ระบบไลฟ์สยองขวัญ : ได้โปรดหยุดเล่าเรื่องผีเถอะ!

    บทที่ 28 ชายผู้มาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า

    บทที่ 28 ชายผู้มาพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า

    ​

    ​เขามองหน้าผมด้วยแววตาถมึงทึง

    ​

    ​“ไอ้หนู แกจะมาขู่ใครวะ? ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปี วัน ๆ ได้ยินแต่เสียงแกนั่นแหละ ไม่เห็นจะได้ยินเสียงผู้หญิงครางอย่างที่แกว่าสักแอะ! คิดจะมาปั่นหัวฉันเหรอ? ไสหัวไปเลยไป! ฉันเตือนแกไว้ก่อนนะถ้ามีคราวหน้าอีกล่ะก็ ฉันเอาเรื่องแกแน่!”

    ​

    ​พูดจบ ตาวัยกลางคนนั่นก็กระแทกประตูใส่หน้าผมเสียงดังปัง ผมได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงระเบียงทางเดิน ความรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตจนตัวชา มันทั้งสับสนทั้งอึ้งไปหมด ไอ้หมอนี่มันต้องมีปัญหาเรื่องหูแน่ ๆ!

    ​

    ​อะไรคือการได้ยินแต่เสียงผมคนเดียว? นี่มันตลกไร้สาระชัด ๆ

    ​

    ​ผมเดินกลับเข้าห้องเช่าไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิดระคนอึดอัด พอถึงเวลาสี่ทุ่ม เสียงผู้หญิงคนเดิมก็ดังขึ้นในเวลาเดิม ผมลุกพรวดขึ้นทันที เดินไปที่ห้องตรงข้ามแล้วรัวเคาะประตูอีกครั้ง

    ​

    ​แต่คราวนี้ชายคนนั้นไม่ยอมมาเปิดประตู คาดว่าคงจะเมาพับไปจนไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว

    ​

    ​ผมล่ะแค้นใจชะมัด! อยู่ดี ๆ ก็โดนปรักปรำเฉยเลย ความรู้สึกเสียหน้านี้ไม่ว่าใครก็คงทนไม่ได้ ในเมื่อทำอะไรห้องตรงข้ามไม่ได้ ผมเลยเดินไปที่ห้องข้าง ๆ แล้วรัวหมัดใส่ประตูไม้จัง ๆ พร้อมกับตะโกนด่าลั่น

    ​

    ​“แม่งเอ๊ย! ให้ท้ายหน่อยล่ะเอาใหญ่เลยนะ! ร้องแม่งได้ทั้งวันทั้งคืน เป็นแม่ไก่รึไงวะ! แน่จริงก็ออกมาดิ! ออกมาให้ดูหน้าหน่อยว่าไอ้คู่ชายโฉดหญิงชั่วมันหน้าตาเป็นยังไง! ออกมา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”

    ​

    ​ปกติเวลาผมเคาะห้อง พวกเขาจะหยุดกิจกรรมทันที แต่คราวนี้พวกเขากลับเมินผมสนิท แถมเสียงผู้หญิงคนนั้นยังยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนจงใจท้าทาย ไฟในอกผมพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเหมือนภูเขาไฟระเบิด

    ​

    ​“พรุ่งนี้... พรุ่งนี้ฉันจะต้องคุยกับไอ้ผู้ชายห้องนี้ให้รู้เรื่อง! ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าฉันจะยอมจบ!”

    ​

    ​เช้าวันต่อมาในระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ ผมก็บังเอิญเจอเข้ากับไอ้หนุ่มห้องข้าง ๆ พอดี

    ​

    ​เขาเป็นชายหนุ่มจริง ๆ นั่นแหละ ทว่า... สภาพเขามันช่างดูผอมกะหร่องเหลือแต่กิ่งไม้ เบ้าตาลึกโหล ดูโทรมและห่อเหี่ยวสุดขีด ในมือถือกระเป๋าเอกสารสีดำใบหนึ่ง ร่างกายยืนพิงผนังลิฟต์ หลับตาพริ้มเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายวัน

    ​

    ​และที่สำคัญ... ตามตัวเขามีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ โชยออกมา กลิ่นมันเหมือนปลาตายไม่มีผิด

    ​

    ​เห็นสภาพแบบนั้น ผมก็ได้แต่แสยะยิ้มสมเพชอยู่ในใจ

    ​

    ​สมน้ำหน้า! อยากทำตัวเห็นแก่ตัวดีนัก เป็นไงล่ะ? ร่างกายรับไม่ไหวแล้วล่ะสิ? นี่แหละที่เขาว่ากันว่า นาไม่เคยพังเพราะโดนไถ มีแต่ควายที่ตายเพราะลากไถจนเหนื่อย!

