หลังจากทั้งสามคนได้หลุดพ้นจากกลุ่มโจรป่ามาได้พวกเขาได้กลับเข้าเส้นทางและได้มุ่งหน้าไปยังเมืองศิวิลักษณ์ต่อจนเวลาล่วงเลยมาถึง่ค่ำของวันท่ามกลางป่าที่เงียบสงัดท้องฟ้าปลอดโปร่งไม่มีเมฆดั่งเช่นเคย แสงจันทร์ส่องลงมาเป็ริ้ว ๆผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ สาดส่องแสงเงินทั่วพื้นดิน สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านป่าใหญ่เสียงใบไม้กระทบกันเบา ๆ พวกเขาทั้งสามคนได้หยุดพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่กล้าก่อกองไฟขึ้นเพื่อให้แสงสว่างและความอบอุ่น
กล้าทรุดตัวลงนั่งและถอนหายใจอย่างโล่งอกเขาหันไปสังเกตเห็นเืที่ไหลออกมาจากแผลที่แขนซ้ายของเขาแผลที่ได้รับจากการปะทะกับกลุ่มโจรยังคงมีเืซึมออกมาเป็หย่อม ๆเขาใช้ปลายเสื้อเช็ดแผลอย่างลวก ๆ เมื่อชายนิรนามเห็นาแที่แขนของกล้าความรู้สึกผิดเริ่มโถมเข้ามาในใจของเขาทันที
ภาพในหัวปรากฏถึง่เวลาที่ผ่านมาทั้งคำพูดคำจาและการกระทำที่ไม่ดีต่างๆ เขาเริ่มรู้สึกละอายใจที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนผ่านใบหน้าและแววตาที่เศร้าหมองเขาลุกขึ้นเดินตรงไปหากล้าช้า ๆ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าแล้วจึงกล่าวขึ้นด้วยเสียงที่แ่เบาราวกระซิบ
ชายนิรนาม : นี่เ้า…เป็อะไรมากหรือเปล่า
ชายนิรนามกล่าวขึ้นโดยไม่แม้แต่จะมองหน้ากล้า แต่มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัวเหมือนพยายามควบคุมอารมณ์
กล้ายังไม่ได้กล่าวตอบไปในทันทีเพียงเงยหน้าขึ้นมองชายนิรนามที่อยู่เบื้องหน้าแล้วลดสายตาลงมามองาแที่แขนของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ
กล้า : เฮ้อ…ช่างมันเถอะ ข้าไม่เป็อะไร แค่นี้ข้าไม่ถึงกับตายหรอก
ชายนิรนาม : ยังไงก็ต้องขอบคุณด้วยนะที่เ้าช่วยข้าไว้นะ…
กล้า : อืม..เื่เล็กน่ะ
ชายนิรนามที่ได้ยินแบบนั้นเขาก้มหน้าลงต่ำแล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสำนึกผิดไม่คิดเลยว่าคนที่เขาจะทำร้ายเมื่อก่อนหน้ากลับมาช่วยชีวิตเขาในตอนนี้
ชายนิรนาม : และข้า..ต้องขอโทษสำหรับเื่ก่อนหน้านี้ด้วยจริง ๆ นะ
กล้า : เฮ้อ…ช่างมันเถอะเื่นั้น ยังไงซะ ท่านก็ต้องนำทางข้าไปที่เมืองศิวิลักษณ์อยู่แล้ว..ถ้าหากว่าท่านเป็อะไรขึ้นมา พวกข้าจะเดินทางต่อกันยังไง
ชายนิรนาม : ยังไงซะข้าก็ต้องขอโทษจริง ๆ เพราะข้าเป็คนเริ่มก่อนเอง และขอโทษเ้าหนูนี้ด้วย…
ทิว : อืมข้าไม่ได้เป็อะไร
ถึงแม้ว่าชายนิรนามจะกล่าวขอโทษทั้งสองคนไปแล้วแต่ในใจของเขาลึก ๆ แล้ว เขาก็ยังรู้สึกผิดและละอายใจอยู่ดีเขากล่าวขึ้นโดยที่ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาใครแต่การที่ชายนิรนามได้กล่าวขึ้นเมื่อข้างต้น ทำให้กล้าก็ไม่ได้อคติอะไรกับเขา
หลังจากนั้นชายนิรนามก็เดินออกห่างจากกล้าและทิวร่างกายของเขานั้นมีประกายไฟเล็ก ๆ ลอยออกมาไม่นานเปลวไฟสีทองอมส้มก็ลุกไหม้ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะหันหน้ากลับมาแล้วร่างของชายนิรนามที่อยู่ด้านหน้าของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนเป็เสือโคร่งขนาดใหญ่ซึ่งรูปร่างของเสือโคร่งตัวนั้นก็เหมือนกับศาสตราวุธของเขา เมื่อก่อนหน้าไม่มีผิด
ทิว : พ..พี่กล้า…
กล้า : อะไรน่ะเดี๋ยว..ท่านกลายเป็ตัวอะไรเนี่ย
ชายนิรนาม : จริง ๆข้าก็เป็แบบนี้…ั้แ่เกิดอยู่แล้ว
กล้า,ทิว:พูดภาษาคนได้ด้วย!!
