เส้นทางเศรษฐีของสุดยอดชาวประมง

    บทที่ 38 เดิมพันกันสักล้านไหม!

    บทที่ 38 เดิมพันกันสักล้านไหม!

    ​

    ​หลี่รั่วหลานส่ายหน้าพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ไม่เป็นไรหรอก ใครจะไปคิดว่าวันนี้จะโดนหนิงผิงผิงเล่นสกปรกตัดหน้าเข้าให้!”

    ​

    ​หลังจากสอบถามอยู่พักหนึ่ง หลิวอวี่จึงได้กระจ่างว่า ที่แท้ปรมาจารย์เฉิงคนนี้คือปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการเดิมพันหินของเซียงซาน ซึ่งเดิมทีหลี่รั่วหลานได้ติดต่อตกลงให้เขามาช่วยเลือกหินดิบไว้ตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว

    ​

    ​คิดไม่ถึงเลยว่าปรมาจารย์เฉิงจะถูกตระกูลหนิงที่เป็นคู่แข่งชิงตัวไปกลางคัน ซึ่งถือเป็นการวางแผนทำลายบริษัทหยกตระกูลหลี่อย่างจงใจ

    ​

    ​ตระกูลหนิงเองก็เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเซียงซาน ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะทับซ้อนกับตระกูลหลี่เสมอ รวมถึงอุตสาหกรรมหยกแห่งนี้ด้วย และวันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่สุดของทุกบริษัทหยก เพราะงานมหกรรมเดิมพันหินครั้งนี้คือโอกาสในการคัดเลือกวัตถุดิบเข้าคลังที่จัดขึ้นเพียงปีละครั้งเท่านั้น

    ​

    ​ในวันนี้ หินดิบเกรดพรีเมียมจากทุกภูมิภาคจะถูกส่งมารวมกันที่ตลาดหยกเซียงซาน หากพลาดโอกาสทองในวันนี้ไป การจะหาวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้ในภายหลังคงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

    ​

    ​ทันใดนั้น หลิวอวี่พลันฉุกคิดถึงความสามารถพิเศษของตนเอง หากเขาใช้หลิงสุ่ยป้ายที่ดวงตา เขาจะสามารถมองทะลุผ่านวัตถุและเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้

    ​

    ​ความสามารถนี้เองที่ทำให้เขาค้นพบทองแท่งขนาดเล็กซ่อนอยู่ในแท่นหมึกปลอมที่ถนนสายโบราณมาแล้ว เขาจึงอยากจะลองดูว่าพลังพิเศษนี้จะใช้กับหินดิบพวกนี้ได้หรือไม่

    ​

    ​หลิวอวี่ลอบรวบรวมหยดหลิงสุ่ยขึ้นมาหนึ่งหยดอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะป้ายมันลงบนเปลือกตา

    ​

    ​ทันทีที่สัมผัสนั้น เขาพลันรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วดวงตาอย่างสบายเหลือเชื่อ เมื่อหลิวอวี่กวาดสายตามองไปยังหินดิบที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น เขาก็พบว่าหินบางก้อนมีแสงสีเขียวจาง ๆ เรืองรองออกมาจากข้างใน!

    ​

    ​ในขณะที่บางก้อนกลับนิ่งสนิทไร้ปฏิกิริยาใด ๆ คาดว่าคงจะเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาที่ไร้เนื้อหยก และในตอนนั้นเอง หลิวอวี่ก็สังเกตเห็นหินขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งซึ่งแผ่รัศมีสีเขียวเข้มข้นออกมาอย่างรุนแรง!

    ​

    ​หินก้อนนี้ต้องเป็นของล้ำค่าแน่นอน! หลิวอวี่รีบคว้ามือหลี่รั่วหลานแล้วก้าวตรงไปข้างหน้าทันที

    ​

    ​ทว่าในขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบหินก้อนที่เรืองแสงสีเขียวจัดนั้น กลับมีมือของใครบางคนฉกชิงตัดหน้าไปเสียก่อน ซึ่งคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือปรมาจารย์เฉิงที่ถูกหนิงผิงผิงแย่งตัวไปนั่นเอง!

