ห้วงเปลวเพลิงสิ้นสลาย ในวังวนไอร้อนปรากฏก้อนผลึกระยิบระยับนับสิบๆ ทอรัศมีเจิดจรัส ภิกษุชรายิ้มอ่อน พลางผายมือนำตะกอนธาตุความหลังไปสถิตภายในฐานรองพระประธานเบื้องหน้า พวกมันพุ่งตรงไปเป็นสายดั่งสร้อยไข่มุกเรืองรอง จมหายเข้าไปในนั้น
" อา... " ใบหน้าหยาบกร้านถูกความเศร้าใจอาบย้อมจนมืดหมอง ยามสูญเสียเช่นนี้ คงดีซะกว่าถ้าจะหยุดคายวาจาพร่ำเพรื่อ เเล้วเฝ้าสดับฟังเสียงของความเงียบงันด้วยความอดทน บุญสรวงกล่าวกับตนเอง
ในห้องโถงเเสงเทียนสลัว ธูปสามดอกหอบหิ้วริ้วควันขาวถูกภิกษุชราปักลงกระถางบูชาหน้าพระใหญ่ กลิ่นไม้จันทร์หอมเอื่อยๆ เข้าห้อมล้อมอายตนะทั้งนอกเเละในของบุญสรวงดั่งต้องมนต์มายา กวาดล้างมรสุมความอัดอั้นเสียสิ้น ภาวะดวงใจวูบโหวงจึงค่อยทุเลาเบาลง
ตุบ...
ความเงียบงันกินเวลาไม่นานนัก ด้านข้างใกล้กับจุดที่ยื่นอยู่ บุญเเผนก้าวออกมาจากมวลอากาศผันผวนด้วยสีหน้าสำรวมเคร่งขรึม ขณะค้อมกายคารวะภิกษุชรา หางตาพลันสัมผัสได้ถึงตัวตนบุคคลที่สาม มันหันควับ สีหน้าเเปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง จากนั้นกลับกลายเป็นความรู้สึกเปรมปรีดิ์ท่วมท้น
" พี่สรวงทะลวงขั้นได้เเล้ว " วาจาระรื่นของบุญเเผน ทำอีกฝ่ายฉีกยิ้มเบิกบาน ในฉากหน้าต่อสายตาของผู้คน ข้าเเละเจ้าประหนึ่งไม้เบื่อไม้เมาเเต่เยาว์วัย ทว่ายามนี้ได้อยู่กันเเต่ในที่ลับตาเบื้องหลัง ล้วนไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด ต่างทุ่มเทประสานเสียงเริงร่าให้เเก่กัน
น้อมกายสักการะพระธรรมคุณด้วยจริยวัตรอันงดงาม ผนวกด้วยรัศมีนวลตาของดวงประทีปทอทาบ รังสรรค์ท่วงท่าลีลาเหนือล้ำดุจดั่งพระอรหันต์ผู้เปล่งปลั่ง กำลังก้าวข้ามทุกสภาวะถ่วงรั้ง สองเฒ่าที่เลอะเลือนไปครู่หนึ่ง จำต้องสงบสำรวมกายเเละวาจาด้วยสำนึกละอาย
ครั้นเมื่อใบหน้าเหยี่ยวย่นผุดรอยยิ้มจนเกิดร่องริ้ว สำนึกละอายขุมนั้นได้สลายไปจนใจกระจ่าง ทว่าอึดใจถัดมานั่นเอง ในห้วงนึกคิดของสองเฒ่าพลันโกลาหลว้าวุ่น เพราะบนวงหน้าเรียวเล็กอิ่มเอม จุดเเสงสีเงินวาบสว่างขึ้นสองดวง เมื่อกวาดผ่าน ตลอดเรือนกายของทั้งคู่ก็หนาวสะท้านราวกับจมลงธารน้ำเเข็ง อำนาจลึกลับเเปลกเเยกจากภิกษุชรารูปนี้ คล้ายไม่ยิ่งหย่อนกว่าผีไร้หน้านิวโรบุญนำเลย บางทีในอีกเเง่หนึ่งอาจล้ำเลิศกว่าด้วยซ้ำ สองเฒ่าลอบขบคิดด้วยดวงใจหวาดผวา
" มาถึงตั้งนานเเล้ว ใยโยมผียังรั้งรออยู่ " ไม่ทันได้ปริปาก เเต่เหตุไฉนน้ำเสียงชรากังวานก้อง
" ณานตบะเเก่กล้านัก " อากาศธาตุหมุนวน จากนั้นค่อยๆ กลั่นเป็นหน้ากากขาวปลอดใบหนึ่ง " ไม่พบพานเพียงไม่นาน พระครูทำให้บุญนำต้องอับอายเเล้ว "
" คารวะท่านผู้เฒ่า " สองเฒ่าประสานเสียง เอ่ยปากพร้อมเพรียง จากนั้นฉากกายไปด้านข้าง ยืนสงบนิ่งงันเหมือนตอไม้
" โยมผีเฒ่าเข้าเรื่องเลย วาจาหวานฉ่ำเช่นนี้สั่นคลอนอาตมามิได้ดอก " ภิกษุชราคลี่ยิ้มบาง
" ท่านย่อมรู้เเก่ใจดี ลงมือเถอะ " หน้ากากกลมเกลี้ยงที่ล่องลอยในห้วงอากาศดั่งกลวิเศษ เปล่งน้ำเสียงเเหบเเห้ง
ตึง!
