บทที่ สามสิบห้า
นิมิตหายไปแล้วลู่อิงหมิงที่ถูกคนของเผ่าปีศาจงูเขย่าเรียกเริ่มคืนสติดีที่ครั้งนี้ไม่ทำแก้วผลึกหลุดมืออีก
“ท่านเซียนๆ” ลู่อิงหมิงผินหน้ามองรอบกาย เรื่องทั้งหมดคงมีตนคนเดียวที่พบเจอปีศาจงูตนนี้มิได้มีท่าทางตกใจที่แก้วผลึกในมือส่องแสงจนแสบตาเลยแม้แต่น้อยแต่บัดนี้นางเข้าใจทั้งหมดแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร”ลู่อิงหมิงลุกขึ้นยืนก่อนจะนำแก้วผลึกวางที่ริมเตียงหลังเก่าจากนั้นก็ใช้พลังตัดผ่ากลาง แก้วผลึกที่รวบรวมมาอย่างลำบากก็กลายเป็นสองฝั่งทันที
“ท่านทำอะไร?” ปีศาจงูแม้จะไม่ทราบว่าของชิ้นนี้แท้จริงเป็นอะไรแต่ไม่ใช่ว่าท่านเซียนกำลังตามเก็บเพื่อให้ครบมิใช่หรือ ทำไมถึงตัดออกแบบนี้เหล่า
ลู่อิงหมิงไม่ตอบคำถามนางมุ่งทำสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรกต่อหากชิ้นส่วนที่อยู่ที่ไหล่มันเล็กเกินไปไม่มีพลังมากพอจะเยียวยาได้ก็เพียงต้องเพิ่มเข้าไปอีก
นิ้วเรียวหยิบชิ้นครึ่งที่ขาดเสี้ยวเล็กๆขึ้นมาวางลงไปที่จุดเรืองแสงน้อยๆ แล้วประทับฝ่ามือตามลงไปแสงส่องเรืองรองรับกันจากนั้นชิ้นที่อยู่บนผิวก็ค่อยๆแทรกตัวลงไปด้านในรวมกับเสี้ยวเล็ก
เมื่อสองเสี้ยวผสานกันแล้วลู่อิงหมิงก็ลุกขึ้นยืนเก็บส่วนที่ไม่ได้ใช้งานลงถุงหอมไปจากนั้นจึงถอยมาสังเกตอาการของร่างที่ผอมแห้งอมทุกข์ ไม่นานอาการก็เริ่มแสดงออกมาการหายใจไม่ถี่เท่าแต่ก่อนแต่เข้าออกสม่ำเสมอ ส่วนอื่นๆยังไม่ค่อยเห็นแต่คิดว่าแก้วผลึกน่าจะช่วยได้ ไม่กี่วันคงเห็นผลชัดเจน
“ข้าฝากดูแลต่อด้วย น่าจะค่อยๆ ดีขึ้น”เซียนน้อยเอ่ยกับปีศาจงูผู้นั้นและเดินออกไปมุ่งหน้าไปที่ห้องที่สวีจ้าวหรงพักอยู่นางไม่คิดจะรอให้เฉินหยวนตัดสินใจอีกต่อไปแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้าผู้เฝ้ายามก็เปิดให้เซียนน้อยเข้าไปโดยไม่ต้องขออนุญาตก่อนเซียนหนึ่งเดียวท่ามกลางเหล่าปีศาจดูจะได้รับการปฏิบัติอย่างนอบน้อมคงเป็นเพราะพวกเขารู้ว่าจอมมารผู้เป็นนายใส่ใจนางมากจึงต้องพินอบพิเทาขนาดนี้
“จัดการทางนั้นเสร็จแล้วหรือ?”
“ใช่” ลู่อิงหมิงเอ่ยตอบพร้อมกับเดินเข้าไปหาสวีจ้าวหรงแค่เพียงไม่กี่ชั่วยามอาการดูทรุดหนักรวดเร็วสงสัยว่าต่อให้เสี่ยงไปหาเซียนผู้เคยเป็นเจ้าสำนักมาแก้อาคมก็คงไม่ทันแล้ว
“ไม่คิดว่าท่านเซียนจะรวดเร็วเด็ดขาดเช่นนี้”
“เปล่า ข้ามิได้สังหารแต่รักษาเด็กคนนั้น”
“ทำได้งั้นหรือ?” เฉินหยวนดูตกใจไม่น้อยที่ลู่อิงหมิงรักษาเด็กที่ใกล้ตายแบบนั้นได้“ท่านเซียนทำอย่างไร?”
