หมอหญิงอัคคี

    ตอนที่ 46 ทดสอบ

    ฉันเริ่มหน้าเสียใจไม่ดีเพิ่งได้เป็นศิษย์หมอจงยังไม่ถึงวัน ก็ทำให้หมอจงมีบาดแผลใหญ่ที่มือเสียแล้ว จึงส่งยาทาแผลตำรับหายเร็วให้หมอหวัง นำไปใส่บาดแผลที่ฝ่ามือให้หมอจง พร้อมทั้งกำชับหมอหวังให้พูดว่าเป็นยาของเขา เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าสามารถรักษาแผลหายได้เร็วในฉับพลัน อีกทั้งอยากมีเวลาเพื่อการศึกษาให้เต็มที่ และอยากใช้ชีวิตที่เงียบสงบสักพัก


    หมอหวังมองหน้าด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความเห็นใจและเข้าใจ จึงรับยาแล้วชวนฉันกลับเข้าไปในเรือน ก็เห็นฉิงคุนกำลังลงมือเย็บแผลที่มือให้หมอจง ส่วนฉันกับหมอหวังก็ยืนดูเป็นกำลังใจจนฉิงคุนเย็บแผลเสร็จ หมอหวังจึงส่งยาใส่แผลให้ฉิงคุนแล้วบอกว่า ตอนที่ทำความสะอาดบาดแผลให้ใส่ยานี้แผลจะได้หายเร็วๆ


    ฉิงคุนก็รับยานั้นไว้แล้วพูดว่าดีเลย เพราะหมอจงมือเจ็บข้างหนึ่งแบบนี้คงจะหยิบจับทำอะไรไม่สะดวกอีกนาน เมื่อหมอหวังเห็นว่าหมอจงไม่เป็นอะไรแล้ว จึงขอตัวลากลับแคว้นหลวนเซียน ฉันจึงเดินไปส่งหมอหวังที่รถม้าจอดรออยู่ด้านนอก


    ซึ่งก่อนหมอหวังจะเดินขึ้นรถม้า หมอหวังบอกว่าให้เขียนจดหมายถึงเขาเป็นระยะๆด้วย เพราะเขาอยากรู้ความคืบหน้าเรื่องการศึกษา แม้เขาจะไม่ใช่อาจารย์แต่เขาก็เอ็นดูฉันดุจเป็นศิษย์และลูกหลานคนหนึ่ง ฉันจึงบอกหมอหวังว่า แต่ฉันก็เห็นเขาดั่งเป็นอาจารย์คนแรก ยังให้ความเคารพนับถือเสมอมา พร้อมกับรับปากว่าจะพยายามตั้งใจศึกษา จะไม่ทำให้หมอหวังต้องผิดหวัง


    หมอหวังจึงยิ้มและแตะที่ไหล่ฉันเบาๆด้วยความเอ็นดู ซึ่งก่อนที่เขาจะเดินขึ้นรถม้ายังพูดอีกว่า “ไม่ได้มีเพียงแค่ฝ่าบาทที่รอเจ้า แต่ยังมีข้าอีกคนที่รอเจ้ากลับไปในฐานะหมอเต็มตัว” แล้วหมอหวังก็เดินขึ้นรถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา


    จากคำพูดของหมอหวังก็เริ่มทำให้ฉันมีกำลังใจในการจะเป็นหมอ และมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น จึงตั้งใจไว้ว่าช่วงนี้จะเก็บเนื้อเก็บตัวเงียบๆเลิกแส่หาเรื่องใส่ตัวสักที จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ห้องพัก ก็เห็นเพียงหยงเป่ากำลังนั่งเช็ดถูทำความสะอาดกระบี่เขี้ยวแก้วราตรี ส่วนเสวี๋ยฉีกำลังนอนเอนหลังใช้พัดขนนกยูงโบกพัดคลายร้อน


    ฉันจึงถามหยงเป่าว่าซิ่นหลิงกับเฟยเจินหายไปไหน หยงเป่าตอบว่าทั้งสองออกไปดูรอบๆบริเวณนี้ เพื่อให้แน่ใจว่ารอบๆบริเวณนี้ปลอดภัยดีหรือไม่ กระทั่งเวลาเย็นคนงานต่างพากันกลับบ้านจนหมด ซิ่นหลิงก็ชักชวนเราออกไปหาอาหารกินในเมือง เพราะซิ่นหลิงบ่นว่าอยากกินเป็ดย่าง ฉันจึงไปชักชวนฉิงคุนให้ออกไปกินเป็ดย่างด้วยกัน


