สุดยอดนักผจญภัย

    บรรยากาศที่สวยงาม

    เฟลเลเนียและไลท์มองหน้ากันก่อนที่จะเดินไปที่สวนดอกไม้ทันที

    “ เกิดอะไรขึ้น? ” เฟลเลเนียถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย

    เมื่อทหารเอลฟ์หันไปมองก็พบว่าเป็นเฟลเลเนียก็รีบทำความเคารพและตอบตามความจริงว่า “ ท่านเฟลเลเนีย เมื่อกี้องค์ชายโบรอสได้ท้าสู้กับมนุษย์แล้วเกิดสู้ไม่ได้จึงเรียกให้คนอื่นๆมาช่วยสู้แต่ก็ยังสู้ไม่ได้อยู่ดีจึงได้เรียกให้พวกเรามาจับกุมพวกมนุษย์ครับ ”

    “ สู้ไม่ได้ก็เรียกทหารมาจับงั้นหรอ? ” ไลท์หัวเราะเยาะออกมา

    เฟลเลเนียที่อยู่ข้างๆก็มีใบหน้าดำคล่ำด้วยความอับอาย

    เฟลเลเนียและไลท์เดินเข้าไปด้านในก็พบว่ามีกลุ่มขององค์ชายโบรอสรวมไปถึงเอลฟ์คนอื่นๆที่กำลังยืนด่าพวกเดซี่อยู่ โดยที่ฝั่งเดซี่มีองค์หญิงโมลิเซียยืนอยู่ด้วย

    “ ถอยไปให้หมด ” เฟลเลเนียตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิด 

    ทหารที่ได้ยินคำพูดของเฟลเลเนียก็พากันถอยห่างออกไปทันที

    เมื่อฝั่งองค์ชายเห็นเฟลเลเนียก็แสดงสีหน้าดีใจออกมาแต่เมื่อเห็นว่ามีมนุษย์เดินตามหลังเฟลเลเนียก็ทำให้พวกองค์ชายแสดงสีหน้าเย็นชาทันที

    “ ลุงเฟลเลเนียหมายความว่ายังไงที่มีมนุษย์เข้ามาในสวนดอกไม้ของพวกเราได้? ” องค์ชายโบรอสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ ก็ฉันไปคนชวนพวกเขามาเอง อีกอย่างหัวหน้ากลุ่มพวกเขาก็มีเรื่องที่ต้องมาแจ้งกับองค์ราชา ” เฟลเลเนียพูดขึ้น

    องค์ชายโบรอสหรี่ตามองไปที่ไลท์ด้วยแววตาไม่พอใจ

    “ ฉันไม่สนว่ามันจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ฉันต้องการให้พวกมนุษย์ออกจากพระราชวังทันที ” องค์ชายโบรอสตะโกนออกมา

    “ แหม่ๆ ทำอย่างกับฉันอยากอยู่ที่นี้นักแหละ ” เดซี่เหยียดหยาม

    “ แกว่ายังไงนะอยากโดนโยนออกไปข้างนอกมากใช่ไหม? ” องค์ชายโบรอสมองไปที่เดซี่ด้วยแววตาเกรี้ยวกราด

    “ แหม่ๆแพ้แม้กระทั้งเด็กผู้หญิงอย่างฉัน นายจะไปมีปัญญาสู้กับคนอื่นๆงั้นหรอ ” เดซี่หัวเราะออกมา

    เฟลเลเนียมองไปที่เดซี่ด้วยความประหลาดใจ เพราะองค์ชายโบรอสเป็นหนึ่งในองค์ชายที่อยู่ในระดับAเชียวนะ แต่กลับแพ้เด็กผู้หญิงคนนี้

    ดูเหมือนว่ากลุ่มนักผจญภัยของไลท์จะไม่ใช่คนธรรมดาสักคน ไหนจะมังกรผู้หญิงคนนั้นอีกที่แค่ออร่าก็ทำให้เรารู้สึกกลัวได้

    “ เอาล่ะๆ ไลท์นายบอกให้คนของนายออกไปรอข้างนอกก่อน ” เฟลเลเนียพูดขึ้น

    “ ได้สิ ” ไลท์พยักหน้าก่อนที่จะเดินไปหาคนอื่นๆ

    “ ไปกันเถอะ เดี๋ยวเด็กแถวนี้จะงอแงเอา ” ไลท์พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้กับองค์ชายโบรอส