“องครักษ์เฉินอย่าเสียเวลาเรื่องนั้นเลยที่ท่านไม่ให้คำตอบข้าเสียทีเรื่องท่านจอมมารคงเพราะท่านเลือกแล้วมากกว่า”เลือกที่จะไม่เสี่ยง และนั้นลู่อิงหมิงก็ไม่ว่าอะไร..ล้วนเข้าใจดีเพราะหากผลที่ออกมาเป็นการเปิดเผยต่อสวรรค์ว่าจอมมารยังอยู่คนที่ตายคงไม่ได้มีแค่สวีจ้าวหรง คงรวมไปถึงทั้งเผ่าปีศาจงูการเป็นหัวหน้าเผ่าต้องมีหลายอย่างให้คิดหากไม่มีจอมมารออกหน้าเผ่าของเฉินหยวนคงสาบสูญแน่
เฉินหยวนเงียบนิ่งไม่เอ่ยอะไรเพราะนั้นเป็นเรื่องจริงความพักดีต่อจอมมารเขามีครบทั้งสิบส่วนหากแต่เรื่องนี้เขาคิดว่าไม่ใช่การลองเสี่ยงสักนิดแต่เท่ากับฆ่าตัวตายพวกสวรรค์ต้องใช้โอกาสนี้สังหารผู้เป็นนายตนให้ตายเร็วขึ้นมากกว่าพวกนั้นไม่เคยปรานีผู้มีสายเลือดเทพมารมานับพันๆ ปีแล้ว
“แต่นั่นก็ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีอื่นรักษาเขาแล้ว แต่ข้าขออยู่กับเขาลำพัง”
ร่างสูงใหญ่ผู้เป็นดั่งมือขวาจอมมารได้ยินว่าอยู่ลำพังก็อดกังวลไม่ได้เขาหันมองร่างเล็กของเซียนน้อยที่ตอนนี้เสื้อผ้ายังดูไม่ได้มีทั้งรอยขาดและเลือดแต่ก่อนถ้าไม่รู้อะไรเลยเขาคงปฏิเสธไปแล้วไม่กล้าปล่อยผู้เป็นนายไว้ตามลำพังกับเซียนสวรรค์แน่แต่ครั้งนี้สิเรียกว่าน่าลองเสี่ยงจึงลองเอ่ยถามดูก่อน “ท่านเซียนจะรักษาอย่างไร?”
“สิ่งนี้” ลู่อิงหมิงหยิบแก้วผลึกที่เหลืออีกครึ่งออกมาจากถุงหอมสิ่งที่น่าจะเป็นทรงกลมแต่เหลือเพียงครึ่งลูก บัดนี้สีสันงดงามได้หายไปหมดแล้วดูผ่านๆ ก็เป็นเหมือนกับก้อนเล็กก้อนหนึ่ง
“มันคือสิ่งใดกัน?”