    ​

    ​คิดได้ดังนั้น ผมเลยเอื้อมมือไปตบไหล่เขาสองสามทีตามสัญชาตญาณ ผมมันพวกปากร้ายใจอ่อน เมื่อวานยังสาบานกับตัวเองอยู่เลยว่าจะสั่งสอนมันให้เข็ด แต่พอเห็นสภาพเหมือนคนจะตายแหล่ไม่ตายแหล่แบบนี้ ใจผมก็เริ่มอ่อนลง

    ​

    ​ไอ้หนุ่มนั่นสะดุ้งหันขวับกลับมา ดวงตาที่ไร้แววคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่ผม สัมผัสจากสายตานั่นทำให้ผมขนลุกซู่ แววตาของมัน... ไม่เหมือนแววตาของมนุษย์ทั่วไปเลย!

    ​

    ​มันทั้งเย็นชา บาดลึก และดูสยดสยอง สรุปสั้น ๆ คือมันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย แถมน้ำเสียงของเขายังฟังดูแย่กว่าเดิมอีก มันแหลมเล็กและบาดหูเหมือนเอาใบมีดมากรีดลงบนกระจก

    ​

    ​“แก... จะทำอะไร?”

    ​

    ​ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

    ​

    ​“น้องชาย... พี่อยู่ห้องข้าง ๆ เรานะ”

    ​

    ​น้ำเสียงของเขายังคงเย็นเฉียบเหมือนหุ่นยนต์ที่ไร้ความรู้สึก

    ​

    ​“มี... ธุระ... อะไร!”

    ​

    ​ผมกลืนน้ำลายลงคอ

    ​

    ​“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากจะถามว่า ต่อไปเวลาทำอะไรกับแฟนตอนกลางคืนเนี่ย ช่วยเบาเสียงลงหน่อยได้ไหม? สิ่งที่นายทำมันรบกวนคนอื่นเขามากนะ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า? พี่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้ามีคราวหน้าอีก พี่จะแจ้งตำรวจมาจับนายแน่!”

    ​

    ​“อย่างที่เขาว่า คนเรามันก็มีขีดจำกัดนะเว้ย นายทำเรื่องไม่ดีรบกวนคนอื่นแล้วยังจะมาทำท่าทางอวดดีใส่พี่อีก แบบนี้ใครจะไปทนไหวล่ะ? จริงไหม?”

    ​

    ​ปรากฏว่าพอฟังจบ ไอ้หนุ่มนั่นก็แค่สะบัดหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

    ​

    ​จังหวะที่เขาขยับตัวนั่นเอง ลมวูบเล็ก ๆ ก็หอบเอาลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงกว่าเดิมพุ่งเข้าปะทะจมูกผมจัง ๆ เหม็นเสียจนผมแทบจะสำลักอ้วกออกมาตรงนั้น

    ​

    ​ไอ้เด็กนี่... มันหน้าไม่อายจริง ๆ!

    ​

    ​เล่ามาถึงตรงนี้ บรรยากาศในห้องแชทก็เดือดขึ้นมาทันที

    ​

    ​เหล่าชาวเน็ตต่างพากันส่งคอมเมนต์รัว ๆ

    ​

    ​[ เฮ้ยย ไอ้หนุ่มนี่มันมีของว่ะ! แต่จะว่าไปกวนตีนใช้ได้เลยแฮะ ผมชอบว่ะ! ]

    ​

    ​[ ชอบกะผีดิ! ถ้ามันกล้ามาทำหน้าตายใส่ผมแบบนี้ล่ะก็ พ่อจะซัดให้ฟันร่วงหมดปากเลย ]

    ​

    ​[ โฮสต์ตอนนั้นโคตรป๊อดเลยครับ อะไรคือการขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ ฮ่า ๆ เรื่องแบบนี้ตำรวจเขาไม่จับหรอกครับ เพราะมันไม่ใช่คดีอาญา ]

    ​

    ​[ แต่ผมสังหรณ์ใจว่าหมอนี่ไม่ธรรมดาแน่ ๆ ]

    ​

    ​พวกสายวิเคราะห์เริ่มสวมวิญญาณเป็น ‘เชอร์ล็อก โฮมส์’ คาดเดาพล็อตเรื่องกันอย่างคึกคัก

    ​

    ​ณ บ้านของโอวหยางสวิน

    ​

    ​ในตอนนี้เขากับโอวหยางจิ่นกำลังนั่งฟังเรื่องเล่าของหลินเซียวอย่างตั้งใจ

    ​

    ​จู่ ๆ โอวหยางสวินก็หันไปถามโอวหยางจิ่น “จิ่นเอ๋อร์ เธอคิดว่าเนื้อเรื่องหลังจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป?”