ชายนิรนาม : อืม
กล้า : แล้วท่าน…ไม่ใช่มนุษย์หรอกหรอ…
ชายนิรนาม : ก็ไม่เชิงตัวข้านั้นเป็อสูรศาสตรามาั้แ่กำเนิด ก่อนที่ข้าจะจำแลงกายมาเป็มนุษย์
ทิว : อสูรศาสตรา…ท่านหมายถึงอสูรที่นักรบศาสตราวุธต้องฆ่าเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิติญญามาหลอมเกราะอาวุธนั้นหรอ!
ชายนิรนาม : (พยักหน้า) อืม เพราะงั้นไง ข้าถึงว่ามนุษย์เป็สัตว์ประเสริฐยังไงล่ะ
กล้า : …
ทิว : ท..ทำไมท่านถึงคิดแบบนั้นล่ะ…
ชายนิรนาม : หึม…ทำไมนั้นหรอก็เพราะมนุษย์เกิดมามีพวกพ้องเดียวกันตั้งมากมาย แตกต่างจากอสูรศาสตราที่กำเนิดขึ้นด้วยตัวคนเดียว ไม่มีเผ่าพันธุ์หรือพวกพ้อง
กล้า : บ้าน่า!ถ้าไม่มีพ่อแม่ จะเกิดมาได้ยังไงกัน
ชายนิรนาม : ไม่รู้สิ…อสูรศาสตราแต่ละตัวนั้นการกำเนิดจะแตกต่างกันออกไปบางตัวเกิดจากการจุติจากลูกไฟจิติญญาโดยตรงบางก็เกิดจากสิ่งมีชีวิตธรรมดาที่ถูกลูกไฟจิติญญาจุติมากลืนกินร่างทำให้เกิดการแปรผันของสภาพร่างกายที่มีอยู่และกลายเป็อสูรศาสตราในที่สุด
ทิว : อ๋อ…
กล้า : แล้ว…ท่านเกิดมาแบบไหนกันล่ะ
ชายนิรนาม : ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเท่าที่ข้าจำความได้ ข้าก็อยู่กับท่านพ่อที่หมู่บ้านแห่งนี้แล้ว
ทิว : สภาพร่างกายที่แปรผันไปเหมือนกับว่าตัวของท่านในตอนนี้ ไม่เหมือนกับเสือทั่วไปเลยนะ
ชายนิรนาม : อืม อสูรศาสตรานั้นไม่มีรูปร่างที่แน่ชัดหรอกนะ
กล้า : ท่านหมายความว่ายังไง…
ชายนิรนาม : ก็อย่างเช่นถ้ามีอสูรศาสตราที่มีร่างแปรผันมาจากเสืออีกตัวยังไงรูปร่างและความสามารถก็จะไม่เหมือนกับข้า
กล้า : เอ่อ…
ชายนิรนาม : ก็เหมือนกับศาสตราวุธของมนุษย์นั่นแหละมนุษย์แต่ละคนจะมีศาสตราวุธที่แตกต่างกันออกไป อสูรศาสตราก็เช่นกันเ้านี่อย่าทำเป็เข้าใจอะไรยากไปหน่อยเลย
ทิว : แล้ว…ทำไมอสูรศาสตราถึงจำแลงกายมาเป็มนุษย์ได้ล่ะ ทั้ง ๆ ที่เป็อสูรศาสตราก็ดูแข็งแกร่งอยู่แล้วนิ
ชายนิรนาม : จำแลงกายมาเป็มนุษย์…ก็ใช่ว่าจะเป็มนุษย์จริง ๆ สักหน่อยไม่ว่าจะยังไงก็ยังคงจะมีความเป็อสูรศาสตราอยู่ดี ไม่ว่าทางไหนก็ทางนึงเพราะฉะนั้นจึงถูกเรียกว่าเป็ ุ์ ยังไงล่ะ ส่วนเหตุผลหลัก ๆที่ต้องจำแลงกายก็คงเพราะต้องพรางตัวเพื่อไม่ให้ถูกตามล่าและฆ่าเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิติญญาในตัวแต่ก็อาจจะมีเหตุผลอย่างอื่น
กล้า : ดูจากที่ท่านเป็อยู่ตอนนี้แล้วท่านอสูรศาสตราก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ชายนิรนาม : พวกเ้ารู้อะไรไหมว่ายิ่งเป็อสูรศาสตราระดับต่ำยิ่งจะถูกฆ่าง่าย แต่ถ้าเป็ระดับสูงก็ยิ่งเป็ที่้าและถูกตามล่าและฆ่าอยู่ดี สรุปง่าย ๆไม่ว่าเ้าจะเป็อสูรศาสตราระดับต่ำแค่ไหนหรือสูงแค่ไหนก็จะถูกล่าเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิติญญามาหลอมเกราะอาวุธอยู่ดีเพราะงั้นต้องพรางตัวไม่ให้รู้ว่าเป็อสูรศาสตราไว้ก่อน
ทิว : แต่อสูรศาสตราก็ยังสามารถสู้กลับได้นิ คุณครูธีระเล่าให้ฟังว่าเพื่อน ๆของเขาถูกฆ่าตายจากการล่าอสูรศาสตราระดับสูงด้วย
ชายนิรนาม : มันก็จริงอยู่ที่ว่าพวกเราสามารถสู้กลับหรือฆ่ามนุษย์ได้เช่นกันแต่การที่จะฆ่าอสูรศาสตราแต่ละตัวจะต้องมีการเตรียมตัวมาให้ดียิ่งมีมากยิ่งได้เปรียบ และมนุษย์น่ะ ยังมีสิทธิ์ที่จะเลือกอสูรระดับไหนแต่พวกเราไม่… ไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะเราจะถูกเจอตัวเมื่อไหร่หรือที่ไหร่พวกเขาจะมากี่คน ต้องรับมือยังไง