“เศษดาวที่ข้าตามหา”
ได้ยินดังนั้นเฉินหยวนก็พอเข้าใจเพราะแท้จริงแล้วมันคงไม่ใช่เศษดาวธรรมดาเช่นกันไม่อย่างนั้นท่านเซียนคงไม่ยอมเสี่ยงชีวิตหลายครั้งเพื่อรวบรวมเวลานี้คงมีแต่ลู่อิงหมิงที่รู้ว่ามันคืออะไรและใช้อย่างไร
“แล้วจะทำอย่างไร”
“ข้าไม่อาจบอกได้ เพียงแต่ขอให้ท่านเชื่อใจข้าเท่านั้น”
เฉินหยวนมองเศษดาวในมือของเซียนน้อยแล้วมองสลับไปที่ราชามารผู้ที่นอนรอความตายเขาเลือกไม่ได้แล้วมีแต่ต้องเชื่อใจลู่อิงหมิงเท่านั้น ถึงอย่างไรคนนี้ก็เป็นคนที่ท่านจอมมารวางใจ
“ได้ ข้าจะออกไป ฝากท่านเซียนด้วย” เฉินหยวนเอ่ยจบก็เดินออกไปทันที
เซียนน้อยได้อยู่ตามลำพังอย่างที่ต้องการแล้วเหตุผลที่ขอให้เฉินหยวนออกไปเพราะวิธีนี้หากอีกฝ่ายรู้เข้าคงอาจมีปากเสียงและทำให้เรื่องยืดยาวกว่าเดิมเวลากำลังไหลไปสวีจ้าวหรงรอไม่ได้และตัวนางเองก็เช่นกัน
อาคมตัวปัญหาที่สวีจ้าวหรงกำลังเผชิญอยู่นั้นคือการที่พลังชีวิตถูกกัดกินยิ่งมีพลังปราณสูงยิ่งสิ้นใจเร็วขึ้นหากพลังชีวิตไม่ถูกดับไม่ว่าอย่างไรอาคมจะอยู่ต่อไป
ลู่อิงหมิงนั่งลงที่ข้างตัวท่านจอมมารเปิดสาบเสื้อออกเล็กน้อยพอถึงกลางอกบริเวณนี้เริ่มมีเส้นสีดำบางๆ ขึ้นมาให้เห็นแล้ว
“ข้าขอโทษ”เซียนน้อยเอ่ยก่อนที่จะหยิบมีดสั้นเล่มบางขึ้นมาถือในมือแล้วใช้มันปักลงไปที่กลางอกของคนหลับอยู่ทันทีหากเป็นเวลาปกติมีดที่ถูกเสกจากเวทกระจอกของนางคงแทงไม่เข้าแสดงให้เห็นว่าสวีจ้าวหรงอ่อนแอแค่ไหน กระทั่งมีดทั้งเล่มถูกแทงเขาไปง่ายๆ
ระหว่างที่ลู่อิงหมิงสังเกตร่างกายหนาของจอมมารสนองตอบอย่างไรบ้างก็เห็นเส้นสีดำเหล่านั้นกำลังวิ่งย้อนกลับเซียนน้อยเลิกแขนเสื้อขึ้นสูงเพื่อดูว่ามือที่คล้ายจุ่มน้ำหมึกมาค่อยๆจางลงใกล้กลับมาเป็นสีเนื้อผิวหนังอีกครั้ง แต่มันถูกแลกมาด้วยลมหายใจที่เบาลง
จังหวะสุดท้ายที่ลมหายใจสวีจ้าวหรงขาดช่วงปลายนิ้วก็หายจากสีน้ำหมึกลู่อิงหมิงดึงมีดที่กลางอกออกพร้อมสลายมีดนั้นทิ้งอย่างไร้ร่องรอยแล้วฝังแก้วผลึกเข้าไปแทนที่แต่มันก็ยังไม่เรืองแสงรักษาผู้เป็นเจ้าของร่างอย่างคนอื่นๆนั้นก็เพราะมันจะรักษาเฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น
เซียนน้อยไม่รอช้าโน้มตัวลงประกบริมฝีปากไปที่หน้าผากของบุรุษที่ตัวเย็นดั่งน้ำแข็งรวบรวมพลังทั้งหมดออกมาได้เป็นเม็ดเล็กๆ รูปทรงหยดน้ำก่อนที่มันจะแทรกซึมไปที่หน้าผากของบุคคลที่หลับอยู่จากนั้นแสงที่แก้วผลึกก็เริ่มเรืองรองอีกครั้ง