    แต่ฉิงคุนบอกว่าเขาเป็นห่วงหมอจง เพราะตอนนี้สามารถใช้มือหยิบจับได้ข้างเดียว คงทำอะไรไม่ค่อยสะดวก ถ้าจะให้ดีก็ซื้อเป็ดมาฝากเขากับหมอจงก็แล้วกัน จากนั้นฉิงคุนก็เดินไปหยิบเหรียญเงินจำนวนหนึ่งยื่นส่งให้ แล้วบอกว่านี่เป็นเงินซื้อเป็ดสามตัว เป็นเงินที่หมอหวังให้ไว้กับหมอจง โดยหมอหวังบอกว่าเป็นเงินที่เจ้านายใหญ่ให้มาเป็นค่าดูแลฉันให้ดีๆ


    แล้วฉิงคุนก็พูดด้วยความสงสัยว่าเจ้านายใหญ่คนนั้น ทำงานมียศตำแหน่งอะไร ทำไมจึงให้เงินค่าดูแลฉันมาเยอะขนาดนี้ และยังคิดสงสัยว่าฉันอาจจะเป็นลูกสาวของเจ้านายใหญ่คนนั้นก็ได้ ฉันจึงตอบว่าไม่ใช่ลูกสาว แต่เจ้านายใหญ่เป็นขุนนางมีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง เป็นเจ้านายที่ฉันรักและเคารพมากคนหนึ่งด้วย จึงตั้งใจไว้ว่าเมื่อจบการศึกษาจะกลับไปเป็นหมอรักษาให้เจ้านายคนนั้น


    จากนั้นฉันก็บอกให้ฉิงคุนเก็บเงินนั้นไว้ใช้จ่ายทั่วไปในเรือนเถอะ เพราะฉันเองก็มีเงินเหมือนกัน จึงควักก้อนเงินที่มีค่าแพงกว่าออกมาขิงฉิงคุน ทำให้เขาตาโตร้องโอ้โห!แล้วหัวเราะที่ถูกขิงด้วยเงินก้อนใหญ่กว่า แล้วก็บอกฉิงคุนว่าจะต้องไปในเมืองแล้วเพราะพี่ชายรออยู่


    ฉิงคุนจึงพูดก่อนที่ฉันจะเดินออกไปว่าในห้องครัวมีเหล้าที่ใช้สำหรับดองยาสมุนไพร แต่รสชาติอาจจะไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เขาเห็นพี่ชายทั้งสี่ดูท่าทางจะดื่มเหล้ากันเก่ง จะนำเหล้าออกมาให้พี่ชายดื่มกันก็ได้นะ แต่อย่าดื่มจนเมาเอะอะเสียงดัง เพราะหมอจงมักจะนั่งอ่านตำราตอนกลางคืน ฉันจึงตอบว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะซื้อเหล้าจากในเมืองเข้ามาเอง และไม่ต้องกังวลเรื่องจะส่งเสียงดังเพราะดื่มกันไม่มาก


    ซึ่งหลังจากที่เรากลับจากกินเป็ดย่างในเมืองก็ซื้อเหล้าติดมือมาให้พี่ชายดื่มแก้เหงากันนิดหน่อย เพราะที่นี่ในช่วงกลางคืนมีบรรยากาศเงียบเชียบเข้าโหมดสันโดดโดยแท้ ผิดกับตอนกลางวันยังมีเสียงคนงานพูดคุยเสียงดังให้ได้ยินบ้าง


    ส่วนหมอจงกับฉิงคุน ต่างก็เข้าห้องพักปิดประตูเงียบแต่หัวค่ำ มีเพียงแสงเทียนภายในห้องยังคงติดส่องสว่างบางทีพวกเขาอาจกำลังนั่งอ่านตำรากันอยู่ หลังจากที่จัดปูฟูกนอนในห้องเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมานั่งข้างๆเฟยเจิน ดูเขาเล่นหมากกระดานอยู่กับหยงเป่า ส่วนเสวี๋ยฉีก็นั่งจิบเหล้าชมแสงจันทร์กระจ่างอยู่กับซิ่นหลิง