ชายนิรนาม : ดังนั้นถ้าฉลาดก็ควรจะพรางตัวซะและอีกอย่าง อสูรศาสตรามีข้อจำกัดในหลาย ๆ อย่างในการบำเพ็ญระดับพลังแต่ถ้าเป็ุ์ก็จะมีข้อจำกัดที่น้อยกว่ามาก
ทิว : ถ้าเป็แบบนี้เราจะแยกออกได้ยังไงว่าใครคืุ์ใครคือุ์กันล่ะ
ชายนิรนาม : ุ์ทุกตัวไม่สามารถจำแลงความเป็อสูรศาสตราของตัวเองไว้ได้หมดทุกอย่างอยู่แล้วมันก็ต้องมีสักอย่างที่ไม่สามารถจำแลง อย่างเล็บมือกับเล็บเท้าของข้าที่เป็สีดำเหมือนเล็บของพยัคฆ์ไพรอำพัน แต่ของแต่ละตัวมันจะแตกต่างกันออกไปแล้วก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไร
ชายนิรนาม : ปกติมนุษย์จะแยกไม่ออกอยู่แล้วล่ะแต่ถ้าเป็ุ์ด้วยกันเอง จะสามารถมองเห็นร่างที่แท้จริงเป็ร่างเงา ๆอยู่ด้านหลัง
กล้า : แล้ว…คนในหมู่บ้านรู้รึเปล่าว่าท่านเป็ุ์
ชายนิรนาม : รู้สิเขารู้กันทั้งหมู่บ้านตั้งนานแล้วท่านพ่อเก็บข้ามาจากใต้หน้าผาและเลี้ยงข้ามาั้แ่ข้ายังเล็ก
กล้า : ก็ไม่แปลกหรอกที่ท่านจะมีบุคลิกเหมือนคนปกติจนแยกแทบไม่ออกคงเพราะท่านอยู่กับคนมาั้แ่ยังเล็กนี่เอง เลยมีความคุ้นชินกับผู้คนมากสินะ
ชายนิรนาม : ถึงยังไงก็เถอะแต่พวกเขาบอกว่าข้าคือ พยัคฆ์ไพรอำพัน แต่…ข้ามีอีกชื่อที่พวกเขาเรียกมันว่าชื่อเล่นว่า ทิศใต้ ที่ข้าได้ชื่อนี้มาเพราะท่านพ่อของข้า ไปเจอข้าที่ใต้หน้าผาทางทิศใต้ของหมู่บ้าน
กล้า : ทิศใต้นั่นคงเป็ชื่อที่เขาตั้งให้ท่านสินะ
ทิศใต้ : ก็…คงงั้นถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีความหมายอะไรมาก แต่ข้าว่ามันก็ดี
ทิว : หืม..อยู่กันมาตั้งนานก็เพิ่งจะรู้จักชื่อท่านนะเนี่ยข้าไอ้ทิว ส่วนนี่พี่กล้า
ทิศใต้ : อืมข้าได้ยินพวกเอ็งพูดก่อนหน้านี้แล้วล่ะ
กล้า : เอาเถอะนี่ก็ดึกแล้วเดี๋ยวข้าจะเฝ้ายามเอง เอ็งก็ด้วยทิศใต้ พักผ่อนเถอะพรุ่งนี้ท่านยังต้องนำทางพวกเราอีก
ทิศใต้ : เรียกไอ้ใต้ก็ได้ดูท่าเอ็งก็รุ่นราวคราวเดียวกันกับข้านั้นแหละ และอีกอย่างนะเอ็งก็าเ็อยู่เพราะงั้นแล้วให้ข้าเฝ้ายามจะดีกว่า เอ็งน่ะควรพักซะนะ
กล้า : แล้วเอ็งจะไหวหรอพรุ่งนี้มีเดินทางอีกไกลเลยนะ
ทิศใต้ : ไม่ต้องห่วงข้าไม่นอนสามวันยังได้ เอ็งนั่นแหละไปพักเถอะ และก็น้องเอ็งก็ด้วยล่ะ…
หลังจากนั้นกล้าและทิวก็ล้มตัวลงนอนบรรยากาศในคืนนี้เงียบสงบ สายลมหนาวพัดผ่านสร้างความรู้สึกไม่หนาวเย็นจนเกินไปกองไฟที่ลุกโชติ่กลางวงสร้างความอบอุ่นและแสงสว่างเสียงลมที่พัดผ่านในยามค่ำราวกับเสียงกล่อมที่เรียกให้พวกเขาหลับตาลงและเคลิ้มหลับไปในที่สุด
ทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันยังคงนั่งอยู่เงียบๆ และเฝ้าระวังความปลอดภัยโดยรอบเขาเหลือบมองไปยังกล้าและทิวที่นอนหลับสนิทใกล้กองไฟเปลวไฟส่องให้เห็นสีหน้าที่สงบของทั้งสอง ราวกับหมดความกังวลในโลกอันโหดร้ายนี้
ทิศใต้อมยิ้มเล็กน้อยนึกถึง่เวลาที่เขาได้ดูแลคนที่เก็บเขามาเลี้ยง ั้แ่เขายังเป็เสือน้อยจนเขาได้จำแลงกายมาเป็มนุษย์และยังเคยได้ช่วยงานคนในหมู่บ้านทำให้ผู้คนมองเขาไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาคนนึง
หลังจากที่กล้าและทิวหลับไปได้ไม่นานเศษฝุ่นสีดำ ๆ ลอยมาจำนวนมาก ลอยมาพร้อมกับกลิ่นไหม้จาง ๆ แทรกผ่านสายลมหนาวทิศใต้ที่สังเกตเห็นจึงรีบไปปลุกกล้าและทิวให้ตื่นขึ้น จากนั้นพวกเขาเริ่มมองดูรอบๆ เพื่อหาที่มาของเศษฝุ่นสีดำ แต่เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พวกเขาก็พบกับกลุ่มควันขนาดใหญ่
กล้า : ใครมาเผาอะไรอีกล่ะ
ทิศใต้ : ดึกดื่นขนาดนี้ใครจะมาจุดไฟเผาป่าหรอก
กล้า,ทิว:หรือว่า… มีหมู่บ้านถูกโจมตี
ทิว : ถ้าเป็อย่างนั้นก็แย่ล่ะสิพี่!