ถึงอาการของสวีจ้าวหรงจะเริ่มได้รับการเยียวยาแล้วแต่นางก็ยังไม่ผละตัวออกมาแต่หากกดริมฝีปากเข้าหาหน้าผากที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นไม่ซีดเซียวเช่นคราแรก ลู่อิงหมิงกดจุมพิตแน่นขึ้นพร้อมกับหยาดน้ำตาที่หยดลงบนแก้มชายหนุ่มถึงยันตัวขึ้น
ร่างที่ขาวซีดก่อนหน้าค่อยๆกลับมามีสีสันเมื่อเลือดลมเดินอีกครั้งนางปาดหยดน้ำที่แก้มเขาออกอย่าไม่ให้เหลือร่องรอยก่อนจะคว้ามือหนาอบอุ่นนิ่งของสวีจ้าวหรงมากุมเอาไว้ชั่วครู่แล้วปิดสาบเสื้อกลางอกเอาไว้แบบเดิมไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไรที่แก้วผลึกจะรักษาจนหายหวังว่าตอนที่อีกฝ่ายได้สติจะไม่เจ็บปวดเรื่องนางเกินไป
สุดท้ายลู่อิงหมิงเช็ดน้ำตาที่แก้มตนเองออกจัดวางมือสวีจ้าวหรงเข้าที่เดิมและทอดมองที่ร่างสูงอย่างอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายถึงเดินออกไปด้านนอกที่เฉินหยวนกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ
ทั้งที่เวลาที่นางใช้รักษาท่านจอมมารนับจริงๆก็ชั่วครู่ แต่สำหรับคนรอมันคงนานแสนนาน “สำเร็จไหมท่านเซียน?” ขุนพลคนสำคัญของจอมมารวิ่งเข้ามาทันทีที่ประตูเริ่มเปิดออกพร้อมเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
“เรียบร้อยดี” ลู่อิงหมิงเดินไปตบไหล่เฉินหยวน “ที่เหลือข้าฝากด้วย”
“ท่านจะไปพักหรือเชิญเลยๆ ข้ารับหน้าที่ต่อเอง”
“ใช่ แล้วข้ามีอีกเรื่องที่จะไหว้วานข้าอยากให้ท่านพาเสี่ยวหรงกลับออกไปตอนนี้ พร้อมทั้งเด็กคนนั้นด้วยข้ามีเรื่องต้องไปทำต่อไม่อาจจะให้พวกท่านอยู่ที่นี่ต่อได้”
“ต้องทันทีเช่นนั้นเลยหรือ มีอะไรหรือเปล่าท่านเซียนแล้วนี่ท่านดูเหนื่อยล้าเหลือเกินจะอยู่คนเดียวได้หรือ”ผู้นำเผ่าปีศาจงูลองมองดูแล้วเซียนน้อยดูแปลกไปแต่ไม่อาจบอกได้ว่าตรงไหนก็เกิดเป็นห่วงขึ้นมา
“ทันที รีบพาเขาไปเถอะ”
“อืม..ได้ ถ้าท่านเซียนว่าอย่างนั้น”เฉินหยวนรับคำแล้วพาคนเฝ้ายามด้านหน้าเข้าไปรับตัวสวีจ้าวหรงด้านในลู่อิงหมิงจึงเดินกลับห้องที่ตนเคยพักก่อนหน้า นางแทบจะลืมความรู้สึกนี้ไปแล้วความรู้สึกตัวหนักๆ เช่นก่อนที่จะมีน้ำหยดนั้นใส่ที่หน้าผาก
“เปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อยก็ดี” นางเอ่ยกับตัวเองที่มองแล้วเสื้อผ้าดูยับเยินยิ่งนักมีทั้งรอยขาดและรอยเลือด เป็นแต่ก่อนหมุนตัวก็ได้เสื้อผ้าชุดใหม่แล้วรู้งี้น่าจะเปลี่ยนเสื้อก่อนแท้ๆตอนนี้จึงทำได้แค่เพียงไปคุ้ยเสื้อผ้าเก่าที่อาจจะพอหลงเหลือในห้องและสิ่งที่ได้มาก็ทำเอานางยิ้มอ่อนที่มุมปาก ชุดสีขาวของผู้ฝึกตนเป็นสีเรียบๆไม่มีลายใด คงเป็นของศิษย์ที่ฝึกยุทธ์ที่นี่ลู่อิงหมิงถือวิสาสะเอามาใส่เป็นที่เรียบร้อยจึงเดินออกมานอกห้อง
