" อย่างไม่ต้องสงสัย!ทันทีที่สายตาของเจี้ยนหลินจับจ้องและพยายามจะทำความเข้าใจในอักขระชุดแรก เขาก็รู้สึกถึง "การสั่นพ้อง" (共鸣 - Gòngmíng) อย่างรุนแรงระหว่างพลังในกายตนเองกับอักขระโบราณเบื้องหน้า! "หน่ออ่อนแห่งกระบี่" ภายในห้วงสำนึกของเขาสั่นไหวอย่างยินดี! พลังธาตุพฤกษาในร่างโคจรอย่างรวดเร็วราวกับจะตอบรับกับ "การเรียกหา" จากวิถีที่ถูกลืมเลือน! ด้วยพรสวรรค์ด้านความทรงจำอันเป็นเลิศของเขา ประกอบกับความเชื่อมโยงโดยธรรมชาติกับพลังพฤกษา ทำให้เจี้ยนหลินสามารถ "จดจำ" รูปแบบ ลำดับ และกลิ่นอายของอักขระชุดแรกนั้นได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่พินิจพิเคราะห์อยู่ไม่กี่ครั้ง เขาก็สามารถสลักภาพของอักขระเหล่านั้นลงในห้วงสำนึกได้อย่างแม่นยำ แม้จะยังมิอาจเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งทั้งหมดของมันได้ในทันทีก็ตามเขารู้โดยสัญชาตญาณว่านี่คือ "วาสนา" (机缘) อันยิ่งใหญ่ที่ผู้ฝึกตนลึกลับได้มอบให้ และนี่คือ "หนทาง" ที่เขาจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจต่อไป เพื่อที่จะสามารถ "นิรมิต" พลังที่แท้จริงของตนเองขึ้นมาได้เจี้ยนหลินทรุดกายนั่งลงเบื้องหน้าอักขระบนผนังไม้นั้นอย่างช้าๆ สองตาจับจ้องไปยังลวดลายอันซับซ้อนและเปี่ยมด้วยความหมายนั้นอย่างไม่วางตา หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความหวัง...การเดินทางบนวิถีแห่ง "พฤกษานิรมิต" ของเขา...เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ณ รุ่งอรุณบนยอดเขาเมฆาแห่งนี้
(จบตอนที่ 133)