อิ๋นซวงที่หอบเสื้อผ้าของเซี่ยงมู่หยางมาให้สาวใช้ในโรงซักล้างยังไม่หายจากอาการขุ่นเคืองในใจ ไม่ว่าอย่างไรนายท่านก็ยังคงเย็นชากับนางเช่นเดิม นางมั่นใจว่าเขารู้แล้วว่านางรู้สึกกับเขาอย่างไร แต่การขีดเส้นเว้นระยะอย่างที่ชัดเจนเกินไปนี้ทำให้นางจนปัญญาจะหาทางเข้าใกล้เขาได้
ข้อดีอย่างหนึ่งของเซี่ยงมู่หยางคือเขาไม่เคยเอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสตรีคนใด และยังสามารถกำจัดสตรีที่ไม่ต้องการออกไปให้พ้นตัวได้ด้วยสารพัดวิธี ทำให้นางวางใจได้ว่าจะยังไม่มีสตรีใดเข้าจวนมาเพิ่มอีกในเวลาอันใกล้นี้ แต่เพราะเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้กระทั่งนางซึ่งรู้ใจเขาที่สุดก็ไม่ได้รับการยกเว้นไปด้วย เห็นจะมีแต่จางซูถิงเท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น แต่เดิมนางคิดว่าเมื่อสตรีผู้นั้นเข้าจวนมาแล้วจะถูกหมางเมินทอดทิ้งให้เฉาตายไปเองที่ท้ายจวน ที่ไหนได้...
ยิ่งเขารู้ว่านางรู้สึกกับเขาอย่างไร นางก็ยิ่งเคลื่อนไหวในจวนยากขึ้น ก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวอนาคตของนางมีสิทธิ์จบสิ้นได้ทันที น่าเจ็บใจนัก
“พี่เสี่ยวซวง!” เสียงเรียกที่คุ้นเคยนั้นทำให้อิ๋นซวงหันไปมอง
“อาหมิ่นเองหรอกหรือ”
“เจ้าค่ะ! พบพี่เสี่ยวซวงก็ดีแล้ว ข้ามีเรืองจะเล่าให้ท่านฟังอยู่พอดีเลย!” ท่าทางของอาหมิ่นที่ดูกระตือรือร้นผิดปกติทำให้อิ๋นซวงรู้สึกสนใจขึ้นมา จึงพยักหน้าให้นางเดินตามไปยังบริเวณที่บ่าวไพร่ไม่ค่อยเดินผ่านกัน
“ว่าอย่างไรหรืออาหมิ่น”
แววตาของอาหมิ่นเต้นระริก ก่อนจะกระซิบบอก
“วันก่อนข้าออกไปข้างนอกทางท้ายจวนเจ้าค่ะ ท่านทายซิว่าข้าเห็นอะไร!”
อิ๋นซวงแสร้งเลิกคิ้วแสดงความสนใจ
“อะไรหรือ”
“บุรุษเจ้าค่ะ บุรุษรูปงามผู้หนึ่งพร้อมผู้ติดตามแอบลอดเข้าจวนตระกูลเซี่ยงผ่านทางช่องว่างตรงกำแพงท้ายจวน!”
อิ๋นซวงขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง
“มีคนแปลกหน้าเข้าจวนเหตุใดเจ้าไม่แจ้งพ่อบ้านหรือองครักษ์ที่เฝ้าจวนอยู่”
อาหมิ่นหันซ้ายหันขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้ ๆ หูของอิ๋นซวง
“เพราะบริเวณท้ายจวนนั้นอยู่ใกล้กับเรือนของจางอี๋เหนียงมากที่สุดเจ้าค่ะ ข้าจึงสงสัยว่า......”
