33 : ความสำเร็จอยู่ที่..??
อีกไม่นานก็จะถึงวันงานของโรงเรียนนิรารักษ์แล้ว ทุกสิ่งที่เคยเลือนลางพลันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ แสตนสีของแต่ละคณะที่ก่อสร้างใกล้เสร็จแล้ว
ก่อสร้าง?
ใช้คำนี้ไม่ผิดความหมายหรอกหากได้มาเห็นของจริง
เพราะไม่เคยมีการจัดงานแบบนี้มาก่อนจึงไม่มีแสตนสำเร็จไว้ให้เหมือนโรงเรียนทั่วไป จึงต้องมีการจ้างช่างมาโบกปูนหลอมขึ้นใหม่ขนาดบิ๊กเบิ้ม เท่านั้นไม่พอยังมีการเสริมแอพลิเคชั่นต่างๆเติมเข้าไปอีก
เพราะลูกคุณหนูนั่งพื้นแข็งๆ ไม่ได้ จึงได้มีการทำเบาะนั่งนุ่มเหมือนนั่งอยู่บนโซฟา เพราะลูกคุณหนูทนแดดทนร้อนไม่ได้มันจะหน้ามืดเอา จึงได้มีการทำกระจกกันความร้อนแต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอจึงมีการเอาเครื่องปรับอากาศมาติดรอบแสตนรับประกันความเย็นฉ่ำสะใจ จนชวนให้คิดว่าพวกเอ็งไปเช่าสนามกีฬาใหญ่ๆสำหรับจัดงานนี้ไปเลยดีกว่าไหม แล้วก็ไปเชียร์กันบนห้องชมสำหรับวีไอพีซะเลย จะได้ไม่ต้องทำอะไรให้มันยุ่งยากแบบนี้
แต่ในเมื่อคนมีเงินอยากช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจโดยใช่เหตุ ก็จำต้องปล่อยไป
ละจากเรื่องนั้นมาดูทางนักกีฬาบ้าง
ยิ่งใกล้วันงานมากเท่าไหร่ ตรงสนามก็เริ่มมีคนมาซ้อมกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีทั้งเช้า กลางวัน และเย็นจนถึงมืดค่ำ
ส่วนผลพวงที่ตามมา...คือมีคนเป็นลมหน้ามืดกลับไปทุกวันอย่างไม่ต้องสงสัย
เหล่าบรรดาคุณพ่อคุณแม่ต่างเป็นห่วง กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ แต่พอได้เห็นแววตาเป็นประกายไม่ย่อท้อของลูกๆอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คำที่เคยคิดอยากจะห้ามก็หลุดหายไป
ทั้งๆ ที่ตอนแรกพวกเขาถูกบังคับให้ลงแข่งขันแท้ๆกลับตั้งใจฝึกซ้อมมากขนาดนี้
ความรู้สึกบางอย่างมันผุดขึ้นมา เมื่อตัวเองกลายเป็นความหวังของเพื่อน...ของสี ได้รับกำลังใจมากมายจากเพื่อนที่ครั้งหนึ่งเคยตั้งค่าไว้เพียงคู่แข่ง แต่ว่าคู่แข่งพวกนี้เองที่ให้กำลังใจพวกเขาอย่างจริงใจโดยไม่ได้เสแสร้ง
เป็นครั้งแรกที่พวกเขาอยากจะชนะ
ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกคนที่คาดหวังในตัวพวกเขาอยู่ ความรู้สึกมันเอ่อท้นขึ้นมาว่าอยากจะตอบสนองต่อความรู้สึกที่ได้รับมาด้วยการเอาชนะในการแข่งขันกีฬาสีให้ได้ด้วยกำลังของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
นั่นเป็นความคิดของคนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่กำลังตั้งใจซ้อมกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนพวกเล็ทที่คอยเฝ้ามองอยู่รู้สึกดีใจ ที่ในที่สุดความตั้งใจของพวกเขานั้นมีคนตอบสนองกลับมาเช่นกัน
แต่...ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งเช่นกันที่คิดตรงกันข้าม
ในห้องเรียนช่วงหลังเลิกเรียนที่ร้างผู้คนโดยสิ้นเชิง ตอนนี้กลับมีเด็กผู้หญิงสองคนนั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างเพื่อมองลงมายังสนามเบื้องล่าง เห็นนักเรียนคนอื่นกำลังฝึกซ้อมกีฬากัน หนึ่งในนั้นส่งสายตาเหยียดๆอย่างดูถูกกับการกระทำของคนเหล่านั้น
“ให้ตายเถอะ อากาศก็ร้อน แดดก็แรงยังจะมาซ้อมกันอยู่ได้” เด็กสาวคนหนึ่งบ่น สีโบว์ตรงหน้าอกบอกว่าเธอเพิ่งจะเป็นเด็กม.1อยู่เท่านั้น “แถมยังมาบังคับให้ลงแข่งกีฬาบ้าๆ นี่อีก คอยดูเถอะ ฉันจะเอาไปฟ้องพ่อให้ดู”
แต่ก็เห็นให้จัดมาจนถึงทุกวันนี้อยู่ดีไม่ใช่หรือไง...อีกคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าคิดแบบหน่ายๆ
“คุณนริสราเพิ่งจะเข้ามาเรียนที่นี่เป็นปีแรกสินะคะ” เพื่อนเด็กสาวพูดคล้ายจะเป็นคำถาม มีอาการนอบน้อมแม้ดวงตาจะเป็นประกายชัดด้วยความหมั่นไส้อยู่ก็ตาม และพูดต่อโดยไม่รอคำตอบ “ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่รู้จักรุ่นพี่ที่ชื่อว่าเลหาน มีรศักดิ์ ที่เป็นคนคิดกิจกรรมนี้ขึ้น”
“เขาทำไม” นริสราละสายตาจากเบื้องล่างกลับมา “หรือเขาจะเป็นคนจากตระกูลชั้นสูงจนพวกครูไม่กล้ายุ่ง” พอพูดเสร็จก็ส่ายหัวทันที “ไม่น่า...นามสกุล มีรศักดิ์ไม่เห็นจะคุ้นหูตรงไหนเลย”
“ถ้าเทียบกันแล้ว ก็ยังไม่ได้เท่าขี้เล็บของคุณหรอกค่ะ คุณหนูแห่งตระกูลนราธิปบดี เจ้าของบริษัทชั้นนำของประเทศ” เพราะถ้าไม่ใช่แล้ว เธอไม่มีวันยอมทนคบด้วยหรอก คนเป็นเบี้ยล่างคิดต่ออย่างหงุดหงิด แต่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตถึงความประชดประชันในน้ำเสียงนั้น จึงได้แต่ยิ้มพอใจ
“เมื่อปีก่อนๆ รุ่นพี่เลหานถือเป็นตัวก่อกวนประจำโรงเรียนนี้เลยล่ะค่ะ ชอบแหกกฎ สร้างความวุ่นวายให้กับบรรดาคุณครูอยู่เรื่อย จนเรียกได้ว่าพวกคุณครูเอือมจนแทบอยากจะไล่ออกเขาไปอยู่แล้ว หากไม่ติดตรงที่เกรงใจพ่อของเขาอยู่”
“แล้ว?” นริสรายังไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจะต้องมารับฟังเรื่องของคนพรรค์นี้ด้วย
“ก็หมายความว่า คุณสามารถจัดการล้มเลิกกิจกรรมนี้ได้โดยไม่ต้องกลัวใครเลยยังไงล่ะคะ”
ถึงตรงนี้ แววตาคนฟังก็เป็นประกายมุ่งร้ายอย่างชัดเจน เด็กสาวยกขาขึ้นไขว่ห้าง เหยียดยิ้มราวกับว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็มิปาน
“นั่นน่ะสินะ”
พลั่ก!
