ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 194 กล่าวเตือนล่วงหน้า

        ณศาลาใจกลางทะเลสาบภายในสวน

        เสิ่นเสวียนนั่งจิบชาอยู่ตามลำพังในศาลา

        เขาเพิ่งมาถึงเช่นกันสัมผัสได้ว่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยและเริ่นเสี้ยวเทียนออกมาพอดีจึงส่งกระแสจิตไปหาพวกเขา

        “ท่านพี่!”

        เมื่อได้ยินเสียงนั้นเสิ่นเสี่ยวเม่ยที่กำลังเดินเล่นอยู่กับเริ่นเสี้ยวเทียนมีสีหน้าร่าเริงขึ้นมาทันที

        ตั้งแต่ที่เสิ่นเสวียนออกมาจากลานด้านหลังตระกูลเสิ่นพวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาตลอดและเหมือนกับได้เจอกันเป็นครั้งแรกหลังจากไม่ได้เจอกันเป็นเดือนเริ่นเสี้ยวเทียนก็มุ่งหน้าไปตามเสียงของเสิ่นเสวียนอย่างรวดเร็วเช่นกัน

        เพียงไม่นานเสิ่นเสี่ยวเม่ยก็วิ่งไปถึงศาลาใจกลางทะเลสาบแล้วกระโจนเข้าสวมกอดเสิ่นเสวียนด้วยความคิดถึง

        “ท่านพี่ท่านไปไหนมา”

        เสิ่นเสี่ยวเม่ยในตอนนี้เพิ่งอายุสิบสองปีมีพี่ชายราวกับพ่อ ต่อหน้าคนอื่นนางเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งแต่ยังคงเป็นเด็กน้อยเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นเสวียน

        “ข้าออกไปฝึกฝนนอกเมืองมาที่นี่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้โดยไม่จำเป็น”

        เสิ่นเสวียนตบบ่าเสิ่นเสี่ยวเม่ยอย่างอ่อนโยนความรู้สึกของครอบครัวเช่นนี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก

        เริ่นเสี้ยวเทียนเดินมาถึงแล้วเช่นกัน

        เขาเห็นเสิ่นเสี่ยวเม่ยแบบนี้ทำให้เขาดีใจมากดีใจที่เสิ่นเสวียนกลับมาสักที

        ช่วงเวลาที่เสิ่นเสวียนไม่อยู่ด้วยเขาคิดว่าเขาสามารถรับมือกับความลำบากได้คิดไม่ถึงเลยว่าต้องหลบซ่อนตัวอยู่ภายในสวนเล็กๆ แห่งนี้ ไม่กล้าออกไปด้านนอกเลยเขาเห็นเสิ่นเสวียนเป็นส่วนสำคัญในชีวิตไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

        “เอาล่ะข้ารู้เรื่องของพวกเจ้าทั้งหมดแล้ว ไม่ได้บาดเจ็บใช่ไหม!”

        เสิ่นเสวียนประคองเสิ่นเสี่ยวเม่ยให้นั่งลงพลางกล่าวถามทั้งสองคน

        “พวกข้าไม่บาดเจ็บเสิ่นเลี่ยนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ตอนนี้เขาฟื้นตัวได้มากแล้ว”เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าว

        “อู๋หมิงใช่ไหม”

        “อืมตาแก่นั่นแข็งแกร่งมาก มีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิระดับกลาง สู้ไม่ได้จริงๆ”

        เริ่นเสี้ยวเทียนนึกถึงอู๋หมิงสีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมา พลังระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะล่วงเกินได้อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่เสิ่นเสวียนหากไม่เรียกไม้ตายนั้นออกมาคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอู๋หมิงเช่นกัน

        หากอู๋หมิงอยู่ในหุบเขาสุขาวดีราชามารทั้งหมดรวมกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

        “เขาตายไปแล้ว”

        เสิ่นเสวียนดื่มชาก่อนจะยิ้มให้ทั้งสองคนแม้เสิ่นเลี่ยนจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็นับว่าได้แก้แค้นให้พวกเขาแล้ว

        “ตอนที่เขามาที่นี่น่าจะมีอีกสองคนตามมาด้วยใช่ไหม หนึ่งในนั้นโดนข้าสังหารไปแล้ว”

        ประโยคที่ว่าอู๋หมิงตายไปแล้วทำให้เสิ่นเสี่ยวเม่ยและเริ่นเสี้ยวเทียนตะลึงงันอ้าปากค้าง ไม่รู้จะกล่าวอะไร

        ประโยคนี้ทำให้พวกเขาตกใจมากพวกเขาเคยสู้กับอู๋หมิงมาก่อน รู้ดีถึงพลังของอู๋หมิง

        ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางคนหนึ่งทำไมถึงตายได้

        “เจ้าสังหารเขาหรือ”

        เริ่นเสี้ยวเทียนตั้งสติได้จึงถามเสิ่นเสวียนอีกครั้งให้แน่ใจ

        “อืมข้าทำเอง ที่ประตูเมืองทิศใต้”

        “เก็บตัวฝึกฝนครั้งนี้ดูเหมือนพลังของเจ้าจะก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิมมาก ถึงขั้นไหนแล้ว”

        เริ่นเสี้ยวเทียนอดสงสัยไม่ได้จึงกล่าวถามเสิ่นเสวียนออกไป

        เรื่องอะไรก็ตามที่น่าเหลือเชื่อกลับกลายเป็นเรื่องปกติเมื่ออยู่กับเสิ่นเสวียน

        “ความจริงแล้วพลังยุทธ์ของข้าไม่ได้ก้าวหน้ามากขนาดนั้นคิดดูแล้วน่าจะขั้นราชันระดับต้นกระมัง!”

