บทที่ 18 การมอบของขวัญในงานฉลองวันพระราชสมภพ (1)
เป็ไปดังที่จิงอวี่กล่าวไว้จริง ๆ ใกล้เวลางานเลี้ยงจะเริ่ม จึงได้เห็นองค์ชายห้าจ้าวิโหลวเดินตามหลังฮ่องเต้ ฮองเฮา และสองพระสนมเอกทั้งสี่คนก้าวเดินเข้าสู่ตำหนักไท่เหอ
อันที่จริงแล้ว บรรดาโอรสและธิดาทั้งเจ็ดของอาณาจักรเ้าล้วนมีรูปโฉมไม่เลวร้าย แต่จิงอวี่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่า จ้าวิโหลวนั้นมีรูปลักษณ์โดดเด่นที่สุดในบรรดาทั้งเจ็ดคนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ในสายตาของจิงอวี่แม้ว่าองค์ชายห้าผู้นี้จะไม่มีชะตาราศี แต่เพียงแค่รูปโฉมของเขาก็นับว่าเป็ [โฉมงามล่มเมือง] แม้จะไม่มีเสน่ห์เย้ายวนใจก็ตาม
น่าเสียดายที่เป็แค่หมอนปักลายสวยงาม...
"เสด็จพ่อ (ฝ่าา)!" เมื่อฮ่องเต้เสด็จมาถึง บรรดาโอรสธิดาและขุนนางที่รออยู่ ณ ที่นั่งก็ต้องลุกขึ้นต้อนรับ
"ฮ่า ๆ พวกเ้าไม่ต้องมากพิธี!" จ้าวิโหลวสอดปอยผมเข้าข้างหู พลางขยิบตาทำหน้าตาล้อเล่นกับบรรดาองค์ชายและองค์หญิงที่กำลังคำนับ
คนโง่นี่...จิงอวี่ก้มหน้าคำนับ ในใจบ่นอุบอิบ
ขุนนางและรัชทายาทกำลังคำนับฝ่าา เ้าตอบรับไปทำไมกัน? ใครเป็ฮ่องเต้กันแน่?
โชคดีที่ฮ่องเต้แห่งอาณาจักรจ้าวก็รู้ดีว่าโอรสองค์ที่ห้าของพระองค์เป็คนเช่นไร จึงไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่ไล่จ้าวิโหลวไปนั่งประจำที่ของตน แล้วจึงสั่งให้เริ่มงานเลี้ยงทันที!
จิงอวี่กวาดตามองรอบ ๆ ที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ ฮองเฮาประทับอยู่ด้านล่างของฮ่องเต้ ถัดมาคือกุ้ยเฟยสองพระองค์ ในวังหลังมีเพียงสามคนนี้ที่มีตำแหน่งสูงพอจะเข้าร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพได้ ส่วนอวี้เฟย พระมารดาขององค์ที่สี่จ้าวิเฉิง และอันผิน พระมารดาของจิงอวี่ทั้งสองมีตำแหน่งไม่สูงพอ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมโต๊ะเสวย
อีกด้านหนึ่งของที่นั่งแขกผู้เป็ชายชราหนวดขาวที่ดูอายุอย่างน้อยแปดสิบปีขึ้นไป ได้ยินว่าเป็ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงวรรณกรรม ไม่เพียงมีชื่อเสียงในอาณาจักรจ้าวเท่านั้น แต่ยังมีเกียรติในอีกหลายอาณาจักรใกล้เคียง บัดนี้ก็ได้รับเชิญจากฮ่องเต้ให้มาร่วมงานด้วย
ถัดจากขุนนางชรา คือชายชราหนวดเหลืองที่มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยม นามว่าอู่เจวี๋ยเฉิง เป็ยอดปรมาจารย์อันดับหนึ่งในยุทธภพแห่งอาณาจักรจ้าว แม้ว่าอายุจะใกล้วัยหกสิบปีแล้ว แต่ด้วยการบำรุงรักษาร่างกายที่ดี จึงยังคงอยู่ใน่ขีดสุดแห่งพละกำลัง
จิงอวี่คาดว่าหากต้องสู้กันถึงชีวิต ตนเองกับปรมาจารย์ยุทธ์ท่านนี้คงมีโอกาสชนะพอ ๆ กัน
—
"ไก่ย่างจากห้องเครื่องหลวงรสชาติถดถอยลงไปบ้างแล้ว..."
จิงอวี่กำลังถือน่องไก่ที่กัดไปครึ่งหนึ่งอยู่ในมือ หมุนเวียนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยอย่างเงียบ ๆ เพื่อสกัดเอาสารอันเป็แก่นแท้จากน่องไก่มาใช้ประโยชน์ เนื้อสัตว์ปีกธรรมดาเช่นนี้แทบไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนร่างกายเลย แต่ถึงแม้จะเป็ขายุงก็ยังเป็เนื้อ
จิงอวี่จึงไม่เคยรังเกียจต่อของกิน เพราะโลกมนุษย์นั้นไม่เหมือนดินแดนเซียน ได้แต่ต้องสั่งสมทีละน้อยเช่นนี้
"ฝ่าา กระหม่อมหลินจ้าว ผู้ว่าการเขตการปกครองเฟยฝู ขอถวายหินเรืองแสงกลางคืนชั้นดีเลิศหนึ่งก้อนพ่ะย่ะค่ะ..."
