บทที่ 9 หลินหลานหรูอีกคน
ก่อนจะพ้นประตูรั้วออกมาหลินหลานหรูเหลียวหลังกลับไปมองผู้อาวุโสทั้งสองบนเรือน โบกมือให้พวกเขาตอบ ก่อนจะเหม่อลอยคิดไปถึงเรื่องที่เชียนหลีต๋าพูดไว้ที่ระเบียง
'อย่าให้ผิดซ้ำสอง' ชาติก่อนหลินหลานหรูชิงชังมารดาอย่างที่สุดแม่ผู้นั้นเห็นนางเป็นเพียงก้อนเนื้อที่ใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น!
เสวี่ยเฟิ่งเลื่อนมือมาจับมือซ้ายของหลินหลานหรูจับจูงมือนางเดินไปบนถนนเปียกแฉะ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเล็กๆ บนเขา
การเดินทางครั้งนี้พวกเขาต้องข้ามเขาหนึ่งลูกจากนั้นใช้เส้นทางรอบตีนเขาของลูกที่สองลัดเลาะไปตามชายป่ากระทั่งเข้าสู่เขตพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านนอกเมืองตรงไปตามถนนและเข้าประตูเมืองหนานจิงทางทิศใต้
"น้ำฝนเข้าตาเจ้าหรือเปล่า"เสวี่ยเฟิ่งเช็ดหยดน้ำข้างแก้มให้หลินหลานหรูจากนั้นขยับหมวกเสื้อคลุมศีรษะสีน้ำเงินลงมาปิดเกือบครึ่งหน้า
หลินหลานหรูส่ายหน้ามือหนึ่งยกกอดถุงผ้าสองใบไว้แนบอก เสียงฝนทำให้นางได้ยินเสียงเขาไม่ชัดจึงไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับไป
ในมือเสวี่ยเฟิ่งถือร่มคันหนึ่ง บนไหล่สะพายถุงผ้าสำหรับน้ำและอาหารกระชับมือเล็กของหลินหลานหรูให้แน่นขึ้น พานางเดินหลบพื้นโคลน"ทางข้างหน้าไม่ค่อยดี เจ้าเดินระวังหน่อย อีกไม่กี่ลี้ก็ขึ้นถึงหมู่บ้านอดทนอีกสักนิด"
"ข้าไม่เคยขึ้นหมู่บ้านนั้นมาก่อนและไม่รู้ว่าจะตามหาชายตัดฟืนได้อย่างไร" ความหนาวเย็นทำให้ริมฝีปากของนางสั่นน้อยๆน้ำเสียงที่เอ่ยแฝงไปด้วยความกังวลหลายส่วน
"หลานหลัน มีข้าอยู่เจ้าอย่าห่วง"
เขาคือที่พึ่งหนึ่งเดียวของนางในยามนี้จริงๆ
"เจ้าค่ะ"หลินหลานหรูจับมือเสวี่ยเฟิ่งแน่นขึ้น พื้นถนนจากดินเหนียวเริ่มปะปนไปด้วยลานหินตะไคร้น้ำสีเขียวเกาะเต็ม เวลาเดินจึงต้องก้าวอย่างระวัง ป้องกันการลื่นล้ม
รอยเท้าสองคู่ของคนทั้งสองทิ้งรอยเป็นหลุมไว้บนพื้นโคลน ค่อยๆ จางหายเมื่อถูกน้ำฝนกัดเซาะเสียงเดินย่ำน้ำสลับกับเสียงฝนดังให้ได้ยินอย่างต่อเนื่องแม้พวกเขาจะมีเสื้อคลุมกันฝนก็ยังเปียกบางส่วนอยู่ดี
"ธารน้ำนี้ไม่น่าลึกแต่ไหลเชี่ยวเกินไปเจ้าถือร่มไว้ก่อน จับตรงนี้" เสวี่ยเฟิ่งส่งคันร่มให้หลินหลานหรู