น้ำหนักมวล 48 กก. ล้มกระแทกกับพื้นชนิดว่าหน้าคว่ำ เพราะมือทั้งสองจับเชือกไว้แน่นจนเอาไปยันพื้นไว้ไม่ทัน มีเสียงหัวเราะคิกคักจากเด็กสาวตาสีเขียวที่ยืนเชียร์อยู่ข้างๆแบบไม่คิดปิดบัง สร้างความหงุดหงิดให้กับคนที่ล้มไปกองกับพื้นเป็นที่สุด
“เธอแพ้อีกแล้วนะริส” ซีลประกาศผล เมื่อตำแหน่งโบว์สีเหลืองเข้าข้ามเขตของผู้ชนะไปได้สำเร็จ
ริสลุกมาตะโกนลั่น “หุบปากไปเลยย่ะยัยฮาล์ฟอมนุษย์” พูดเสร็จก็หันไปทางคนที่ยืนถือเชือกอีกด้าน ซึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้เหมือนทุกครั้งจนน่าโมโห “ไม่ต้องมาทำเป็นยิ้มเลยนะยะยัยเด็กเนิร์ด เธอมันขี้โกงชัดๆ”
เด็กสาวที่ถักผมเปียใส่แว่นบ่งบอกถึงความเป็นเด็กคงแก่เรียนยิ้มน้อยๆ “แพ้แล้วอย่าพาลสิคะคุณริส”
คนพาลได้ยินดังนั้นก็ทำหัวฟัดหัวเฟียด จ้องมองคนที่เอาชนะตัวเองได้ถึงสี่ครั้งอย่างนึกโมโห
ก็ใครมันจะไปคิดกันล่ะว่าคนอย่างเนนจะมาแรงเยอะกว่าเธอซะได้ ขนาดออกแรงสุดๆ แล้วก็ยังชนะยัยนั่นไม่ได้เลย แล้วยังมีหน้ามาบอกอีกนะว่าแต่ก่อนตัวเองชอบถูกคนอื่นแกล้ง อยากจะรู้นักว่าคนพวกนั้นมันเป็นเทพมารจากไหนถึงได้มาแกล้งยัยปีศาจแอ๊บเนิร์ดนี่ได้
ใกล้ๆ กันนั่นเอง ก็เกิดเสียงร้องอั่กของใครบางคนดังขึ้นมาติดๆ กัน พร้อมกับเสียงน้ำหนักมวลหนึ่งกระแทกกับพื้น ซึ่งแทบไม่ต้องหันไปมองพวกเธอก็รู้ได้ว่าเป็นเสียงของใคร
“เล็ท นายก็แพ้โลมเป็นครั้งที่เจ็ดเหมือนกันนะ” ซีลร้องบอกชายร่างเล็กที่นอนหน้าคว่ำอยู่กับพื้นไม่ต่างจากริสเมื่อกี้นี้เลย
เล็ทพยายามใช้มือยันพื้นขึ้นมาพูดด้วยความยากลำบาก “มะ..ไม่ต้องตอก..ย้ำ ก็รู้น่า”
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งของเชือก ชายร่างสูงใหญ่แลดูน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เขายืนนิ่งเป็นรูปปั้น เหมือนไม่ได้ออกแรงมากมายในการเอาชนะเลย
ยังไม่ทันที่ริสจะขอเนนแข่งชักเย่อกันอีกรอบ ทั้งหมดก็ถูกดึงความสนใจไปยังสาวร่างเล็กคนหนึ่งที่หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตา
“ขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะนะคะ รุ่นพี่” เสียงเล็กใสๆเอ่ยขึ้น พร้อมใช้ดวงตากลมโตเป็นประกายกวาดตามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัว “ฉันชื่อ นริสรา นราธิปบดี นะคะ”
“นราธิป...” ริสเป็นคนแรกที่เอะใจกับนามสกุลนี้ ซีลเห็นแบบนั้นเลยถามเสียงเบา
“เธอรู้จักด้วยเหรอ”
ริสทำหน้าเหม็นเบื่อเหมือนมีใครเอาปลาร้ามาให้ดมทันที “ก็ใช่ว่าอยากจะรู้จักนักหรอก แต่ไปงานไหนเป็นต้องเห็นคนนามสกุลนี้ขึ้นต้นเด่นหราทุกที ถ้าให้จำไม่ผิด ยัยเด็กที่ชื่อว่านริสรานั่นเป็นลูกสาวคนเดียวของลูกบ้านนี้”
“เพิ่งอยู่ม.1 เองนะคะ น่ารักจัง” เนนที่เข้ามาได้ยินพอดีเอ่ยชม ซีลเห็นด้วยกันกับเธอ แต่ริสกลับทำสีหน้าแหยสุดขีดเหมือนมีคนบังคับให้เธอกินปลาร้าเหม็นเน่านั่น
“เป็นยัยมารร้ายในคราบนางฟ้าน่ะสิ” เธอพูดอย่างดุดัน “ได้ยินมาว่าเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง อยากได้อะไรเป็นต้องได้ ต่อให้ใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ตาม แถมยังชอบเอาอำนาจพ่อแม่ตัวเองมาข่มคนอื่นอีก เป็นคนน่ารังเกียจที่สุดสำหรับฉันเลยล่ะ”
ซีลทำหน้าแปลกใจ “อ้าวเหรอ ฉันนึกว่าเธออิจฉาซะอีก” แล้วเธอก็ได้คำตอบเป็นแววตาอาฆาตจากสาวที่มีปอยผมด้านหน้าเป็นสีม่วงกลับมาแทน
ขณะเดียวกัน เล็ทที่ได้ยินคำนินทาจากข้างหลังทุกคำก็ทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน แม้จะรู้ดีว่าเจ้าตัวที่กำลังโดนนินทาไม่ได้ยินก็ตาม ก่อนจะถาม “แล้วคุณนริสรามีธุระอะไรกับพวกพี่เหรอ”
คนถูกหาว่าเป็นมารร้ายในคราบนางฟ้าได้ยินคำถามแล้ว พวงแก้มก็ขึ้นสีเรื่อ ดวงตาหลุบต่ำลงด้วยความอาย “คือว่า...ฉันเองก็ลงแข่งชักเย่อเหมือนกันน่ะค่ะ ก็เลย...อยากจะลองมาเล่นกับพวกรุ่นพี่ดูบ้าง...ได้มั้ยคะ” ว่าพลางช้อนตาให้เล็ทอย่างไร้เดียงสา ทำเอาสาวๆ แถวนั้นอ้าปากค้างกันเป็นแถว
ทว่า...เล็ทกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้นกับการกระทำของรุ่นน้อง เขาแค่กำลังดีใจที่มีคนสนใจกิจกรรมนี้มากขึ้น เล็ทยิ้มกว้างเอ่ยปากว่าจะเป็นคู่แข่งให้ แต่ริสกลับไม่พอใจ ตรงเข้าไปผลักเขาให้พ้นทาง พลางตวาดใส่อย่างหงุดหงิด