สำนักเหนิงซือตอนนี้ว่างเปล่าไม่มีปีศาจเหลืออยู่ส่วนคนก็ถูกพากลับไปที่หมู่บ้านกันหมดแล้ว
“แล้วหิวแล้วสิ น่าจะให้เฉินหยวนทิ้งอาหารไว้ให้ก่อนไป”คิดขึ้นได้ก็สายไปแล้ว แถมก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใดด้วย แต่ลองเดินหารอบๆสำนักเหนิงซืออาจจะมีอะไรหลงเหลือก็ได้ เช่นอาหารที่พวกเหล่ากู่ทิ้งไว้
แต่ยังไม่ทันไปถึงส่วนหน้าของสำนักเหนิงซือเทพธิดาคนงามก็ปรากฏตัวเหนือฟากฟ้าก่อน นางฟ้าเซียนรุ่ยเซียงบรรจงทิ้งตัวลงอย่างงดงามเช่นเคย
“เสี่ยวอิงอยู่นี่เอง” นางเอ่ยทักเซียนผู้น้องที่เอ็นดู
ลู่อิงหมิงก็ไม่คิดว่าจะเร็วเพียงนี้‘ก็ดี จะได้ไม่ทนหิวนาน’ “คารวะท่านพี่รุ่ยเซียง”
“ข้าหาเจ้าอยู่นานเชียวมาทำอะไรที่นี่” นางฟ้าเซียนคนสวยลอบมองบริเวณรอบกายบริเวณนี้มีแต่กลิ่นของปีศาจไม่น่าใช่สถานที่ที่เซียนควรอยู่
“เรื่องยาว ท่านพี่เอ่ยเรื่องของท่านดีกว่าตามหาข้าทำไมหรือ?” ลู่อิงหมิงแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเพราะอะไรนางฟ้าเซียนถึงตามหาตน
“ก็แก้วผลึกสังสรรค์นะสิมันหายไป ข้าที่รับหน้าที่นำมันไปเก็บจึงถูกสอบสวนจากโองการสวรรค์แต่ข้าเลี่ยงบอกไปก่อนว่าอาจจะลืมนำไปเก็บเลยขอตัวออกมาหาแก้วผลึกถึงได้มาตามหาเจ้า เจ้าได้นำมันไปเก็บหรือไม่”นางฟ้ารุ่ยเซียงเอ่ยอย่างวิตกกลัวว่าลู่อิงหมิงอาจจะลืมนำไปเก็บหรือทำหายระหว่างทางนางจึงรีบมาสอบถามเซียนรุ่นน้องก่อน
“ความจริงข้านำไปเก็บ แต่มันมีอุบัติเหตุข้าจึงทำหาย”
“ทำหายหรือ ที่ใดกัน?” แม้จะสีหน้าตกใจคิ้วขมวดมุ่นแต่คนงามก็ยังเป็นคนงามรุ่ยเซียงมือกุมอกเอ่ยถามอย่างวิตกมาก
“อย่ากังวลเลย ข้าเจอแล้วท่านพาข้ากลับสวรรค์ทีก่อนหน้าข้าสู้กับปีศาจแร้งที่อยู่ที่นี่จนพลังหมดเดี๋ยวกลับไปข้าจะออกหน้าจัดการเอง ท่านอย่ากังวลเลย”ลู่อิงหมิงตอบพร้อมยิ้มให้รุ่นพี่เซียนที่แสนเคารพรัก
“เจอแล้วก็เบาใจ”รุ่ยเซียงจับมือลู่อิงหมิงขึ้นมาก่อนแล้วพาเหาะกลับขึ้นแดนสวรรค์แต่ตัวนางรู้สึกแปลกๆ คล้ายว่าตัวเซียนรุ่นน้องผู้นี้หนักกว่าปกติแต่อาจจะเพราะพลังเซียนหมดก็เป็นได้จึงเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไป
ลู่อิงหมิงกลับมาถึงสวรรค์แล้วก็ถูกพามาที่โถงของผู้อยู่ในทำเนียบเซียนขั้นสูงที่เรียกตัวเองว่าโองการสวรรค์อยู่กันที่นี่ใช้ในการหาหรือสอบสวนของเซียนชั้นสูง ตัวน้องไม่เคยได้มีโอกาสเข้ามาเหยียบที่นี่มาก่อนมากสุดก็เหาะผ่านด้านนอก