กล้า : ไปเร็ว!
ทันใดนั้นทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันเดินไปขวางด้านหน้าของทั้งสองเอาไว้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักไปตาม ๆ กัน ก่อนจะกล่าวขึ้น
ทิศใต้ : พวกเอ็งขึ้นหลังข้ามา ข้าวิ่งเร็วกว่าพวกเอ็งวิ่ง
ทิว : ห๊า!
กล้า : ข..ข้า…ไม่เคยขี่หลังเสือมาก่อน…
ทิศใต้ : รีบมาเถอะ!!
กล้าและทิวมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจขึ้นไปบนหลังของทิศใต้ที่อยู่ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันพวกเขามีท่าทีกล้า ๆ กลัว ๆ เล็กน้อย เมื่อพวกเขาขึ้นไปนั่งบนหลังของทิศใต้แล้ว
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัวดีทิศใต้วิ่งจ้วงอย่างเร็วจนกล้ากับทิวเกือบจะหงายหลัง โชคยังดีพวกเขาก็ยังเอื้อมมือไปจับลำตัวของทิศใต้ไว้ได้ทันขณะที่พวกเขาเข้าใกล้พวกเขาเห็นแสงไฟที่สาดส่องและความร้อนระอุของเปลวไฟที่ลุกลามลอยผ่าน
เมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายกล้าและทิวรีบลงจากหลังของทิศใต้ทันทีภาพที่อยู่เบื้องหน้าที่พวกเขาเห็นนั้นไม่ต่างจากที่พวกเขาเคยเจอมาก่อนเป็ภาพที่ข้าศึกมาโจมตีหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องของชาวบ้านดังระงมบ้านเรือนหลายหลังถูกเผาทำลาย ควันหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า เหล่าข้าศึกถืออาวุธไล่ต้อนผู้คนและเผาบ้านเรือนเพื่อกวาดต้อนชาวบ้านที่หลบซ่อนส่วนชาวบ้านที่พยายามต่อสู้ก็ถูกทำร้าย
กล้าเห็นภาพนั้นดวงตาของเขาก็ลุกโชนด้วยความโกรธกล้าเข้าใจสถานการณ์ดีเพราะเคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเขาจึงรีบเข้าต่อสู้กับข้าศึกด้วยอาวุธที่มีทิศใต้แปลงร่างกลับเป็มนุษย์และบอกให้ทิวไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เหลือและเด็ก ๆส่วนเขาจะไปช่วยกล้าต่อสู้กับข้าศึกจากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ทันที
การต่อสู้กินเวลาไปหลายชั่วโมงแต่กล้าและทิศใต้ช่วยกันสังหารข้าศึกทีละคน เืสาดกระเซ็นบนพื้นดินที่ไหม้เกรียมจนในที่สุดพวกเขาก็สามารถเอาชนะได้ในที่สุด สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นเสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของคนทั้งหมู่บ้าน มาพร้อมรอยยิ้มที่ดีใจ
กล้าเห็นว่าเขาสามารถช่วยหมู่บ้านไว้ได้จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วหันหน้าไปทางทิศใต้ ทิศใต้เพียงพยักหน้าตอบโดยไม่ได้กล่าวอะไรไม่นานชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองพร้อมกับชาวบ้านที่เหลือเขาก้มศีรษะต่ำและกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ชายคนหนึ่ง : ขะ…ขอบคุณพวกเอ็งมากนะที่ช่วยพวกเรา
กล้า : ไม่เป็ไรพวกข้ายินดีช่วย
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เธอกุมมือของกล้าไว้แน่นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งเอ่อคลอในดวงตา
หญิงสาวคนหนึ่ง : จะไม่เป็ไรได้ยังไงล่ะถ้าไม่ได้พวกเ้ามาช่วย ป่านนี้ชีวิตพวกเราจะหาไม่แล้วล่ะ
ชาวบ้าน :
“จริงด้วย ๆ”
“พวกเ้านี่เก่งจริง ๆ”
“แถมยังมีศาสตราวุธด้วย!”
