[อดีตชาติ] ยามซวี ณเรือนแกะสลักหยกของซ่งหยูเฟิง ชานเมืองกรุงปักกิ่ง ่กลางถึงปลายราชวงศ์ิ
บัดนี้ พระอาทิตย์ตกดินไปแล้วความมืดค่อยๆ คืบคลานเข้ามา บรรยากาศภายนอกกลายเป็ยามราตรีที่เงียบงันแต่ในเรือนแกะสลัก ณ ขณะนี้ ความเงียบไม่ใช่เพียงแค่ความสงบ หากแต่เต็มไปด้วยความหนาวเย็นของความตายที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
เฉินจางเว่ย ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมองไปที่ ซ่งหยูเฟิง คู่หมั้นและสตรีผู้เป็ที่รักของเขาทว่าดวงตาของเขาในตอนนี้เยียบเย็น ไร้ความอ่อนโยนที่เคยมีอาการของนางนั้นบอบช้ำจนแทบไม่หลงเหลือเงาของผู้หญิงที่เขาเคยรักนางดูราวกับแก้วที่ใกล้จะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเ็า“สิ่งเดียวที่สำคัญคือเจตจำนงของฮ่องเต้... พระองค์จะต้องได้หยกั”
คำพูดนั้นราวกับการตัดสินชะตากรรมเสียงของเขาไม่เหลือความลังเลใดๆ แสงจากโคมไฟในเรือนสาดเงาทอดยาวบนใบหน้าของชายหนุ่มเผยให้เห็นใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกราวกับว่าเขาได้ละทิ้งตัวตนของผู้ชายที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะปกป้องหญิงสาวไปแล้ว
หลังจากเขาพูดจบ เขาผลักร่างของซ่งหยูเฟิงไปข้างอย่างไร้ความปรานีร่างของนางกระแทกลงสู่พื้นอีกครั้ง ความเ็ปแผ่ซ่านในร่างกายนางแทบขยับตัวไม่ได้ นอนนิ่งอยู่กับพื้น หัวใจเต็มไปด้วยความปวดร้าว ขณะที่เฉินจางเว่ยเริ่มค้นหาหยกัด้วยความบ้าคลั่งเขาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในเรือนแกะสลักหยก เหมือนกับทำลายชีวิตของนางไปพร้อมกัน
ภาพในหัวของนางย้อนกลับไปในอดีตครั้งหนึ่งที่เขาเคยช่วยเหลือนางอย่างลับๆความห่วงใยและความอ่อนโยนที่เคยทำให้นางอบอุ่นใจเมื่อยามเขาอยู่ใกล้ทุกอย่างนั้นเหมือนเป็เพียงเงาของความทรงจำที่ห่างไกล มันได้จางหายไปในความมืดนางมองดูเศษซากของความหวังและความรักที่แตกสลายต่อหน้าต่อตาหัวใจของนางก็แตกสลายตามไปเช่นกัน
“มันอยู่ที่ไหน!”เสียงคำรามของขุนศึกหนุ่ม ก้องกังวานไปทั่วห้อง เสียงนั้นแหลมคมและรุนแรงราวกับลมพายุที่พัดผ่านเปลวไฟแห่งความบ้าคลั่งในดวงตาของเขาเผาผลาญทุกความอดทนที่เขาเคยมีเขาไม่อาจรอคอยได้อีกต่อไป ความหวังที่เหลือน้อยลงทุกขณะทำให้ความโกรธแค้นยิ่งทวีคูณ
เขาพลิกโต๊ะทุบทำลายทุกอย่างรอบตัว เศษไม้ เศษกระเบื้อง และเศษหยกกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นห้องความโกรธเข้าครอบงำจิตใจของเขา แต่ใน่เวลาหนึ่งั์ตาของเขาจับจ้องไปที่มุมหนึ่งของห้องอย่างแน่วแน่ราวกับเงาอดีตที่กลับมาเตือนความจำของเขา
ที่นั่น...เขาจำได้ว่าซ่งหยูเฟิง เคยบอกเขาถึงช่องลับที่ซ่อนอยู่ในบริเวณนี้ความทรงจำเลือนรางค่อยๆ กระจ่างขึ้นในใจ เขารีบคุกเข่าลงหาช่องนั้นที่พื้นอย่างไม่ลังเล และในที่สุด เขาก็พบมัน