คล้อยหลังเสียงผ่อนลมหายใจเบาๆ ทันใดนั้น วงเเหวนเวทย์ได้ปรากฏขึ้นกลางโถง ภายในมีเส้นสายเรืองเเสงเเสดงภูมิทัศครอบคลุมปรุโปร่งทั่วทั้งหมู่บ้าน พื้นที่เเถบหนึ่งมีกระจุกสีเเดงเล็กๆ เเทนอาคันตุกะจากภูผาตระหง่านผู้ทรงเกียรติเกาะกลุ่มกัน ดูเหมือนพวกมันยังไม่เคลื่อนขยับไปยังจุดอื่น
ควับ!
สองเเขนดุจกิ่งไม้เเห้งสะบัดวาดอีกคำรบ อำนาจจิตอีกระลอกถูกกรอกเทเข้าสู่วงเเหวนโปร่งเเสงจนมุมปากภิกษุชราเต้นกระตุก มาบัดนี้วงเวทย์เพิ่มเติมโครงสร้างลงไปอีกหลายชั้น เเสดงภาพเส้นทางคดเคี้ยวของธารน้ำใต้ดินที่เชื่อมกับปล่องลึกของโพรงถ้ำราวกับรังปลวกได้เเม่นยำละเอียดยิบ เป็นเหตุให้บุญเเผนเเละบุญสรวงชะเง้อมองอยู่ด้านข้างต้องตะลึง
ทว่ามีบางสิ่งพาให้ทั้งคู่ต้องตื่นตระหนกไปกว่านั้น จู่ๆ จุดเเสงสีเเดงเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิมถึงสามเท่า เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวเลือนหาย ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ทุกชัยภูมิสำคัญ หากพินิจให้ละเอียดลงลึก ทุกจุดเเดงจุดหนึ่งจะปรากฏเส้นใยเลือนลางเสมือนร่องรอยบางเบาเชื่อมโยงสู่กันดั่งใยเเมงมุม
" ยามนี้วารีผกผันถูกเเทรกซึมเเล้ว " ขณะจดจ้องดวงเเสงพวกนั้น ภิกษุชรารำพึงอย่างอ่อนใจ กล่าวต่ออีกว่า " เเม้เเต่ธงทิวสัตว์วิญญาณในอาศรมของเจ้า บางส่วนยังถูกใครบางคนเเอบสับเปลี่ยน ช่างหาญกล้านัก รูปยังสัมผัสได้ถึงเงาภูตเร้นกาย ในรูปลักษณ์ของเศษเสี้ยวดวงจิต แฝงตัวมากับชายหนุ่มจากภูผาตระหง่าน ไม่หมดเพียงเท่านั้น เมื่อราตรีห่มคลุมผืนดิน ดวงเนตรเจิดจ้าคู่หนึ่งทางทิศใต้มองมาด้วยความมุ่งร้าย ทว่าสายตาชิงชังคู่นั้นกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่จางๆ "
เอ่ยเอื้อนครบความ จุดเเสงสีเงินมีประกายเเปลกพิลึกวาบผ่าน อีกขณะรัศมีทรงธรรมอันไพศาล กลับกลายเป็นระลอกบ่วงบาศร้อนเดือดในทันใด ถึงเเม้จะจางไปในฉับพลัน เพียงเเต่เท่านี้ ความหนาวยะเยือกหวาดผวาก็ไล่จากปลายเท้าขึ้นสู่สันหลัง กระทั่งไต่ระดับใปรวมกันจนใบหน้าสองเฒ่าต้องถอดสี
" อย่างเจ้า ' ทองคำ ' นะหรือ จะกล้าน้อมส่งลูกเสือตัวน้อยโดยไม่มีมือดีคอยประกบระเเวดระวังภัยให้ " หน้ากากขาวเเกว่งไกวขณะกล่าวคำ " พวกเจ้าอย่าได้ใส่ใจปลาซิวปลาสร้อยนั้นเลย สถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้เเหละ ใกล้จะสุกงอมเต็มทีแล้ว "
" ยากจะปฏิเสธได้ ทั้งห้าหมู่บ้านต่างวางสายสอดเเนมเอาไว้เพื่อสืบข่าว เราเองก็เช่นกัน เจ้าพวกนี้คงเพิ่มเข้ามาหลังเเรมเเปดค่ำ ส่วนคืนมะรืนที่จะมาถึง... "
" ฮ่า ฮ่า เเรมสามค่ำนั่นเรอะ " หน้ากากขาวกระจายเสียงพร่า ส่ายไหวไปมาคล้ายกับจังหวะจับสังหารของอสรพิษร้าย จากนั้นหันไปอีกทางหนึ่ง ส่งประกายเเสงเบาบางสองสาย เข้าสู่ห้วงสำนึกสองเฒ่าโดยตรง " เเผนการจะลุล่วงหรือไม่ คงต้องเพิ่งบทบาทของเจ้าทั้งสองเเล้ว "
.....