“นายไม่ต้องเลย เดี๋ยวฉันเป็นคู่ให้ยัยน้องนี่เอง”
“นี่เธอโมโหอะไรเนี่ย” เล็ทงง แล้วก็ได้คำตอบจากสาวแว่นแทน
“สงสัยคุณริสคงจะหึงล่ะมั้งคะ”
“หา?”
“คะ...ใครจะไปหึงไอ้เตี้ยเกรียนเล็ทกันยะ” ริสหันมาตะโกนใส่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะโกรธหรือเขินกันแน่
“เหรอ...” ซีลลากเสียง เข้าไปกอดคอเล็ทจากทางด้านหลัง ขณะส่งสายตากลับไปยั่วริส “งั้นเล็ทมาแข่งกับฉันนะ แล้วให้เนนไปคู่กับโลมแทน” ซีลกระซิบที่ข้างหูเล็ทอย่างไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยสักนิด แต่เล็ทรู้ไม่ทันเป้าหมายเธอ ก็เลยตอบตกลงไปแบบงงๆ
ลับหลังเล็ท ซีลก็หันไปโบกมือลาให้กับริสอย่างกวนๆ และเตือน “อย่าโกรธจนไปใส่อารมณ์กับรุ่นน้องเข้าล่ะ น้องเขาบอบบางไม่เหมือนเธอ”
“รู้แล้วย่ะ!” ถึงไม่เตือนเธอก็รู้ดีอยู่แล้ว ใครมันจะไปออกแรงเต็มที่กับยัยคุณหนูนี่ได้กัน...ถึงใจจริงแทบจะอยากจับอีกฝ่ายเหวี่ยงเลยด้วยซ้ำ
ริสหันมองมารร้ายในสายตาตัวเอง รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังแสร้งเล่นละครอยู่ ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแนวไหนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เธอหยิบเชือกขึ้นมาโดยมีอีกฝ่ายหยิบตาม “กติกาเป็นไง คงรู้ดีอยู่แล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ”
เมื่อบอกสัญญาณว่าเริ่มได้ ริสก็ออกแรงดึงทันที แต่กลับพบว่าปลายเชือกอีกด้านนั้นเบาโหวง
“ว้าย!”
ร่างบอบบางล้มไถลไปกับพื้น ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ซ้อมวิ่งอยู่แถวนั้นซึ่งอยู่ห้องเดียวกันกับนริสราเห็นเหตุการณ์แล้วรีบเข้ามาช่วยพยุงเธอทันที
“คุณนริสรา เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
“โอ๊ย!” นริสราร้อง เมื่อพยายามจะลุกขึ้น ปรากฏแผลบนหัวเข่าและฝ่ามือทั้งสองข้าง มีเลือดไหลอย่างน่ากลัว น้ำตาเม็ดโตร่วงไม่หยุด เรียกความสนใจของทุกคนให้เข้ามาล้อมรอบคนทั้งคู่ แล้วจ้องไปที่ริสเหมือนเธอเป็นตัวการร้าย
“เดี๋ยวสิ ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ มันเป็นการเล่น ก็ต้องมีเรื่องแบบนี้อยู่เป็นธรรมดาไม่ใช่รึไง” เธอชี้รอยแผลที่ตัวเองได้รับมาก่อนหน้านี้ให้ทุกคนเห็น แต่ไม่มีใครสนใจ นอกจากพากันเข้าไปปลอบเด็กสาวที่น่าสงสาร
พวกเล็ทรีบเข้าไปถามเรื่องกับริสทันที
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ ก็บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เธอออมแรงด้วย” เล็ทมีสายตาตำหนิ เขาดูร้อนรนเหมือนคนอื่น คือกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
ริสเจ็บปวดกับสายตาที่เล็ทใช้มองเธอ รีบแย้ง “ก็ออมแรงแล้วไงเล่า ฉันแทบไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ ยัยรุ่นน้องนั่นต่างหากที่ปล่อยเชือกแล้วล้มไถลไปกับพื้นเอง ยัยนั่นมันจงใจชัดๆ”
ทั้งคู่ต่างพากันเงียบ...ซีลมองหน้าทั้งสองคนสลับกัน ก่อนจะหันไปมองนริสราที่ลุกขึ้นยืนได้แล้วโดยมีเพื่อนผู้ชายสองคนช่วยกันพยุง เด็กสาวหันมามองพวกเธอเช่นกัน...ด้วยแววตาของผู้ชนะ
ซีลพูดกับทุกคนโดยไม่ละสายตาจากฝ่ายนั้น “ฉันว่าปัญหาไม่ได้อยู่ตรงจงใจ หรือ ไม่จงใจแล้วล่ะ”
ทั้งหมดหันไปทางนริสราที่ตะโกนกลับมา
“รุ่นพี่ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องคุณพ่อให้มาจัดการกับพวกคุณแน่”
เล็ทรู้สึกเหมือนสติจะล่องลอยไป ขณะมีใครบางคนในกลุ่มเอ่ยขึ้นมาว่า
“เกิดปัญหาใหญ่เข้าแล้ว”
ห้องปกครองที่เล็ทกับริสโดนครูเรียกมาคุยอยู่บ่อยๆจนชินชาอย่างที่ไม่น่าจะรู้สึกอะไรได้อีกแล้ว แต่ในเวลานี้ ถึงแม้จะอยู่แค่หน้าห้องกลับทำให้เครียดซะยิ่งกว่าเข้าไปอยู่ข้างในซะอีก ทุกคนเงียบและใบหน้าเคร่งขมวดคิ้ว จนบรรยากาศดูตึงเครียด...ยกเว้นอยู่คนเดียวเท่านั้น
นริสราที่นั่งรออยู่มองดูรุ่นพี่ทั้งห้าคนเดินไปเดินมาอย่างไม่เป็นสุข เธอยิ้มเยาะ เอ่ยลอยๆ
“ป่านนี้คุณพ่อจะคุยเรื่องยกเลิกกิจกรรมไปถึงไหนแล้วน้า”
แม้ทุกคนจะเก็บอาการไว้ได้แต่ก็หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด ริสทนไม่ไหว จ้องเด็กสาวอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะยัยคุณหนูลวงโลก พ่อของเล็ทยังไม่มาก็ยังไม่รู้ผลหรอก”
ทุกคนต่างตั้งความหวังไว้ที่พ่อของเล็ทที่จะมาคุยกับครูห้องปกครองและพ่อของนริสราถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้อรรคเดชติดประชุมอยู่ อีกสักพักถึงจะมาได้
“คิดจะฝากความหวังไว้ที่คุณพ่อของรุ่นพี่เหรอคะ แหมๆๆ คิดอะไรตื้นๆ ระหว่างคุณพ่อของรุ่นพี่กับพ่อของฉัน พวกคุณครูจะยอมฟังใครมากกว่ากัน ก็น่าจะรู้ๆ กันอยู่แล้วนะคะ” เธอว่าพลางหันมาส่งสายตาดูถูกให้กับเล็ท “ฉันกับรุ่นพี่น่ะ มันคนละระดับกันค่ะ”
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ” ริสแทบกระโจนเข้าใส่แล้วหากไม่มีซีลกับเนนดึงตัวไว้ ถึงแม้ซีลจะรู้สึกเจ็บใจไม่แพ้ริสก็ตาม...หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะหากเธอขอให้พ่อมาคุยให้ละก็ ร้อยทั้งร้อยทางโรงเรียนต้องยอมฟังแน่ แต่ตอนนี้พ่อของเธอทำงานอยู่ที่ต่างประเทศ จะเรียกกลับมาเพราะเรื่องนี้ก็ใช่เรื่อง
“ใจเย็นไว้ก่อนเถอะค่ะคุณริส ถ้าคุณทำอะไรไปก็มีแต่จะทำให้มันแย่ลงกว่าเดิมนะคะ” เนนพูดให้เพื่อนใจเย็นลง แต่น้ำเสียงของเธอดูกลัดกลุ้มอย่างเห็นได้ชัด ขนาดโลมที่ดูนิ่งเฉยเหมือนปกติ ก็นิ่งกว่าเดิมเสียจนน่ากลัว
เล็ททรุดนั่งลงเก้าอี้ เอาแขนเท้าไว้ที่หน้าขาค้อมตัวลงมาเอาหัวสัมผัสกับมือที่ประสานอยู่ด้วยความหนักใจ เขามองใบหน้าของเพื่อนๆที่มีความกังวลไม่ต่างกัน เป็นการยากที่จะยอมรับว่าสิ่งที่นริสราพูดนั้นเป็นความจริง แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงจะหวัง ทั้งที่มันเหลือเวลาอีกเพียงแค่สัปดาห์เดียวแท้ๆ งานกีฬาสีก็จะเริ่ม หากโดนยกเลิกละก็ มันจะไม่ยุติธรรมไปหน่อยหรือ
“เล็ท”
เล็ทรีบเงยหน้ามองคนที่เรียกเขา และยิ้มออกมาทันทีที่รู้ว่าเป็นพ่อของตัวเอง
อรรคเดชรีบมาที่นี่เสียจนแทบจะวิ่งมาอยู่แล้ว เขายังอยู่ในชุดทำงานเต็มตัว ไม่ได้ถอดเสื้อนอกออกก่อนด้วยซ้ำ
“พ่อฮะ” เล็ทลุกขึ้นยืนในขณะเพื่อนของเขายกมือขึ้นไหว้อรรคเดช...ยกเว้นนริสราที่แม้แต่เวลามองผู้สูงวัยกว่าก็ยังมีแววดูถูก
อรรคเดชละสายตาจากตัวต้นเรื่องเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกระตุกชายเสื้อ
“พ่อฮะ ช่วยพวกผมด้วยนะฮะ” เล็ทขอร้องขณะก้มหน้ามองพื้นอย่างอับจนหนทาง
อรรคเดชเห็นอาการนั้นแล้วก็ใช่ว่าจะไม่อยากพูดให้ความหวัง...แต่ก็ยั้งใจไว้เมื่อตอนนี้ไม่มีความแน่ใจใดทั้งสิ้น เขาจึงทำแค่พยักหน้าน้อยๆพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวลูกชาย หันมองเด็กคนอี่นที่มองเขาอย่างมีความหวังเช่นกัน ก่อนเดินเข้าไปในห้องปกครองเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้จบ
ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการคุยระหว่างครูและผู้ปกครองก็ตามที แต่เอาเข้าจริงแล้ว เหมือนเป็นการคุยระหว่างผู้ปกครองกันเองเสียมากกว่า
อรรคเดชรู้สึกว่าคนที่คุยด้วยนั้นเทียบเท่าลูกค้าเรื่องมากและเอาแต่ใจมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมาเลย จนทำให้เขานึกถึงตัวเองเมื่อก่อนขึ้นมาตงิดๆ เพียงแต่นรายศพูดได้เก่งกว่านัก
“ผมส่งลูกมาเรียนที่นี่เพราะเห็นว่ามีชื่อเสียงและสามารถสอนเด็กให้เป็นผู้ดีได้โดยสมบูรณ์ แต่เห็นได้ชัดเลยว่าคิดผิด แผลบนตัวลูกของผมเป็นหลักฐานได้อย่างดี”
“มันเป็นแค่การเล่นกีฬาเท่านั้นเอง” อรรคเดชพยายามให้เหตุผล “เล่นกีฬาก็ต้องมีเจ็บบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แล้วอีกอย่าง...ไม่เห็นจำเป็นต้องถึงขั้นยกเลิกกิจกรรมนี้เลย พวกเขายังเป็นเด็ก ให้เล่นสนุกบ้างไม่เสียหายตรงไหน”
นรายศหันมองคนพูดด้วยสายตาคมปราด “มีอีกตั้งหลายอย่างที่จะให้เด็กพวกนี้ได้สนุก อย่างเล่นดนตรีหรือให้มีจัดงานเลี้ยง ไม่เห็นจะต้องเป็นเล่นของพรรค์นี้เลย โรงเรียนนี้สอนให้เด็กโตขึ้นเป็นผู้ดีสมฐานะไม่ใช่รึไง คุณคงไม่ปฏิเสธหรอกใช่มั้ยคุณอรรคเดช ว่าคุณส่งลูกของตัวเองมาเรียนที่นี่ก็เพราะหวังอย่างนั้นเหมือนกัน” นรายศมองเลยอรรคเดชที่นิ่งเงียบไปทางครูที่นั่งอึ้งอยู่แทน
“ผมผิดหวังมากเลยนะที่เกณฑ์มาตรฐานของที่นี่มันห่วยซะจนปล่อยให้มีการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาได้ ผู้ปกครองคนอื่นก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน”
“ของคุณคนเดียวมากกว่า” อรรคเดชสวนขึ้นมา “จากเท่าที่ผมเห็นและได้ยินมา เด็กคนอื่นก็ให้ความร่วมมือดี และออกจะสนุกด้วยซ้ำไป คุณตั้งใจจะทำลายความพยายามและความตั้งใจของเด็กเหล่านั้น เพียงแค่ลูกสาวคุณร้องขอมารึไงกัน”
“สนุกงั้นเหรอ ถามหน่อยเถอะ จะมีพ่อแม่คนไหนบ้างอยากเห็นลูกตัวเองเจ็บตัวกลับบ้านไปทุกวัน ถ้าให้ผมฟังมาไม่ผิด มีเด็กเป็นลมทุกวันเลยใช่มั้ย บางคนก็ได้แผลด้วย ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีพ่อแม่คนไหนคิดอยากจะสนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้ลูกๆของเขาต้องบาดเจ็บ”
เป็นอีกครั้งที่อรรคเดชต้องเป็นฝ่ายเงียบด้วยหาคำโต้แย้งไม่ได้ จนกระทั่งคุณครูที่เงียบมานานกล้าที่จะพูดออกมาแม้เสียงจะสั่นนิดๆก็ตาม
“แต่...ก็ไม่มีผู้ปกครองคนไหนมาฟ้องอะไรเลยนะคะ แล้วอีกอย่าง เรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของตัวเด็กเองด้วย”
“ครูหมายความว่าต่อให้ลูกๆ ของพวกเขาคิดจะฆ่าตัวตายก็ให้ปล่อยไป เพราะถือว่าเป็นความตั้งใจของตัวเด็กเองงั้นเหรอ” ครูสาวทำหน้าตื่นทันทีคิดจะแก้คำพูด แต่นรายศไม่เปิดโอกาส “ก็ได้...ถ้าพวกคุณยืนกรานไม่ยกเลิก ผมก็ขอบอกให้รู้ไว้ว่าผมจะไม่ให้เงินสนับสนุนโรงเรียนนี้อีกต่อไป” เขาทิ้งไพ่ตาย เชื่อว่าทุกคนต้องตามใจเขาอย่างแน่นอน
ทว่า...กลับมีเสียงหนึ่งขัดขึ้นมา
“ก็ตามใจคุณเถอะคุณนรายศ”
ทุกคนต่างหันไปมองผู้ที่เข้ามาใหม่ที่เหมือนจะได้ยินทุกคำพูดที่พวกเขาพูดกัน ครูห้องปกครองถึงกับลุกขึ้นยืนด้วยหน้าตาตื่น “ผ.อ.!?”
นรายศหน้าเสียเมื่อถูกปฏิเสธ “เมื่อกี้คุณหมายความว่าไงกัน”
ผู้อำนวยการมีสีหน้าสงบขณะที่พูด “ก็หมายความตรงตัวนั่นแหละ ถ้าคุณไม่อยากจะสนับสนุน ผมก็จะไม่บังคับ”
“แต่ผมเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่นะ ผ.อ.คิดดูให้ดี”
ผู้อำนวยการทำเพียงแค่ยักไหล่ “แล้วไงล่ะ ทุกปีที่ผ่านมาไม่มีคุณ โรงเรียนนี้ก็ยังอยู่รอดมาได้ กับเพียงแค่คุณเพิ่งส่งลูกสาวมาเรียนเป็นปีแรก พร้อมกับส่งเงินมาให้เยอะกว่าคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีสิทธิในการออกคำสั่งกับโรงเรียนนี้ จะยกเลิกหรือจะอนุมัติอะไรก็ตาม คนที่มีอำนาจสั่งไม่ใช่คุณที่ให้เงินมาเยอะกว่าใคร แต่เป็นผม ผู้อำนวยการของโรงเรียนนี้ต่างหาก”
ใบหน้าของนรายศแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด เขารู้สึกเหมือนถูกฉีกหน้าอย่างแรง ส่วนอรรคเดชรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มหันเหไปในทางที่ดีขึ้น ความหวังที่ดูริบหรี่จนถึงเมื่อครู่บัดนี้เริ่มฉายแสงเด่นชัดขึ้นมา
ผู้อำนวยการหันมาทางอรรคเดช ก้มหัวให้เล็กน้อยแล้วยิ้มให้ก่อนจะพูดว่า “ขอบคุณคุณอรรคเดชมากนะครับที่ส่งเสริมให้มีกิจกรรมนี้ขึ้นมา เป็นความจริงที่นักเรียนพวกนี้ยังเป็นเด็กกันอยู่ ผมไม่ได้เห็นเด็กนักเรียนของตัวเองมีชีวิตชีวาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”
อรรคเดชยิ้มตอบกลับไป และอยากเอาเรื่องนี้ไปบอกกับลูกชายเร็วๆ
เล็ทกับคนอื่นที่เหลือรอลุ้นจนตัวโก่ง เมื่อพบว่าผู้อำนวยการมาด้วยเช่นกัน เล็ทพยายามจะขอร้องให้เขาช่วยแต่ยังไม่ทันได้พูด ชายหนุ่มก็หันมาส่งยิ้มให้ราวกับจะบอกว่า ‘ไม่ต้องห่วงหรอกนะ’ ก่อนจะเดินเข้าห้องไป
พวกเขารู้สึกได้ถึงความหวังอีกครั้งจนแทบจะมั่นใจว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย
ในที่สุดประตูห้องปกครองก็ถูกเปิดออก คนแรกที่ออกมาคือนรายศ เขาหันมามองพวกเล็ทอยู่เพียงครู่ก่อนจะเดินไปหาลูกสาวพร้อมรอยยิ้มเยาะ แต่เล็ทไม่สนอะไรอีกแล้วนอกจากพ่อของตัวเอง
“พ่อฮะ เป็นไงบ้าง”
อรรคเดชนิ่งเงียบไปจนเขาเริ่มมีลางสังหรณ์ อรรคเดชก้มหน้าไม่กล้าสบตาลูกชายในขณะที่พูด “พ่อขอโทษนะเล็ท”
“...อะไรนะฮะ” เล็ทไม่แน่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน ก็เมื่อกี้ผู้อำนวยการยังเข้าไปช่วยแล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไม...