“เจ้าเป็นใคร?” เสียงดังกังวานเอ่ยขึ้นเมื่อตนคุกเข่าลงที่พื้นหินอ่อนสีขาวทองลายงดงามจับตา
“ข้านามว่าลู่อิงหมิง เป็นเซียนไร้นามอาศัยอยู่ที่สวนสระชายชอบสวรรค์”
“เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรต่อการหายไปของแก้วผลึกสังสรรค์จงกล่าวมา”เซียนชั้นสูงน่าเกรงขามเอ่ยถาม แม้แต่ลู่อิงหมิงก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใครอาจจะเพราะความต่างของระดับชั้นมากไปจึงไม่แปลกที่ไม่รู้จัก
“วันนั้นหลังที่จบงานเลี้ยง ท่านเซียนรุ่ยเซียงจะต้องนำแก้วผลึกไปเก็บข้าได้เอ่ยปากขอช่วยโดยจะนำไปเก็บเอง แต่ระหว่างนั้นเกิดอุบัติเหตุขึ้นข้าได้ทำแก้วผลึกหายไป” หลังเอ่ยมาถึงตรงนี้เสียงกระซิบก็ดังทั่วห้องโถงแต่ตอนนี้ตนไม่อาจลอบฟังได้แล้วว่าใครกล่าวอะไรบ้าง
“บังอาจ แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่แจ้งต่อโองการสวรรค์ของวิเศษล้วนมีพลังหากต้องตกไปอยู่ในมือมารจะทำอย่างไร!”เซียนคนเดิมกล่าวเสียงลั่นโถงอย่างโกรธเกรี้ยวที่ทำผิดแล้วยังปิดบังรุ่ยเซียงที่ตามมาด้วยเห็นเซียนรุ่นน้องโดยตำหนิก็กลัวจะโดนลงโทษจึงรีบก้าวมาคุกเข่าข้างๆแล้วเอ่ยปากปกป้อง
“ท่านเซียนถงไกว่จงเจ้าคะ โปรดฟังก่อน เซียนน้อยลู่อิงหมิงอาจจะไม่รู้ความมากนักแต่ก็พยายามตามหานะเจ้าคะ และตอนนี้ก็เจอแล้ว เจ้าเรียนต่อท่านเซียนถงไกว่จงสิ”ขณะเอ่ยเซียนคนงามก็ก้มหน้าเอาไว้ ไม่กล้ามองขึ้นไปกลัวสายตาพิโรธของเหล่าเซียนชั้นสูง
“ใช่ ข้าเจอแล้ว”
“เช่นนั้นก็นำมาคืนเสีย โทษจะได้กลายเป็นเบา” แม้จะรู้ว่าเจอแล้วทำผิดก็คือผิดเช่นไรก็ต้องลงโทษน้ำเสียงของถงไกว่จงจึงอ่อนลงบ้าง แต่ก็คงได้ไม่นานหากได้ฟังคำของลู่อิงหมิงเพิ่ม
“มิได้ ยามนี้มันกำลังช่วยเหลือสองชีวิตอยู่หากนำออกมาคืนเท่ากับต้องสังหารสองชีวิตให้ดับลง” หลังจากนี้ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็เตรียมใจรับทั้งหมดไว้แล้วอย่างไรลู่อิงหมิงก็ไม่ใช่คนที่ควรอยู่ที่นี่แต่แรกด้วย นี่ไม่ใช่โลกของตัวเอง
“เจ้านำมันไปช่วยใคร หากเจ้าบอกมา ข้าจะหารือกับเหล่าทำเนียบเซียนอีกที”
“มิอาจบอกได้ หากจะลงโทษ ลู่อิงหมิงก็ต้องยอมรับแล้ว”นางจะบอกได้อย่างไรว่าครึ่งหนึ่งเอาไปรักษามนุษย์ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่กำลังจะตายส่วนอีกครึ่งหนึ่งใช้รักษาจอมมารจากกับดักอาคมถ้าพวกเขารู้ได้แห่กันยกทัพสวรรค์รีบไปตามสังหารสวีจ้าวหรงตอนที่กำลังไร้ทางสู้กันพอดี