    ​

    ​“ปรมาจารย์เฉิงคะ หินก้อนนี้เป็นยังไงบ้าง พอจะใช้ได้ไหม?” หนิงผิงผิงรีบเอ่ยถามทันที

    ​

    ​ปรมาจารย์เฉิงหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาพลางใช้ไฟฉายแสงสีม่วงส่องสำรวจอยู่นาน ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หินก้อนนี้เล็กเกินไป คาดว่าเนื้อหยกข้างในคงมีไม่เท่าไหร่ แถมลายหินยังปริแตก ดูท่าจะเป็นเพียงหินไร้ค่าที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร”

    ​

    ​พูดจบ ปรมาจารย์เฉิงก็วางหินก้อนนั้นกลับลงที่เดิม

    ​

    ​เมื่อเห็นเช่นนั้น หลิวอวี่ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขารีบก้าวเข้าไปคว้าหินดิบก้อนนั้นมาไว้ในมือทันที

    ​

    ​“หินก้อนนี้ ผมเอา!”

    ​

    ​หนิงผิงผิงที่เห็นหลิวอวี่รีบปรี่เข้าไปคว้าหินก้อนที่ปรมาจารย์เพิ่งวางทิ้งก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ “ว้าว... หลี่รั่วหลาน พ่อหนุ่มคนรักของเธอนี่ดูท่าจะดูหินเป็นกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย!”

    ​

    ​หลี่รั่วหลานสวนกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องของตัวเองก็ไม่ใช่ แล้วจะมาคอยยุ่งวุ่นวายอะไรกับฉันนักหนา?”

    ​

    ​“อย่าหาว่าพี่สาวคนนี้ไม่เตือนเลยนะ เห็นหินไร้ค่าเป็นสมบัติล้ำค่าแบบนี้ ช่างน่าขำสิ้นดี!”

    ​

    ​หลี่รั่วหลานเองก็ลอบกระซิบข้างหูหลิวอวี่ด้วยความเป็นห่วง “หินก้อนนี้เล็กแค่นี้แต่ราคาตั้งสองแสนหยวนเชียวนะคะ เราไปเลือกก้อนใหม่กันดีกว่าไหม?”

    ​

    ​หลิวอวี่ส่ายหน้าพลางยิ้มอย่างมั่นใจ “หินก้อนนี้แหละคือยอดสมบัติ ปรมาจารย์เฉิงคนนั้นแค่ตาถั่วดูผิดไปเอง!”

    ​

    ​ปรมาจารย์เฉิงได้ยินคำพูดของหลิวอวี่เข้าพอดีก็แค่นเสียงเหอะอย่างเย็นชา “ฉันคร่ำหวอดในวงการดูหินมานานหลายสิบปี เด็กเมื่อวานซืนอย่างแกมีสิทธิ์อะไรมาสงสัยในตัวฉัน อวดดีทั้งที่ไร้ความรู้นี่มันน่าขันจริง ๆ!”

    ​

    ​“ผมว่าคุณน่ะมันตาฝ้าฟางจนมองไม่เห็นของดีที่วางอยู่ตรงหน้ามากกว่า ผมขอแนะนำให้คุณลาออกไปนอนอยู่บ้านเฉย ๆ จะดีกว่านะ!” หลิวอวี่สวนกลับอย่างไร้ความเกรงใจ

    ​

    ​คำพูดตอกหน้าของหลิวอวี่ทำเอาปรมาจารย์เฉิงหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด

    ​

    ​หลังจากนั้นทั้งคู่ก็พากันมุ่งตรงไปยังเครื่องตัดหินที่ตั้งอยู่ไม่ไกล หลี่รั่วหลานที่ได้ยินเรื่องคำท้าเดิมพันก็ได้แต่กระวนกระวายใจอยู่ข้าง ๆ เธอคิดว่าหลิวอวี่แค่ต้องการจะกู้หน้าให้เธอจึงฝืนทำเป็นเก่งออกหน้าไปเช่นนั้น แต่ในเมื่อห้ามไม่ฟัง เธอก็ทำได้เพียงเดินตามไปอย่างกังวล

    ​

    ​หนิงผิงผิงกลัวว่าหลิวอวี่จะเปลี่ยนใจภายหลัง จึงรีบตามพนักงานมาทำหน้าที่เป็นพยานคนกลางทันที!

    ​

    ​“ครั้งนี้ฉันขอวางเดิมพันกับพ่อหนุ่มคนนี้ ราคาหินดิบคือสองแสนหยวน ส่วนเงินเดิมพันคือหนึ่งล้านหยวน! ถ้าผ่าออกมาแล้วมูลค่าเพิ่มขึ้น ฉันแพ้ แต่ถ้ามูลค่าลดลงหรือเท่าเดิม ฉันชนะ!”