“คิดว่าแค่นี้ผมจะยอมงั้นเหรอคุณอรรคเดช”
เสียงจากนรายศรั้งให้มือที่กำลังจะเปิดประตูของอรรคเดชชะงัก ก่อนจะหันกลับไปทางคนพูดที่ไม่มีแววว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ ใช่ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะเสมอ เรื่องนี้ก็เช่นกัน
ผู้อำนวยการมองนรายศแล้วพูดเสียงเรียบ “คุณก็รู้แล้วนี่ว่าคุณใช้เงินมาสั่งการที่นี่ไม่ได้”
นรายศเหยียดยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นผมขอเปลี่ยนคำพูด ผมจะปิดโรงเรียนนี้ซะ”
“!!?”
“คุณนรายศ คุณไม่มีสิทธิ์...”
“ผมจะกดดันให้คุณปิดโรงเรียนนี้ซะ ซึ่งไม่ได้ยากอะไรนักเลยถ้าหากมีคนมาคอยก่อกวนความสงบที่นี่ พวกผู้ปกครองคนอื่นจะยังรู้สึกว่าที่นี่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเขาอยู่อีกรึเปล่า”
“แต่นั่นมันผิดกฎหมายนะ” อรรคเดชรีบแย้ง
“ก็ใช่ว่าผมจะไม่มีเส้นสายกับพวกตำรวจเลยสักหน่อย” นรายศกล่าวสบายๆ ก่อนจะจ้องไปที่คนคุมโรงเรียนนิรารักษ์โดยตรง “ผ.อ.ก็เลือกเอาละกันนะครับ ว่าระหว่างยกเลิกกิจกรรมเฮงซวยนั่นเพื่อรักษาโรงเรียนนี้ไว้ กับยังดึงดันจะทำต่อไป ซึ่ง...ผลจะเป็นยังไง คงได้รู้กันแน่ คุณจะเลือกแบบไหน”
ผู้อำนวยการหน้าตึงขึ้นมากับหนทางที่ต้องเลือก การต้องมาตกลงกับพวกผู้ดีมีเงินก็ว่ายากอยู่แล้ว ยิ่งผู้ดีคนนั้นเป็นพวกไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ขอให้ตัวเองได้ชนะอย่างนรายศแล้วยิ่งยากเข้าไปกันใหญ่ แต่...เขาจะปล่อยให้คนประเภทนี้ได้ใจไม่ได้!
“ก็เอาสิ ผมสามารถจ้างยามที่ไว้ใจได้มาคอยดูแลโรงเรียนนี้ตลอด...”
“พอเถอะครับ” จู่ๆอรรคเดชก็ขัดขึ้นมาก่อนที่เขาจะพูดจบเสียอีก “พอเถอะครับ...”
“คุณอรรคเดช...” ผู้อำนวยการมองสีหน้าอ่อนใจของเขาอย่างต้องการคำอธิบาย ในเมื่อเจ้าของโรงเรียนยังต้องการทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้อีกคนชนะ แล้วทำไมเขากลับ...
“อย่าให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่บานปลายถึงขนาดนี้เลยครับ...มันอาจไม่ดีต่อพวกเด็กๆโดยเฉพาะยิ่งกับลูกของผม แต่...พอเถอะครับ ผมรู้ว่าคุณนรายศสามารถทำให้โรงเรียนนี้ปิดลงได้จริงแน่ ต่อให้เราพยายามมากขนาดไหนก็ทำได้เพียงยืดเวลาออกไปเท่านั้น อย่าทำให้โรงเรียนของคุณต้องมาลำบากเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เลยครับ” พูดจบเขาก็รู้สึกผิดต่อเล็ททันที ทั้งที่เขาตั้งใจว่าจะช่วยลูกชายอย่างสุดความสามารถแท้ๆ แต่กลับมาบอกให้ยกเลิกด้วยตัวเองแบบนี้
เล็ทรู้เข้า...จะคิดอย่างไร
แต่มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปมีเรื่องกับนรายศ คนแบบนี้ต่อให้เป็นเรื่องเล็กขนาดไหน ก็ได้รับการสอนว่าจะต้องเป็นฝ่ายชนะอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เขาหวังว่าเล็ทจะเข้าใจ มันไม่ได้เกี่ยวเพียงแค่ครอบครัวของตัวเอง แต่มันยังรวมไปถึงโรงเรียนนี้ด้วย ไม่ว่าอย่างไร...ประโยชน์ส่วนรวมต้องมาก่อนเสมอ
เล็ทเข้าใจดีถึงสิ่งที่พ่อตัวเองเลือกทำลงไป เขาเข้าใจดี...ว่าตัวเองจะดื้อดึงอยากทำกิจกรรมต่อไปไม่ได้ หากมันสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น เขาเข้าใจ
...แต่...
