มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 109 เมืองเทียนเหมิน

    ราเชนตอนนี้กลับไปที่วัดฝอซาน พอพบกับ ไต้ซือหยวนจื่อ ก็มอบคัมภีร์พระไตรปิฏกคืนกลับไป แล้วเล่าเรื่องบรรลุถึงพลังจิตปรมัตถ์

    “ อมิตตาพุทธ นี่คงเป็นฟ้าลิขิต การที่ศิษย์พี่ทำความดีอันยิ่งใหญ่ ปกป้องชีวิตชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ แล้วสุดท้าย ท่านก็บรรลุจิตปรมัตถ์จนได้  แต่ว่าจิตปรมัตถ์ที่ศิษย์พี่บรรลุนั้น เป็นเพียงแค่ก้าวแรกแห่งพลังจิตปรมัตถ์เท่านั้น หากศิษย์พี่คิดจะหลอมรวมจิตมารโลหิต ศิษย์พี่ต้องหยุดทั้งวาจา กาย และจิตใจเพื่อเข้าสู่ห้วงจิตปรมัตถ์ขั้นสูงสุด เพื่อจะได้ หลอมรวมจิตมารโลหิตในร่างของท่านได้อย่างสมบูรณ์ในเร็ววัน”

    ราเชนได้แต่พยักหน้า เพราะแม้นเขาจะหลอมรวมจิตมารโลหิตได้แล้ว แต่ความรู้สึกส่วนลึก ยังคงคิดว่ามันยังไม่สมบูรณ์อย่างที่ ไต้ซือหยวนจื่อกล่าวจริงๆ 

    “ หากให้ข้า นั่งจำศีลภาวนา ฝึกตนทำสมาธิอยู่ในถ้ำเฉยๆแบบ ไต้ซือหยวนคง ข้าคงทำไม่ได้จริงๆ”

    “ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขอเพียงมีจิตตั้งมั่น มีสติอยู่กับตัว เว้นการฆ่าฟัน หมั่นทำความดี ลดความอาฆาตในใจลง ข้าเชื่อว่าความสามารถของศิษย์พี่ต้องบรรลุจิตปรมัตถ์ขั้นสูงได้อย่างแน่นอน”

    ราเชนถึงกับส่ายหัวแล้วเอ่ยออกมาอย่างหนักแน่นว่า

    “ แค้นของข้านั้นยากปล่อยวาง และการทำความดีที่เมืองเล่ออัน ข้าต้องฆ่าคนตายไปหลายคน และยังฆ่าสัตว์ใหญ่ตายอีก ข้าคงไม่อาจเป็นพระได้อีกแล้ว ขอให้ศิษย์น้อง ช่วยสึกให้ข้าที”

    “ ศิษย์พี่อย่าคิดมาก ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ในอดีตมีนักฆ่าเคยสังหารคนมาแล้วถึง 99 คน ยังสามารถกลับตัวกลับใจ มาบวชเป็นพระ จนบรรลุอรหันต์ได้ ศิษย์พี่บวชต่อไปเถอะนะ”

    “ ไม่ดีกว่า ข้าไม่อยากให้สถาบันพุทธเสื่อมเสียไปมากกว่านี้”

    ไต้ซือหยวนจื่อรู้อยู่แล้ว ว่าห้ามไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มให้ แล้วทำการสึกจากการเป็นพระให้กับราเชนในทันที

    ราเชนนั้นกลับมาเป็นฆาราวาสอีกครั้ง รู้สึกว่า ชีวิตเขานั้นมีอิสระเสรี ไม่ต้องอยู่ในกฏมากมายอีกต่อไป  จุดหมายปลายทางแรก นั่นคือ จวนเจ้าเมืองเล่ออัน

    ราเชนตอนนี้เขายังคงใช้วิชาท่าเท้าวายุเหินของไป๋เซียงอยู่ แต่ว่าเขาบรรลุถึงพลังปราณจิตขั้นราชันที่ 50 ดังนั้น การเคลื่อนไหวของเขานั้น แทบจะเหินบินราวกับเหาะได้เลยทีเดียว ดั้งนั้นไม่นานเขาก็มาถึงเมืองเล่ออัน หน้าจวนเจ้าเมือง ที่ตอนนี้จมน้ำมิด ไม่เหลือแม้แต่หลังคาให้เห็น