หลินหลานหรูรับมาถืออย่างทุลักทุเลรอเสวี่ยเฟิ่งยกหมวกสีดำขึ้นคลุมศีรษะตนจากนั้นเดินฝ่าน้ำฝนเพื่อหาไม้กิ่งใหญ่และยาวพอเหมาะมาอันหนึ่ง
นางมองเขาลากกิ่งไม้ออกมาจากป่าแล้วหักกิ่งเล็กๆ ออก ใช้มันเช็กระดับน้ำ ก่อนพานางเดินข้ามและใช้ไม้อันเดียวกันนี้เป็นหลักพยุงไม่ให้ตัวคนถูกกระแสน้ำพัดจนหกล้ม
"พื้นหินใต้น้ำลื่นมาก"หลินหลานหรูหยุดเดินกะทันหัน นางขยับเพียงนิดก็เกือบลื่นไถลระดับน้ำสูงเกือบถึงหัวเข่า มองลงไปไม่เห็นเท้าเพราะน้ำขุ่นและสกปรกมากอีกทั้งยังเย็นเฉียบจนขาของนางเริ่มชา
เสวี่ยเฟิ่งหยุดตามเปลี่ยนให้นางเกาะเสื้อเขาไว้ แล้วหันไปพับเก็บร่มในมือห้อยไว้ข้างเอวเสร็จจากนั้นจึงค่อยประคองนางเดินช้าๆ กระทั่งถึงฝั่ง
เดินต่อขึ้นไปอีกหน่อยจึงมองเห็นหมู่บ้านไม่ไกลจากด้านหน้า
ทั้งคู่เดินมาถึงหมู่บ้านทว่ายามนี้นอกจากม่านน้ำฝนก็มองไม่เห็นเงาคนในระยะสายตาบ้านผนังก่อด้วยหินและดินเหนียว มุงหลังคาด้วยหญ้า แต่ละหลังประตูถูกปิดสนิทราวกับร้างไร้ผู้อาศัยมานาน
"เลือกสักหลังแล้วสอบถามหาชายตัดฟืนเถิดเจ้าค่ะ" หลินหลานหรูตะโกนแข่งเสียงฝนขณะเดียวกันก็ห่อไหล่ด้วยความหนาว ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยละอองน้ำเล็กๆนางยกมือขึ้นปาดแล้วก็ยังมีหลงเหลืออยู่
เสวี่ยเฟิ่งเห็นแล้วสงสารจับใจ
เขามองซ้ายขวาจึงจูงนางเดินแกมวิ่งมายังบ้านหลังที่ใกล้ที่สุดเคาะไปหลายครั้งแต่ไม่มีใครมาเปิดประตู ต่อมาหลังที่สองและหลังที่สามยังไร้เสียงตอบกลับมาเช่นเดิม
"เสียงฝนคงทำให้คนข้างในไม่ได้ยิน"เสวี่ยเฟิ่งเปล่งเสียงดัง หลินหลานหรูที่อยู่ใกล้เองยังได้ยินไม่ชัดนับประสาอะไรกับคนด้านใน
เป็นแบบนี้ไม่ไหว ฝนตกหนักเกินไป
"หลานหลัน เราหาที่หลบฝนก่อนเถอะรอฝนซาลงอีกหน่อยค่อยออกตามหาคน"
"ข้ารีบ!"หลินหลานหรูร้องเอ่ยแค่นั้น เสวี่ยเฟิ่งก็เข้าใจความหมายที่นางต้องการสื่อ
เขาคิดอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ย"หลานหลัน ข้าหาที่ให้เจ้าหลบฝนก่อนดีหรือไม่ รอข้ากลับมา"
"ท่านจะไปคนเดียวหรือเจ้าคะ"หลินหลานหรูเกิดความตระหนกขึ้นมาในใจ แวบแรกคิดว่าเขาจะทิ้งนางแล้วจากไปคนเดียวต่อมาจึงปลอบใจตัวเองว่าเขากล้าแม้กระทั่งกินพิษที่นางให้ก็มิใช่ว่าต้องการอยู่ข้างนางหรือ เช่นนั้นคงไม่ทิ้งไปง่ายดายปานนั้นกระมัง