    “ แกว่าใครเป็นเด็กงอแง!! ” องค์ชายโบรอสตะโกนขึ้นด้วยความโกรธพร้อมกับชี้หน้าไลท์

    “ แล้วใครที่กำลังงอแงอยู่ก็คนนั้นแหละ ” ไลท์หัวเราะขึ้นทำให้คนอื่นๆพากันหัวเราะออกมา

    “ ลุงเฟลเลเนียจะต้องจัดการพวกมนุษย์ให้ผม ” องค์ชายโบรอสตะโกนใส่เฟลเลเนีย

    ‘ จะให้ฉันไปจัดการกับระดับSSเนี้ยนะ บ้าไปแล้ว ’ เฟลเลเนียส่ายหน้า

    “ องค์ชายอยากให้หม่อมฉันไปกราบเรียนองค์ราชาว่าองค์ชายทำตัวแบบนี้งั้นหรอ? ” เฟลเลเนียถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    ทั้นใดนั้นองค์ชายโบรอสก็สะดุ้งและรีบส่ายหน้าทันที

    “ งั้นก็ดีแล้วครับ ” เฟลเลเนียยิ้มก่อนที่จะหันมาพยักหน้าให้กับไลท์ทีหนึ่ง

    “ ไปกันเถอะ ” ไลท์พูดจบเขาก็เดินนำคนอื่นๆไปโดยที่มีองค์หญิงโมลิเซียเดินตามมาด้วย

    หลังจากที่ออกมาจากพระราชวังแล้วพวกไลท์ก็ยืนคุยกับองค์หญิงโมลิเซียอยู่สักพักก่อนที่เฟลเลเนียจะเดินออกมาจากด้านใน

    จากที่เดซี่และคนอื่นๆเล่ามา ดูเหมือนว่าองค์ชายโบรอสจะเป็นพวกเอลฟ์ที่ไม่ค่อยชอบมนุษย์สักเท่าไหร่และเมื่อเห็นว่ามีมนุษย์เข้ามาด้านในสวนดอกไม้ก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดปัญหากันระหว่างพวกเดซี่และองค์ชายโบรอส

    จากที่องค์หญิงโมลิเซียบอกมา ราชาเอลฟ์เดลเฟียสมีลูกทั้งหมดสิบแปดคน เป็นองค์ชายสิบคนและองค์หญิงอีกแปดคน 

    องค์ชายโบรอสเป็นโอรสลำดับที่สิบห้าและยังเป็นองค์ชายคนที่แปดจากสิบคน

    “ ต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ” เฟลเลเนียส่ายหน้า

    “ ไม่เป็นไรหรอกไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ” ไลท์ยิ้มๆพร้อมกับตบไหล่เฟลเลเนียเพื่อเป็นการให้กำลังใจ

    “ เอาล่ะพวกเราไปที่ร้านอาหารกันเถอะ ” เฟลเลเนียพูดขึ้นแต่ก็หยุดชะงักก่อนที่จะมองไปที่องค์หญิงโมลิเซียที่เนียนเดินตามมา

    “ องค์หญิงควรที่จะอยู่ในวังนะ ” เฟลเลเนียพูดขึ้น

    “ ไม่เอาๆ ลุงเฟลเลเนียกำลังพาพวกพี่เดซี่ไปกินอาหารอร่อยๆแล้วทำไมหนูจะไปด้วยไม่ได้ ” โมลิเซียไม่พอใจ

    “ เอาแบบนี้ไหมถ้าหากเธอจะไปก็ให้คนตามไปด้วยก็ได้ ” ไลท์พูดขึ้น

    “ เอาแบบนั้นก็ได้ ” เฟลเลเนียเห็นด้วย

    “ ตกลงๆ ” องค์หญิงโมลิเซียตอบรับก่อนที่จะรีบวิ่งไปตามหญิงรับใช้มาทันที

    ไม่นานองค์หญิงโมลิเซียก็วิ่งมาพร้อมกับเอลฟ์หญิงที่สวมชุดเมดสองคน

    “ งั้นก็ไปกันเถอะ ” เฟลเลเนียพูดก่อนที่จะพาพวกไลท์ไป

    ร้านอาหารที่เฟลเลเนียพาไปเป็นร้านอาหารที่สร้างขึ้นบนต้นไม้ใหญ่ เป็นร้านอาหารเปิดที่ไม่ได้นั่งในห้อง สามารถนั่งชมวิวเมืองหลวงได้ทั้งหมดและถ้าหากเป็นตอนกลางคืนก็จะมองเห็นแสงไฟรอบๆเมืองหลวง 