“ขอบคุณพวกเ้ามากจริง ๆ นะ”
“ถ้าไม่ได้พวกเ้าช่วยพวกเราคงตายไปแล้ว”
“ให้พวกเราได้ตอบแทนท่านด้วยเถอะ”
ทิศใต้ : ไม่หรอกพวกข้าไม่ได้้าอะไร แค่พวกท่านไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว
ชายคนหนึ่ง : นามของข้าคือสุพจน์ หรือเรียกข้าว่า ผู้ใหญ่พจน์ ก็ได้นะและข้าเป็หัวหน้าของหมู่บ้านแห่งนี้ขอขอบคุณท่านจากใจจริง
หญิงสาวคนหนึ่ง : ไม่ทราบว่าพวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไรรึ
กล้า : พวกเรา เอ่อ…
คำถามนั้นทำให้กล้าสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยและไม่รู้จะตอบคำถามของหญิงสาววัยกลางคนนั้นยังไง ถ้าจะตอบตรง ๆ ไปว่าพวกเขา ขี่หลังของทิศใต้ในร่างพยัคฆ์ไพรอำพันที่เป็อสูรศาสตรามาก็กลัวว่าหญิงสาวคนนั้นจะใ ทิศใต้สังเกตเห็นสีหน้าของกล้าในตอนนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาไม่รู้จะตอบหญิงสาวคนนั้นอย่างไรทิศใต้จึงก้าวออกไปข้างหน้า แล้วเอ่ยตอบแทนเขา
ทิศใต้ : พอดีว่าพวกกำลังล่าเสือตัวหนึ่งอยู่ ละ..และบังเอิญมันวิ่งหนีตายมาทางนี้และพวกเราก็พบกับหมู่บ้านของท่านที่ถูกโจมตีพอดี เลยช่วย…แต่ไม่ต้องห่วงเื่นี้เื่เล็ก พวกเราไม่้าอะไรตอบแทนหรอก
กล้า : อ๋อ ๆ..ใช่ ๆเพียงแค่พวกท่านทุกคนปลอดภัย ข้าก็ดีใจแล้ว
ชาวบ้าน :
“น..นี่พวกเ้าล่าเสือเลยหรอ!”
“เหลือจะเชื่อเลย”
“โฮ!”
“พวกเ้านี่เก่งจริง ๆ เลยนะเนี่ย”
“ไม่น่าล่ะ ข้าเห็นเสืออยู่แต่ก็ไม่ได้สนใจ”
“คงเป็เสือที่พวกเขาไล่มาแน่ ๆ เลย”
“ใช่ ๆ”
กล้า : แฮ่ ๆ…
สุพจน์ : ไหน ๆเดี๋ยวนี้ก็ดึกแล้วพวกเ้าคงจะเหนื่อยสินะ เดี๋ยวข้าจะให้คนหาที่พักกดี ๆ ให้
หญิงสาวคนหนึ่ง : ถ้าหากพวกเ้าไม่รังเกียจเชิญพักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด
ทิศใต้ : ก็..ได้…
กล้า : เอ่อ..จริง ๆแล้ว พวกข้ามากันสามคน ข้ามีน้องชายมาด้วยอีกคนนึง
กล้ากล่าวอย่างสุภาพ ในขณะนั้นเองเสียงของทิวดังมาจากด้านหลัง กล้าและทิศใต้หันไปมองก็เห็นทิวกำลังวิ่งหน้าตาตื่นมาหยุดตรงหน้า ก่อนจะยิ้มให้พี่ชายทั้งสองแล้วพูดอย่างรีบร้อนว่า
ทิว : พี่กล้า!พี่ทิศใต้! เป็ยังไงบ้าง
กล้า : อ้าวไอ้ทิวมาพอดีเลย
ทิศใต้ : ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมไอ้หนู
ทิว : อืม!