        สิ่งที่เสิ่นเสวียนกล่าวมาเป็นความจริงเขาอยู่ในขั้นราชันระดับต้นจริงๆขั้นหยวนก่อกำเนิดระดับต้นและขั้นราชันระดับต้นเทียบเท่ากันสิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ พลังของเสิ่นเสวียนมิอาจวัดได้จากขั้นพลังเพียงอย่างเดียวยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งอย่างเสิ่นสืออีอยู่ด้วย

        “ขั้นราชันระดับต้น...”

        เริ่นเสี้ยวเทียนกลอกตามองบนใส่เสิ่นเสวียนรู้แบบนี้ไม่ถามออกไปเสียดีกว่า ยิ่งถามยิ่งน่าโมโห

        “สหายเจ้ามาแล้ว”

        ขณะนั้นเองเฝิงเป่าเป่าวิ่งมาตามเส้นทางเล็กๆ เสิ่นเสวียนมาถึงที่นี่ก็บอกกล่าวเฝิงเป่าเป่าในทันทีให้เขามาหาที่ศาลากลางทะเลสาบ หลังจากได้เจอเสิ่นเสวียน ไม่ต้องบอกเลยว่าเฝิงเป่าเป่าดีใจมากแค่ไหน

        หนึ่งเดือนที่ผ่านมาตลาดของกระดานหมากนับว่าประสบความสำเร็จแล้วในมือของเขามันได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตลาดของชนชั้นสูงภายในเมืองชางฉงกลายเป็นกระแสนิยมใหม่ของสังคมชนชั้นสูงก่อนหน้านี้จะเห็นการร้องเล่นเต้นรำเป็นความบันเทิง แต่ตอนนี้การเดินหมากคือความบันเทิงไปแล้ว

        และภายใต้การผลักดันของเฝิงเป่าเป่ายังจัดการแข่งขันเดินหมากครั้งแรกขึ้นมาอีก นับเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่

        “อู๋หมิงคือผู้อาวุโสที่ตระกูลเจ้าเคารพถูกต้องไหม!”

        “อืม”

        “ข้าสังหารเขาไปแล้ว”

        “ฮะ! เจ้าสังหารเขาไปแล้ว?”

        เฝิงเป่าเป่ามองเสิ่นเสวียนด้วยความตกใจเขาไม่ได้รู้สึกเสียใจต่อผู้อาวุโสอย่างอู๋หมิงแต่รู้สึกใจหายกับพลังของเสิ่นเสวียนและความรวดเร็วของเขา

        “ที่...ที่ไหน”

        “นอกเมืองทิศใต้ข้าสังหารเขาไปแล้วโดยไม่เหลือร่าง”

        “ดีสังหารได้ดี”

        เฝิงเป่าเป่าตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วเขาก็กล่าวออกมาเสียงดังด้วยน้ำเสียงมีความสุข

        เขาคือลูกชายคนโตของตระกูลเฝิงส่วนเฝิงเทียนเป็นลูกชายคนรอง เขาไม่ได้ตั้งใจจะทะเลาะกับเฝิงเทียนหากถึงช่วงรับสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลจริงๆ เขายอมสละตำแหน่งให้โดยไม่รีรอแต่เนื่องจากเฝิงเทียนมีอู๋หมิงคอยให้ท้าย จึงเข้าปะทะกับเขาอยู่ตลอดหลายปีมานี้เขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้เขาคงไม่ต้องออกไปหาซื้อของจนเกือบไม่รอดกลับมา

        ตอนนี้อู๋หมิงตายไปแล้วเจ้ารองไร้ผู้ช่วย หากเขาไม่ดีใจก็คงโกหก

        “คนตายเป็นผู้อาวุโสที่ตระกูลเฝิงของเจ้าเคารพนะ”เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวกับเฝิงเป่าเป่า

        “ผู้อาวุโสที่กินบนเรือนขี้บนหลังคาแบบนั้นตายไปก็สมควรแล้ว” เฝิงเป่าเป่ากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวรู้สึกขอบคุณเสิ่นเสวียนที่ช่วยสังหารอู๋หมิงให้

        “อย่าเพิ่งรีบดีใจข้ายังมีอีกเรื่องต้องบอกเจ้า ตอนที่ข้าสังหารอู๋หมิงกลับไปเกี่ยวข้องกับเรื่องในราชวงศ์เฟิงเหลย ถูกคนจากราชวงศ์สังเกตเห็นตอนนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปหาเบาะแสเพิ่มเติมที่ตระกูลเฝิงของเจ้า”

        “ราชวงศ์เฟิงเหลย! ตระกูลเฝิงไม่เคยเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย อู๋หมิงน่าจะไม่กล้าหาญขนาดนั้นหรือว่า...”