"ข้าไปไม่นาน"เสวี่ยเฟิ่งกวาดตามองหาที่เหมาะให้หลินหลานหรูหลบฝนกระทั่งสายตาสะดุดเข้ากับโรงไม้หลังใหญ่ ซึ่งเปิดประตูทิ้งเอาไว้พอดี"ไปตรงนั้นกัน"
เสวี่ยเฟิ่งจัดแจงที่ให้หลินหลานหรูหลบเรียบร้อยก็ผละออกไปอย่างรวดเร็ว
หลินหลานหรูมองตามหลังจนไม่เห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มในใจก็รู้สึกใจหายอยู่บ้าง
ขณะเดียวกัน พลันบางอย่างดังกุกกักก่อนคำรามลั่นก้องโรงไม้หลินหลานหรูตกใจจนเผลอปล่อยถุงผ้าในมือหล่น ยกสองมือปิดหูเนื่องจากเสียงนั้นดังมาจากข้างหลัง พอเหลือบตามองไปด้านในสุด
ไอ๊เหยา!เป็นเสือโคร่งตัวใหญ่กำลังตะกุยจะออกจากกรงไม้
แข้งขาหลินหลานหรูพลันอ่อนพับลงทันควันกระเถิบถอยจนแผ่นหลังชนวงกบประตู
"แม่เจ้า!" นางอุทานเสียงเบานั่งหลบมุมอยู่ข้างประตู พลางชำเลืองมองสายฝนสลับกับเจ้าตัวเหลืองด้านในเป็นพักๆหากมันไม่อยู่ในกรงเมื่อไร นางตั้งใจว่าจะวิ่งหนีทันที
ผ่านไปพักใหญ่ในที่สุดหลินหลานหรูก็มองเห็นเสวี่ยเฟิ่งวิ่งกลับมา
"หลานหลัน พวกเราไปกันเถอะ"เสวี่ยเฟิ่งประคองหลินหลานหรูลุกขึ้นยืนก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นเสือโคร่งตัวใหญ่ในกรงขัง
เสวี่ยเฟิ่งสะดุ้งจนหลินหลานหรูสังเกตเห็นแล้วถามหลินหลานหรูอย่างประหลาดใจว่า "เจ้านั่งอยู่กับมันหรือ"
หลินหลานหรูหันมองเสือโคร่งตัวนั้นก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เจ้าค่ะเพียงแต่มันไม่เหมาะเป็นเพื่อนคุยเล่นกับข้าเท่าไร"
ทว่ากล่าวจบหลินหลานหรูก็ไม่รอช้าดึงเสื้อคลุมเสวี่ยเฟิ่ง พลางลากตัวเขาออกไปด้านนอกทันที
ท่าทางเช่นนี้ของหลินหลานหรูตรงข้ามกับน้ำเสียงที่ใช้เอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่นี้เสียจริง
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มขำแกล้งเดินช้าให้นางออกแรงมากหน่อย พร้อมเอ่ยหยอกล้อนางไปว่า"ใครเขาเอาเสือโคร่งเป็นเพื่อนคุยเล่นกันเล่า แต่ชื่นชมเจ้าที่ไม่ร้องไห้ข้าไม่เคยเห็นใครที่กลัวแล้วยังนิ่งได้เหมือนเจ้า"
สีหน้าหลินหลานหรูเผยความไม่สบอารมณ์ปั้นหน้าดุแล้วเอ่ย "ท่านเลิกยิ้มขำแล้วนำทางข้าไปหาชายตัดฟืนได้แล้วเจ้าค่ะ!"
"ขอรับๆรีบไปเดียวนี้เลยขอรับ" กระนั้นเสวี่ยเฟิ่งก็ยังไม่หุบยิ้มสุ้มเสียงมีแต่การล้อเลียนให้นางรู้สึกอับอาย
หลินหลานหรูหมั่นไส้ฟาดมือตีหลังเขาดังป้าบ
จากที่ยิ้มกลายเป็นว่าเสวี่ยเฟิ่งหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง
หลินหลานหรูถึงกับอึ้งรอยยิ้มกับดวงตายามที่หัวเราะ ช่างดึงดูดใจและชวนคนให้หลงใหลได้อย่างเหลือร้ายทว่าอึ้งได้ชั่วประเดี๋ยวนางก็ได้สติ ...เหลวไหลสิ้นดี
จากโรงไม้เดินมาตามทางเท้าจนถึงท้ายหมู่บ้านก็เจอเข้ากับชายวัยกลางคนร่างกำยำผู้หนึ่ง กำลังเตรียมวัวสองตัวเทียมรถลากบนลานกว้างหน้าบ้านหลังเล็ก
หลินหลานหรูมองผ่านม่านน้ำฝนไปยังรถลากไร้ประทุนและวัวสองตัวพลันเกิดความคิดแผลงๆ ขึ้นมา "ท่านเคยเห็นวัววิ่งหรือไม่เจ้าคะ"
ประโยคนี้หลินหลานหรูตั้งใจถามเสวี่ยเฟิ่งแต่ดังลอยไปเข้าหูชายตัดฟืนผู้นั้นด้วย
เสวี่ยเฟิ่งเห็นชายตัดฟืนเหล่มองจึงเอียงศีรษะเอ่ยข้างหูหลินหลานหรูเป็นเชิงเตือน"มันจะวิ่งก็ต่อเมื่อมันตกใจเจ้าอย่าได้คิดหาเรื่องให้มันวิ่งเหมือนม้าเชียว"
หลินหลานหรูเพียงขมวดคิ้วเรียวไม่ได้โต้เถียง
"พวกเจ้ารีบขึ้นรถ"ชายตัดฟืนหยิบหมวกสานและเสื้อกันฝนซึ่งทำจากฟางข้าวและขัดด้วยหวายมาสวมก้าวเท้าเดินไปนั่งประจำที่นั่งคนบังคับรถ
หลินหลานหรูกระชับถุงผ้าสองใบหลังขึ้นนั่งบนรถลากเรียบร้อยแล้วพร้อมกันนั้นเสวี่ยเฟิ่งกางร่มคันเดียวที่มี กันน้ำฝนไปพลาง บนรถลากชายตัดฟืนได้เสริมที่นั่งให้นั่งสบายขึ้นดังนั้นจึงไม่ลำบากเท่าไรนัก อาศัยว่านั่งข้างกันเขาเลยกางร่มให้หลินหลานหรูได้ถนัด
"เป็นท่านหมอเชียนให้ข้าส่งพวกเจ้าลงเขาจริงรึ"ชายตัดฟืนถามย้ำ ก่อนหน้าได้ยินมาจากปากเด็กหนุ่มคนนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว
หลินหลานหรูเอ่ยประโยคที่เชียนหลีต๋าบอกไว้แก่ชายตัดฟืนพอเขาได้ฟังเรื่องราวที่ได้รับไหว้วานมาก็ไม่ถามอะไรอีกกระตุกเชือกตีวัวสองตัวให้ออกเดิน รถลากจึงขยับนับจากนั้น
วัวเทียมรถลากก็มีความเร็วที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะคือเร็วได้เท่านี้ก็ถือว่ามากแล้ว ในสภาพอากาศเช่นนี้มันยอมเดินให้นับว่าคนนั่งมีโชคพอตัว
หลินหลานหรูอยู่ข้างนอกมาเกือบสองชั่วยามตั้งแต่ออกจากเรือนพักของเหลยเมี่ยว จวบจนถึงเวลานี้ฝนยังกระหน่ำตกลงมาไม่หยุดพอได้นั่งพักบนรถลาก เดิมทีก็รู้สึกหนาวมาก มาตอนนี้จึงยิ่งหนาวสั่นไปทั้งตัว
"หนาวหรือ"เสวี่ยเฟิ่งเห็นริมฝีปากหลินหลานหรูสั่นน้อยๆจึงดึงนางเข้ามาใกล้แล้วโอบกอดไว้ในอ้อมแขน พลางถือร่มไปด้วย
หลินหลานหรูไม่ปฏิเสธนางกำลังต้องการความอบอุ่นนี้อยู่พอดี ซุกใบหน้ากับอกเขาอย่างเต็มใจกลิ่นคาวเลือดลอยแตะจมูกจางๆ
แผลเจ้าเปิดอีกแล้ว? หลินหลานหรูมีสีหน้ายับย่นเล็กน้อย
นางเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าเสวี่ยเฟิ่งเห็นเพียงปลายคางขาวซีดของเขากำลังสั่นน้อยๆชั่วขณะนั้นนางฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เหตุใดเย่าเสวี่ยเฟิ่งปฏิบัติต่อข้าราวกับรู้จักข้ามาเนิ่นนานถึงเพียงนี้
การกระทำอันใกล้ชิดเช่นนี้ไม่ใช่คนที่เคยพบหน้าเพียงไม่กี่ครั้งจะทำได้ ต่อให้เขาเห็นนางเป็นน้องสาวก็ยังต้องมีระยะห่างอยู่หลายช่วงที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือนางไม่รู้สึกว่าการกระทำนี้ของเขาหยาบคายแต่อย่างใดราวกับเขาคำนวณมาแล้วว่านางจะชอบหรือไม่ชอบ
ยังมีเรื่องที่นางใช้ยาหลอกถามเขาว่าเคยพบนางมาก่อนหรือไม่เขาพยักหน้า นั่นหมายความว่าอย่างไร กระทั่งถึงตอนนี้นางยังไม่ได้ถามให้กระจ่างหากเร่งถามเอาตอนที่เรื่องเพิ่งเกิดไม่นาน เขาจะโกรธจนพาลไม่ตอบนางหรือไม่...
หลินหลานหรูยิ่งคิดเปลือกตายิ่งรู้สึกหนักลงไปทุกที
รถลากโยกคลอนไปตามพื้นถนนที่ขรุขระเสวี่ยเฟิ่งก้มหน้าเล็กน้อยมองใบหน้าในหมวกเสื้อคลุมของหลินหลานหรูก่อนจะเห็นว่านางกำลังเคลิ้มหลับ จึงเอ่ยขึ้น "หลานหลันเจ้ากินยาก่อนดีหรือไม่ กินเสร็จค่อยนอนยาวจนถึงเมือง"
หลินหลานหรูกำลังเคลิ้มหลับจึงลืมตาขึ้นพยักหน้าเห็นด้วย นางขยับตัวเล็กน้อยก่อนเปิดถุงผ้า มองหาขวดยาที่ต้องกิน
แต่เดิมก่อนขึ้นเขามาหาเหลยเมี่ยวครั้งนี้หลินหลานหรูถอนพิษในร่างกายออกจนหมดแล้วที่เหลืออยู่ก็คงมีแต่ร่างกายที่อ่อนแอจากการป่วยมานานผนวกกับการไม่ได้นอนพักผ่อนเป็นเวลาหลายวัน เพราะมัวแต่เร่งหาวิธีถอนพิษให้ตัวเองดังนั้นเชียนหลีต๋าถึงได้เตรียมยาบำรุงมากมายขนาดนี้ให้นาง
ที่ควรกินก็กินแล้วอันไหนเห็นว่าไม่จำเป็น ทั้งนางยังขี้เกียจก็ทำเป็นมองไม่ไปเสีย
ในที่สุดหลินหลานหรูก็หลับพับไปอย่างอบอุ่นซบในอ้อมกอดของเด็กหนุ่ม ราวกับเด็กน้อยขี้เซาหลงทางผู้หนึ่ง
เสวี่ยเฟิ่งแม้มือหนึ่งจะกางร่มกันหยาดฝนทว่าละอองฝนเม็ดเล็กๆ พัดเข้ามาพร้อมกับลมอยู่ดี ร่มนี้แทบไม่ช่วยอะไรเลยเขาจึงดึงหมวกเสื้อของนางลงมาอีก ป้องกันไม่ให้ใบหน้าเล็กโดนน้ำฝนจากนั้นกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น นางหลับไปแล้วก็จริง แต่ว่าตัวยังสั่นหนาวไม่หยุด
"ฝนซาลงแล้ว อีกเดียวก็หยุดตก"ชายตัดฟืนเอ่ย
"ท่านลุง ข้าขอถามจากนี้อีกนานหรือไม่กว่าจะถึงประตูเมือง" เสวี่ยเฟิ่งเกรงว่าหากไม่รีบทำให้ตัวอุ่นโดยเร็ว จากนี้คงได้ป่วยหนักเป็นแน่
"หากเดินทางราบรื่นเช่นนี้ตลอดไม่เกินสี่ชั่วยามก็ถึง"
ที่ชายตัดฟืนต้องการสื่อคือหากไม่เจอโจรดักปล้น ถนนไม่ชำรุด และฝนไม่ตกหนักจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้นอีกอย่างที่สำคัญคือ ลมไม่โค่นต้นไม้หักขวางทาง
ภูเขาแถบนี้ได้ยินมาว่ามีโจรชุกชุมแต่เดิมหมู่บ้านที่เพิ่งจากมาก็เคยเป็นโจรมาก่อน ภายหลังการถูกกวาดล้างทางการก็ให้ความช่วยเหลือ ให้ที่ดินทำกินเลี้ยงท้อง บางส่วนถึงได้กลับตัวกลับใจที่ไม่กลับตัวกลับใจก็กระจายหลบซ่อนตามป่า คอยจี้ปล้นชาวบ้านและพ่อค้ากันเป็นกลุ่มย่อย
"เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีโจรกลุ่มหนึ่งย้ายมากบดานบนเขาแถบนี้ลูกนั้นอย่างไรล่ะ" ชายตัดฟืนชี้ไปทางทิศตะวันตก"เคยส่งทหารทางการขึ้นสำรวจมาหลายครั้ง แต่ก็ยังหาไม่พบยังดีที่พวกมันไม่มาวุ่นวายกับชาวบ้านยากไร้อย่างพวกข้า"
เสวี่ยเฟิ่งไม่สนใจจะอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา ขอแค่ไม่มาขวางทางกลับเข้าเมืองเวลานี้เป็นพอ
ทว่าทันใดนั้นตัวบางอย่างพลันวิ่งออกจากป่า ตัดผ่านหน้ารถลาก ก่อนจะล้มตะครุบขวางทางไม่ยอมขยับ
"นั่นอะไร!"ชายตัดฟืนหยุดรถลากกะทันหัน เด็กทั้งสองบนรถจึงไหลเอียงไปตามๆ กัน
จังหวะนี้ทำให้หลินหลานหรูตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง
เสวี่ยเฟิ่งคลายอ้อมแขนให้นางนั่งตัวตรงก่อนเก็บร่มในมือแล้วกระโดดลงจากรถลากไปอย่างรวดเร็วไม่กล่าวชี้แจงอันใดให้หลินหลานหรูรู้ถึงสถานการณ์ นางจึงขยับลงจากรถลากตามแล้วมองไปยังทิศที่พวกเขายืนอยู่
ขณะเดียวกันก็ชะเง้อคอมองนางเห็นเสวี่ยเฟิ่งกับชายตัดฟืนช่วยกันพยุงเด็กน้อยคนหนึ่งเดินมาทางรถลากยืนห่างจากนางเพียงไม่กี่ช่วงตัว
เด็กคนนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงเสื้อผ้าเปียกชุ่ม ตามร่างกายมีร่องรอยของการถูกเฆี่ยนตี
แม่เจ้า นี่ถูกทรมานมาหรือไร หลินหลานหรูเพียงอุทานในใจเงียบๆ นางไม่ค่อยชอบการกระทำทารุณที่เกิดขึ้นกับสตรี
ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้วแต่ที่กำลังตกอยู่คือใจนาง
...เด็กคนนี้เหมือนหน้าเหมือนข้าไม่มีผิด! เหมือนกันจนน่าหวาดหวั่นคนเราจะหน้าตาเหมือนกันได้มากขนาดนี้หรือ
หลินหลานหรูรู้สึกหวาดระแวงนางเดินขึ้นหน้าไปยืนด้านข้างเสวี่ยเฟิ่ง ยื่นสองมือจับมือซ้ายของเขาไว้ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตปฏิกิริยาของเขาไปด้วย
เสวี่ยเฟิ่งยามนี้มีสีหน้าตกตะลึงอย่างมากหลินหลานหรูเห็นแล้วพลันรู้สึกใจหล่นหายแววตาของเขายามมองเด็กน้อยคนนั้นซับซ้อนและสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
หลินหลานหรูก้มมองมือตัวเองที่จับมือเขาไว้อยู่ฝ่ายเดียวจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
เหตุที่เขาพยักหน้าเมื่อครั้งนางถามว่าเคยพบนางมาก่อนหรือไม่...เป็นเด็กคนนี้หรือ ที่เขากำลังตะลึงเป็นเพราะเห็นเด็กคนนี้เป็นนาง? เช่นนั้นก็แล้วไปหากว่าที่เขาปฏิบัติต่อนางอย่างใกล้ชิด เป็นเพราะเห็นนางเป็นเด็กคนนั้นนั่นยิ่งน่ารังเกียจที่สุด!
ใบหน้าหลินหลานหรูดำมืดลงจ้องเด็กหญิงที่น่าจะอายุมากว่านางสองปี หากเป็นไปได้ใจอยากฆ่าทิ้งให้ตายเสียตรงนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้ริอาจเหมือนข้า!
ชั่วขณะหนึ่งหลินหลานหรูไม่รู้ว่าเสวี่ยเฟิ่งกับเด็กคนนั้นเอ่ยสิ่งใดกันอยู่นางจมอยู่กับความคิดตัวเอง และที่สะดุดสายตาและหูนางมากที่สุดก็คือท่าทางและน้ำเสียงของอีกฝ่าย เหมือนนางมาก
เป็นผู้ใดร่ายเวทย์เสกกลกับข้าจิวซื่อไม่ได้คลอดเด็กแฝดอย่างแน่นอน เป็นลูกพี่ลูกน้องยิ่งไม่ใช่
ฉับพลันนั้นเสวี่ยเฟิ่งสะบัดมือหลินหลานหรูจนหลุดอย่างรุนแรงก่อนที่นางจะมองเห็นเขาถอดเสื้อคลุมสีดำของตนออกแล้วสวมให้กับเด็กหญิงหน้าเหมือนนางนั้นอย่างเบามือ
หลินหลานหรูอ้าปากค้าง บัดซบ! เจ้าเห็นมันดีกว่าข้ารึ
เสี้ยวเวลานั้นบังเกิดความริษยาชิงชังในใจนางขึ้นมาเล็กน้อยเพียงแต่ไม่อยากยอมรับ จึงได้แต่เม้มปากเป็นเส้นตรงด้วยความกรุ่นโกรธกระทั่งเสวี่ยเฟิ่งหันหลังกลับฉับพลัน ดึงหมวกคลุมศีรษะลงมาปิดหน้านางจนมืดมิดก่อนจับนางหมุนไม่รู้ทิศรู้ทาง
เฮอะ...หูหลินหลานหรูเพิ่งจะได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัวห่อตะบึงใกล้เข้ามาเมื่อครู่นี้เองจากนั้นก็หยุดลงยังที่ที่พวกนางยืนอยู่
"เป็นเจ้า!"เสียงหนึ่งคำรามดังขึ้น
คนพวกนี้เป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่มาพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดและความตาย
"เราเคยรู้จักกันรึ"เสวี่ยเฟิ่งตอบกวน... จ้องหน้าคนบนหลังม้านิ่ง แววตาก็แข็งกร้าวไม่ยอมคน
เกาฟังมองเด็กหนุ่มตรงหน้าจำได้ว่าเมื่อต้นเดือนที่แล้วเคยเจออยู่บนหลังคาตรอกแยกถนนหลังร้านน้ำชาก่อนจะสะดุดเข้ากับเด็กหญิงในเสื้อคลุมสีดำอีกฝ่ายเอียงตัวหลบสายตาเขาอย่างมีพิรุธ ทั้งตัวยังสั่นเทาราวกำลังหวาดกลัว
เสวี่ยเฟิ่งมองเห็นสายตาของเกาฟังแต่แรกแล้วจึงเอ่ยอย่างไม่พอใจไปว่า "พวกท่านกำลังทำน้องสาวของข้าหวาดกลัว"
เกาฟังดึงสายตากลับมองข้ามไหลเด็กหนุ่มคนนี้ไปก็เห็นเด็กหญิงในเสื้อคลุมสีน้ำเงินกำลังหันหลังให้อยู่"น้องสาวเจ้าทั้งสองคนรึ ไยไม่หันหน้ามาให้ข้าเห็น"
"นางเป็นสตรีจะสู้หน้าบุรุษหยาบช้าอย่างพวกเจ้าหกคนให้เสียเกียรติได้อย่างไร"
"หัวหน้า!"หนึ่งในลูกน้องของเกาฟังร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ
ทว่าถูกเกาฟังยกกระบี่ห้ามไว้"ถูกของเจ้า"
ถึงอย่างนั้นเกาฟังก็ยังสงสัยมองเด็กในชุดคลุมสีดำอย่างแคลงใจ เสื้อคลุมตัวนี้ใหญ่เกินไปจนมองไม่เห็นเท้าเทียบกับเด็กชุดน้ำเงินที่ชายเสื้อคลุมยาวถึงแค่ครึ่งขา ต่างกันจนน่าแปลกใจ
เสวี่ยเฟิ่งเกรงว่าจะถูกจับได้จึงรีบเอ่ยตัด "ข้าแค่ผ่านทางมา กำลังจะเข้าเมือง ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้นได้โปรดทุกท่านยอมให้พวกเราผ่านทาง"
ที่ไม่รู้ไม่เห็นเสวี่ยเฟิ่งหมายถึงสตรีที่ถูกซ่อนอยู่ในกระสอบ วางพาดไปบนหลังม้านางนั้นเอ่ยต่ออีกว่า "ตรงนี้นอกจากข้าและท่านลุงบนรถลากน้องสาวสองคนของข้าไม่มีใครมองหน้าพวกเจ้า หวังว่าจะไม่เห็นพวกข้าเป็นภัยคุกคามแล้วปล่อยผ่านไปอย่างคนแปลกหน้าเถิด"
เกาฟังหลุบตามองหญิงสาวที่ลักพาตัวมาอย่างไม่แยแสไม่เอ่ยวาจาใด เพียงหรี่ตาคมกริบมองเสวี่ยเฟิ่งก่อนขยับม้าไปด้านข้างชักกระบี่ดำออกจากฝัก จากนั้นฟันฉับเข้าที่คอวัวสองตัวอย่างโหดเหี้ยม
เสียงกระบี่ตัดเนื้อและเสียงร้องของวัวทำให้หลินหลานหรูสะดุ้ง ทว่าเสียงหวีดร้องอย่างตระหนกตกใจของเด็กหญิงไม่ใช่เสียงของนาง เป็นเด็กคนนั้นตกใจแล้วพุ่งมาหลบด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งหน้าไม่อาย!
เหอะ ข้าอยากฆ่าเด็กคนนี้นัก หลินหลานหรูเหลือบมองด้านข้างเห็นเด็กแปลกหน้าผู้นี้เป็นศัตรูที่ต้องกำจัดทิ้งในเร็ววัน