    แล้วเสวี๋ยฉีก็เรียกให้ฉันมานั่งดื่มเหล้าชมจันทร์ด้วยกัน จึงขยับตัวไปนั่งข้างๆเสวี๋ยฉีรับเหล้าถ้วยเล็กๆมาดื่มหนึ่งอึก ภายในใจก็คิดว่านานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ได้นั่งชมจันทร์กับพี่ชายทั้งสี่ในคืนที่เงียบสงบเช่นนี้ ทำให้คิดถึงช่วงเวลาที่เราอยู่ที่ป่าไผ่เขียว มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกกับการท่องเที่ยวเดินเก็บสมุนไพร ไม่มีเรื่องวุ่นวายให้ต้องคิดมากปวดหัวเหมือนอยู่ในเมือง


    เสวี๋ยฉีจึงถามฉันว่าอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง ฉันตอบว่าที่นี่เงียบสงบดีถ้าพวกเขาจะไปกักตนก็ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ก็สามารถไปกักตนได้เลย เสวี๋ยฉีก็พูดว่าจะรอดูก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าฉันอยู่ที่นี่ได้ จากนั้นเราจึงชักชวนกันเข้านอนหลังจากที่เสวี๋ยฉีกับซิ่นหลิงดื่มเหล้าจนหมดขวด


    เช้าวันนี้ฉันตื่นนอนแต่เช้ากว่าปกติ เพราะรู้สึกตื่นเต้นกับการเรียนเพราะมีอาจารย์สอนจริงจังเป็นวันแรก ซึ่งเสวี๋ยฉีก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน ทั้งยังสวมใส่ชุดสีขาวรวบผมตึงครึ่งศรีษะ ทั้งยังปักปิ่นหยกขาวลายแมงปอเหมือนกันอีกด้วย


    ซิ่นหลิงถึงกับเอ่ยปากแซวเสวี๋ยฉีว่า ระวังหมอจงจำผิดไม่รู้ว่าใครเป็นศิษย์ตัวจริง เสวี๋ยฉีก็ค้อนขวับ จีบปากพูดว่าเขาไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเป็นอาจารย์ เขาแค่อยากแต่งกายให้เหมือนกันกับฉันเท่านั้น ฉันจึงชมเสวี๋ยฉีว่าเป็นคนเก่งอยู่แล้ว แค่แต่งกายสวยๆเดินไปเดินมาก็พอ เสวี๋ยฉีก็ยิ้มเพราะชอบที่ถูกชมว่าเขางดงามกว่าใคร


    ซิ่นหลิงก็ทำหน้าทะเล้นแบบรู้กันดีว่านิสัยเสวี๋ยฉีชอบคำเยินยอ จึงหันมาทักถามถึงป้ายหยกของฮ่องเต้ที่ฉันมักห้อยไว้ที่เอวเสมอว่ามันหายไปไหน ฉันแตะที่เข็มขัดเวทย์บอกซิ่นหลิงว่าเก็บไว้แล้วเพราะที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้ป้ายหยกนั้น


    จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องพักคนเดียว เพื่อจะไปดูว่าตอนเช้ามีอะไรต้องทำบ้าง จึงได้เจอกับฉิงคุนที่เดินออกมาจากห้องพักพอดี เขาบอกว่าให้ฉันไปกินอาหารเช้าให้เรียบร้อย ตอนนี้พ่อครัวเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ทุกคนแล้ว หลังจากนั้นจะพาไปดูโรงเรือนสมุนไพรพิษที่ปลูกไว้ศึกษายาแก้พิษ ตั้งอยู่ห่างจากเรือนพักไม่ไกลนัก แต่ตอนนี้ฉิงคุนต้องไปเปลี่ยนผ้าพันแผลให้หมอจงก่อน


    ฉันจึงเดินวกกลับไปที่ห้องพัก ชักชวนพี่ชายทั้งสี่ให้ไปกินอาหารเช้าด้วยกัน แต่พวกเขาบอกว่ายังไม่หิวให้ฉันไปกินก่อนเลย กระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก ฉิงคุนก็เดินยิ้มด้วยท่าทางตื่นเต้นเข้ามานั่งข้างๆฉัน ที่กำลังกินอาหารอยู่ในโรงครัวหมดไปเพียงครึ่งจาน


    ฉิงคุนพูดขึ้นว่ายาที่หมอหวังให้มาทาบาดแผลที่ฝ่ามือของหมอจง เป็นยาดีจริงๆจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะบาดแผลลึกตอนนี้แห้งสมานกันเร็วมากอาการดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ปกติแผลลึกขนาดนั้นรักษาเป็นเดือนกว่าจะหายดี ถ้าหมอหวังมาที่นี่อีกเขาจะให้หมอหวังสอนปรุงยาตัวนั้นให้บ้าง


    ฉันก็ได้แต่ยิ้มและพูดเพียงแค่ว่า “แผลหายไวก็ดีแล้วล่ะ” ฉิงคุนจึงบอกอีกว่าเดี๋ยวหมอจงจะพาฉันไปดูสมุนไพรพิษด้วยตัวเอง ถ้าฉันกินอาหารอิ่มแล้วก็ให้ไปพบหมอจงกำลังรออยู่ จากนั้นฉันจึงเดินไปเรียกหมอจงที่หน้าห้องพัก เขาเปิดประตูห้องออกมาด้วยสีหน้านิ่งเรียบเฉย เหมือนพยายามวางตัวเว้นระยะห่างไม่ยิ้มแย้มเหมือนฉิงคุนเลย


    เขาพาฉันเดินไปตามทางเล็กๆด้านหลังเรือนพัก ซึ่งเป็นทางเดินลึกเข้าไปด้านในเป็นสวนรกทึบ เหมือนไม่ค่อยมีใครเดินเข้ามาทางนี้ เราเดินกันมาไกลจากเรือนสักระยะหนึ่ง ก็พบโรงเรือนสมุนไพรขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่รอบๆโรงเรือนมีผ้าล้อมครอบคลุมโรงเรือนทั้งหลังเหมือนคลุมกันแมลง


    แต่หมอจงบอกว่าคลุมป้องกันไม่ให้กลิ่นและละอองเกสรลอยออกมาต่างหาก โรงเรือนนี้จึงมีแค่คนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้ แล้วเขาก็เปิดผ้าเป็นช่องทางเข้าเล็กๆให้ฉันเดินลอดเข้าไปก่อน จากนั้นเขาจึงลอดตามเข้ามา


    ภายในโรงเรือนนี้ปลูกสมุนไพรและต้นไม้ไว้หลายชนิด ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แต่มีอยู่ต้นหนึ่งเป็นไม้พุ่มเตี้ยๆออกดอกสีม่วง ขอบกลีบโดยรอบเป็นสีขาวสวยงามสะดุดตา ทั้งยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆลอยโชยอยู่ในอากาศ แต่ใต้ต้นกลับมีผ้าสีขาววางรองเมล็ดสีเขียวสดดุจเม็ดอัญมณีร่วงหล่นอยู่ด้วย


    ด้วยความสวยแปลกตาจึงนั่งลงมองดูเมล็ดสีเขียวนั้นใกล้ๆ แล้วเผลอจะเอื้อมมือไปหยิบจับ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าอย่าหยิบจับอะไรมั่วซั่วอีกเดี๋ยวงานเข้า จึงหยุดชะงักมือไว้แล้วนั่งมองเมล็ดสีเขียวนั้นว่าเป็นเมล็ดพืชหรือเม็ดอัญมณีกันแน่ จึงแอบเปิดดวงตาปีศาจมองดูก็เห็นว่าต้นไม้ชนิดนี้มีพิษ และพิษของมันก็คือกลิ่นหอมอ่อนๆนั่นเอง


    หมอจงบอกว่านี่คือต้นม่วงเทียนมรกต เพราะดอกเป็นสีม่วง เมล็ดผลอ่อนเป็นรูปหยดน้ำมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มสดตกลงสู่พื้นดิน จะเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนขึ้นมาใหม่ขยายพันธุ์บนผืนดินไปเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องจำกัดการขยายพันธุ์ด้วยการรองผ้ากันเมล็ดตกลงสู่ดิน และต้องคอยถอนต้นอ่อนที่เมล็ดอาจกระเด็นไปตกที่พื้น และเกิดต้นขึ้นมาใหม่จะกลายเป็นดงต้นไม้พิษ


    ฉันจึงลุกขึ้นยืนแล้วหันมาเพื่อจะตั้งใจฟังหมอจงอธิบายถึงสมุนไพรพิษในโรงเรือน ก็เห็นหมอจงมีผ้าผืนหนึ่งผูกปิดจมูกและปากไว้ เหมือนผูกป้องกันกลิ่นพิษที่เกิดจากพืชในโรงเรือนนี้ เขาขมวดคิ้วมองจ้องหน้าฉันไม่ละสายตา แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


    หมอจง : ทำไมเจ้าดมกลิ่นดอกม่วงเทียนมรกตแล้วไม่เป็นอะไรเลย?!