จิงอวี่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะในที่สุดก็่เวลาที่เขาชื่นชอบที่สุด นั่นคือการถวายของขวัญวันเกิด!
เขามีความทรงจำเกี่ยวกับหลินจ้าวผู้นี้อยู่บ้าง เมื่อห้าปีก่อนตอนฮ่องเต้จ้าวมีพระชนพรรษาครบห้าสิบพรรษา เขาได้ถวายหยกิญญาหนึ่งก้อน อวดอ้างว่าเป็ของวิเศษจากแดน์ แต่แท้จริงแล้วเป็เพียงหยกขาวที่มีคุณภาพดีเท่านั้น
หลังจากรับของถวายชิ้นนั้นมา มันก็ถูกนำไปเก็บไว้ในคลังสมบัติของวังหลวงทันที แต่จิงอวี่ใช้วิชาดินหลบหนีเข้าไปขโมยมันออกมา แล้วนำมาเล่นเป็ครั้งคราว หวังจะดูดสารสกัดบำเพ็ญร่างกายออกมาจากมัน ผ่านไปห้าปี หยกิญญาก้อนนั้นก็ถูกจิงอวี่ลูบจนเล็กลงไปหนึ่งรอบเต็ม ๆ
"ฝ่าา กระหม่อมหวังอี้ ผู้ว่าการเขตการปกครองงมู่หลิน ขอถวายผลไม้สีชาดร้อยปีหนึ่งผล..."
ผลไม้สีชาดร้อยปี?
จิงอวี่เหลือบมองขึ้นไป เห็นในหีบนี้มีผลไม้สีแดงสดกลมมนดูน่ากินอยู่ลูกหนึ่ง เขารู้สึกประหลาดใจ
เป็ผลไม้สีขาดจริง ๆ ด้วย!
“แต่นี่ที่ใดเล่าจะมีอายุถึงร้อยปี ดูจากสีแล้วอย่างมากก็แค่สามสิบปีเท่านั้น!" จิงอวี่เป็ผู้ที่เห็นโลกมามาก เขาจึงเบ้ปากพึมพำ
ผลไม้สีชาดนี้ถือเป็สมบัติล้ำค่า์สร้างสำหรับผู้ฝึกยุทธ์สามัญ กินเข้าไปเพียงลูกเดียวก็เพิ่มวรยุทธ์ได้อย่างน้อยสิบปีขึ้นไป สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง พอจะนับได้ว่าเป็ส่วนประกอบยาลูกกลอนบางชนิด หรือเป็ยาวิเศษสำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์โดยเฉพาะ แต่ผลไม้สีชาดอายุสามสิบปีนี้ก็ขายไม่ได้ราคาสูง แค่หนึ่งก้อนครึ่งหินิญญาเท่านั้น
"หากเป็ผลไม้สีชาดอายุร้อยปีจริง อย่างน้อยก็ต้องมีค่าสิบก้อนหินิญญาขึ้นไป"
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ไร้ประโยชน์ แต่ยังเป็โทษสำหรับฮ่องเต้จ้าวผู้ไม่เคยฝึกวรยุทธ์ ในเมื่อใช้ไม่ได้ คาดว่าคงจะถูกเก็บไว้ในคลังลับของวังหลวงอีกตามเคย หรือไม่ก็พระราชทานให้ยอดฝีมือในวังหลวงไปเสีย
ส่วนปรมาจารย์ยุทธ์อย่างอู่เจวี๋ยเฉิงก็คงใช้ไม่ได้เช่นกัน เพราะสำหรับยอดฝีมือระดับปรมาจารย์แล้ว พวกเขาได้พัฒนาร่างกายถึงขีดสุดแล้ว หากกินผลไม้สีชาดเข้าไปก็เหมือนน้ำที่เต็มแก้วจนล้น ไม่ถือว่าเป็เื่ดีแต่อย่างใด
แต่สำหรับจิงอวี่ผู้ฝึกฝนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยแล้ว นี่คือยาล้ำค่าที่หาได้ยากสำหรับการฝึกวรยุทธ์!
‘สิ่งนี้มีวาสนากับข้า!’
