เปลวไฟสีเขียวที่ลุกขึ้นจากหนวดนั้นมีขนาดเล็กมาก
แต่ถึงอย่างไรหนวดก็ยังเป็นเพียงแค่หนวด มันหนากว่าเส้นผมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อไฟลุกขึ้นหนวดก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที
ผมมองภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ
แค่เป่าลมหายใจใส่ก็ทำให้หนวดลุกไหม้ได้นี่มันคาถาอะไรกัน
แล้วทำไมเขาถึงต้องเผาหนวดตัวเองด้วย
ขณะที่ผมกำลังคิดชายคนนั้นก็หยิบเศษเถ้าถ่านจากหนวด แล้วยื่นมือออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนตะโกนเสียงต่ำ“อยากกินข้าวก็มาช่วยเข็นรถ!”
เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบแห้งราวกับไม่ได้พูดกับคนที่มีชีวิตอยู่
ทันทีที่สิ้นเสียงอุณหภูมิในรถลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
แล้วรถขนศพก็พุ่งทะยานไปข้างหน้าทันทีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แรงดันมหาศาลทำให้ผมรู้สึกถึงแรงกระแทกที่แผ่นหลัง
ต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นแค่รถตู้เก่าๆสำหรับขนศพ ไม่ใช่รถเฟอร์รารี่ 458
ปกติแล้วหากรถไม่ได้บรรทุกอะไรหนักๆ ความเร็วสูงสุดคงแตะเพียง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
แต่ตอนนี้…
ผมรู้สึกว่ามันกำลังพุ่งทะยานไปถึง180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รวดเร็วจนน่าขนลุก
ไฟข้างถนนสองข้างผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็วราวกับเส้นแสง
รถคันแล้วคันเล่าถูกแซงผ่านไปอย่างไม่ลดละ
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จากคำพูดของเขาประกอบกับที่ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานเย็นยะเยือกที่เพิ่มขึ้นในรถก็พอจะเดาได้ว่า…
เขา‘เรียก’ บางอย่างมาดันรถ
ไม่อย่างนั้นรถขนศพเก่าๆ คันนี้ไม่มีทางทำความเร็วได้ขนาดนี้แน่
แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ผมก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่จับที่จับข้างตัวแน่นขึ้น
ความเร็วของรถยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนักเราก็ขึ้นทางด่วน
เมื่อเข้าสู่ทางด่วนความเร็วของรถพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม
มันพุ่งผ่านรถทุกคันที่ขวางหน้ารวดเร็วจนเหมือนกำลังบิน
แม้แต่ผมเองก็แทบไม่อยากเชื่อว่ารถตู้คันนี้จะทำความเร็วขนาดนี้ได้
และผมมั่นใจว่า
เจ้าของรถคันอื่นที่เห็นก็คงคิดเช่นเดียวกัน
แต่ชายที่ขับรถ…ท่านฮุยกลับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี มือยังคงควบคุมพวงมาลัยได้อย่างสบายๆ
แม้ช่องว่างระหว่างรถด้านหน้าจะคับแคบแค่ไหนเขาก็สามารถบังคับรถให้ซอกแซกแซงผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ทักษะการขับรถของเขาเหนือชั้นมาก
ที่สำคัญ…รถแทบไม่กระเทือนเลย
แต่แม้การขับขี่จะลื่นไหลแค่ไหนผมที่นั่งอยู่ท้ายรถโดยไม่มีแม้แต่เข็มขัดนิรภัยก็อดไม่ได้ที่จะหวาดหวั่น
มือที่จับที่จับข้างตัวยังคงกำแน่นไม่ยอมปล่อย
หลังจากเดินทางมากว่าหนึ่งชั่วโมงในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย
เขตอุทยานทะเลสาบหนานเทียน
ผมจำได้ว่าตอนปีหนึ่งที่มาเที่ยวที่นี่นักท่องเที่ยวเยอะมาก
แม้แต่ตอนกลางคืนบริเวณทางเข้าอุทยานก็ยังมีแผงลอยตั้งเรียงราย
แต่ตอนนี้…ทั้งอุทยานมืดสนิท
ไม่ต้องพูดถึงนักท่องเที่ยวแม้แต่พ่อค้าแม่ค้าก็หายไปหมด
หน้าทางเข้ามืดมิดไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถนนเต็มไปด้วยใบไม้ร่วงทางเดินไร้แสงไฟส่องทาง ไม่มีไฟแม้แต่ดวงเดียว
เรานั่งรถขับตรงเข้าไปในอุทยานเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปเรื่อยๆ
สุดท้ายรถมาหยุดลงที่ท่าเรือริมทะเลสาบ
“ซ่งซือโถว น้องชาย ลงได้แล้ว”
ผมยังไม่ทันพูดอะไรอาจารย์ก็หยิบถุงผ้าสีดำเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อแล้วขว้างมันไปให้คนขับรถโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อชายที่ขับรถเห็นถุงผ้านั้นดวงตาของเขาเป็นประกายทันที
เขารีบคว้ามันไว้สูดดมเข้าไปสองสามครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นหิวกระหาย
“ซ่งซือโถวใจปล้ำจริงๆ!”
แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้สนใจเขาเลย
อาจารย์เปิดประตูรถก่อนจะพยักหน้าให้ผมลง
ผมหิ้วสัมภาระลงจากรถ
ทันทีที่ก้าวออกมาผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกแปลกๆ
ไม่ใช่ความหนาวของอากาศปกติแต่เป็นบรรยากาศที่อึมครึม
ถึงแม้จะยังไม่ได้เปิดตาทิพย์ผมก็รู้ได้ทันทีว่ารอบตัวเรามีบางสิ่งที่ไม่ใช่ ‘คน’ อยู่เป็นจำนวนมาก
แต่มีอาจารย์อยู่ผมจึงไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด
แทนที่จะสนใจพวกมันผมหันไปมองชายคนขับรถ
เห็นเขากำลังเปิดถุงผ้าเล็กๆที่อาจารย์ให้ไว้ สูดดมมันสองสามครั้ง ก่อนจะแสดงสีหน้าพอใจสุดขีด
จากนั้นเขาก็ล้วงมือเข้าไปในถุงหยิบอะไรบางอย่างขึ้นมาเต็มกำมือ แล้วก้มลงกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย
เสียงเคี้ยวดังกรุบกรับ
ผมเพ่งมองไปที่สิ่งที่เขากำลังกิน
แล้วผมก็เห็นชัดเจนว่า…มันคือเมล็ดธัญพืช!
ใช่แล้วอาจารย์ขว้าง ‘ข้าวสารอาหารแห้ง’ ให้เขา
หลังจากกินเข้าไปหนึ่งคำเขาก็ปิดถุงผ้า แล้วเปิดลิ้นชักตรงที่นั่งข้างคนขับ หยิบถุงข้าวสารอีกใบออกมา
จากนั้นเขาลงจากรถหยิบข้าวสารขึ้นมากำมือหนึ่ง
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดกับอากาศที่ว่างเปล่า“พวกแกทั้งหลาย ลำบากกันหน่อยนะทำงานให้ท่านฮุย มีของดีให้กินแน่นอน”
พูดจบเขาก็โปรยข้าวสารลงกับพื้นดัง ‘ซ่า…’
เมล็ดข้าวปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ
ผมมองไม่เห็นอะไรแต่รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในอากาศ
อาจารย์สังเกตเห็นว่าผมกำลังมองจึงเอ่ยเตือน “อย่ามองมากนัก ไปที่ท่าเรือกันเถอะ”
ผมพยักหน้าก่อนจะเดินตามเขาไปยังท่าเรือ
หลังจากเดินออกมาได้สิบกว่าก้าวผมหันไปถามอาจารย์ “อาจารย์ คนขับรถเมื่อกี้ดูแปลกๆ นะครับ”
อาจารย์ยิ้มเล็กน้อย“นายคิดว่าเขาดูเหมือนมนุษย์ไหม”
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย
แม้ชายที่ขับรถจะดูผอมแห้งหน้าตาแหลมคมไม่ค่อยน่าดู แต่เขาก็ยังมีตา มีจมูก มีปากมีใบหน้าครบถ้วนเหมือนมนุษย์ทั่วไป
แต่เมื่ออาจารย์พูดเช่นนี้มันก็เหมือนกับเขากำลังบอกใบ้ว่าคนขับรถคนนั้น ‘ไม่ใช่คน’
ผมถามด้วยน้ำเสียงแฝงความประหลาดใจ
“อาจารย์หมายความว่า…หมอนั่นไม่ใช่คนเหรอ”
อาจารย์ไม่ได้ตอบตรงๆแต่กลับถามผมกลับ “แล้วนายคิดว่าเขาดูเหมือนอะไรล่ะ”
ริมฝีปากแหลมจมูกโด่ง ดวงตากลมโต ผอมเกร็ง แถมยังมีหนวดเลขแปด…
“หนู?” ผมอุทานออกมาอย่างตกใจ
“ถูกต้อง เขาก็คือหนู”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบผมถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ
ชายคนนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่เป็น ‘หนู’?
ที่สำคัญเขาอยู่ในร่างมนุษย์ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาเป็นปีศาจอย่างนั้นเหรอ
ผมหันกลับไปมองรถขนศพโดยไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้ท่านฮุยไม่โปรยข้าวสารอีกแล้วเขายืนอยู่หน้ารถขนศพของเขา
ราวกับรู้ว่าผมหันไปมองเขาเงยหน้าขึ้น โบกมือให้ผมใต้แสงจันทร์
แล้วในชั่วพริบตานั้นผมก็เห็นบางอย่าง
เงาสีดำบางๆปรากฏขึ้นที่หลังของเขา
มันคือ‘หาง’ ยาวเหยียดที่ส่ายไหวไปมา ก่อนจะหายวับไปในความมืด
ผมรีบหันหน้ากลับทันที
“อาจารย์! ปี…ปีศาจ!”
แต่ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
เขาเดินไปข้างหน้าต่อพลางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มนุษย์มีทั้งดีและเลววิญญาณก็มีทั้งดีและร้าย ปีศาจย่อมมีทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมเช่นกัน
แต่นายเพิ่งเริ่มฝึกตนอีกทั้งปีศาจเผ่าหนูตระกูลฮุยยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไม่เพียงเท่านั้น…บนรถนั่นยังเต็มไปด้วยผีนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ให้นายพูดกับมัน เลี่ยงไม่ให้พลังหยางถูกดูดกลืน…”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นผมเข้าใจทุกอย่างทันที
ปีศาจ! ผมได้พบกับปีศาจเข้าแล้วจริงๆ
แถมยังเป็น‘ปีศาจหนู’ ที่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้
ไม่แปลกใจเลยที่มันเรียกตัวเองว่า‘ท่านฮุย’
ในบรรดาห้าเซียนแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตระกูลฮุยก็คือหนึ่งในนั้น
แต่ที่นี่คือแถบตะวันตกเฉียงใต้ไม่มีใครกราบไหว้ท่านฮุย
ผู้คนส่วนใหญ่นับถือเทพภูเขาและเจ้าที่ผมไม่เคยเห็นการกราบไหว้หนูมาก่อน
“อาจารย์ เขาขับรถขนศพแบบนี้ หรือว่าเขาทำงานอยู่ที่ฌาปนสถาน” ผมเอ่ยถามอีกครั้ง
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย“อืม เขาทำงานที่ฌาปนสถานไป๋สือถ้านายอยู่ในวงการนี้นานเข้า เดี๋ยวก็รู้จักพวกเขาเอง”
ผมพรูลมหายใจก่อนจะเหลือบมองไปทางด้านหลังอีกครั้ง
แต่ท่านฮุย…หายไปแล้ว
ในขณะเดียวกันเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางด้านหน้า
“ตึกๆๆ”
ผมหันกลับไปมองเห็นเงาร่างสามคนกำลังวิ่งตรงมาที่ท่าเรือด้วยความรีบร้อน…