    อันฉี : ปะ เป็นสิ! โอยยย! ข้าเวียนหัว คลื่นใส้เหลือเกิน อาจารย์เราออกจากตรงนี้กันก่อนเถอะ!


    ฉันแกล้งทำเป็นเวียนหัวไม่อยากบอกความจริง ว่าพิษจิ๊บๆแค่นี้ไม่สะกิดต่อมแพ้อะไรได้หรอก จึงเอามือปิดจมูกปิดปากแแกล้งไอเสียงค๊อกแคก แต่หมอจงจับที่ข้อมือฉันไว้แน่นไม่ให้ปิดปากปิดจมูก แล้วถามอีกว่าฉันเป็นใคร เพราะเขาสงสัยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ที่ฉันไม่ถูกพิษหญ้าเงินใยหิน อีกทั้งเมื่อกี้ได้กลิ่นดอกม่วงเทียนมรกตยังไม่เป็นอะไร ถ้าเป็นคนปกติป่านนี้คงหายใจไม่ออกล้มลงไปนอนหมดสตินานแล้ว


    เขายังพูดอีกว่าเรื่องที่หมอหวังเคยเล่าว่า ฉันสามารถรักษาพิษของปีศาจเยือกแข็งได้เห็นทีจะไม่เกินจริง แต่นี่ยังสามารถทนพิษได้อีก จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหมอหวังจึงให้ความสำคัญกับฉันขนาดนี้ พร้อมทั้งคาดคั้นถามว่าฉันเป็นใครกันแน่


    ฉันไม่อยากบอกความจริง และไม่อยากให้หมอจงถามถึงสาเหตุแท้จริงที่ตัดสินใจมาที่นี่ จึงตอบไปว่าก็เป็นแค่คนธรรมดานี่แหละ แต่ร่างกายมีภูมิต้านทานพิษ ถ้าถูกพิษแรงๆก็เจ็บป่วยได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นพิษอ่อนๆร่างกายจะไม่เป็นอะไร หมอจงก็ทำหน้าแปลกใจถามซ้ำมาอีกว่า พิษหญ้าเงินใยหินกับม่วงเทียนมรกตเป็นแค่พิษอ่อนๆสำหรับฉันงั้นเหรอ แล้วพิษอะไรกันที่แรงที่สุดสำหรับฉัน


    ฉันตอบว่าพิษผลอัคคี หมอจงก็ยังสงสัยถามต่ออีกว่า ฉันเคยถูกพิษผลอัคคีเหรอ เพราะเขาเคยได้ยินมาว่าเป็นผลไม้ที่อยู่ในป่าปีศาจ น้อยคนนักที่จะเคยเห็นผลจริงๆของมัน มีแต่เพียงเรื่องที่เล่าลือต่อๆกันมา ฉันจึงแกล้งทำเป็นยืนเซเหมือนจะเป็นลม เพราะไม่อยากตอบคำถามนั้น หมอจงตกใจก็รีบเข้ามาประคองรับแล้วถามว่าเป็นอะไร ฉันตอบว่ายืนอยู่ตรงนี้นานๆแล้วเวียนหัว หายใจติดขัดให้เราออกจากตรงนี้กันก่อนดีกว่า


    หมอจงจึงประคองฉันเดินกลับไปที่เรือนพัก เมื่อเสวี๋ยฉีเห็นฉันถูกประคองเข้ามาในเรือน ก็รีบแทรกตัวผลักหมอจงออกแล้วประคองกอดฉันไว้ และถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันตอบว่าฉุนกลิ่นดอกไม้ในโรงเรือนทำให้เวียนหัวจึงขอพักสักแปป แล้วรีบดันตัวเสวี๋ยฉีให้พาเดินกลับไปตั้งหลักที่ห้องพัก


    พี่ชายทั้งสี่จึงชักชวนฉันกลับป่าอัคคี เพราะเห็นว่าเริ่มเรียนวันแรกก็ป่วยเสียแล้ว แต่ฉันบอกพวกเขาว่าแค่ฉุนกลิ่นดอกไม้ อีกทั้งเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเพราะตื่นเต้นกับการเรียนวันแรก ซึ่งเวลาผ่านไปเพียงครู่เดียว ฉิงคุนก็เดินมาหาฉันที่ห้องพัก ถามไถ่ถึงอาการเวียนหัวจะให้หมอจงมาตรวจดูอาการหน่อยดีมั้ย ฉันตอบว่าดีขึ้นแล้วและกำลังจะออกไปพบหมอจงเพื่อเรียนต่อ