“บังอาจนักเจ้าเซียนไร้นาม มีความผิดไม่สำนึก ทำแก้วผลึกหายทั้งยังนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโองการสวรรค์หากเจ้าไม่ยอมกล่าวคือจงใจปกปิดและขโมยของวิเศษของสวรรค์มีโทษสูงสุด”ถงไกว่จงกล่าวด้วยโทสะมากล้นไม่เคยมีเซียนไร้นามที่ไหนกล้าหาญสู้กับโองการสวรรค์มาก่อน
“เช่นนั้นก็น้อมรับ ข้าทำคนเดียวโปรดลงโทษข้าคนเดียวท่านถงไกว่จง”สิ่งที่กลัวกว่าคือทำทำให้รุ่ยเซียงโดนโทษไปด้วยทั้งที่นางไม่ผิดใดๆ ด้วยเลย
“ข้าจะสืบสวนต่อเจ้าไม่มีสิทธิ์เอ่ยขอ นำตัวไปคุมขังรอการลงโทษ”ปิดทำเนียบโองการสวรรค์เซียนสองคนตรงเข้ามาจะคุมตัวลู่อิงหมิงออกไปแต่รุ่ยเซียงเข้ามารั้งเอาไว้ก่อนพร้อมเอ่ยห้าม
“ไม่ๆๆ เสี่ยวอิงเจ้าจะยอมรับไม่ได้นะ บอกไปเถอะว่าแก้วผลึกอยู่ไหนโทษสูงสุดคืออะไรรู้ไหมอย่าทำแบบนี้”
“ข้าไม่รู้แต่ถึงรู้ข้าก็บอกไม่ได้จริงๆ ท่านพี่รุ่ยเซียงข้าขอโทษที่พาท่านมาข้องเกี่ยว” ลู่อิงหมิงเอ่ยขณะถูกพาตัวไปทิ้งให้เซียนรุ่นพี่ร้องไห้อย่างโศกาเพียงคนเดียวในโถงกว้าง
ห้องคุมขังของเซียนนับว่าชั้นเลิศที่นี่แม้จะเป็นห้องทึบแต่ไม่ได้อับ แถมยังมีเตียงนุ่มๆ ให้นอนอีกต่างหากเสียแค่ท้องที่หิว แล้วคุกสวรรค์ไม่มีข้าวไม่มีน้ำเสียด้วยก็เซียนไม่ต้องดื่มกินนี่นะ
วันเวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไรเพราะให้ห้องไม่มีแสงอาทิตย์ด้านนอกคอยบ่งบอกเวลาแต่ก็พอจะให้หลับแบบไม่สงบได้หนึ่งตื่นนายทวารเปิดประตูหนักอึ้งที่กันนักโทษหนีออกมีเซียนสามคนเข้ามาพร้อมผืนกระดาษหนึ่งม้วน น่าจะเป็นคำตัดสินโทษ
“ลู่อิงหมิงรับโองการสวรรค์” ได้ยินก็คุกเข่าลง “ลู่อิงหมิง เซียนไร้นามมีความประพฤติโดยมิชอบจงใจปกปิดหลบซ่อนนำของวิเศษล้ำค่าของสวรรค์คือแก้วผลึกสังสรรค์ไปใช้และปฏิเสธส่งคืนทั้งยังข้องเกี่ยวกับเหล่าปีศาจอาจนำไปสู่การกระทำแปรพักตร์เปลี่ยนเข้าสู่พวกมารโดยต้องโทษสูงสุด ประหารโดยกระบี่เซียนเก้าเล่มและขับไล่ไปจุตินอกแดนไม่อาจกลับขึ้นสวรรค์”
นี่สินะโทษสูงสุดมากกว่าตายอีกหรือนี่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้วรู้ได้ไงว่าไปข้องเกี่ยวกับปีศาจไม่แน่คงเป็นเพราะไปขลุกอยู่กับปีศาจงูปีศาจแร้งจริงๆ เลยมีไอปีศาจติดตัวแต่จมูกตนไม่ดีเหมือนเก่าเลยคิดว่าไม่มีแล้วหลังเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่สิ่งเดียวที่คิดตอนนี้หากตายแล้วยังวนเวียนอยู่ในนิยายหรือกลับบ้านเก่ากันแน่นะ