เด็กหนุ่มกำหมัดแน่น
ไม่เห็นมีใครเข้าใจเขาบ้างเลย
“ทำไมคุณอาถึงตอบแบบนั้นไปล่ะคะ ก็ผ.อ.บอกแล้วนี่นาว่าจะช่วยอย่างเต็มที่ แล้วทำไม...ทำไมถึงยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้ล่ะ ทำไม!” ริสตะโกนจนแทบจะกรีดร้องใส่หน้าอรรคเดชที่ยืนนิ่งยอมรับทุกอย่างไว้
เนนเข้าไปดึงตัวริสแล้วโอบไหล่เธอไว้แน่นราวกับจะปลอบ ถึงแม้ว่าในใจก็กำลังตั้งคำถามแบบเดียวกันอยู่
ซีลยืนนิ่ง สีหน้าแฝงไปด้วยความเจ็บปวด...ความพ่ายแพ้...ความล้มเหลวของการพยายามของพวกเธอทั้งหมด ทุกสิ่งที่ยืนหยัดสร้างขึ้นมา สิ่งที่หวัง สิ่งที่รอคอย...กลับหายไป ซีลกำมือแน่น ค่อยๆรับรู้ถึงความพ่ายแพ้ที่ได้รับ
“ไม่ใช่แพ้” โลมพูดออกมาราวกับรู้ใจของทุกคน ที่ต่างฝ่ายต่างหันมามองหน้าคนพูดด้วยสีหน้าหลากหลาย ก่อนจะเก็บคำพูดนั้นไปตระหนักกับตัวเอง
...จริงด้วย พวกเขาจะมามัวคิดว่าเป็นแพ้หรือชนะไม่ได้ หากพวกเขายึดมั่นกับสิ่งๆ นี้ ก็คงไม่ต่างไปจากนรายศ
แล้ว...
มีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในใจเล็ท
...แล้วต้องคิดว่ามันคืออะไรงั้นหรือ จะต้องคิดอย่างไรกันถึงจะช่วยลดความเจ็บปวดนี้ได้ซะที...
ถึงแม้ว่าปากจะบอกว่าเข้าใจ แต่การกระทำของเล็ทกลับตรงกันข้าม เมื่อเขาเลือกปิดกั้นตัวเองโดยการขังตัวเองอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกไปไหนแม้แต่โรงเรียน สร้างความลำบากใจให้กับทุกคน โดยเฉพาะแม่ของเขา
“เล็ทออกมาเถอะ ลูกต้องกินอะไรบ้างนะ ไม่อย่างนั้นสุขภาพจะแย่เอา” พิมยืนเคาะเรียกอยู่หน้าห้องนอนลูกชาย วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้วที่เขาไม่ออกจากห้องตัวเอง
“.................”
ไม่มีเสียงตอบกลับมาเหมือนทุกครั้ง แต่ยิ่งสร้างความกังวลให้กับพิม ถึงแม้ทุกมื้อเธอจะนำถาดอาหารมาวางไว้ที่หน้าห้อง และรู้ว่าคนในห้องก็เอามันเข้าไป แต่สภาพตอนกลับออกมาก็ยังคงสภาพเดิม ไม่มีการแตะอาหารใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นน้ำที่พร่องลงไปเล็กน้อย
พิมถอนหายใจยกถาดอาหารกลับไป แล้วก็ได้เจอกับกลุ่มเด็กสี่คนที่มายืนรออยู่ตรงขั้นบันไดล่างสุด
“หมอนั่นยังไม่ยอมออกมาอีกเหรอคะ” ริสถามพิมขณะยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับคนอื่น และสีหน้ากังวลที่ฉายชัดบนใบหน้าของพิมก็แทนคำตอบได้เป็นอย่างดี
พิมได้ยินเด็กสาวพึมพำว่า ‘ให้ตายเถอะหมอนั่น!’ แล้วคลี่ยิ้มออกมาได้ในที่สุด อย่างน้อยลูกชายของเธอก็ยังมีเพื่อนอีกตั้งสี่คนที่คอยเป็นห่วง มาเยี่ยมช่วงหลังเลิกเรียนทุกวัน และวันนี้ก็มาแต่เช้าเนื่องจากเป็นวันเสาร์
ริสกับคนที่เหลือขออนุญาตพิมขึ้นไปข้างบน ถึงแม้ว่าพวกริสจะไม่ได้ทำอะไรไปได้มากกว่าการตะโกนไล่ให้ไอ้คนที่อยู่ในห้องมันออกมาจนเหนื่อย แล้วเปลี่ยนเป็นนั่งอยู่หน้าห้องคุยกันถึงเรื่องต่างๆ แทน ว่าอย่างน้อยคนในห้องก็น่าจะได้ยิน
“ให้ตายเถอะ หมอนั่นบทจะดื้อก็ดื้อซะ” ริสบ่น แต่ทุกคนรู้ดีว่าเธอเป็นห่วงอีกฝ่ายมากกว่าใคร
“หวังว่าคุณเล็ทจะไม่เป็นไรมากนะคะ” เนนห่วงด้านสุขภาพคนที่ไม่ยอมกินข้าวกินปลา
“...ขอโทษนะ” ซีลที่นั่งกอดเข่าตัวเองเอ่ยขึ้นมา สร้างความแปลกใจให้กับทุกคน
“จะขอโทษเรื่องอะไรกันยะยัยฮาล์ฟอมนุษย์”
“ถ้าฉันขอให้ป๊ากลับมาคุยให้ เรื่องทุกอย่างคงไม่จบลงแบบนี้ เพราะฉันแท้ๆ ขอโทษนะทุกคน...เล็ท ฉันขอโทษนะ” เธอซบหน้าลงกับเข่าตัวเองด้วยความรู้สึกผิด
เนนทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ริสกลับชิงพูดขึ้นมาซะก่อน
“โทษตัวเองแล้วมันได้อะไรขึ้นมารึไงกันยะ จริงอยู่ที่หากพ่อเธอมาช่วย ไม่สิ...พวกเราทุกคนเลยต่างหาก หากพวกเราร่วมกันช่วยละก็ มันคงไม่จบแบบนี้หรอก...ไม่เห็นจะยุติธรรมเลย” ประโยคหลังเหมือนจะคนละเรื่องกัน จนคนอื่นตามไม่ทันว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร แต่ริสไม่สนใจ “ไม่เห็นจะยุติธรรมเลยสักนิดเดียว ทำไมเด็กคนอื่นถึงได้จัดงานกีฬาสี ทำไมเด็กคนอื่นถึงได้สนุกกัน ทั้งๆที่พวกเราก็พยายามกันมาถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่กลับไม่ได้จัด ขี้โกง...ขี้โกง! ขี้โกง! ขี้โกง!”