    “ เฉินหวงเสิน ออกมาเดี๋ยวนี้ ข้ามาทวงสัญญาแล้ว”

    เทพประจำเมือง ก็ปรากฏกายขึ้นมาทันที

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้านึกว่า เจ้าไม่สนใจทองคำ และสมบัตินั่นเสียแล้ว”

    “ ข้าบอกแล้วไง มันเป็นต้นทุนในการทำความดี หากไร้ต้นทุน ข้าจะทำความดีได้อย่างไร รีบบอกมา สมบัติอยู่ที่ไหน”

    “ ก็ได้ ทางทิศเหนือของจวนมีห้องหลังใหญ่ที่สุด มันคือห้องนอนของเจ้าเมืองตรงเตียงนอน จะมีทางลับเข้าไปที่ห้องเก็บสมบัติ เจ้าเข้าไปได้ก็จะเห็นเอง”

    ราเชนพยักหน้า แล้วพุ่งตัวลงไปในน้ำทันที

    ราเชนน้ำด่ำดึ่งลงไปอย่างมั่นใจ ที่ผ่านมาเขาฝึกการกลั้นหายใจในน้ำได้นานครึ่งชั่วโมง แต่ทว่าตอนนี้เขากลับสามารถใช้พลังจิตขั้นราชัน สามารถสูดออกซิเจนเข้าไปในปอดของเขาจนเต็ม และควบคุมการใช้ออกซิเจนได้ทีละนิด ดังนั้นเขาสามารถอยู่ในน้ำได้นานเกินกว่า 1 ชั่วโมงแน่ๆ 

    ดังนั้น พอดำลงไปไม่นานก็พบห้องเป้าหมาย แล้วไปที่เตียงนอน ควานหาช่องลับไม่นาน ก็พบมันอยู่ที่พื้นเตียงนั่นเอง ราเชนลงไปข้างในที่สุดจนพบกับ สถานที่เก็บสมบัติ  มีทองคำอยู่ห้าสิบหีบ  พร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมาย ราเชนดีใจยิ่งนัก รีบเปิดหีบทองคำหีบแรกทันที พอเปิดออกก็พบว่าเป็นเหรียบทองคำจริงๆ จึงลองใช้มีดนิรนามตัดเหรียญทองดู เพื่อพิสูจน์ว่าแท้หรือไม่  แล้วพอผ่าครึ่ง ก็พบว่า มันคือทองคำแท้ๆ ก็ดีใจยิ่งนัก

    จึงจะกวาดทองคำเข้ามาไว้ในแหวนมิติ  แต่ไม่ทันที่จะนำมาเก็บเอาไว้ แผ่นดินก็ทรุดตัวลงไป ทำให้หีบทองคำและสมบัติทั้งหมด ตกลงไปในใต้ดิน ที่ตอนนี้กลายเป็นเหวลึก ราเชนตกใจยิ่งนัก คว้าทองคำได้เพียงแค่หีบเดียวเท่านั้น ห้องสมบัติขนาดใหญ่ ถูกสูบลงไปจนหมด

    ราเชนแค้นใจนัก ตั้งใจจะดำลงไปอีก แต่จิตสัมผัสของเขาบอกว่า มันอยู่ลึกมากเกินไป เขาไม่สามารถลงไปเอามันขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ราเชนถึงกับโมโหตัวเอง แล้วรีบขึ้นมาบนผิวน้ำ

    “ บัดซบเอ้ย เห็นทองคำอยู่ต่อหน้าแล้ว แต่กลับเอามาได้แค่หีบเดียว”

    เทพประจำเมืองค่อยๆ ปรากฏกายขึ้น แล้วบอกว่า

    “ ทองคำมากมาย ทำไมท่านถึงได้เอามาเพียงเท่านี้เล่า”

    ราเชนมองเทพประจำเมืองด้วยหางตา แม้นจะรู้ว่าเทพประจำเมืองรู้อยู่แล้ว แต่ก็ลองเอ่ยออกไปอย่างใจเย็นเผื่อท่านเทพจะช่วยได้

    “ ท่านเป็นเทพ ช่วยลงไปเอาทองคำมาให้ข้าทีได้ไหม?”