    ฉิงคุนจึงพาฉันไปที่ห้องเรียน โดยมีพี่ชายทั้งสี่เดินตามไปดูการเรียนด้วย ฉิงคุนจึงกระซิบถามว่า พี่ชายทั้งสี่ต้องตามไปเฝ้าที่ห้องเรียนด้วยเหรอ ฉันบอกว่าพวกเขาแค่ไปดูให้แน่ใจเท่านั้นว่าฉันอยู่ที่นี่ได้ จากนั้นเสวี๋ยฉีกับหยงเป่าและซิ่นหลิงจึงจะต้องไปทำธุระที่อื่นหลายวัน แต่เฟยเจินจะอยู่เป็นเพื่อนฉันที่นี่


    การเรียนกับหมอจงวันนี้ยังเป็นการเรียนที่ไม่ค่อยยากนัก เพราะหมอจงคิดว่าฉันยังป่วยอยู่จึงให้เรียนแยกแยะสมุนไพรพิษกับสมุนไพรรักษาโรค ส่วนพี่ชายทั้งสี่ก็นั่งดูฉันเรียนบ้าง เอนหลังนอนกันบ้าง ฟังเรื่องวิชาการจนอ้าปากหาวกันหวอดๆ สุดท้ายเสวี๋ยฉีก็ทนเบื่อง่วงนอนไม่ไหว ลุกเดินออกจากห้องเรียนเพื่อกลับไปนอนเอนหลัง


    พี่ชายอีกสามคนจึงเดินตามเสวี๋ยฉีไปด้วย เพราะเห็นว่าการเรียนก็ไม่มีอะไรมากมีแต่เรื่องที่ฟังแล้วง่วงน่าเบื่อ ซิ่นหลิงจึงชวนเฟยเจินให้ไปเอาเหล้าในโรงครัวมานั่งดื่มแก้กระหายคอที่ห้องพัก ฉิงคุนได้ยินก็หันมาถามด้วยความสงสัยว่าพี่ชายดื่มเหล้ากันแต่เช้าเลยเหรอ ฉันยิ้มเล็กน้อยตอบว่าพวกเขาดื่มเหล้าได้ตลอดเวลา แทบจะดื่มแทนน้ำชากันเลย แต่พอดีเหล้าที่ซื้อมาเมื่อคืนหมดไปแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นฉันจะไปซื้อเหล้ามาคืนให้


    สักพักก็มีคนงานคนหนึ่งเดินมาเรียกหมอจงว่า มีชาวบ้านนำสมุนไพรมาส่ง กำลังรอให้หมอจงไปตรวจสอบสมุนไพรที่เก็บมา ฉิงคุนจึงพาฉันไปดูวิธีคัดแยกและสอนให้แยกสมุนไพรด้วย เพราะบางวันที่หมอจงไม่อยู่ที่เรือน เราเป็นศิษย์จึงต้องเป็นคนไปคัดแยกสมุนไพรจากชาวบ้านแทน จากนั้นจึงจ่ายเงินค่าสมุนไพรนั้นให้ชาวบ้านที่นำมาส่ง


    ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุในละแวกนี้ อยู่บ้านตามลำพังเงียบเหงาเพราะลูกหลานออกไปทำงานในเมือง จึงเก็บสมุนไพรในป่ามาขายให้ที่นี่ หมอจงจึงรับซื้อไว้เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เล็กๆน้อยๆไว้ซื้อผักซื้ออาหาร ฉันจึงหันไปมองหมอจงที่ชอบทำหน้าไร้อารมณ์เหมือนปลาตาย แม้จะดูไม่ค่อยมีอัธยาศัยดีกับใครเท่าไหร่นัก แต่ความคิดและจิตใจกลับหล่อพอๆกับหน้านิ่งๆนั้นเลย


