ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 139 รถเขย่าขวัญ ท่านฮุยไม่ธรรมดา

    เปลวไฟสีเขียวที่ลุกขึ้นจากหนวดนั้นมีขนาดเล็กมาก

            แต่ถึงอย่างไรหนวดก็ยังเป็นเพียงแค่หนวด มันหนากว่าเส้นผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            เมื่อไฟลุกขึ้นหนวดก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที

            ผมมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ

            แค่เป่าลมหายใจใส่ก็ทำให้หนวดลุกไหม้ได้นี่มันคาถาอะไรกัน

            แล้วทำไมเขาถึงต้องเผาหนวดตัวเองด้วย

            ขณะที่ผมกำลังคิดชายคนนั้นก็หยิบเศษเถ้าถ่านจากหนวด แล้วยื่นมือออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนตะโกนเสียงต่ำ“อยากกินข้าวก็มาช่วยเข็นรถ!”

            เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบแห้งราวกับไม่ได้พูดกับคนที่มีชีวิตอยู่

            ทันทีที่สิ้นเสียงอุณหภูมิในรถลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

            แล้วรถขนศพก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าทันทีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            แรงดันมหาศาลทำให้ผมรู้สึกถึงแรงกระแทกที่แผ่นหลัง

            ต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นแค่รถตู้เก่าๆสำหรับขนศพ ไม่ใช่รถเฟอร์รารี่ 458

            ปกติแล้วหากรถไม่ได้บรรทุกอะไรหนักๆ ความเร็วสูงสุดคงแตะเพียง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

            แต่ตอนนี้…

            ผมรู้สึกว่ามันกำลังพุ่งทะยานไปถึง180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

            รวดเร็วจนน่าขนลุก

            ไฟข้างถนนสองข้างผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วราวกับเส้นแสง

            รถคันแล้วคันเล่าถูกแซงผ่านไปอย่างไม่ลดละ

            หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

            จากคำพูดของเขาประกอบกับที่ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานเย็นยะเยือกที่เพิ่มขึ้นในรถก็พอจะเดาได้ว่า…

            เขา‘เรียก’ บางอย่างมาดันรถ

            ไม่อย่างนั้นรถขนศพเก่าๆ คันนี้ไม่มีทางทำความเร็วได้ขนาดนี้แน่

            แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จับที่จับข้างตัวแน่นขึ้น

            ความเร็วของรถยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            ไม่นานนักเราก็ขึ้นทางด่วน

            เมื่อเข้าสู่ทางด่วนความเร็วของรถพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม

            มันพุ่งผ่านรถทุกคันที่ขวางหน้ารวดเร็วจนเหมือนกำลังบิน

            แม้แต่ผมเองก็แทบไม่อยากเชื่อว่ารถตู้คันนี้จะทำความเร็วขนาดนี้ได้

            และผมมั่นใจว่า

            เจ้าของรถคันอื่นที่เห็นก็คงคิดเช่นเดียวกัน

            แต่ชายที่ขับรถ…ท่านฮุยกลับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี มือยังคงควบคุมพวงมาลัยได้อย่างสบายๆ

            แม้ช่องว่างระหว่างรถด้านหน้าจะคับแคบแค่ไหนเขาก็สามารถบังคับรถให้ซอกแซกแซงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

            ทักษะการขับรถของเขาเหนือชั้นมาก

            ที่สำคัญ…รถแทบไม่กระเทือนเลย

            แต่แม้การขับขี่จะลื่นไหลแค่ไหนผมที่นั่งอยู่ท้ายรถโดยไม่มีแม้แต่เข็มขัดนิรภัยก็อดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่น

            มือที่จับที่จับข้างตัวยังคงกำแน่นไม่ยอมปล่อย

            หลังจากเดินทางมากว่าหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย

            เขตอุทยานทะเลสาบหนานเทียน

            ผมจำได้ว่าตอนปีหนึ่งที่มาเที่ยวที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมาก

            แม้แต่ตอนกลางคืนบริเวณทางเข้าอุทยานก็ยังมีแผงลอยตั้งเรียงราย

            แต่ตอนนี้…ทั้งอุทยานมืดสนิท

            ไม่ต้องพูดถึงนักท่องเที่ยวแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าก็หายไปหมด

            หน้าทางเข้ามืดมิดไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถนนเต็มไปด้วยใบไม้ร่วงทางเดินไร้แสงไฟส่องทาง ไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว

            เรานั่งรถขับตรงเข้าไปในอุทยานเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปเรื่อยๆ

            สุดท้ายรถมาหยุดลงที่ท่าเรือริมทะเลสาบ

            “ซ่งซือโถว น้องชาย ลงได้แล้ว”

            ผมยังไม่ทันพูดอะไรอาจารย์ก็หยิบถุงผ้าสีดำเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วขว้างมันไปให้คนขับรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ

            เมื่อชายที่ขับรถเห็นถุงผ้านั้นดวงตาของเขาเป็นประกายทันที

            เขารีบคว้ามันไว้สูดดมเข้าไปสองสามครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นหิวกระหาย

            “ซ่งซือโถวใจปล้ำจริงๆ!”

            แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้สนใจเขาเลย

            อาจารย์เปิดประตูรถก่อนจะพยักหน้าให้ผมลง

            ผมหิ้วสัมภาระลงจากรถ

            ทันทีที่ก้าวออกมาผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแปลกๆ

            ไม่ใช่ความหนาวของอากาศปกติแต่เป็นบรรยากาศที่อึมครึม

            ถึงแม้จะยังไม่ได้เปิดตาทิพย์ผมก็รู้ได้ทันทีว่ารอบตัวเรามีบางสิ่งที่ไม่ใช่ ‘คน’ อยู่เป็นจำนวนมาก

            แต่มีอาจารย์อยู่ผมจึงไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด

            แทนที่จะสนใจพวกมันผมหันไปมองชายคนขับรถ

            เห็นเขากำลังเปิดถุงผ้าเล็กๆที่อาจารย์ให้ไว้ สูดดมมันสองสามครั้ง ก่อนจะแสดงสีหน้าพอใจสุดขีด

            จากนั้นเขาก็ล้วงมือเข้าไปในถุงหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาเต็มกำมือ แล้วก้มลงกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย

            เสียงเคี้ยวดังกรุบกรับ

            ผมเพ่งมองไปที่สิ่งที่เขากำลังกิน

            แล้วผมก็เห็นชัดเจนว่า…มันคือเมล็ดธัญพืช!

            ใช่แล้วอาจารย์ขว้าง ‘ข้าวสารอาหารแห้ง’ ให้เขา

            หลังจากกินเข้าไปหนึ่งคำเขาก็ปิดถุงผ้า แล้วเปิดลิ้นชักตรงที่นั่งข้างคนขับ หยิบถุงข้าวสารอีกใบออกมา

            จากนั้นเขาลงจากรถหยิบข้าวสารขึ้นมากำมือหนึ่ง

            ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับอากาศที่ว่างเปล่า“พวกแกทั้งหลาย ลำบากกันหน่อยนะทำงานให้ท่านฮุย มีของดีให้กินแน่นอน”

            พูดจบเขาก็โปรยข้าวสารลงกับพื้นดัง ‘ซ่า…’

            เมล็ดข้าวปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ

            ผมมองไม่เห็นอะไรแต่รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศ

            อาจารย์สังเกตเห็นว่าผมกำลังมองจึงเอ่ยเตือน “อย่ามองมากนัก ไปที่ท่าเรือกันเถอะ”

            ผมพยักหน้าก่อนจะเดินตามเขาไปยังท่าเรือ

            หลังจากเดินออกมาได้สิบกว่าก้าวผมหันไปถามอาจารย์ “อาจารย์ คนขับรถเมื่อกี้ดูแปลกๆ นะครับ”

            อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย“นายคิดว่าเขาดูเหมือนมนุษย์ไหม”

            ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย

            แม้ชายที่ขับรถจะดูผอมแห้งหน้าตาแหลมคมไม่ค่อยน่าดู แต่เขาก็ยังมีตา มีจมูก มีปากมีใบหน้าครบถ้วนเหมือนมนุษย์ทั่วไป