    “ ไม่ได้ พลังของข้ามีจำกัด ไม่สามารถเคลื่อนย้ายของหนักๆ อะไรแบบนั้น”

    ราเชนได้แต่ถอนหายใจ

    “ หีบเดียว ก็ได้ 100 ล้านเหรียญทอง เท่านี้ข้าก็รวยแล้ว” ราเชนเอ่ยจบก็ลาเทพประจำเมืองแล้วก็มุ่งสู่เมืองหลวงในทันที

    เจ้าที่ยืนมองตามหลังราเชนแล้วเอ่ยว่า

    “ สวรรค์กำหนดเอาไว้แล้ว ข้าไม่อาจช่วยท่านได้จริงๆ”

    เมืองหลวงอาณาจักรมัจฉิมา มีนามว่าเมืองเทียนเหมิน เป็นเมืองที่มีราษฏรอาศัยอยู่นับล้าน ตระกูลคหบดี และ เหล่าเสนาบดีทั้งหลาย ล้วนอยู่อาศัยในเมืองหลวงแทบทั้งสิ้น ซึ่งเป็นนโยบายของ บรรพบุรุษราชวงศ์จาง ที่ต้องการให้ ราชสำนักสามารถควบคุม เหล่าตระกูลใหญ่ๆ ทั้งหลาย ไม่ให้ก่อกบฏขึ้นมาในอนาคต

    นอกจากนี้ยังมีสำนักยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมากมาย ก็ตั้งอยู่ในเมืองเทียนเหมินแห่งนี้ด้วย หนึ่งในนั้นก็คือสำนักเมฆาขาว ที่ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของสำนักยุทธ์ของอาณาจักร

    ก่อนที่ราเชนจะเข้ามาในเมืองหลวง ก็พบกับคนของเล่าขุยดักรอเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว

    ดังนั้นเขาจึงเข้าเมืองไปได้ โดยไม่ต้องเข้าแถวรอเหมือนคนอื่นๆ แสดงว่าเล่าขุยต้องมีเส้นสายในเมืองหลวงนี้ไม่น้อย ราเชนถูกพาเข้ามาใน ร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งชื่อว่า ร้านหลงจิน มีพนักงานขายของอยู่สองคน ภายในร้านก็ตบแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม มีสินค้าตั้งขายเรียงเป็นชั้นๆ ส่วนใหญ่เป็นของโบราณ แต่ของภายในร้านกลับดูน้อยลงไป มีที่ว่างอีกเยอะ ลูกค้าก็ไม่เห็นมีใครเข้าสักคน ราเชนถูกพาเข้าไปที่หลังร้าน ด้านในมีห้องลับ คนอื่นหากคิดจะเข้าไป คงยากลำบากเพราะมีประตูกลไกที่สลับซับซ้อน  พอเข้าไปด้านใน ก็พบกับ เล่าขุย และ เหลาตงนนอนหลับตาอยู่บนเตียงทั้งสอง โดยมีรองเจ้าหอหมาป่าสี่คน เข้ามาต้อนรับราเชนด้วยสีหน้ายินดี

    “ นายท่าน”

    “เกิดอะไรขึ้น?”

    “ เจ้าหอทั้งสอง พอมาถึงไม่นานก็มีอาการล้มป่วย สิ้นสติไปพร้อมๆ กัน ข้ากำลังจะไปหาหมอมาช่วยรักษา นายท่านก็มาพอดี” รองเจ้าหอหมาป่าเอ่ยรายงานราเชนเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พยักหน้าแล้วไล่ทุกคนให้ออกไปให้หมด แล้วเอ่ยออกมาเบาๆ ว่า