    จากนั้นเราจึงกลับมาช่วยกันหั่นสมุนไพรแห้งแยกใส่กล่องไม้ใส่ในชั้นตู้ยา ฉันกับฉิงคุนทำงานกันไปคุยกันไป โดยมีหมอจงนั่งตวงยาอยู่ใกล้ๆไม่ห่างกันมากนัก ฉิงคุนคอยแนะนำเรื่องสมุนไพรให้ฉันรู้อยู่ตลอดเวลา และดูเขาจะตื่นเต้นดีใจไม่น้อยที่มีฉันเป็นศิษย์น้อง


    ฉิงคุนเป็นชายหนุ่มอัธยาศัยดีช่างพูดช่างเจรจา จึงได้รู้ว่าเขาอยู่กับหมอจงมานานหลายปีแล้ว ครอบครัวเขามีกันสี่คนคือมีพ่อแม่และพี่สาว แต่พี่สาวออกเรือนไปแต่งงานกับพี่เขยที่อาศัยอยู่ต่างอำเภอ ฉิงคุนจึงตามพ่อแม่มาทำงานเป็นคนงานที่บ้านของหมอจง


    จากนั้นพี่สาวกับพี่เขยก็มารับพ่อกับแม่ไปอาศัยอยู่ด้วยกันที่ต่างอำเภอ ส่วนเขาชอบเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและสนิทสนมกับหมอจง จึงขออยู่ทำงานต่อที่นี่ หมอจงคงเอ็นดูเขาจึงรับเขาไว้เป็นศิษย์ แล้วฉิงคุนก็บอกว่าเขามีตำราสมุนไพรหลายเล่ม จะแบ่งตำราให้ฉันไปอ่านช่วงเวลาว่าง ฉันพยักหน้ากล่าวขอบคุณฉิงคุน ที่จะแบ่งตำรามาให้อ่าน


    กระทั่งเรานั่งหั่นสมุนไพรกันเสร็จ ฉิงคุนจึงพาฉันไปที่ห้องพักของเขา เพื่อเลือกตำราไปอ่าน ซึ่งภายในห้องพักของฉิงคุนไม่มีของตกแต่งอะไรมาก ดูเรียบง่ายตามสไตล์ผู้ชาย แต่ข้าวของภายในห้องถูกจัดวางไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย จนฉันเอ่ยทักว่าเก็บของเป็นระเบียบยิ่งกว่าฉันเสียอีก


    ฉิงคุนก็ยิ้มหันมาพูดว่า เขาคงติดนิสัยเจ้าระเบียบมาจากหมอจง แล้วบอกให้ฉันเลือกหยิบตำราที่อยากอ่านเล่มไหนก็ได้ เพราะเขาอ่านจบหมดแล้ว ฉันจึงเลือกหยิบตำราจับชีพจร กับตำราเย็บบาดแผล เพราะอยากเย็บแผลเป็นเหมือนกับฉิงคุนที่เย็บแผลให้หมอจงเมื่อวาน ฉิงคุนจึงบอกว่าให้ฉันนำตำราไปอ่านก่อน เดี๋ยวเขาจะไปขอหมอจงให้สอนวิธีเย็บแผลให้


      ฉันเดินถือตำราออกมาจากห้องฉิงคุนกำลังจะเดินผ่านหน้าห้องพักของหมอจง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หมอจงเดินกลับมาที่ห้องพักพอดี ฉันจึงหยุดยืนก้มหน้าและรอให้หมอจงเดินเข้าห้องพักไปก่อน แต่หมอจงกลับหยุดยืนตรงหน้าฉันและถามว่า ได้ตำราอะไรมาอ่าน ฉันตอบว่าตำราจับชีพจรกับตำราเย็บแผล แต่อันที่จริงหมอหวังเคยสอนจับชีพจรมาแล้ว แต่ฉันยังฟังเสียงชีพจรไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่จึงอยากอ่านตำราเพิ่มเติม


    หมอจงก็บอกให้ฉันอยู่รอตรงนี้ก่อน แล้วเดินหายเข้าไปในห้องพักครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินออกมาในมือถือตำรามาด้วยเล่มหนึ่ง แล้วบอกว่านี่คือตำราฝังเข็ม ที่ฉันควรอ่านด้วย ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจให้มาถามเขาได้ แต่วันนี้ให้ฉันพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน จะได้ไม่เวียนหัวเป็นลมอีก แล้วพรุ่งนี้เขาจะสอนจับชีพจรให้ พูดจบหมอจงก็เดินเข้าไปในห้องพักแล้วปิดประตูเงียบ

    คล้ายกับเรื่องหมอหญิงอัคคี ที่คุณอ่าน