จิงอวี่จ้องมองเครื่องหมายดวงตะวันสีชาดด้วยสายตาเว้าวอน ขณะที่ขันทีชราผู้หนึ่งนำมันออกไปจากตำหนักไท่เหอ เขาคิดว่าคงจะนำไปเก็บในคลังหลวงเป็แน่
"หากข้าได้ดูดซับพลังจากผลไม้สีชาดนี้ บางทีอาจทำให้คัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยก้าวข้ามไปถึงขั้นที่สามก็เป็ได้"
เขาวางแผนว่าหลังจากงานเลี้ยงจบลง คืนนี้เขาจะแปลงกายเป็โจรผู้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อไปกวาดล้างสมบัติในท้องพระคลังลับของวังหลวง
ขณะที่ทูตจากนานาอาณาจักรและขุนนางท้องถิ่นทยอยถวายของขวัญวันประสูติและฎีกาอวยพรขึ้นมาทีละชิ้น ก็ทำให้จิงอวี่ได้เห็นสิ่งของมากมายที่ตนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ บางอย่างฮ่องเต้ก็ดูโปรดปรานมาก คงจะเก็บไว้ใช้เอง ส่วนของขวัญที่เหลือซึ่งถูกนำเข้าคลังลับของวังหลวงไปจับฝุ่น
ตามหลักการไม่ทิ้งขว้างให้สูญเปล่า ดังนั้นจิงอวี่ย่อมเต็มใจรับไว้แทนบิดาของตนเอง
"ข้ามีของขวัญวันประสูติจะถวายเช่นกันพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ" องค์ชายสี่ จ้าวิเฉิงลุกขึ้นจากที่นั่งพลางกล่าวอย่างนอบน้อม
‘มาแล้ว!’ จิงอวี่คิดในใจ
ถึง่ที่พระโอรสและพระธิดาจะถวายพระพรแล้ว โดยทั่วไปแล้วไม่มีลำดับาุโตายตัว ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ งานเลี้ยงวันประสูติทุกครั้งต้องมีพิธีการเช่นนี้ แต่จิงอวี่คิดว่าตนเองอายุเพียงสิบสี่ปียังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังพอนั่งโต๊ะเด็กได้ ดังนั้นจึงไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรไว้
ขันทีที่อยู่ข้าง ๆ ประกาศเสียงแหลม "องค์ชายสี่ถวายหินประดับสวนหนึ่งก้อน"
จิงอวี่ยิ้มน้อย ๆ ของขวัญชิ้นนี้ช่างธรรมดาจนน่าเบื่อ เข้ากับรูปแบบของท่านพี่สี่อย่างยิ่ง
ฮ่องเต้จ้าวที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานลูบเคราสั้นใต้คางเบา ๆ สีหน้าเรียบเฉย ตรัสเสียงเรียบว่า "ิเฉิงมีน้ำใจดี"
น้ำเสียงนั้นดูจะส่ง ๆ ไปยิ่งกว่าของกำนัลวันประสูติของจ้าวิเฉิงเสียอีก
"เสด็จพ่อ ข้าก็มีของกำนัลวันคล้ายวันพระราชสมภพจะถวายเช่นกันพ่ะย่ะคะ!"
องค์ชายห้าจ้าวิโหลวเห็นองค์ชายสี่ถวายของก่อนก็รู้สึกร้อนใจ รีบหยิบกล่องหยกที่มีลวดลายวิจิตรซับซ้อน เห็นได้ชัดว่ามีค่าไม่น้อย ส่งให้ขันทีน้อยที่อยู่ข้าง ๆ ราวกับกำลังอวดของล้ำค่า
เมื่อขันทีน้อยเปิดกล่องหยกออก แสงสะท้อนจากภายในทำให้ใบหน้าของขันทีน้อยเป็ประกายสีทองวับวาว!
ภายในกล่องหยกนั้นมีถ้วยทองคำทรงกิ่งวางอยู่ ด้านนอกสลักลายดอกไม้มงคล กลีบดอกประดับด้วยไข่มุกและพลอยสีแดงและสีน้ำเงินเป็หลัก ทั้งสองด้านมีหูจับรูปัดัดแปลง บนหัวัประดับไข่มุก ขาทั้งสามเป็รูปหัวช้าง มีหูช้างขนาดเล็ก งาและงวงม้วนงอ ส่วนหน้าผากและระหว่างดวงตาก็ประดับอัญมณีเช่นกัน
ที่ด้านหน้าของถ้วยตรงกลางสลักอักษรตราประทับสี่ตัวว่า ‘ทองคำมั่นคงนิรันดร์’
"ถ้วยใบนี้ข้าได้ตามหาช่างฝีมือชั้นเลิศทั่วทั้งแผ่นดิน ใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการสร้างสรรค์ขึ้นมา มีชื่อว่า 'ถ้วยทองคำอันมั่นคงนิรันดร์' มีความหมายว่าราชอาณาจักรต้าจ้าวของเราเปรียบดังถ้วยทองคำที่ไร้ที่ติ!"
จ้าวิโหลวเชิดหน้าอย่างยโสโอหัง
ช่างเป็ถ้วยทองคำอันมั่นคงที่น่าทึ่งยิ่งนัก!
จิงอวี่จ้องมองถ้วยทองคำด้วยดวงตาเป็ประกาย ในใจขณะนั้นมีความคิดเพียงอย่างเดียว
‘ถ้วยใบนี้จะสามารถดูดซับร่างสมบัติผ่านทุกข์ภัยได้หรือไม่…’