    “ นี้คือร้านอาหารอันดับหนึ่งของเมืองหลวงแห่งนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นรสชาติหรือบรรยากาศก็นับว่ายอดเยี่ยมที่สุด ” เฟลเลเนียพูดขึ้น 

    ตอนนี้พวกไลท์นั่งชมบรรยากาศยามเย็นของเมืองหลวง 

    ไม่นานอาหารหลากหลายอย่างก็ถูกนำขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ

    อาหารส่วนมากจะเป็นอาหารที่ทำมาจากผัก ส่วนจานเนื้อก็มีหลายจานเช่นกัน

    “ ฉันรู้ว่าพวกนายกินเนื้อสัตว์กันเป็นหลักแต่สำหรับพวกเราชาวเอลฟ์จะกินผักกันเป็หลักเสียมากกว่า เพราะฉะนั้นฉันจึงสั่งเมนูที่ทำมาจากเนื้อให้พวกนายด้วย ” เฟลเลเนียอธิบาย

    “ พวกเราเป็นพวกที่กินอาหารได้ทุกอย่างแหละเพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาอะไร ” ไลท์พูด

    ต้องยอมรับว่าอาหารของเอลฟ์อร่อยมากแม้ว่าส่วนมากจะเป็นผักก็ตาม 

    “ แต่ฉันว่าอาหารผักที่อาจารย์ทำอร่อยกว่า ” ไลก้าพูดขึ้นในฐานะนักชิม

    “ นั้นสิ ฉันก็เห็นด้วยกับไลก้านะ ” คอลรุยพูดขึ้น

    “ อาหารจานไหนที่อาจารย์ทำอร่อยกว่างั้นหรอ? ” เดซี่สงสัย

    “ ก็ผัดผักสามสหายไง ” ไลก้าพูดขึ้น

    “ แต่ฉันว่าเห็ดผัดเนยก็อร่อยนะ ” คอลรุยพูดขึ้น

    เนยเป็นของที่ยังไม่มีในโลกนี้เพราะฉะนั้นไลท์จึงเป็นคนแรกที่คิดค้นเนยในโลกใบนี้

    เดซี่และคนอื่นๆเองก็เริ่มที่จะพูดถึงอาหารที่ไลท์ทำ 

    เพราะหลังจากที่งานเทศกาลน้ำพุร้อนที่เมืองซาวน์เลียน่า ไลท์ก็ถูกเบเรียลบังคับให้ทำอาหารให้กิน แน่นอนว่าไลท์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขาทำให้ทุกๆคนกินหลายเมนู ก่อนที่จะสอนเวโรนิก้าทำอาหาร

    แน่นอนว่าก็ต้องมีเมนูที่ใช้ผักเป็นส่วนผสมหลัก

    “ พี่ไลท์ทำอาหารเป็นด้วยหรอ? ” โมลิเซียถามด้วยความประหลาดใจ

    “ แน่นอนสิองค์หญิงอาจารย์น่ะทำอาหารได้เก่งที่สุดเลย ” เดซี่พูดขึ้น

    “ จริงหรอๆ หนูอยากลองกินฝีมือพี่ไลท์จัง ” โมลิเซียพูดด้วยน้ำเสียงคาดหวัง

    “ งั้นเดี๋ยวพี่ทำให้กินล่ะกัน ” ไลท์ยิ้ม

    “ ได้ๆ เดี๋ยวหนูจะรอนะพี่ไลท์ ” โมลิเซียพูดด้วยรอยยิ้ม

    พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปจนมาถึงตอนกลางคืน

    พวกไลท์ยังคงอยู่ที่ร้านอาหารเช่นเดิมแต่ตอนนี้พวกเขากำลังชมบรรยากาศยามค่ำคืนที่สวยงามของเมืองหลวงเฟลรอส