        “ไม่ผิดข้าเอง เจ้ารู้จักตาแก่ที่ชื่อผีซานไหม”

        “รู้จักเขาเป็นผู้อาวุโสที่ตระกูลข้าเคารพเช่นกัน เป็นพวกเดียวกับอู๋หมิงครั้งก่อนที่มาที่นี่ก็มีเขาด้วย” เฝิงเป่าเป่ารู้สึกว่าเรื่องแย่ๆกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

        “เขาเจอข้าเป็นครั้งแรกแต่เขารู้ว่าข้ารู้จักพวกเจ้าตอนนี้คนจากราชวงศ์คนนั้นกำลังพาเขาไปหาความจริงที่ตระกูลเฝิงแล้ว”

        เฝิงเป่าเป่ารู้ว่าหากเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เฟิงเหลยแล้วเรื่องนี้คงไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้นหากจัดการได้ไม่ดีอาจทำให้ตระกูลเฝิงพินาศลงเลยก็ได้

        “พวกเรารู้จักกันไหม”

        เฝิงเป่าเป่าถามเสิ่นเสวียนเสิ่นเสี่ยวเม่ย และเริ่นเสี้ยวเทียนอย่างกะทันหันด้วยสีหน้าไร้เดียงสา

        “ฮ่าๆๆไม่รู้จัก”

        เสิ่นเสวียนหัวเราะเสียงดังก้องเฝิงเป่าเป่าเรียนรู้ได้เร็วจริงๆ ตราบใดที่ยืนยันว่าไม่รู้จักกันใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้ ตระกูลเฝิงเป็นตระกูลการค้าที่ยิ่งใหญ่แม้ราชวงศ์ต้องการหาเรื่องก็ไม่มีหลักฐานอยู่ดี

        ไม่อย่างนั้นแล้วหากเกิดเรื่องขึ้นกับตระกูลเฝิง เศรษฐกิจทั่วทั้งเมืองชางฉงหรือกระทั่งแคว้นเฟิงเหลยอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากจัดการได้ไม่ดีเศรษฐกิจจะถดถอย เมื่อถึงตอนนั้นจะสั่นคลอนไปทั่วทั้งแคว้นหากไม่จำเป็นจริงๆ ไม่มีใครกล้าล่วงเกินตระกูลเฝิงเด็ดขาด

         

        ทางด้านเว่ยหลงเขาเดินไพล่มือสองข้างไว้ด้านหลังไปบนถนนสายใหญ่ของเมืองชางฉงมุ่งหน้าไปอย่างองอาจ

        แต่ละก้าวของเขามีระยะห่างหลายฉื่อความเร็วของเขาก่อให้เกิดสายลมพัดผ่านไปบนถนน

        ตระกูลเฝิงตั้งอยู่ใจกลางเมืองชางฉงตระกูลที่ได้อยู่ในอาณาเขตกลางเมืองชางฉงทั้งมั่งคั่งและสูงส่ง

        อาณาเขตกลางเมืองชางฉงมีจวนยิ่งใหญ่อยู่หลังหนึ่งครอบครองพื้นที่ห้าสิบหมู่ ภายในนั้นเต็มไปด้วยบ้านเรือนศาลาน้อยใหญ่มีภูเขาแม่น้ำเรียงรายจวนที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้เรียกได้ว่าหรูหราที่สุดในเมืองชางฉงแล้วทั่วทั้งเมืองชางฉงมีตระกูลอย่างนี้อยู่ไม่ถึงห้าตระกูล และอีกสี่แห่งล้วนเป็นจวนของท่านอ๋องในราชวงศ์

        ขณะนี้เว่ยหลงนำผีซานและอีกสองคนมาถึงหน้าประตูตระกูลเฝิงแล้ว

        ประตูตระกูลเฝิงสูงราวสามจั้งให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามสองข้างประตูมีรูปแกะสลักหินตัวซือจิ้วตั้งอยู่ ยิ่งส่งเสริมให้มีอำนาจยิ่งขึ้น

        หรือกระทั่งบนกำแพงของประตูบานนั้นยังมีทองคำเปล่งประกายแสงวาววับอีกด้วยแม้แต่ที่พื้นด้านหน้าประตูยังปูด้วยหินโมราที่หาได้ยาก

        ไม่ว่าใครมาถึงที่นี่ความรู้สึกแรกจะต้องเป็น ‘ความร่ำรวยช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก’

        “เปิดประตูเจิ้นกั๋วกงมีคำสั่งให้ตรวจสอบ”

        เว่ยหลงยืนอยู่หน้าประตูตระกูลเฝิงในมือของเขาถือป้ายคำสั่งสีม่วงพลางกล่าวกับองครักษ์ขั้นแม่ทัพสองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู

คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน