ปราบลงจากหอสูงแล้วเข้าสู่ห้องอย่างรวดเร็ว เขามิได้สนใจจอมยุทธเหล่านั้นที่เคยทำให้เขาอารมณ์เสีย
ซามานรับหน้าเสื่อเป็นกาวใจให้กับทุกคนเพื่อมาพูดคุยกับชายหนุ่ม เขาเดินมาที่ห้องพร้อมกับเซเลีย
“ หัวหน้าให้ชั้นจัดการเรื่องนี้เอง “ นางเอ่ยแล้วทำการเปิดประตูห้องของเขาเข้าโดยพลการ
เซเลียกวาดตามองทั่วแล้วพบว่าชายหนุ่มกำลังอาบน้ำ นางเร่งล็อกประตูอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปยังห้องน้ำ
สองตาหงส์ของนางมองยังร่างกำยำของชายหนุ่มมันทำให้อารมณ์ของนางพลุ่งพล่าน นางเดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างไมรู้ตัว
ปราบเหลียวมองแล้วยิ้มออก เขาเลื่อนฝ่ามือเข้าโอบเอวบางของนางแล้วดึงเข้าหาตัว
เซเลียพลันตื่นตกใจแต่ครั้นจะอ้าปากกรีดร้องกลับถูกเขาประกบจูบทำเอานางลืมเลือนสิ่งที่จะทำ
มินานนักชุดที่นางสวมใส่พลันหลุดลุ่ยออก และแล้วชายหนุ่มได้ทำการจัดนางในห้องน้ำอย่างดุดัน
รุ่งเช้าอีกวัน
เซเลียออกจากห้องของเขาด้วยฐานพลังที่เพิ่มขึ้นทำเอาหลายคนแปลกใจว่านางไปทำสิ่งใดมา ทั้งผิวพรรณของนางก็ยังเปล่งรัศมีเรื่อเรือง ใบหน้าของนางอิ่มเอิบและแดงฝาด
ปราบนั่งอยู่ที่หอสูงเช่นเดิมแล้วทบทวนเรื่องราวของคืนที่แสนเร่าร้อน
“ เวลานี้เป็นปราณนภาหนึ่งดาราหยินหยาง มิน่าเชื่อว่าแก่นพรหมจรรย์หยินของนางจะช่วยข้าได้ “ ชายหนุ่มพึมพำ
“ แต่ที่น่าสงสัยก็คือข้าไม่ได้เป็นหนุ่มบริสุทธิ์แต่ทำไมจึงสามารถช่วยให้นางอัพเลเวลได้ ในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่ทำได้เช่นนี้ “ เขาพึมพำ
“ ตุบ “ สองเท้าเรียวที่คุ้นเคยแตะลงยังพื้นของดาดฟ้าหอสูง
“ ปราบ “ เซเลียเอ่ยแล้วทิ้งร่างลงเคียงข้างเขาแล้วสอดแขนคล้องกับแขนของเขาแล้วใช้ใบหน้าซบลงยังไหล่ของเขา
“ มีอะไรรึ “ ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ ข้าต้องไปแล้ว “ นางเอ่ย น้ำเสียงของนางนั้นเต็มด้วยความเศร้าสร้อย
“ จะไปที่ใด “ ปราบเอ่ยถาม
“ กลับศูนย์บัญชาการณ์ “ นางเอ่ย
“ อืม “ ปราบพยักหน้า
“ เมื่อใด “ ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ พรุ่งนี้ “ นางเอ่ย
“ เพียงวันเดียวก็ต้องจากกันแล้ว “ นางเอ่ย
“ เช่นนั้นแล้วอย่าให้เสียเวลา “ เขาเอ่ยแล้วพานางไปยังน้ำตกในป่าอสูร
นางพลันตื่นเต้นกับบรรยากาศริมน้ำตกแล้วเริ่มลงเล่นน้ำอย่างมีความสุข
สองหนุ่มสาวใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันแลคืนจนถึงรุ่งเช้าอีกวัน เขาไปส่งนางที่ยานอวกาศที่จะส่งตัวนางกลับยังศูนย์บัญชาการ
ซามานตบไหล่ของเขาเบาๆ “ มีพบก็ต้องมีพราก “ ซามานเอ่ย
“ นั่นมันถูกต้องอยู่แล้ว “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ หัวหน้า คณะวิจัยมาแล้ว พรุ่งนี้ออกไปสำรวจเมืองโบราณ “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ ได้ “ หัวหน้าเอ่ย
ทั้งสองพูดคุยอีกเล็กน้อยแล้วแยกย้าย
ปราบมายังเมืองออร์คแล้วทำการสำรวจทั่วเมือง เขารู้สึกว่าคนของเมืองออร์คนั้นไม่เป็นมิตรสักเท่าใด
“ คงเพราะจำกัดสิทธิ์ของทุกคน “ เขาเอ่ย
“ ไม่ใช่ที่เอ็งคิดหรอก “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ แล้วมันเรื่องใด “ ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ เรื่องที่เอ็งชอบไล่ล่าอสูรทั้งหลาย “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ นั่นมันเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ “ ปราบเอ่ยถาม
“ จริง มันเป็นเรื่องที่สมควรทำ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ แต่ที่นี่เขาไม่ได้คิดแบบนั้น เขาคิดว่าอสูรเหล่านี้กำลังโกรธแล้วจะยกพวกของมันมาทำลายล้างเมือง “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ มันมาก็ฆ่าทิ้ง “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ หึ “ หัวหน้าเมืองยิ้มออก
“ มาทางนี้ข้าจะพาไปดูบางอย่าง “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
ชายหนุ่มเดินตามหัวหน้าเมืองไปยังลานกลางเมือง
สองตาของเขาพลันเบิกโพลงเมื่อพบกับศิลาเก่าแก่สูงราวสิบเมตรที่ตั้งอยู่กลางลานเมือง
ชายหนุ่มเร่งเข้าดูใกล้ในทันใด เขามองยังอักขระลวดลายที่สลักลงยังศิลาสูงอย่างช้าๆทีละตัว “ มันคล้ายกับอักขระที่บ่อน้ำปราณต้นกำเนิดของเมืองอู่ทอง “ เขาพึมพำ
“ หรือว่าสองโลกนี้มีความเกี่ยวโยงกัน “ ชายหนุ่มพึมพำ
“ หัวหน้าเมือง โลกออร์คนี่อสูรบุกเข้ามารึมีอยู่แล้ว “ ปราบเอ่ยถาม
“ พวกมันบุกเข้ามาจากหลุมใหญ่ที่อยู่ทิศใต้ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ นานพียงใด “ ปราบเอ่ยถาม
“ นานมากแล้ว “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ นานมาก หมายความว่าพวกมันไม่เคยถูกผนึกเลย “ ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“ ใช่ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ แสดงว่ามนุษย์กับอสูรก็อยู่กันมาอย่างนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา “ ปราบเอ่ย
“ ใช่ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ ที่โลกของผมอสูรมันถูกผนึกไว้ และพวกมันเพิ่งออกมาเพ่นพ่านเมื่อราวสองร้อยปีที่ผ่าน “ ปราบเอ่ย
“ น่าแปลก ข้าเพิ่งได้ยินเรื่องเช่นนี้ครั้งแรก แปลกจริงๆ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ ทำไมรึ “ ปราบเอ่ยถาม
“ เพราะไม่มีโลกไหนทำการผนึกอสูร “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ
“ เรื่องราวของโลกเอ็งเป็นแบบใด “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
ชายหนุ่มเล่าเรื่องให้หัวหน้าเมืองฟัง
“ ยิ่งฟังก็ยิ่งแปลก “ เขาเอ่ย
“ ผนึกอสูรไว้ยังมิพอยังทำการอพยพคนออกจากโลกอีก แปลกจริงๆ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ แล้วเอ็งได้ทำการเข้าสำรวจในหลุมรึไม่ “ หัวหน้าเมืองเอ่ย
“ ก็เพราะเข้าสำรวจที่หลุมนี่แหละ ทำให้ผมต้องมาอยู่ที่นี่ “ ชายหนุ่มเอ่ย
“ อืม “ หัวหน้าเมืองพยักหน้าช้าๆ
“ เอ็งดูศิลานี่แล้วคิดเห็นยังไง “ หัวหน้าเมืองเอ่ยถาม
“ ไม่มีความเห็น “ ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ มันอาจเอาไว้ใช้ทำบางสิ่ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าอะไร “ ปราบเอ่ย
“ รึอาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ของคนพื้นเมืองโบราณ “ ปราบเอ่ย
“ ต้องศึกษาแบบละเอียดอีกครั้ง “ ปราบเอ่ย
“ อืม “ หัวหน้าเมืองพยักหน้า
หลังจากที่สำรวจศิลาและเที่ยวทั่วเมืองแล้วชายหนุ่มไปยังกองบัญชาการเพื่อพูดคุยกับคณะนักวิจัย
พวกเขาล้วนแล้วแต่ไม่มีใครอยากจะมาที่นี่เพราะที่นี่นั้นแห้งแล้งและกันดารมาก สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่มี พวกเขาต่างไม่พอใจที่ชายหนุ่มส่งเรื่องไปเพื่อขอคณะนักวิจัยให้มาทำการสำรวจซากเมืองโบราณ
แม้นว่าซากเมืองโบราณในทุกวันนี้จะพบเจอได้ยากยิ่ง เพราะถูกกลบฝังด้วยการต่อสู้ไปหมดแล้ว เมื่อพวกเขาได้รับข่าวครั้งแรกพวกเขาตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเขาต้องมาทำการสำรวจพวกเขากลับไม่พอใจแม้นว่าจะได้ทำการสำรวจซากเมืองโบราณก็ตาม กว่าพวกเขาจะมาได้ก็ใช้อยู่พักใหญ่
หลังจากทนฟังพวกคณะวิจัยโวยวายด่าทออยู่หลายนาทีจนพวกเขาเหนื่อย ชายหนุ่มจึงออกไปไล่ล่าสังหารอสูรเพื่อระบายความเครียด
เมื่อเขากลับมา
เหล่าคณะวิจัยกลับสงบปากสงบคำทำเอาชายหนุ่มงุนงง
“ เอ็งทำให้พวกมันกลัว “ ซามานเอ่ย
“ กลัวเช่นใดรึ “ ปราบเอ่ยถาม
“ อสูรระดับยี่สิบสองยังถูกเอ็งเด็ดหัว ใครจะไม่กลัว “ ซามานเอ่ย
“ อืม “ ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ
เขายิ้มออกแล้วนำเอาเนื้ออสูรออกมาย่าง ซามานตามมาพร้อมกับถือไวน์รสเลิศ
“ เนื้อกับไวน์ค่อยเป็นของคู่กัน “ ซามานเอ่ย
“ ได้ “ ปราบเอ่ย
รุ่งเช้าอีกวัน
เมื่อจัดเตรียมของแล้วเสร็จ ขบวนรถหุ้มเกราะออกจากฐานมุ่งหน้าไปยังซากเมืองโบราณอย่างรวดเร็ว
เหล่าคณะนักวิจัยต่างมองยังอุโมงค์ยาวพวกเขาพยักหน้าช้าๆ
“ หากพวกเราค้นพบสิ่งสำคัญพอที่จะต่อยอดได้ชื่อเสียงของพวกเราก็จะโด่งดัง ถึงเวลานั้นการของบประมาณต่างๆก็จะง่ายขึ้น “ หัวหน้าคณะวิจัยเอ่ย
“ เพราะฉะนั้นงานนี้ตั้งใจให้ดี แล้วปรับจิตใจมุ่งไปที่การทำงานเพียงอย่างเดียว “ หัวหน้าเอ่ย