คำบอกนั้นทำให้อิ๋นซวงแปลกใจยิ่งนัก แต่ก็ทำให้ประกายบางอย่างวาบขึ้นผ่านแววตา
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หากไม่เป็นความจริงหรือไม่มีหลักฐานแล้วเจ้าพูดออกไปอาจทำให้จางอี๋เหนียงเสียหายได้ เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่”
อาหมิ่นมองหน้าสาวใช้คนสนิทของนายท่านด้วยสายตาค้นคว้า ว่านางอยากให้ตนเอาเรื่องนี้ไปโพนทะนาให้ทั่ว ๆ หรือให้เก็บไว้เป็นความลับก่อนอย่างที่ปากว่ากันแน่
“จนกว่าจะมีหลักฐานหรือพยานแน่ชัด เจ้าก็รู้ว่าไม่ควรพูดออกไป”
อาหมิ่นค่อย ๆ ทำสีหน้าว่าเข้าใจขึ้นมา
“อ้อ... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“แต่ไม่ว่าว่าอย่างไรเรื่องที่เจ้านำมาบอกข้านั้นก็ถือว่ามีประโยชน์ นี่คือรางวัลของเจ้า” อิ๋นซวงหยิบถุงเงินถุงหนึ่งยัดใส่มืออาหมิ่น เด็กสาวรับไว้ด้วยความยินดี
“ขอบคุณพี่เสี่ยวซวงเจ้าค่ะ รับรองว่าหากข้าไปพบเห็นอะไรมาอีก จะบอกพี่เสี่ยวซวงคนแรกเลย!”
อิ๋นซวงมองอาหมิ่นที่วิ่งจากไปอย่างร่าเริง ในใจมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา ไม่รู้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร ไม่รู้ว่าเขาจะมาอีกเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อเคยมีบุรุษเข้ามาหาจางซูถิงผู้นั้นได้แล้วครั้งหนึ่ง แล้วเหตุใดจะมีอีกไม่ได้ หรือต่อให้บุรุษผู้นั้นไม่มาอีกเลย นางก็สามารถหาบุรุษสักคนมาได้อยู่ดี หลังจากนั้นก็เพียงแค่หาพยานหลาย ๆ คนไปปรากฏตัวที่นั่นเพื่อจับชายชู้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว!
ทางฝั่งเหลียงซูถิงที่ฟังรายงานมาจากปิ่งจีว่าเซี่ยงมู่หยางกลับมาถึงจวนแล้ว เดาว่าคืนนี้เขาน่าจะมาหาเธอที่เรือนแน่ ทำไมน่ะเหรอ… ก็คนมันเคย ๆ อะนะ ไม่ได้จุ๊บปะดุ๊บกันตั้งหลายวัน มันก็ต้องมีอาการของขาดกันบ้างแหละ เว้นแต่ว่าเขาจะไปหาที่ลงที่อื่นระหว่างนั้น … ฮึ่มม!!
หลังจากคิดเองเออเองโมโหเองและหายเองแล้ว เธอก็ไปเลือกสรรชุดนอนซีทรูสุดเซ็กซี่เพื่อมาล่อลวงเครื่องปั๊มเหรียญประจำตัวในคืนนี้สักหน่อย ถึงตอนนี้เหรียญในระบบของเธอจะมีเยอะจนเห็นแล้วปากแทบจะขึ้นไปถึงหูทุกทีก็เถอะ แต่ของแบบนี้ยิ่งมีเยอะยิ่งอุ่นใจไม่ใช่เหรอ
ในที่สุดเธอก็เลือกชุดนอนสีดำสายเดี่ยวสั้นเสมอ-แบร๊ะ-มาได้ตัวหนึ่ง แค่จินตนาการหน้าเขาตอนเห็นเธอใส่ชุดนี้ก็ทำให้เธอหัวเราะออกมาล่วงหน้าแล้ว
เซี่ยงมู่หยางมาถึงเรือนท้ายจวนช่วงที่เลยเวลาอาหารเย็นไปแล้ว เพราะระหว่างที่เขาไม่อยู่มีเอกสารมากมายให้ต้องสะสาง ทำให้มากินอาหารเย็นกับนางไม่ทัน เมื่อมาถึงเรือนของอนุภรรยาก็ดูเหมือนว่าเรือนจะมืดไปสักหน่อย
‘หรือว่านางจะเข้านอนแล้ว?’
เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปด้านในช้า ๆ ไม่มีตะเกียงดวงใหญ่คอยส่องสว่างอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมีเทียนที่จุดอยู่ในถ้วยเล็ก ๆ หลากหลายสีสัน ทั้งยังส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ อีกด้วย
เขาเลิกคิ้วขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย
เวลานั้นเอง เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏออกมาตรงทางเดินระหว่างโถงหลักและเรือนนอน แม้จะสลัวรางแต่เขามั่นใจว่าเป็นอนุภรรยาของเขาอย่างแน่นอน