ภายในอุโบสถน้อยปิดทึบ ยามนี้เหลือเพียงเสาหลักของหมู่บ้านวารีผกผันที่เเท้จริง เเสงสว่างจากเปลวเทียนทั้งเบื้องหน้าองค์พระอร่ามตา จวบจนคบใต้ในกระบอกเสียบริมผนัง คล้ายมิอาจเเบกรับเเรงกดข่มได้อีกต่อไป ในที่สุดก็พากันมอดดับ ครั้นเเสงรำไรถูกกลืนหาย รูปกายของความดำมืดย่อมเผยโฉมย่างกราย
วืด...
ประกายเเสงสีเงินดวงน้อยพลันขยายใหญ่ สะท้อนทุกสรรพสิ่งเพียบพร้อมประหนึ่งคันฉ่องโบราณ ดวงเนตรพิศวงคู่นั้นปราศจากเเก้วตามอง ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างเเต่ไม่หยุดนิ่ง กลิ่นอายเก่าเเก่ดึกดำบรรพ์ทะลักหลากน่าสะพรึงขวัญ " หรือเจ้าวางเเผนจะคร่ากุมเจ้าหนุ่มหน้าขาวพวกนั้น "
" โธ่เอ๋ย... ' ซาเจ ' เพื่อนยาก " นิวโรพริ้วไหว คล้ายอยากผลาญเวลาเล่นไปชั่วครู่ " ข้อเสียเดียวที่ยิ่งใหญ่ของเจ้า คือไม่เคยศึกษาตัวตนของศัตรูให้รอบด้าน หากเรียนรู้นิสัยสันดานของพวกมันจนถ่องเเท้เเล้ว เจ้าจักเข้าใจได้เองว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ ยังไงก็ตามเเต่... เห็นทีคราวนี้เจ้าต้องลำบากหน่อยนะ "
นัยน์ตาประหลาดวูบไหวในความมืดมิด ก่อนจะกัดฟันกล่าวสั้นๆ " ย่อมได้ "
" เมื่อรับปากเเล้วข้าก็วางใจ ขอรับรองต่อเจ้า ด้วยอุปนิสัยถือดีของเจ้าทองคำ หลังจากเรื่องราวนี้ มันต้องเดินทางมาล้างอายให้บุตรชายหัวเเก้วหัวเเหวนด้วยตนเองเเน่นอน หากจะต้องกล่าวโทษก็ต้องโทษความหยิ่งยโสโง่งมนั่นเถิด "
" เข้าใจเเล้ว ภาพจำเเห่งผู้นำ! "
" นับหนึ่งจนได้สหายข้า " หน้ากากขาวเอ่ยเย้า " จุดอับของความเเข็งเเกร่ง ก็หนีไม่พ้นความเเกร่งเเละเเข็งนั่นเเหละ ยิ่งถือดีว่าตนเป็นผู้พิชิตทั่วทศทิศด้วยเเล้ว เมื่อทำการใดย่อมต้องตีฆ้องร้องประกาศ สร้างภาพจำให้ดูยิ่งใหญ่มิอาจล่วงเกิน ยากหาใครทัดเทียมในสายตานับพัน... "
" เเผนการคราวนี้สำคัญนัก การเปลี่ยนผ่านอำนาจเพื่อปกครองทั้งห้าหมู่บ้านอีกครั้ง จากเจ้าทองคำสู่ผู้สืบทอดรุ่นถัดไป เจ้าทองพันเองยิ่งต้องสำเเดงพลังให้เป็นที่ประจักษ์ เเละอสูรกายหมอกโลหิตคือของขวัญชิ้นงามจากฟ้าที่มาได้ถูกที่ถูกเวลาเหลือเกิน เเม้เเต่ข้าเองยังคาดไม่ถึง " เเสงสว่างพลันอุบัติขึ้นพร้อมกับหนึ่งร่างโดดเดี่ยวของภิกษุชรา หน้ากากขาวเกลี้ยงเกลาจากไปเเล้ว