โลมเอื้อมมือหมายจะจับไหล่ แต่อีกฝ่ายกลับลุกเสียก่อนแล้วตรงไปรัวทุบประตูอีกระลอก
“เล็ท! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะยะ พวกเราก็เสียใจไม่แพ้นายเหมือนกันแหละน่า เสียใจจนแทบอยากจะฆ่าคนให้ตายเลยด้วยซ้ำ อยากจะเผาบ้านยัยนริสรานั่น อยากจะทำลายเด็กคนอื่นที่บังอาจได้สนุกกว่าเรา” ริส กัดฟันแน่นก่อนจะตะโกนเสียงดังกว่าเก่า “ฉันก็เสียใจเหมือนกันนะ เพราะงั้นนายออกมาซะทีสิ อย่างน้อยก็มาแบ่งปันความรู้สึกด้วยกันไม่ใช่เก็บตัวคนเดียวแบบนี้!”
เจ้าสัตว์ประหลาดตัวสีฟ้าครามที่อยู่ในห้องได้ยินทุกคำพูดของริส ก่อนจะหันไปทางเจ้านายที่นอนก่ายหน้าผากบนเตียง เชื่อว่าเขาเองก็คงได้ยินเหมือนกัน ลิทกระโดดขึ้นไปดุนแขนเจ้านายราวกับจะบอกว่า ‘ออกไปหาเพื่อนเถอะครับเจ้านาย’
ลิทเองก็เป็นห่วงไม่แพ้คนอื่น ถาดอาหารที่พิมยกมาตั้งไว้หน้าห้อง ก็มันเองนี่แหละที่ลากเข้ามา แต่ทำได้อย่างมากก็แค่ให้ดื่มน้ำเท่านั้น
“...ลิท..” เสียงอ่อนแรงดังลอดออกมาจากริมฝีปากสีซีดและแตกแห้ง ใบหน้าโทรมอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายก็ผอมแห้งอย่างไร้เรี่ยวแรง
ลิทมองใบหน้าเจ้านาย ดีใจที่เขายอมพูดด้วยแล้ว
“ฉัน...ควรทำไงดี” เล็ทพึมพำ
เขาควรทำไง ถึงแม้ปากบอกเข้าใจแต่ในหัวกลับตั้งคำถามตลอดเวลาว่าทำไม
ทำไมเขาถึงไม่ได้จัดงานกีฬาสี ทำไมความพยายามของเขาถึงไม่เป็นผล ไม่เห็นเป็นอย่างที่ว่าไว้เลย ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’
แล้วความสำเร็จของเขาล่ะมันไปอยู่ที่ไหนกัน ทำไมไม่เห็นโผล่ขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่พยายามมากถึงขนาดนั้นแล้วแท้ๆ ทั้งๆ ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปขนาดนั้นแล้วแท้ๆแล้วทำไม...
เขาจะสนุกเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปไม่ได้เลยหรือไง หรือเป็นเพียงแค่เพราะเขารวยมีชาติตระกูล ก็เลยเป็นอย่างเด็กคนอื่นไม่ได้ หรือเพราะเขาพิเศษกว่าคนอื่นเหรอ เพราะเขาเป็นผู้ที่ธรรมชาติเลือกงั้นหรือ ถึงได้สนุกอย่างคนธรรมดาไม่ได้ มันเป็นเพราะอะไรกัน!
อย่างที่ริสพูดจริงๆ นั่นแหละ...ไม่เห็นจะยุติธรรมตรงไหนเลย ทำไมเด็กคนอื่นจัดได้แล้วทำไมพวกเขาถึงจัดไม่ได้ เด็กพวกนั้นไม่ต้องพยายามก็ได้จัดแล้ว แล้วทำไมพวกเขาที่พยายามถึงขนาดนี้ถึงไม่ได้จัด
ไม่ยุติธรรม! ไม่ยุติธรรม! ไม่ยุติธรรม!
ในเมื่อพวกเขาไม่ได้จัด คนอื่นก็อย่าหวังจะได้จัดเลย!
“ริส พอเถอะ” ซีลเข้าไปห้ามเพราะเกรงใจเจ้าของบ้าน แต่ทว่า..ประตูห้องนั้นกลับถูกเปิดออกท่ามกลางความประหลาดใจของทุกคน
“เล็ท!” ทุกคนทั้งดีใจและตกใจไปพร้อมๆ กัน เมื่อเห็นคนสภาพโทรมสุดขีดออกมาจากห้อง และประโยคแรกที่พวกเธอได้ยินก็คือ
“ฉันจะไปทำลายเจ้าพวกนั้น”
แต่ละคนทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจที่เขาพูด
“ในเมื่อพวกเราไม่ได้จัด คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ได้จัดเหมือนกัน ฉันจะไปทำลายงานบ้าๆ นี่ให้หมด...จะฆ่าพวกมันให้หมด” เขาตะคอกเสียงต่ำ “ฉันไม่ขอให้พวกเธอตามฉันมาหรอกนะ ถ้า...”
“ไม่เห็นต้องปฏิเสธเลยในเมื่อฉันก็คิดเหมือนกับนาย เล็ท” ริสไม่คัดค้าน แต่ดีใจด้วยซ้ำที่เขาไม่ยกข้อตกลงบ้าๆ นั่นขึ้นมาพูด
“ฉันก็ร่วมด้วย” ซีลตอบอย่างไม่มีลังเล
เนนไม่ได้ปฏิเสธหรือคิดจะทักท้วงใดๆ ทั้งสิ้น เธอคลี่ยิ้มบางก่อนจะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น...ที่แรกที่จะไป เอาเป็นโรงเรียนที่ฉันเคยพูดถึงดีมั้ยคะ”
โลมไม่พูดอะไรทั้งสิ้นราวกับจะตกลงกับความคิดของพวกเขา
เล็ทมองบรรดาเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งสี่คนที่คิดจะร่วมทางไปพร้อมกับเขาโดยไม่สนว่าหนทางนั้นจะเป็นเช่นไร เล็ทเงยหน้าขึ้นมองตรงด้วยแววตาหมายมั่น พวกเขาทั้งห้าคนพร้อมที่จะไปมอบความยุติธรรมให้กับเด็กโรงเรียนอื่นทุกคนแล้ว