    ​

    ​พอได้ยินคำถาม โอวหยางจิ่นก็ตอบด้วยความมั่นใจ “ผมว่า... ไอ้หนุ่มคนนี้ต้องเป็นฆาตกรแน่นอนครับ!”

    ​

    ​“หืม?” โอวหยางสวินชูคิ้วขึ้นด้วยความสนใจ “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”

    ​

    ​“ข้อแรกนะครับ หลินเซียวบอกว่าสภาพร่างกายของไอ้หนุ่มคนนี้แย่มาก ผมเดาว่าน่าจะเป็นเพราะความกดดันทางจิตใจจนทำให้นอนไม่หลับทุกคืน ข้อสอง... หลินเซียวให้ข้อมูลสำคัญมากคือเรื่อง ‘กลิ่นเหม็นเน่า’ จากสองจุดนี้ ผมมีเหตุผลพอที่จะเชื่อว่า เขาฆ่าคนตายแล้วเอาศพซ่อนไว้ในห้องครับ!”

    ​

    ​โอวหยางจิ่นวิเคราะห์เป็นฉาก ๆ

    ​

    ​พอฟังจบ โอวหยางสวินก็พยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมากจิ่นเอ๋อร์ เดี๋ยวนี้ทักษะการวิเคราะห์ของเธอก้าวหน้าขึ้นเยอะนะ แต่อย่าเพิ่งลำพองใจไปล่ะ ต้องพยายามต่อไป เข้าใจไหม?”

    ​

    ​“ครับ!” โอวหยางจิ่นยิ้มแก้มปริที่ได้รับคำชมจากคุณปู่

    ​

    ​เพราะปกติโอวหยางสวินเป็นคนเจ้าระเบียบและเข้มงวดมาก การได้รับคำชมจากเขา จึงเป็นเรื่องที่ทำให้โอวหยางจิ่นดีใจไปได้หลายวันเลยทีเดียว

    ​

    ​เขากล่าวต่อ “นอกจากผลลัพธ์ที่ผมว่ามา ผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าหลินเซียวจะแต่งตอนจบออกมาเป็นแบบไหนได้อีก คุณปู่ล่ะครับ คิดว่ายังไง?”

    ​

    ​“ปู่ขอสงวนความเห็น”

    ​

    ​โอวหยางสวินนี่มันขิงแก่จริง ๆ เขาไม่มีทางเอ่ยสรุปอะไรออกมาหากยังไม่มั่นใจเต็มร้อย

    ​

    ​เพราะถ้าเกิดหน้าแตกขึ้นมามันจะเสียฟอร์ม โดยเฉพาะต่อหน้าหลานชายตัวเอง ยิ่งยอมไม่ได้เด็ดขาด!

    ​

    ​หลินเซียวลุกขึ้นไปรินน้ำชา...

    ​

    ​หลังจากจิบน้ำพอให้ชุ่มคอ เขาก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่อไป

    ​

    ​หลังจากออกจากลิฟต์ ผมยืนหอบหายใจแรง ๆ พลางมองตามหลังไอ้หนุ่มนั่นที่เดินเข้าห้องไป

    ​

    ​บอกตามตรงว่าผมโกรธมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อมันทำตัวเป็น ‘หมูตายไม่กลัวน้ำร้อน’ แบบนี้

    ​

    ​เวลาผ่านไปอีกประมาณครึ่งเดือนจนผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ผมตัดสินใจกดโทรศัพท์หาเจ้าของห้องทันที

    ​

    ​ไม่นานนัก เจ้าของห้องก็เดินทางมาถึง แต่ทันทีที่ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง สีหน้าของเขากลับกลายเป็นซีดเผือดและดูย่ำแย่ลงถนัดตา...

    คล้ายกับเรื่องระบบไลฟ์สยองขวัญ : ได้โปรดหยุดเล่าเรื่องผีเถอะ! ที่คุณอ่าน