    “ เข็มสะกดวิญญาณ ไม่อาจใช้ได้กับมนุษย์เป็นเวลานานจริงๆ” ราเชนถึงคราววัดใจกันดู ว่าพวกเขาทั้งสองจะยังคงภักดีซื่อสัตย์ ต่อเขาอีกหรือไม่ ราเชน ดึงเข็มสะกดวิญญาณออกจากทั้งสองคน แล้วใช้เข็มกรุยปราณชีพจรของทั้งสองคน

    พร้อมกับ ให้กินยารักษาภายในอีกคนละเม็ด ทั้งสองคนลุกขึ้นอย่างมึนงง แต่พอเห็นราเชน ก็รีบลุกมาคำนับ อย่างนอบน้อมเหมือนเดิม

    “ นายท่าน”

    ราเชนได้ยินการเต้นของหัวใจของทั้งสอง ก็พบว่า เต้นปกติ ไม่เร็วหรือช้าเกินไปแสดงว่า พวกเขาภักดีกับราเชนอย่างใจจริง 

    “ ลุกขึ้นเถอะ  นี่เป็นร้านของใคร ดูแล้วลงทุนไปไม่น้อยนะ”

    “ นี่คือทรัพย์สินส่วนหนึ่ง ของสำนักอสูรเทวะของเรา มีข้าเป็นผู้ดูแล นายท่านคือเจ้าของมันทั้งหมด หากนายท่านอยากได้สิ่งใด ก็นำออกไปได้เลย”

    ราเชนได้ฟังก็รู้สึกดีใจยิ่งนัก แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ก่อน

    “ ท่านเคยบอกว่า ที่เมืองหลวงนี่อาจมีสมบัติของสำนักอสูรเทวะตั้งอยู่ ใช่ที่นี่ไหม?”

    เล่าขุยส่ายหัว แล้วบอกว่า

    “ ไม่ใช่ ร้านหลงจินเป็นแค่สถานที่ติดต่อของพวกเราเท่านั้น ตอนนี้กิจการก็ไม่ค่อยดี มีแต่ขายของออกไป ไม่มีเงินซื้อสินค้าเข้ามาขาย ทุนหมุนเวียนก็ไม่มี ตอนนี้คนของพวกเราทั้ง หกร้อยคน ต่างอยู่ในป่านอกเมือง พวกเรากำลังวิตกกังวลเรื่องนี้อยู่” เล่าขุยเอ่ยขึ้น

    “ แล้วเงินที่ให้ไปหมดแล้ว?”

    คราวนี้หลางตงรีบเอ่ยออกมาว่า

    “ เงินที่ให้ไป พวกเราเอาไว้ซื้อเสบียงเก็บเอาไว้ มากมาย แต่ว่าพวกเราต้องรีบออกมาจากเมืองเล่ออัน ไม่ทันได้กลับไปเอาเสบียงอาหาร คิดจะกลับไปก็ไม่ได้แล้ว”

    ราเชนส่ายหัว พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า

    “ คนมากมายเช่นนี้ต้องมีที่พักและอาหาร คิดว่าต้องใช้เงินเท่าไร”

    “ ใน 1 เดือนต้องใช้เงินไม่น้อยกว่า 1 ล้านเหรียญทอง”

    ราเชนคำนวน 1 ปี  ก็แค่ 12 ล้านเหรียญทอง ก็ยังไม่เท่าไร เขายังมีทองเหลือ 88 ล้านเหรียญทอง

    “ แล้วที่อยู่ของพวกเขาล่ะ”

    “ นอกเมืองยังพอมีสถานที่ให้พัก แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย”

    ราเชนตอนนี้เริ่มคิดว่า หากเขาต้องกลับไปแก้แค้น คงต้องมีกองกำลังส่วนตัว มิเช่นนั้น ยากที่จะสำเร็จแน่ๆ จึงคิดจะฝึกคนกลุ่มนี้ เพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคต

    “ หาซื้อที่ดินให้พวกเขาอยู่อย่างไม่อึดอัด แล้วให้พวกเขาฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่ง อย่าห่วงเรื่องเงิน เอาเงิน 50 ล้านเหรียญทองไปใช้จ่าย หากไม่พอก็มาบอกข้า”

    ราเชนนำถุงทองคำ 50 ล้านเหรียญทองออกมาวางให้ทั้งสองคนทันที

    ทั้งสองถึงกับมองหน้ากันอย่างดีใจ ไม่คิดว่าเจ้านายของเขาจะมีเงินมากมายเช่นนี้

    “ เอาละ ตอนนี้เรื่องสำคัญอันดับแรก คือ ตามหาสมบัติของสำนักอสูรเทวะว่าอยู่ที่ใด หากรู้แล้วรีบมาบอกข้าโดยด่วน เรื่องที่สอง ข้าอยากรู้เรื่องการตายของ เจ้าสำนักเมฆาขาว ใครเป็นผู้ทำ ให้คนของพวกเจ้าไปตามสืบมา”

    ทั้งสองคนประสานมือรับคำสั่ง

    “ ตอนนี้ข้าจะไปสำนักเมฆาขาว เพื่อเตรียมตัวเข้าไปในป่าวายุอัสนี หากมีเรื่องอะไรก็ไปหาข้าที่นั่น”

    ทั้งสองมองหน้ากันแล้วเอ่ยว่า

    “ นายท่านคิดจะเข้าป่าวายุอัสนีกับพวกเขาด้วย?”

    ราเชนได้ฟังก็ขมวดคิ้ว

    “ ตอนนี้มีเหล่าจอมยุทธ์ มากมายเดินทางมาเมืองหลวง เพื่อที่จะเข้าไปในป่าวายุอัสนี ว่ากันว่าในนั้นมีสมบัติของ สำนักมารทศเย็น นายท่านคิดจะเข้าไปมันอันตรายมากให้พวกเรา เข้าไปช่วยดีหรือไม่”

    “  ก็ดี แต่ว่าการที่จะเข้าไปต้องมีป้ายผ่านทางไม่ใช่รึ?”

    “ พวกเราจะลองหาทางดู”

    “ ดี ไปหลายคน ช่วยกันหาจะได้ไม่เสียเวลา เอาไว้รอประตูทางเข้าป่าวายุอัสนีเปิดแล้วค่อยนัดกันอีกที เอาล่ะ บอกทางไปสำนักเมฆาขาวให้ข้าหน่อย”

    ราเชนเอ่ย เล่าขุยเลยอธิบาย และจะส่งคนนำทางไป แต่ราเชนปฏิเสธ เพราะเขาอยากเดินไปเพียงคนเดียว เพื่อดูทิวทัศน์ในเมืองหลวงนี้ไปด้วย

    “ นายท่าน ข้ามีเรื่องสำคัญต้องรายงาน”

    เล่าขุยรีบเอ่ยขึ้นมา เหมือนเพิ่งจะนึกขึ้นได้

    “ ว่ามา”

    “ พวกเราควรจัดการกับ เจ้าหออินทรีทักษิน”

    “ มันไม่ยุ่งกับข้า ก็ปล่อยมันไปเถอะ”

    “ นายท่าน ยังไม่เข้าใจ ที่ผ่านมาสำนักอสูรเทวะของเรา มีการค้าน้ำแข็ง อาวุธ และ ค้าเกลือ ซึ่งเป็นรายได้หลักของสำนักเรา ซึ่งกิจการค้าน้ำแข็ง กับ ค้าเกลือตอนนี้ถูก อินทรีบูรพายึดเอาไปเป็นสมบัติของมันแต่เพียงผู้เดียว ทำให้พี่น้องของเรา นั้นมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก เงินของนายท่านแม้นจะไม่น้อย แต่หากระยะยาว สำนักอสูรเทวะของเราไม่มีรายได้เข้ามา ต้องรบกวนนายท่านอยู่ตลอดไป”

    ราเชนพอได้ฟัง ก็สนใจขึ้นมาทันที

    “ การค้าน้ำแข็งมันเป็นอย่างไร พวกเขาสร้างโรงงานน้ำแข็ง ส่งขายอย่างนั้นรึ?”

    คล้ายกับเรื่องมหาศึกห้าแผ่นดิน ที่คุณอ่าน