    ด้านบนสามารถมองเห็นดวงจันทร์และดวงดาวได้อย่างชัดเจน

    ด้านล่างก็เห็นแสงหลากสีที่ประดับตามสะพานแขวนและตามบ้านเรือน 

    “ สวยจริงๆ ” ไลท์ชื่นชม บรรยากาศราวกับในเทพนิยายที่มักจะปรากฏขึ้นมาในนิยายหรือในหนังต่างๆ แต่ตอนนี้เขาได้เห็นมันด้วยตาของตัวเอง

    “ สมแล้วที่เป็นเมืองของเอลฟ์ที่ขึ้นชื่อว่างดงามที่สุดในบรรดาเผ่าพันธุ์ทั้งหมดบนโลกใบนี้ ” เฮลเฟลชพูดขึ้น

    “ เมืองของเอลฟ์เป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลกงั้นหรอพี่เฮลเฟลช? ” ไลก้าถามด้วยความประหลาดใจ

    “ ใช่แล้วล่ะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเผ่าเอลฟ์คือเผ่าพันธุ์ที่มีเมืองสวยงามที่สุด โดยเป็นการโหวตโดยทุกเผ่าพันธุ์ทั้งหมดบนโลก ” เฮลเฟลชอธิบาย

    “ ถ้าหากฉันไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองก็คงไม่เชื่อแต่พอมาเห็นแล้วก็ต้องเชื่อจริงๆแล้วว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดจริงๆ ” ไลท์เห็นด้วย ส่วนคนอื่นๆเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน

    นอกจากนี้ยังมีดวงไฟเล็กๆหลากสีสันที่ลอยขึ้นมาจากดอกไม้ ทำให้ช่วยเสริมบรรยากาศให้งดงามยิ่งขึ้น 

    “ คุณเฟลเลเนีย ดวงไฟหลากสีสันเล็กๆนั้นคืออะไรหรอ? ” เดซี่ถามขึ้น ตอนนี้แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหลงใหล

    “ นั้นคือดอกแสงไฟ ซึ่งเป็นดอกไม้ที่จะปล่อยแสงไฟหลากสีสันยามค่ำคืน ซึ่งมันจะเก็บแสงในตอนเช้าและปล่อยออกมาตอนกลางคืน การที่จะปลูกดอกแสงไฟได้จะต้องปลูกโดยเอลฟ์เท่านั้น ถ้าหากปลูกโดยเผ่าพันธุ์อื่นมันก็จะไม่ปล่อยแสงไฟออกมา ซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องให้เอลฟ์เป็นคนปลูกด้วย แต่หลังจากที่ทดลองมาหลายครั้งแล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ” เฟลเลเนียตอบ 

    “ น่าเสียดายจังฉันคิดว่าจะเอามาปลูกบนกริมรีปเปอร์สักหน่อย ” เดซี่ถอนหายใจ แม้ว่าจะเสียดายที่ไม่สามารถนำไปปลูกบนกริมรีปเปอร์ได้แต่เธอก็ไม่ได้เสียใจเพราะเธอคิดว่าถ้าหากแสงไฟรวมกับเมืองเอลฟ์แล้วมันจึงจะงดงามที่สุด

    ในขณะที่พวกไลท์กำลังนั่งชื่นชมบรรยากาศอยู่ จู่ๆก็มีลูกดอกหลายสิบดอกพุ่งใส่พวกไลท์

    “ ปกป้ององค์หญิงโมลิเซีย ” เฟลเลเนียตะโกนขึ้น

    เมดสองคนรีบอุ้มองค์หญิงโมลิเซียออกห่างจากพื้นที่ร้านอาหารทันทีเพื่อความปลอดภัย

    พวกไลท์หลบลูกดอกได้อย่างรวดเร็ว 

    “ ใครกัน!! ” เฟลเลเนียตะโกนออกมาด้วยความโกรธ 

    ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นลูกดอกที่ปักอยู่บนโต๊ะเขาก็หรี่ตาลง

    “ นี้มันลูกธนูขององครักษ์หลวง ” เฟลเลเนียประหลาดใจก่อนที่จะเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

    ทันใดนั้นก็มีเอลฟ์สวมเกาะสีทองโผล่ขึ้นมาจากบนต้นไม้และเล็งธนูใส่พวกไลท์จากทุกทิศทาง