สุพจน์ : นี่คงเป็น้องชายของพวกเ้าสินะ เดี๋ยวข้าจะใช้คนหาที่พักให้และรุ่งเช้าพวกเ้าร่วมทานมื้อเช้า เป็การตอบแทนด้วย
เมื่อเขาพูดจบก็ยิ้มให้อย่างเป็มิตรหลังจากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านก็ได้ให้หญิงสาวคนหนึ่งมีอายุราว ๆ วัยกลางคน นามว่า มารีญาให้นำพาพวกเขาทั้งสามคนไปยังที่พัก ทุกคนก็แยกย้ายกันออกไปส่วนหนึ่งไปช่วยกันซ่อมแซมบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้อีกส่วนหนึ่งได้ถูกแบ่งไปช่วยเหลือชาวบ้านที่าเ็ และหาสมุนไพรมาทำยารักษา
ทางฝั่งของ กล้า,ทิศใต้,ทิว พวกเขาทั้งสามถูกพาไปยังสถานที่พักซึ่งเป็สถานที่พักซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตัวหมู่บ้านอยู่พอสมควรสถานที่แห่งนั้นมีลักษณะเป็ลานกว้าง ๆทั้งยังเงียบสงบเหมาะแก่การนอนและไม่ได้ถูกไฟไหม้เลยแม้แต่น้อย นั่นก็คือ ศาลาวัด
เนื่องจากศาลาวัดเป็ลานกว้างและมีขนาดที่ใหญ่มาก ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับาเ็ก็ถูกส่งมาให้พักอยู่ที่นี่รวมไปถึงชาวบ้านที่บ้านเรือนเสียหายทำให้ไม่มีที่พักก็จะได้มาอยู่ที่นี่เช่นกัน
มารีญา : ที่นี่คือศาลาของวัดของหมู่บ้านเราน่ะเป็ที่พักที่ดีที่สุดแล้วล่ะ ทั้งอากาศปลอดโปร่งดีและที่นี่มีคนอยู่เยอะเลยพวกเ้าจะได้ไม่เหงาอีกด้วย
กล้า : ศะ… ศาลาวัด
ทิศใต้ : ก็… ดูดีเลยดูเหมาะแก่การนอนมาก…
ทิว : …
กล้า : แล้ว…แบบนี้ท่านเ้าอาวาสจะไม่อะไรหรอกหรอ…
มารีญา : ไม่หรอกที่นี่เคยเกิดเหตุการณ์ขึ้นแบบนี้หลายครั้งแล้วท่านเ้าอาวาสเลยให้ชาวบ้านมาพักอยู่ที่นี่ก่อนได้
มารีญา : งั้นเดี๋ยวให้คนข้าไปหาเสื่อและหมอนกับผ้าห่มมาให้พวกเ้านะ
กล้า : ขอบคุณมากครับรบกวนท่านมากแล้ว
หลังจากนั้น กล้า,ทิศใต้,ทิว ก็ได้ร่วมกับชาวบ้านคนอื่น ๆกวาดศาลาวัดแห่งนั้นและได้ช่วยทำแผลให้ชาวบ้านที่าเ็ แต่จู่ ๆก็มีเด็กชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาทั้งสาม ท่าทางของเขาดูรีบร้อนเพราะในมือเขาหอบเสื่อและที่นอนมาเต็มมือ ชายคนนั้นหยุดตรงหน้าพวกเขาก่อนจะกล่าวขึ้น
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง : นี่ ๆพวกท่านน่ะ ข้าเอาพวกเสื่อกับที่หมอนมาให้!
กล้า : เดี๋ยวเ้าเอาวางไว้ตรงนั้นก่อนเถอะ
ทิว : อ๋อ ๆขอบคุณเ้ามาก
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง : แฮ่ ๆแค่นี้เื่เล็กน่า ถ้าเทียบกับการที่ท่านช่วยหมู่บ้านของข้าไว้ อ้อ!เกือบลืมบอกไปเลย ข้าชื่อ เอก หรือเรียกว่าไอ้เอกก็ได้ถ้ามีอะไรที่้าหมอนหรือผ้าห่มเพิ่ม พวกท่านเรียกข้าได้นะ เดี๋ยวข้าจะหามาให้
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วทิศใต้หันมองไปรอบ ๆ ศาลาแห่งนั้นแล้วพบว่ายังมีทั้งชาวบ้านอีกหลายคนที่้าหมอนและที่นอนเขาจึงกล่าวตอบเด็กชายคนนั้นไป
ทิศใต้ : อาจจะต้องหาเพิ่มเยอะเลยล่ะไอ้หนูตอนนี้ยังมีคนที่ยังไม่มีที่นอนอยู่อีกมาก
เอก : ได้!เดี๋ยวข้าไปหามาเพิ่มให้ รอแป๊บนึงนะ
กล้า : เอ็งก็ไม่ช่วยเขาถือของหน่อยล่ะไอ้ทิว
ทิว : เอ่อ..ก็ได้เดี๋ยวข้าไปขนพวกผ้าห่มช่วยนะ…
เอก : ไม่ ๆ ๆเดี๋ยวข้าถือมาคนเดียวก็ได้ แต่อาจจะหลายรอบ พวกท่านคงเหนื่อยเชิญพวกท่านพักก่อนเถอะ
เอกกล่าวขึ้นด้วยท่าทีที่เกรงใจเนื่องจากจะให้คนที่ช่วยหมู่บ้านของเขาไว้ มาขนผ้าห่มและที่นอน ทิวก็ไปช่วยแม้ว่าเอกจะพยายามปฏิเสธความช่วยเหลือนั้นแต่ทิวมองว่ามันไม่ได้เป็เื่ที่หนักหนาอะไร ที่จะทำให้เขาเหนื่อยจึงเดินไปหาเอกแล้วกล่าวขึ้น
ทิว : ไม่เป็ไร ช่วยๆ กันงานนี้จะได้พักไว ๆ
เอก : ถ้าอย่างนั้นก็ได้เลย
หลังจากนั้นทิวและเอกก็ได้ไปขนเสื่อกับหมอนและที่นอนมาให้ชาวบ้านที่เหลือ จนได้ครบหมดทุกคนแต่เมื่อพวกเขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ศาลาวัดดูเหมือนว่าจะยังมีชาวบ้านที่าเ็มาพักอยู่มากและยังไม่รวมชาวบ้านที่บ้านเรือนเสียหายและ้าที่พักที่กำลังจะมาอีกจำนวนหนึ่งทำให้ศาลาดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่มากพอ
เอกจึงเสนอให้ กล้า,ทิว,ทิศใต้ ไปค้างคืนที่บ้านของเขาแทน ทั้งสามคนจึงตอบตกลงไปโดยไม่ลังเล
เมื่อเดินมาถึงบ้านของเอกเอกได้นำทางพวกเขาทั้งสามไปยังที่บ้านของเขาและได้จัดเตรียมที่นอนไว้ให้เป็อย่างดีในตัวบ้านของเอก มีลักษณะเป็บ้านไม้ทรงไทยโบราณ มีลานบ้านนี้ไม่กว้างมากรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ บ้านมีลักษณะ่ต่อกันไปเรื่อย ๆ เป็โครงสร้างที่ดูเรียบง่ายถึงแม้ตัวบ้านจะถูกสร้างจากการใช้ไม้เก่าแก่ที่ยังคงความแข็งแรงดีแต่โดยรวมตัวบ้านยังคงดูสวยงามและดูเย็นสบาย
ทิว : นี่…บ้านเ้าอยู่คนเดียวหรอกหรอ
เอก : ก็เปล่าหรอกข้าอยู่บ้านของลุงน่ะ
ทิศใต้ : ก็แหงล่ะบ้านทั้งหลังขนาดนี้ ถ้าอยู่คนเดียว จะอยู่ยังไงให้ไหว
กล้า : บ้านเ้าก็น่าอยู่ดีหนิ
เอก : ขอบคุณเอ่อ…นี่ ๆ พวกท่านเชิญทางนี้ พวกท่านน่าจะมานอนในห้องเดียวกันกับข้าก็ได้ห้องน่าจะใหญ่พออยู่นะ
ทิว : นอนยังไงข้าก็นอนได้น่ะ…
ภายในบ้านแม้จะดูมืดและเงียบสงบใน่ที่ยังไม่ได้จุดตะเกียงแต่เมื่อแสงจากตะเกียงเริ่มกระจายออกมา ก็ทำให้สามารถมองเห็นเส้นสายของผนังไม้ได้
เอกได้ไปจุดตะเกียงที่มุมห้องและตามเสาทำให้ทั่วทั้งมุมห้องที่เคยดูมืดสนิทกลับค่อย ๆ มีแสงสะท้อนจากตะเกียงที่ส่องผ่านจนทำให้ภายในบ้านดูสว่างขึ้น เมื่อจุดไฟในตะเกียงภายในตัวบ้านหมดแล้ว
จากนั้นเอกก็ได้ไปขนหมอนและผ้าห่มจากอีกห้องมาให้ทั้งสามคนเมื่อได้ทุกอย่างครบแล้วพวกเขาก็นอนลงข้าง ๆ กัน
เอก : นี่เป็ผ้าห่มของลุงกับป้าของข้านะให้พวกท่านใช้ก่อนคงไม่เป็ไรหรอกมั้ง ยังไงซะคืนนี้พวกเขาก็คงไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน
ทิว : ทำไมล่ะ
เอก : ก็…คงหลายอย่างน่ะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนี้แล้วท่านยุ่งมาก
ทิว : ดูท่าคงน่าปวดหัวน่าดู
เอก : ก็… คงงั้นแต่ไม่ว่าเื่อะไรจะเกิดขึ้น ลุงพจน์น่ะต้องจัดการได้อยู่แล้ว และอีกอย่างนะเื่ที่ถูกลอบโจมตีน่ะ ที่นี่เคยโดนมาหลายรอบแล้วล่ะเพราะงั้นพวกท่านไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงหรอก
ทิว : เอาจริง ๆ นะพี่กับข้าก็โดนมาเมื่อสองสามวันก่อนนี่เอง
เอก : ห๊ะ! จริงหรอ
ทิว : จริงสิไม่เชื่อถามพี่กล้าดูดิ ใช่ไหมพี่กล้า…
เมื่อพูดจบทิวก็หันมาสะกิดตัวพี่ชายของเขาที่นอนอยู่ด้านข้างก่อนพบว่าพี่ชายของเขาได้หลับไปแล้ว
ทิว : อ้าวพี่กล้าหลับไปแล้ว ซะงั้น…
ทิศใต้ : ไม่น่าแปลกถึงเงียบคงจะเหนื่อยมาก
เอก : หมู่บ้านของพวกท่านถูกโจมตีแล้วทำไมพวกท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้กันล่ะ
ทิว : ก็หลังจากที่หมู่บ้านถูกโจมตีข้ากับพี่และชาวบ้านที่เหลือจะไปขอความช่วยเหลือจากเมืองใหญ่อย่างเมืองศิวิลักษณ์แต่ว่าก็โดนโจรป่าลอบโจมตี่ที่ทุกคนกำลังนอน ทำให้ข้ากับพี่กล้าพลัดหลงออกมาแต่โชคยังดีที่มาเจอพี่ทิศใต้อยู่ระหว่างทาง เลยจะให้ที่ทิศใต้นำทางพวกเราไปที่เมืองแทนน่ะ
เอก : อ๋อ…
เอก : แต่..พวกท่านจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือหรอกหรอ…ข้าว่าหมู่บ้านของข้าก็ควรไปขอความช่วยเหลือบ้างแล้วล่ะ เจอแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ไหวแต่ว่า… ข้าจะแน่ใจได้ยังไง ว่าถ้าไปขอความช่วยเหลือเข้าพวกเขาจะช่วยจริง ๆ ไหม
ทิศใต้ : เ้าก็ต้องลอง…
เอก : งั้นพรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปกับพวกท่านได้ไหม
ทิว : ได้!