“พาตัวไป”ระหว่างที่ลู่อิงหมิงกำลังคิดถึงอนาคตเซียนอีกสองคนที่ตามมาด้วยตรงเข้ามาจับตัวนางคล้องข้อมือด้วยโซ่ตรวนและพาเดินออกไปด้านนอก
“ข้าถามท่านเซียนหน่อย นางฟ้าเซียนรุ่ยเซียงโดนโทษด้วยหรือไม่”อีกเรื่องที่กังวล ถ้าจะจากไปก็ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนด้วย
“มีโทษเล็กน้อยที่ละเลยหน้าที่ ห้ามออกจากตำหนักสิบปีสวรรค์”ก็เหมือนโทษกักบริเวณ แต่สิบปีสวรรค์ก็ไม่ใช่น้อยเลยนะนางอยากจะขอโทษท่านพี่รุ่ยเซียงแต่คงไม่มีโอกาสแล้ว
ระหว่างเดินทางไปที่แท่นประหารเซียนลู่อิงหมิงพลางคิดไปถึงนิมิตที่แก้วผลึกให้เห็นตอนนั้นที่รีบวิ่งไปดูภาพนิมิตคิดว่าใครกันที่สวีจ้าวหรงกอดด้วยความรักทะนุถนอมเช่นนั้น
ในนิมิตร่างสูงอาภรณ์ดำสนิทโอบร่างผู้นั้นไว้แน่นนางเห็นแค่เพียงชุดขาวสีเรียบๆ ไม่มีลวดลายใดๆ ตอนแรกมองไม่ออกว่าใครจนสวีจ้าวหรงยอมคล้ายอ้อมกอดออกมาสิ่งที่เห็นทำนางตื่นตะลึงไม่น้อย เพราะเห็นตัวเองผิวซีดขาวไร้เลือดเพราะมันซึมออกมาอย่างน่ากลัวเต็มอกเสื้อสีขาวปรากฏเป็นวงกว้างสีแดงท่วมดูอย่างไรก็เห็นเป็นร่างไร้วิญญาณจากนั้นสวีจ้าวหรงก็พยายามนำแก้วผลึกที่มีอยู่ครึ่งหนึ่งวางที่กลางหน้าผากนางแต่มันไม่เกิดผลใดๆเพราะเขาไม่รู้วิธีใช้และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันใช้กับคนตายไม่ได้
ลู่อิงหมิงเดินเข้าไปใกล้ยิ่งขึ้นด้วยใจยังตื่นตะลึงและไม่อาจจะห้ามมือตัวเองไม่ให้สัมผัสร่างโชกเลือดของตัวเองได้บางทีนางอาจจะแค่อยากรู้ว่าตนตายจริงๆ หรือแต่พอปลายนิ้วนางแตะโดนร่างนั้นก็พบว่าความรู้สึกนั้นว่างเปล่า เย็นซีดไม่มีแม้แต่พลังเซียนเหลือสักนิดไม่มีแม้ปราณที่กำเนิดพลังนางรู้ในทันทีว่ามันหายไป
‘และถ้าบ้างสิ่งหายไปแต่สวีจ้าวหรงยังมีชีวิตอยู่นั้นอาจจะคือวิธีช่วยสวีจ้าวหรงก็ได้’จากนั้นภาพนิมิตก็หายไป
“เซียนลู่อิงหมิงทำผิดกฎสวรรค์ร้ายแรงสูงสุด..”
ระหว่างที่เซียนคนหนึ่งกำลังกล่าวถึงโทษของลู่อิงหมิงผู้คุมอีกคนก็จับตัวลู่อิงหมิงไปคุกเข่าเอาไว้ที่แท่นประหารไม่มีครั้งไหนเลยที่จะรู้สึกกลัวจับใจเช่นนี้ตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่โลกใบนี้ตอนไปตามหาเศษดาวเผชิญอันตรายเสี่ยงตายหลายครั้งก็จริงก็ไม่แน่ชัดเท่าครั้งนี้แต่มาบัดนี้รู้แล้วว่านี้คือจุดสิ้นสุดแท้จริงทำได้เพียงเม้มปากรอช่วงเวลาสุดท้ายมาถึง
“ผู้ต้องโทษรับโทษประหารกระบี่เซียนเก้าเล่ม ยามอู่ เริ่มการประหารได้”