    ​

    ​ในงานมหกรรมเดิมพันหิน การท้าทายเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และผู้ที่ขึ้นมาถึงชั้นสองได้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเศรษฐีผู้มีอันจะกิน จึงแทบไม่มีใครกล้าเบี้ยวหนี้

    ​

    ​การเดิมพันระหว่างหนิงผิงผิงและหลิวอวี่ดึงดูดความสนใจของผู้คนโดยรอบได้เป็นอย่างดี ทันทีที่ฝูงชนเห็นหินดิบในมือของหลิวอวี่ ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา

    ​

    ​“พ่อหนุ่มคนนี้คิดอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้เอาหินก้อนนี้มาเดิมพัน หินก้อนนี้ฉันก็เคยผ่านตามาแล้ว ดูยังไงก็ไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด”

    ​

    ​“ดูท่าพ่อหนุ่มนี่คงจะแพ้ราบคาบแน่ ๆ”

    ​

    ​“หินพรรค์นี้ ต่อให้ขายแค่สองหมื่นฉันยังไม่ชายตาแลเลย เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหนกันนะ!”

    ​

    ​ได้ยินเสียงวิจารณ์รอบข้าง หนิงผิงผิงก็เผยสีหน้าผู้ชนะออกมาอย่างปิดไม่มิด ชัดเจนว่าหลิวอวี่ไม่รู้อะไรเรื่องหยกเลยแม้แต่น้อย ที่ทำไปก็แค่เพื่ออวดเก่งต่อหน้าผู้หญิงเท่านั้นแหละ พวกมือใหม่หัวร้อนแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้เห็นดีกันตอนผ่าหินแน่

    ​

    ​“ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงให้เสียเวลา เริ่มตัดหินเลยดีกว่า!” หลิวอวี่เอ่ยตัดบท

    ​

    ​พนักงานรับหินดิบไปติดตั้งบนแท่นให้มั่นคงก่อนจะเริ่มเดินเครื่องจักรทันที

    ​

    ​“เฮ้อ หลิวอวี่ คุณไม่ควรไปรับคำท้าเขาเลย ใคร ๆ เขาก็มองออกว่าหินก้อนนี้มันไม่มีราคา” หลี่รั่วหลานถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนใจ

    ​

    ​ทว่าทันทีที่เครื่องตัดผ่านเนื้อหิน ผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับเหนือความคาดหมาย... หินก้อนนี้มูลค่าพุ่งกระฉูดขึ้นมาทันที!

    ​

    ​ฝูงชนถึงกับนิ่งอึ้งด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าหินดิบที่ทุกคนมองว่าเป็นขยะจะซ่อนเนื้อหยกสีเขียวสดเอาไว้ภายในจริง ๆ! แถมยิ่งล้างน้ำทำความสะอาด สีสันของมันก็ยิ่งดูบริสุทธิ์และใสกระจ่างมากขึ้นเรื่อย ๆ!

    ​

    ​หนิงผิงผิงที่เห็นภาพตรงหน้าถึงกับหน้าถอดสี ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอาย

    ​

    ​หลี่รั่วหลานกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ “หลิวอวี่! คุณเก่งที่สุดเลย หินก้อนนี้มีเนื้อหยกจริง ๆ ด้วย!”

    ​

    ​“ทุกคน ดูนั่นเร็ว!” เสียงอุทานจากใครคนหนึ่งดังขึ้นพลางชี้ไปที่หินบนแท่น “นี่... สีนี่มัน หยกตี้หวังลวี่ เกรดพรีเมียมชัด ๆ!”

    ​

    ​“สายตาจะเทพเกินไปแล้ว! หินดิบราคาแค่สองแสนหยวน แต่กลับเปิดออกมาเจอหยกตี้หวังลวี่ได้ยังไงกัน!”

    ​

    ​เป็นที่รู้กันดีว่าหยกตี้หวังลวี่ที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ มูลค่าของมันย่อมไม่ต่ำกว่าสิบห้าล้านหยวนอย่างแน่นอน!

    ​

    ​“นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!” ทุกคนต่างเบิกตาโพลงด้วยความไม่อยากจะเชื่อจนแทบจะอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน

    ​

    ​“หินดิบราคาเพียงสองแสน แต่ผ่าออกมาเป็นหยกตี้หวังลวี่กำไรพุ่งไปเกือบหนึ่งร้อยเท่าเชียวนะ!”

    ​

    ​“สวรรค์! เมื่อกี้ฉันก็เพิ่งจะดูหินก้อนนี้ไปเหมือนกัน โอกาสรวยเละอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่ฉันกลับปล่อยให้มันหลุดมือไปได้ยังไงกัน!” ชายคนหนึ่งคร่ำครวญออกมาด้วยความเสียดายสุดซึ้ง

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางเศรษฐีของสุดยอดชาวประมง ที่คุณอ่าน