    “ หมายความว่ายังไงเบรุส? ” เฟลเลเนียตะโกนขึ้นก่อนที่จะมองไปยังทิศทางหนึ่ง

    เป็นเอลฟ์หนุ่มในชุดเกาะสีทองใบหน้าหล่อเหลา สะพายดาบไว้ที่หลังและในมือก็ถือธนูเอาไว้ นอกจากนี้ออร่าของเขาก็อยู่ในระดับS 

    “ ผมได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้มาจัดการกับมนุษย์พวกนี้ ” เบรุสพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

    “ หมายความว่ายังไงเบรุส? ” เฟลเลเนียสงสัย เบื้องบนนี้ไม่รู้ว่าหมายถึงใครกันแน่ แต่คิดว่าองค์ชายโบรอสน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องแน่ๆ

    “ คุณเฟลเลเนียหลบไปดีกว่าไม่งั้นคุณจะถูกจับในข้อหาเป็นกบฏ ” เบรุสพูดขึ้น

    “ เหอะ อย่างพวกนายเนี้ยนะจะเอาชนะคนเหล่านี้ได้? ” เฟลเลเนียเย้ยหยัน ถ้าหากเขาไม่รู้มาก่อนว่าไลท์คือตัวตนระดับSSล่ะก็เขาก็คงถอยห่างจากตรงนี้ไปแล้ว เพราะพวกองครักษ์หลวงนั้นเป็นแหล่งรวมหัวกะทิทั่วทั้งอาณาจักร

    “ ได้ไม่ได้ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องใส่ใจ ฆ่าพวกมันซะโทษฐานที่ทำให้ราชวงศ์ต้องเสียเกียรติ ” เบรุสออกคำสั่ง

    เพียงแต่ก่อนที่ทหารเอลฟ์จะปล่อยลูกศรออกจากธนูก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่จะเป็นเอลฟ์วัยกลางคนหนึ่งลอยมา

    เมื่อเอลฟ์ทุกคนเห็นเอลฟ์วัยกลางคนคนนี้ก็รีบทำความเคารพทันที

    “ ทำความเคารพท่านแม่ทัพใหญ่ ” เอลฟ์ทุกคนต่างพูดขึ้นพร้อมกัน

    ไลท์และคนอื่นๆมองไปยังแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรเฟลรอสด้วยความสนใจ 

    เอลฟ์วัยกลางคน ผมสีทองยาวไว้หนวดเคราสีทองเล็กน้อย ใบหน้าดูธรรมดาและสวมเสื้อผ้าสีเขียวอ่อน ถ้าหากคนที่ไม่รู้จักก็คงคิดว่าเป็นคุณลุงที่อยู่ข้างบ้าน แต่ทว่าออร่าของเอลฟ์คนนี้อยู่ในระดับSS 

    เขาคือหนึ่งในสามตัวตนระดับSS ของอาณาจักรเฟลรอส แม่ทัพใหญ่ผู้ควบคุมกองทัพทั้งหมดของอาณาจักรเอลฟ์ ชื่อของเขาคือ แรมเดล

    “ เบรุสพวกนายเอาชนะคนเหล่านี้ไม่ได้หรอก ” แรมเดลพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ไลท์

    “ หมายความว่ายังไงครับท่านแรมเดล? ” เบรุสแสดงสีหน้าไม่พอใจ เมื่อกี้ก็เฟลเลเนียที่นึงแล้วตอนนี้ท่านแรมเดลก็พูดแบบนี้อีก 

    “ ก็เพราะหัวหน้ากลุ่มของคนเหล่านี้คือตัวตนระดับSSยังไงล่ะ ” แรมเดลพูดด้วยรอยยิ้ม

    ทันใดนั้นเบรุสและทหารเอลฟ์คนอื่นๆก็แสดงสีหน้าไม่อยากเชื่อ 

    “ ตัวตนระดับSSงั้นหรอ ” เบรุสมองไปที่พวกไลท์ด้วยความตกใจ เพราะไม่ว่าจะดูยังไงก็ไม่เหมือนกับคนที่มีออร่าแข็งแกร่งอยู่เลย 

    “ ฉันรู้ว่านายได้รับคำสั่งมาจากองค์ชายใหญ่แต่พวกนายกลับไปเถอะถึงอย่างไรพวกนายก็สู้ไม่ได้อยู่ดี ” แรมเดลพูดขึ้น

    เบรุสแสดงสีหน้าลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะถอยกลับทันที เพราะถึงยังไงตัวตนระดับSSก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่พวกเขาจะสู้ได้ไม่แน่ว่าอาจจะถูกฆ่าตายทั้งหมดก็ได้ 

    หลังจากที่เบรุสจากไปแล้วแรมเดลก็ลอยลงมายืนอยู่ด้านหน้าของไลท์

    “ นายน่ะหรอไลท์ที่เวอร์จิลพูดถึง ” แรมเดลมองดูไลท์ด้วยแววตาจริงจัง

    “ รู้จักคุณเวอร์จิลด้วยหรอ? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยความงสงสัย

    “ แน่นอนสิฉันกับเจ้าเฒ่านั้นเป็นสหายกันเลยนะ แม้ว่าพวกเราจะไม่ได้เจอกันมานานกว่าร้อยปีแล้วก็ตาม ” แรมเดลพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม

    “ ที่เธอมาที่นี้เพราะอยากจะสู้กับคนเก่งๆใช่ไหมล่ะ งั้นนายมาสู้กับฉันเป็นยังไง ” แรมเดลพูดด้วยรอยยิ้มแววตาของเขาปรากฏร่องรอยของความต้องการที่จะสู้ออกมา

    “ ได้สิครับ แต่พรุ่งนี้ผมจะต้องสู้กับราชาเดลเฟียส ” ไลท์พูดขึ้น

    “ ช่างมันๆ เธอมาสู้กับฉันดีกว่าฉันน่ะแข็งแกร่งกว่าเดลเฟียสอีก ” แรมเดลหัวเราะ

    “ ถ้างั้นนายมาสู้กับฉันเป็นอย่างไง? ” เฮลเฟลชพูดขึ้นพร้อมกับเดินเข้ามายืนด้านหน้าแรมเดล

    “ เผ่ามังกร? ” แรมเดลประหลาดใจแต่เขาก็สัมผัสได้ว่าออร่าของเฮลเฟลชอยู่ในระดับSเท่านั้น

    “ เธอสู้ฉันไม่ได้หรอก ” แรมเดลส่ายหน้า

    “ ยังไม่ทันลองแล้วจะรู้ได้ไงว่าสู้ไม่ได้ ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ฉันฆ่านายได้โดยการดีดนิ้วไปแล้ว ” เฮลเฟลชหัวเราะ

    แรมเดลขมวดคิ้วแม้ว่าเขาจะเป็นที่เป็นมิตรกับคนอื่นแต่เขาก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูกเขาหรอกนะ

    “ งั้นหรอ งั้นบอกชื่อเธอมาสิเผื่อฉันจะจำได้ว่ารู้จักตัวตนที่แข็งแกร่งแบบเธอ ” แรมเดลยิ้มเหยียด 

    “ ชื่อของฉันคือเฮลเฟลช หรือที่เมื่อสองพันปีรู้จักกันในนาม มังกรโลกันต์เฮลเฟลช ” เฮลเฟลชพูดออกมา

    ทันใดนั้นใบหน้าของแรมเดลก็แข็งค้างและมองไปที่เฮลเฟลชด้วยความไม่อยากเชื่อ 

    “ เธอ! เธอคือมังกรปีศาจตัวนั้นหรอ ” แรมเดลพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

    แม้ว่าปีนี้แรมเดลจะอายุกว่าหนึ่งพันห้าร้อยปี แต่เมื่อตอนเด็กๆเขาก็เคยได้ยินเรื่องเล่าหนึ่งมาว่า ก่อนที่เขาจะเกิดเมื่อห้าร้อยปีก่อนมีมังกรร้ายตัวหนึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับเผ่ามนุษย์และเผ่าเอลฟ์บางส่วน ซึ่งมังกรร้ายแข็งแกร่งมากแม้แต่ระดับSSหลายสิบคนก็ไม่สามารถเอาชนะได้ จนสุดท้ายถูกมนุษย์คนหนึ่งผนึกเอาไว้ 

    และในตอนนี้มังกรที่ว่านั้นได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา แล้วจะไม่ทำให้เขาหวาดกลัวได้อย่างไง