เมื่อเปิดออกแสงสลัวสีเขียวเรืองรองก็ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากความมืดเบื้องล่างราวกับแสงนั้นกำลังรอคอยบางสิ่ง บางสิ่งที่เขาตามหาบางสิ่งที่ดูเหมือนจะยั่วยวนให้เขาเข้าใกล้มากขึ้นแสงนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่มันชวนให้รู้สึกถึงการรอคอยที่อาจเต็มไปด้วยอันตราย
ใบหน้าของเฉินจางเว่ยเปลี่ยนไปเขาก้มตัวลงอย่างรวดเร็ว มือของเขาล้วงลงไปใต้พื้นและหยิบมันขึ้นมา ‘หยกั’มันเปล่งประกายด้วยสีเขียวมรกต ลึกลับและทรงพลัง ราวกับพลังโบราณที่ซ่อนอยู่ภายในพื้นผิวของหยกนั้นเรียบลื่น แต่กลับรู้สึกถึงชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในนั้นเหมือนมีิญญาที่เก่าแก่กำลังตื่นขึ้นในมือของเขา
ดวงตาของเฉินจางเว่ยเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงขณะที่เขาหยิบหยกัขึ้นมา มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อัักับพลังอันลึกล้ำน้ำหนักของหยกัไม่ได้มีเพียงแค่ทางกายภาพแต่ยังมีน้ำหนักของจิติญญาที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจได้ แต่ในขณะเดียวกันใบหน้าของเขาก็แข็งกร้าวขึ้นอีกครั้งดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานอันตรายที่ทวีความเข้มข้น
“ข้าเจอหยกัแล้ว”เฉินจางเว่ยพึมพำ เสียงของเขาต่ำราวกับพยายามกลั้นอารมณ์ไม่ให้ปะทุออกมา “พระองค์จะต้องทรงพอพระทัย”
เืในกายของซ่งหยูเฟิงเย็นเฉียบราวกับว่าความหวาดกลัวได้จับจองจิติญญาของหญิงสาวจนไม่มีที่ว่างสำหรับความหวังใดๆนางมองดูเฉินจางเว่ยที่กำลังถือหยกัไว้ในมืออย่างมั่นคงััของความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจของนาง ซ่งหยูเฟิงรู้ดีว่าเคราะห์กรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กำลังใกล้เข้ามาและหยกัที่เฉินจางเว่ยถืออยู่คือจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่กำลังจะบังเกิด
ซ่งหยูเฟิงรู้แล้วว่าเวลานี้มีเพียงสิ่งเดียวที่นางจะทำได้ สิ่งสุดท้ายที่อาจปกป้องคนทุกคนจากอำนาจที่ไม่อาจควบคุมได้นี้ร่างกายบอบช้ำและสั่นไหวอย่างไร้เรี่ยวแรง นางชันกายขึ้นลมหายใจขาดห้วงแต่หัวใจยังคงหนักแน่น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความตั้งใจแม้ขาจะสั่นสะท้านจนแทบยืนไม่ไหว เฉินจางเว่ยหันมามองนางด้วยสายตาเ็าดุจน้ำแข็งดวงตาหรี่ลงราวกับมองดูสิ่งที่ไร้ค่า
“มันจบแล้วซ่งหยูเฟิง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก ราวกับกรีดผ่านอากาศที่หนาวเหน็บ“เ้าแพ้แล้ว”
ซ่งหยูเฟิงส่ายหัวอย่างช้าๆดวงตาสีเขียวหยกของนางทอแสงแห่งความเ็ปที่เก็บซ่อนมานานแต่ความทุกข์ระทมเ่าั้กลับไม่สามารถบดบังประกายแห่งความตั้งใจอันแน่วแน่ได้ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความทุกข์ แต่ประกายแห่งการต่อสู้ยังคงเปล่งประกายแม้ในวาระสุดท้าย
“ไม่”นางกระซิบ เสียงของนางแ่เบาแต่หนักแน่น ราวกับสายลมแห่งพายุที่กำลังมา“เ้าต่างหากที่แพ้แล้ว เฉินจางเว่ย”
เฉินจางเว่ยเบิกตากว้างเมื่อเห็นมือของนางเอื้อมไปหยิบมีดสั้นจากแขนเสื้อที่นางซ่อนไว้ใบมีดนั้นเปล่งประกายในแสงสลัว ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับ ซ่งหยูเฟิงได้แทงมันเข้าไปในอกของตัวเองความเ็ปแผ่ซ่านผ่านร่างของนาง แต่ในดวงตานั้นยังคงส่องแสงแห่งความมุ่งมั่นราวกับไฟที่ไม่มีวันดับ
เฉินจางเว่ยยืนนิ่งอยู่มือกำแน่น แต่ั์ตาของเขายังคงแข็งกร้าวและเ็า “ไม่มีประโยชน์”เขากล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย ดวงตาแฝงความตึงเครียดบางอย่างแต่ในที่สุดเขาก็ดึงตนเองกลับสู่ความสงบนิ่ง ราวกับกำลังยืนอยู่เหนือทุกสิ่ง
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของซ่งหยูเฟิงเป็ดังเสียงสะท้อนแห่งชะตากรรมเสียงของนางแ่เบาแต่เปี่ยมด้วยพลังอาฆาต ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในความมืดนางรู้ว่าความตายไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ แต่มันเป็ดั่งคำสาป และเป็คำสาปที่ลึกล้ำยิ่งกว่าความตายใดๆ
“ข้าขอสาปแช่ง...”นางเอ่ยด้วยเสียงสั่นไหว แต่ทุกคำที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยพลังอาฆาตราวกับเพลิงที่ไม่มีวันดับ “ใครก็ตามที่คิดใช้หยกัเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนจะต้องเผชิญกับหายนะอันยิ่งใหญ่ พวกเ้าทุกคนจะต้องชดใช้สิ่งที่พวกเ้าได้ก่อไว้”
แม้ว่าร่างกายของนางจะใกล้ดับสูญแต่เสียงของซ่งหยูเฟิง กลับดังก้องไปทั่วห้องราวกับเสียงแห่งชะตากรรมที่ประกาศออกมาอย่างแน่วแน่มันไม่ได้เป็เพียงคำพูดที่ออกมาจากความเ็ป แต่เป็เสียงที่ทรงพลังราวกับสะท้อนผ่านกาลเวลา ดวงตาสีเขียวหยกของนางจับจ้องที่เฉินจางเว่ย ดวงตานั้นยังคงเยือกเย็นเต็มไปด้วยความอาฆาตและความตั้งใจที่ไม่อาจทำลายได้
คำพูดของนางไม่ใช่เพียงแค่คำสาปที่ออกมาจากความแค้นแต่เป็คำทำนายแห่งหายนะ หายนะที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ “ใครก็ตามที่แตะต้อง หยกัจะต้องชดใช้” นางกล่าวด้วยเสียงที่มั่นคงคำพูดของนางเหมือนคำประกาศที่สะท้อนอยู่ในห้องอันเงียบงัน
หลังจากนั้นลมหายใจของซ่งหยูเฟิง ค่อยๆ ขาดห้วงลง นางสิ้นใจไปในที่สุดแต่ดวงตาของนางยังคงเบิกโพลงราวกับว่าวินาทีสุดท้ายของนางยังคงมีบางสิ่งที่ติดค้างอยู่บางสิ่งที่ไม่อาจปล่อยวางได้ ดวงตาสีเขียวหยกที่เคยมีชีวิตชีวาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเงียบงันของความตาย แต่ในความเงียบงันนั้น มีความมุ่งมั่นที่ดูเหมือนจะไม่เสื่อมคลาย