ทิศใต้ : นอนเถอะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางอีกไกล
สิ้นสุดการสนทนานั้น พวกเขาก็หลับไปทิ้งไว้แต่เพียงความเงียบในยามค่ำคืน เวลาผ่านไปยาวนานใน่ที่พวกเขาหลับดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางฟ้าก็ค่อย ๆ ลอยต่ำลงมา และดวงตะวันที่ส่องแสงอ่อน ๆขึ้นมาอีกด้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงไก่ขันดังก้องไปทั่วท้องทุ่งพร้อมแสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านม่านหมอกบาง ๆ ลงมายังพื้นดินสายลมเย็น ๆ พัดมาเป็ระยะๆ ผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้องทำให้ทุกคนตื่นขึ้นเอกจึงได้พาพวกเขาไปยังที่รับประทานอาหารเช้า ที่ป้ามารีญาเตรียมไว้ให้แล้วทั้งสี่คนก็นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จกล้ากับทิวและทิศใต้ได้พาเอกได้เดินไปบอกลุงและป้าของเขาถึงเื่เมื่อคืนที่เขาคุยกันไว้ว่าจะเดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเมืองศิวิลักษณ์ทั้งลุงและป้าของเอกนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใดและได้ให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งและได้ให้ วิโรจน์ ที่เป็น้องชายของสุพจน์ร่วมเดินทางไปกับเอกเพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนพวกเขาทั้งสองไม่ได้เดินทางไปด้วยเนื่องจากต้องดูแลความเรียบร้อยของหมู่บ้าน
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเสียงรองเท้าคู่เล็ก ๆ เดินเรียบไปกับต้นหญ้า เมื่อทุกคนหันไปตามเสียงนั้นท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องกระทบใบไม้และหญ้าเขียวขจีเงาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินผ่านหญ้าที่มีหยดน้ำค้างอยู่เต็มใบหญ้าจากทางด้านหลังอย่างเงียบๆ เธอคนนั้นสวมเสื้อหม้อห้อมสีขาวหม่น ๆ ที่ดูเรียบง่ายและนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลเข้มเดินตรงมาที่พวกเขา
เธอคนนั้นมีรูปร่างที่เรียวบางใบหน้าเรียวเล็กเป็รูปไข่ดวงตากลมโตสีดำสนิท ตัดผมหน้าม้าสั้นระดับคิ้วมีจอนผมด้านที่ด้านข้างแก้มทั้งสองข้าง เกล้าผมขึ้นสูงเป็มวยปักปิ่นทองสองดูสวยงามสะดุดตาเธอคือ รำพา ซึ่งเป็เพื่อนสนิทของเอก
รำพา : โทษนะ…มีอะไรรึเปล่า
เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุภาพก่อนที่เอกจะหันกลับไปมองที่ต้นเสียงนั้น แล้วเห็นว่าเป็รำพาเพื่อนสนิทของตน เขาสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยด้วยความใ
เอก : อ้าว..รำพาเอ็งมาจากไหนเนี่ย!
รำพา : ก็มาจากข้างหลังเอ็งนั้นแหละน่า
เอก : แฮ่ ๆ ๆข้าแค่ใน่า อ้อ! แล้วก็ขอแนะนำเพื่อนใหม่ข้าเอง ไอ้ทิวและพี่กล้ากับพี่ใต้ที่พวกเขาช่วยหมู่บ้านของพวกเราไว้เมื่อคืนนี้น่ะ
ทิว : เอ่อ..สวัสดี
รำพา : โว้! สวัสดีนะข้ารำพา ต้องขอบคุณพี่ของเ้ามาก ๆ เลยนะ ถ้าไม่ได้พี่ของเ้าช่วยไว้ป่านนี้หมู่บ้านของเราต้องแย่แน่ ๆ เลย
ทิว : อืมพี่กล้ากับพี่ใต้นะ เก่งอยู่แล้วล่ะ
รำพา : ถ้าไม่ว่าอะไรข้าขอไปด้วยคนได้ไหม
เอก : มันก็ได้อยู่หรอกนะถ้าพ่อแม่เอ็งไม่ว่านะ
รำพา : ไม่ว่าอยู่แล้วล่ะ!
กล้า : พี่รีบไปร่วมกับคนอื่นๆ กันเถอะ เดี๋ยวพวกเขาจะรอนานเอา
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมพวกเขาก็ได้ไปรวมตัวกับคนอื่น ๆ และได้ออกเดินทางไปพร้อมกับใน่สายของวันการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย เนื่องจากพวกเขาได้รับยานพาหนะเป็เกวียนที่ทำให้พวกเขาไม่ต้องเดินเท้าเองแถมยังสามารถขนเสบียงอาหารไปได้อีกด้วย ในระหว่างทางกลางป่าใหญ่พวกเขาทั้งห้าคนได้พูดคุยถึงเื่สารทุกข์สุขดิบของแต่ละคนตามปกติ