            แต่เมื่ออาจารย์พูดเช่นนี้มันก็เหมือนกับเขากำลังบอกใบ้ว่าคนขับรถคนนั้น ‘ไม่ใช่คน’

            ผมถามด้วยน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ

            “อาจารย์หมายความว่า…หมอนั่นไม่ใช่คนเหรอ”

            อาจารย์ไม่ได้ตอบตรงๆแต่กลับถามผมกลับ “แล้วนายคิดว่าเขาดูเหมือนอะไรล่ะ”

            ริมฝีปากแหลมจมูกโด่ง ดวงตากลมโต ผอมเกร็ง แถมยังมีหนวดเลขแปด…

            “หนู?” ผมอุทานออกมาอย่างตกใจ

            “ถูกต้อง เขาก็คือหนู”

            ทันทีที่ได้ยินคำตอบผมถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ

            ชายคนนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็น ‘หนู’?

            ที่สำคัญเขาอยู่ในร่างมนุษย์ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาเป็นปีศาจอย่างนั้นเหรอ

            ผมหันกลับไปมองรถขนศพโดยไม่รู้ตัว

            แต่ตอนนี้ท่านฮุยไม่โปรยข้าวสารอีกแล้วเขายืนอยู่หน้ารถขนศพของเขา

            ราวกับรู้ว่าผมหันไปมองเขาเงยหน้าขึ้น โบกมือให้ผมใต้แสงจันทร์

            แล้วในชั่วพริบตานั้นผมก็เห็นบางอย่าง

            เงาสีดำบางๆปรากฏขึ้นที่หลังของเขา

            มันคือ‘หาง’ ยาวเหยียดที่ส่ายไหวไปมา ก่อนจะหายวับไปในความมืด

            ผมรีบหันหน้ากลับทันที

            “อาจารย์! ปี…ปีศาจ!”

            แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

            เขาเดินไปข้างหน้าต่อพลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มนุษย์มีทั้งดีและเลววิญญาณก็มีทั้งดีและร้าย ปีศาจย่อมมีทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมเช่นกัน

            แต่นายเพิ่งเริ่มฝึกตนอีกทั้งปีศาจเผ่าหนูตระกูลฮุยยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไม่เพียงเท่านั้น…บนรถนั่นยังเต็มไปด้วยผีนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ให้นายพูดกับมัน เลี่ยงไม่ให้พลังหยางถูกดูดกลืน…”

            เมื่อได้ฟังเช่นนั้นผมเข้าใจทุกอย่างทันที

            ปีศาจ! ผมได้พบกับปีศาจเข้าแล้วจริงๆ

            แถมยังเป็น‘ปีศาจหนู’ ที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้

            ไม่แปลกใจเลยที่มันเรียกตัวเองว่า‘ท่านฮุย’

            ในบรรดาห้าเซียนแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตระกูลฮุยก็คือหนึ่งในนั้น

            แต่ที่นี่คือแถบตะวันตกเฉียงใต้ไม่มีใครกราบไหว้ท่านฮุย

            ผู้คนส่วนใหญ่นับถือเทพภูเขาและเจ้าที่ผมไม่เคยเห็นการกราบไหว้หนูมาก่อน

            “อาจารย์ เขาขับรถขนศพแบบนี้ หรือว่าเขาทำงานอยู่ที่ฌาปนสถาน” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง

            อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย“อืม เขาทำงานที่ฌาปนสถานไป๋สือถ้านายอยู่ในวงการนี้นานเข้า เดี๋ยวก็รู้จักพวกเขาเอง”

            ผมพรูลมหายใจก่อนจะเหลือบมองไปทางด้านหลังอีกครั้ง

            แต่ท่านฮุย…หายไปแล้ว

            ในขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้า

            “ตึกๆๆ”

            ผมหันกลับไปมองเห็นเงาร่างสามคนกำลังวิ่งตรงมาที่ท่าเรือด้วยความรีบร้อน…


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน