บทที่ 47 ฟ้าใหม่ในยามวสันต์มาเยือน
ฝนแรกที่เมืองจรดเมฆาตกลงมาในวันที่คืนเดือนมืดมาเยือน จนถึงบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาถึงเจ็ดวันแล้ว ตลอดเวลาเจ็ดวัน ฝนยังตกไม่มีที่ท่าว่าจะสร่างซา นี่เป็นสิ่งชี้ชัดว่าเมืองจรดเมฆาได้เข้าสู่วสันตฤดูอย่างเต็มตัว
ฤดูวสันต์ปีนี้ห่างจากปีที่แล้วเป็นอย่างมาก มากเสียจนคนทั้งเมืองคิดว่าจะไม่มีฝนมาเยือนเสียแล้ว แต่เมื่อฝนตก ความยินดีก็พลอยปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบสัมมาชีพเกี่ยวกับการเกษตรกรรมดูจะยินดีปรีดาเป็นอย่างมาก ยินดีกระทั่งลืมไปว่าค่ำคืนเดือนมืดก่อนฝนตกนั้นน่ากลัวเพียงไหน ขนาดไม่เห็นกับตา ไม่ประสบกับตัว แต่เพียงเสียงสนั่นกอปรกับกลิ่นคาวโลหิตที่พัดโชย พวกมันก็แทบจะลืมเลือนหายใจไปสิ้น ทว่าฝนก็คล้ายชะล้างทุกสิ่ง ชะล้างทุกเรื่องราว เมื่อไม่ปรากฏภาพอันน่าสยดสยองตามที่คิดไว้ ผู้คนจึงพากันลืมเลือนเหตุการณ์คืนเดือนมืดและต่างพากันจดจ่ออยู่ที่ฤดูฝนที่พึ่งมาเยือนแทน
โครม!
เหล่าคนงานแห่งร้านหวังค้าทุกสิ่งสาขาแรกนับสิบคนต่างพากันล้มคะมำหัวชนกันอย่างรุนแรง พวกมันพากันยกมือลูบศีรษะของตนด้วยใบหน้าที่มึนงง
“กล่องอาวุธนี่ใส่ภูเขาทั้งลูกไว้หรือไร”
“ใช่ หนักเป็นบ้า พวกเราตั้งสิบคนยังยกไม่ขึ้น”
“เถ้าแก่น้อยแบกของเช่นนี้เดินเหินได้อย่างไร”
เสียงเอะอะจากภายนอกห้องปลุกให้เฉินซือหยางตื่นขึ้นจากการหลับไหล หลังจากกรำศึกหนักมาตลอด ใช้พลังกายและพลังใจเป็นอย่างมาก มันจึงอาศัยคืนวันที่เงียบสงบพักผ่อนฟื้นฟูพลังร่างกายอย่างเต็มที่ ตอนนี้ร่างกายของมันคืนกลับสู่ความเป็นปกติเต็มสิบส่วนแล้ว มันไม่จำเป็นต้องพักอีกต่อไป เมื่อได้ยินเสียงวุ่นวายที่หน้าประตู มันจึงลุกออกมาดู
“พวกเจ้าทำอะไร"
“เถ้าแก่น้อยท่านตื่นแล้ว… พอดีเถ้าแก่หวังให้พวกข้านำกล่องอาวุธไปเช็ดทำความสะอาดให้แก่ท่าน"
“แต่พวกเราทั้งร้านมาช่วยกันยกก็ยังยกไม่ขึ้น จึงมิอาจทำความสะอาดได้”
เฉินซือหยางผงกศีรษะ
“พวกเจ้าไปทำงานของตัวเองเถิด เดี๋ยวข้าจัดการเอง"
แล้วชายหนุ่มก็ยกกล่องอาวุธขึ้นราวกับกล่องที่เบาหวิวใบหนึ่ง จนคนงานร้านพากันเกาศีรษะงุนงงกันยกใหญ่ พวกมันแม้จะมีพลังจิตวิญญาณระดับต่ำที่สุด แต่ก็นับว่าเป็นผู้มีพลังจิตวิญญาณเหนือกว่าเถ้าแก่น้อยของพวกตน อีกทั้งพวกมันมีถึงสิบคน เหตุไฉนจึงมิอาจยกกล่องอาวุธกล่องนี้ให้เดินเหินดั่งเช่นเถ้าแก่น้อยได้ ขณะที่พากันงุนงงอยู่นั้น เฉินซือหยางก็หันกลับมาถามราวกับพึ่งคิดได้
“ว่าแต่เถ้าแก่หวังกับเถ้าแก่ซุนเล่า?”
คนงานผู้หนึ่งตอบโดยพลัน
“มีเหตุให้พวกท่านทั้งสองต้องไปยังที่ว่าการเมือง อีกทั้งเถ้าแก่หวังท่านยังกำชับไว้ว่าหากเถ้าแก่น้อยตื่นแล้วให้ตามไปที่นั่นด้วย"
เฉินซือหยางมีสีหน้าครุ่นคิด หรือว่าเหตุการณ์ในคืนเดือนมืดเมื่อเจ็ดวันก่อนรู้ไปถึงหูของทางการแล้ว ที่ว่าการเมืองซึ่งก่อนหน้าได้ถูกปิดไปชั่วคราวจึงได้เปิดขึ้นอีกครั้ง
“ทราบแล้ว"
เมืองจรดเมฆาหลังจากมีเหตุให้สถานที่สำคัญหลายแห่งของทางการต้องปิดลงอย่างไม่มีกำหนด พอมีข่าวจากตอนเหนือของแคว้นว่ากองกำลังทหารสามารถปราบโจรภูเขาที่ก่อความไม่สงบลงได้ ทางการแห่งเมืองจรดเมฆาก็ได้ถูกสั่งให้กลับมาดำเนินการตามปกติดังเคย ตามความนัยที่ผู้คนรับรู้ กองกำลังทหารที่ปราบโจรภูเขาก็คือแม่ทัพและกองทหารประจำเมืองจรดเมฆา พวกมันปราบโจรภูเขาได้จึงมีความดีความชอบ และความดีความชอบนั้นได้ถูกพวกมันเสนอแก่ผู้เป็นนายของพวกตนด้วย ราชโองการจากวังหลวงจึงคืนศักดิ์ฐานะแก่นายของพวกมัน ทางการแห่งเมืองจรดเมฆาจึงไม่ถูกลอยแพไว้ดังเดิม
บัดนี้ทหารกล้าแห่งเมืองจรดเมฆาคืนกลับสู่มาตุภูมิแล้ว เมืองจรดเมฆาจึงดูมั่นคงแข็งแกร่งและน่าเกรงขามต่างจากในช่วงเวลาก่อนคืนเดือนมืดที่ผ่านมาราวฟ้ากับเหว
เรื่องนี้เฉินซือหยางได้ยินได้ฟังมาตลอดรายทางที่มันมุ่งตรงไปยังที่ว่าการเมือง สถานที่ซึ่งรวมขุมอำนาจสูงสุดแห่งเมืองจรดเมฆาเอาไว้ เป็นศูนย์กลางแห่งพลังอำนาจของเมือง ควบคุมอำนาจของทางการในฝ่ายต่างๆ ทั้งหมด โดยมีผู้ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งท่านเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองดูแล
ว่ากันว่าเมืองจรดเมฆาร้างท่านเจ้าเมืองมาพักใหญ่ มีผู้ว่าการเมืองปฏิบัติหน้าที่แทนไปพลาง ไม่มีใครทราบความตื้นลึกหนาบางว่าเหตุใดท่านเจ้าเมืองแห่งนี้จึงล่องรอยไร้ตัวตน แต่บัดนี้ผู้ปกครองสูงสุดแห่งเมืองจรดเมฆาได้นั่งบนเก้าอี้ที่ว่าการอย่างเปิดเผยอีกครั้งแล้ว เมืองจรดเมฆาจึงปรากฏท่านเจ้าเมืองผู้ปกครองเสียที
ร่างในชุดคลุมดำของเฉินซือหยางก้าวเดินอย่างไม่ช้าไม่เร็วผ่านประตูอาคารหลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าทรงอำนาจ ด้านหลังของมันยังสะพายกล่องอาวุธมิห่างตัว ตลอดทางเดินที่ถูกจัดเรียงด้วยหินขัดมีเหล่าทหารลาดตะเวนแข็งขัน ทหารร่างกำยำสูงใหญ่บางส่วนยืนถือดาบเฝ้าประตูทางเข้าเป็นระยะๆ เฉินซือหยางมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและพยายามจดจำสิ่งต่างๆ มิให้ขาดตก ก่อนจะประเมินจำนวนคนภายในใจตลอดเวลา หากมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น มันจะได้ลงมือตั้งรับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
ตลอดรายทางที่ก้าวเดิน สายตาทหารทุกผู้ล้วนจับจ้อง แต่ทหารเหล่านี้หาได้หยุดมันหรือคิดจะตรวจค้นมันไม่ ขนาดมันเดินสะพายกล่องอาวุธมุ่งเข้าไปยังสถานที่ที่สำคัญสูงสุดของเมือง ทหารเหล่านี้ก็ยังมีทีท่าวางเฉยราวกับสิ่งที่ชายหนุ่มกระทำไม่นับเป็นสิ่งใด
เมื่อผ่านประตูอาคารหลังใหญ่และเส้นทางที่ทอดไป เบื้องหน้าก็ปรากฏอาคารขนาดใหญ่อีกหลัง อาคารหลังนี้ถูกสร้างอย่างประณีตทั้งงดงามแลโอ่อ่ากว่าหลังแรก มีกลุ่มคนในชุดคลุมดำปักสัญลักษณ์แห่งทางการเมืองยืนคุมเป็นระเบียบอยู่ พวกมันล้วนเป็นคนของสำนักมือปราบเมืองจรดเมฆา
ถัดจากเหล่ามือปราบยังมีเหล่าบริวารของคนภายนอก ชุดบริวารเหล่านั้นเฉินซือหยางจดจำได้ ล้วนเป็นคนของหอการค้ากลางเมฆาทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีเหล่าบริวารจากร้านดังและตระกูลต่างๆ เมื่อดูจากกลุ่มคนที่อยู่ภายนอกอาคาร ดูไปแล้วที่แห่งนี้มิใช่มีแค่คนของทางการเพียงอย่างเดียว ยังมีเหล่าพ่อค้าวานิชย์และตระกูลที่พอมีชื่อเสียงภายในเมืองร่วมด้วย ประเมินจากสถานการณ์เช่นนี้แล้วอาจเป็นการพบปะแสดงความภักดีและร่วมยินดีต่อท่านเจ้าเมืองที่ได้คืนสู่อำนาจอีกครั้ง
เมื่อคิดเช่นนี้เฉินซือหยางจึงผ่อนคลายความระแวดระวังลงได้บ้าง การที่เถ้าแก่หวังและเถ้าแก่ซุนมายังที่แห่งนี้ และรวมถึงการที่เรียกมันมาด้วย อาจเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าที่จำเป็นต้องผ่านท่านเจ้าเมืองก็เป็นได้
ขณะที่คิดเช่นนั้น เสียงสตรีรับใช้ที่อ่อนหวานนางหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณชายซือหยางท่านมาแล้ว”
เฉินซือหยางมองสตรีในชุดรับใช้นางนั้นด้วยสีหน้านึกคิด ชื่อของมันกลับเป็นที่รู้จักของคนภายในด้วย
“ท่านกำลังรอข้าอย่างนั้นหรือ?"
“เถ้าแก่หวังวานข้ามา เกรงว่าท่านจะไปไม่ถูก"
เฉินซือหยางจึงผงกศีรษะอย่างเข้าใจ ก่อนก้าวเดินตามสตรีรับใช้นางนั้นไป จังหวะที่เดินผ่านม่านซึ่งประดับตรงหน้าโถงทางเข้าของอาคาร สตรีร่างงามระหงส์ในชุดคลุมรัดรูปสีเขียวเข้มก็เดินสวนออกมา วงหน้าที่เพริศพริ้งรวมถึงแววตาที่เป็นประกายเงาวับจ้องมองมายังชายหนุ่มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะโน้มศีรษะลงเล็กน้อยจนผมดำขลับยาวสลวยแผ่ปกลง พร้อมกันนั้นนางยังยิ้มอย่างมีไมตรีแก่เฉินซือหยางคราหนึ่ง แสดงท่าทางราวกับผู้ที่กำลังขอบคุณคนอยู่ก็ปาน ทว่านางก็มิได้กล่าวสิ่งใด เพราะดูเหมือนนางกำลังเร่งรีบ เมื่อแสดงท่าทางเช่นนั้นก็เดินผ่านชายหนุ่มไป
เฉินซือหยางมิได้มองตามนาง ไม่กล่าวถามหญิงรับใช้ที่เดินนำหน้าตนด้วย แม้จะแปลกใจในท่าทีของสตรีสะคราญโฉมตรงหน้า แต่มันรู้สึกว่าข้างในอาจมีเรื่องให้แปลกใจมากกว่านี้รออยู่
คิดดังนั้นจึงสาวเท้าเดินติดตามหญิงรับใช้ไปติดๆ เดินไปครู่ใหญ่จึงผ่านประตูห้องโถงที่เปิดอ้ากว้าง หลังบานประตูมีห้องโถงที่แสนกว้างขวาง ทั้งยังถูกตกแต่งอย่างหรูหรางดงาม มีผู้คนมากหน้าหลายตานั่งเรียงรายเป็นทิวแถวซ้ายขวา ด้านซ้ายเป็นเหล่าบุคคลจากภายนอก ส่วนด้านขวามองด้วยหางตาก็รู้ว่าล้วนเป็นตัวตนสำคัญของทางการแห่งเมืองจรดเมฆาทั้งสิ้น
แรกเยื้อย่างเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ ผู้คนที่นั่งเรียงรายอยู่ฝั่งซ้ายเพียงมองชายหนุ่มแวบหนึ่งก่อนมองผ่านไม่สนใจอีก แต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ฝั่งขวา โดยเฉพาะเหล่าทหารที่ดูองอาจ ผู้อาวุโสที่น่าเคารพเลื่อมใส รวมถึงตัวตนที่ดูไม่ธรรมดาอีกหลายผู้ต่างจับจ้องมองมันเป็นจุดเดียว ทุกสายตาล้วนมองมันอย่างไม่ลดละ มองอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ทุกสายตาหาได้เป็นแววตาที่จะกินเลือดกินเนื้อไม่ ไม่มีแววความอาฆาตหรือจิตสังหาร ไม่มีแววความดูแคลนเหยียดหยาม มีแต่แววตาที่เจือด้วยความแปลกใจ สงสัย และความสำนึกขอบคุณเช่นเดียวกับแววตาของสตรีสะคราญโฉมชุดคลุมเขียวคนก่อนหน้านางนั้น
เฉินซือหยางยังไม่เข้าใจ มันทำได้แต่มองหาเถ้าแก่หวังจากกลุ่มคนทางฝั่งซ้าย เพราะกลุ่มพ่อค้าหรือคนตระกูลดังน่าจะรวมอยู่ที่นั่น ทว่าเสียงเถ้าแก่หวังที่เอ่ยเรียกมันกลับดังอยู่ทางฝั่งขวา
“หุ้นส่วนน้อย ข้าอยู่นี่"
เฉินซือหยางไม่ลืมทำการคารวะไปทางเก้าอี้อันโอ่อ่าทรงภูมิตรงกลางห้องโถง แล้วค่อยเดินเข้าไปหาเถ้าแก่หวัง คิดเอ่ยคำบางประการ แต่ข้างกายของเถ้าแก่หวังไม่มีเถ้าแก่ซุนมันจึงถามหาซุนหลงแทน
“แล้วเถ้าแก่ซุนเล่า"
เอ่ยถึงซุนหลง ซุนหลงก็ตอบ เพียงแต่ตำแหน่งที่มันตอบ คือตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางเก้าอี้อันทรงอำนาจนั่น!
“รออยู่นานเลยสหายน้อย”
เฉินซือหยางหันขวับไปมองยังตำแหน่งที่สูงส่งที่สุดภายในห้องโถง แรกเข้ามาห้องโถงมันเพียงทำการคารวะไปยังที่แห่งนั้นตามมารยาทและศักดิ์ฐานะ ไม่มีโอกาสได้พินิจมองร่างที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นให้ดี ตอนนี้พอได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นเคยเรียกหา มันจึงได้มองยังตำแหน่งดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน
แม้อาภรณ์ที่สวมใส่ของคนผู้นั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นชุดไหมดำนิลปักลวดลายหงส์ทองโบยบิน แต่ใบหน้าที่คมคายดูมีสง่าราศีนั่นยังเป็นรูปเดิม มันก็คือซุนหลง บุรุษกลางคนที่มิใช่เถ้าแก่ร้านค้าอาวุธอย่างที่คิด
มันกลับมีตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งเมืองจรดเมฆานี้!
เพราะซุนหลงคือเจ้าเมือง เช่นนั้นแม้ทุกผู้จะมิอาจพกอาวุธเข้าสู่สถานที่สำคัญนี้ แต่เฉินซือหยางกลับถูกเลือกให้เป็นข้อยกเว้น
เมื่อเฉินซือหยางมาแล้ว เหล่าคนที่นั่งเรียงรายอยู่ฝั่งซ้ายก็ถูกเชิญให้ไปยังห้องอาหารทันที เหลือเพียงตัวตนสำคัญที่นั่งเรียงรายอยู่ฝั่งขวา เฉินซือหยางมองคนนอกที่ทยอยออกไปจนหมดสิ้น ก่อนเหลียวมองเหล่าคนที่ดูไม่ธรรมดาที่เหลือ ยกยิ้มก่อนหันไปกล่าวกับซุนหลง
“รอบกายท่านล้วนแต่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ อีกทั้งมีตำแหน่งที่ชี้ขาดได้ทั้งเมือง เหตุใดจึงต้องพึ่งตัวตนที่กระจ้อยร่อยอย่างข้า"
ซุนหลงมองชายหนุ่ม
“ตอนนี้ย่อมใช่ แต่ก่อนหน้านั้นไม่ใช่ ข้าเดินหมากตกหลุมพลางฝ่ายตรงข้าม เป็นเหตุให้สิ้นไร้ไม้ต่อ ขุนพลสำคัญต้องพลอยถูกกีดกั้นอย่างมิอาจปฏิเสธ เช่นนั้นหากไม่มีเจ้า ก็คงไม่มีข้าในตอนนี้"
เฉินซือหยางส่ายศีรษะ
“เป็นฝนต่างหากที่ทำให้ท่านมีวันนี้"
“หากไม่มีเจ้าข้าก็คงมิอาจมีชีวิตรอจนฝนตกอยู่ดี”
“ในเมื่อท่านยืนยันเช่นนั้นข้าคงไม่ปฏิเสธอีกต่อไป คงได้แต่ทวงถามค่าจ้างแล้ว”
ซุนหลงพยักหน้าพลางยิ้มออกมา
“เจ้าต้องการสิ่งใดก็เอ่ยมา ขอเพียงไม่เกินกว่าสิ่งที่ข้าหาได้ ข้าย่อมไม่ปฏิเสธผู้มีพระคุณ”
เฉินซือหยางมองไปที่ผู้อาวุโสที่เป็นผู้ดูแลหอการค้ากลางเมฆา เห็นมันยังรวมอยู่ในกลุ่มคนฝั่งขวานี้ก็พอคาดเดาข้อเท็จจริงหนึ่งขึ้นมาได้ ท่านเจ้าเมืองซุนหลงย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับหอการค้าดังกล่าวแน่แท้
“หอการค้ากลางเมฆามีเครือข่ายกว้างไกล หากข้าต้องการข้อมูลใดท่านย่อมไม่เก็บงำ"
เมื่อได้ฟังคำขอของชายหนุ่ม ซุนหลงก็นึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้
“เป็นมรกตที่เจ้าตามหาสินะ ไม่รู้ว่าเป็นอันที่เจ้าตามหาหรือไม่ แต่ข้าจะให้เบาะแสที่พอรู้มา”
ดวงตาของเฉินซือหยางทอประกายที่มีความหวังขึ้นเล็กๆ แล้วซุนหลงก็กวักมือคราหนึ่ง ผู้อาวุโสที่ดูแลหอการค้ากลางเมฆานามเฉิงอี้ก็เดินออกมาหยุดยืนตรงหน้าเฉินซือหยาง พลางยื่นตราประทับรูปหกเหลี่ยมสลักตราประจำตัวคำว่าซุนเอาไว้ตรงกลางให้ชายหนุ่ม แล้วซุนหลงก็กล่าวขึ้น
“นี่คือตราประทับประจำตัวข้า เพียงแสดงสิ่งนี้ต่อเครือข่ายหอการค้ากลางเมฆา ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็เท่ากับเป็นตัวข้าที่ไปด้วยตัวเอง"
เมื่อเฉินซือหยางรับตราประทับนั่นไว้ ซุนหลงก็กล่าวต่อ
“จงไปที่เมืองหลวง ตามหาบุรุษนามตันไห่ มันเคยส่งข้อมูลเกี่ยวกับมรกตที่มีลักษณะคล้ายกับที่เจ้าตามหามาให้ข้า"