“ข้าไม่ไว้ใจพวกเขา” ต้าหมินตอบด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
สร้อยข้อมือสั่นระรัว
โนะฮิเมะมองมาที่กำไลเงิน เธอรู้ว่านี่คือเทพอาวุธ และอาการสั่นแบบนี้หมายความว่าอย่างไร
ท้องทะเลเวิ้งว้างว่างเปล่า ยามอยู่บนฟ้าเพียงเห็นท้องฟ้าสีครามและผืนน้ำกว้างสุดลูกหูลูกตา ยามกลางวันเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ ยามกลางคืนมืดมนอนธการ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ยากมองเห็นความผิดปกติ โชคดีที่โคทาโร่ได้ครอบครองเทพอาวุธ ถึงยังไม่สามารถใช้ต่อสู้ แค่การเตือนภัยล่วงหน้าก็นับว่ามีประโยชน์ยิ่ง
หลังจากปรับเปลี่ยนทิศทาง สร้อยข้อมือค่อยกลับมาสงบดังเดิม แสดงว่าศัตรูดักรอพวกเขาอยู่ระหว่างทางไปนานิวะ อธิบายให้ชัดเจนคือระหว่างทางกลับหมู่บ้านชาวประมง
ภายหลังการปรับเปลี่ยนเส้นทางอีกสองครั้ง สร้อยข้อมือก็ไม่มีปฏิกิริยาใดอีก จากจุดนี้อีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะถึงแผ่นดิน
ต้าหมินถ่ายทอดเสียง บอกเหตุผลที่เขาตัดสินใจเดินออกจากเรือนรับรอง ทั้งที่ตอนนั้นกำไลยังไม่สั่นเตือนด้วยซ้ำ
“ข้าเชื่อว่าพวกนั้นเคยเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นท่านอาจารย์คงไม่ยื่นมือช่วยเหลือ แต่เรื่องของอาจารย์กับข้าเป็นคนละส่วน ไม่ใช่ภาระที่ศิษย์อย่างข้าต้องมาสานต่อ อีกอย่างพวกเขาไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น”
โนะฮิเมะทำหน้าสงสัย
“ข่าวที่ข้าสังหารมังกรปีศาจไม่มีทางเผยแพร่ออกไปรวดเร็วขนาดนี้ คนที่ทราบเรื่องนอกจากเซียนจิ้งจอกแดงแล้วก็มีแต่พระผู้ใหญ่ของวัดนั้น หากทางวัดต้องการให้ผู้คนรับรู้ควรบอกว่าเป็นฝีมือตนน่าจะเหมาะสมกว่า มังกรปีศาจถูกกักขังโดยท่านคุไค แต่คนสังหารมันกลับเป็นองเมียวจิ นี่ฟังดูไม่ประหลาดรึ
แสดงว่าข่าวนี้คงมาจากสมุนของราชันมังกรเสียเก้าส่วน ตอนนั้นการต่อสู้ค่อนข้างชุลมุนไม่แน่ใจว่าข้าทิ้งหลักฐานอะไรไว้หรือไม่ เป็นไปได้ว่าคนผู้นั้นคงพบร่องรอยบางอย่างแล้วสงสัยมาถึงข้า”
ต้าหมินทำท่าหวนรำลึก ไม่แน่ใจว่าผิดพลาดตรงไหน ยันต์เหล่านั้นล้วนสลายกลายเป็นเศษซาก อาวุธที่ยืมจากเซียนจิ้งจอกแดงอาจมีหักพังบ้าง แต่เพียงอาวุธธรรมดา ป่วยการที่จะคิดต่อ ไว้คราวหน้าค่อยระวังให้มากกว่านี้
ส่วนเรื่องสมุนคนนั้นตามมาถึงสถานที่กักขัง ข้อนี้เขาไม่ติดใจ ยามนั้นมังกรปีศาจหลุดออกจากผนึกเรียบร้อยแล้ว ถึงเป็นเวลาสั้น ๆ แต่มันย่อมมีเวลาพอที่จะส่งข่าวหาพรรคพวก
“เจ้าเกาะบอกเองว่าตนอยู่บนเกาะที่มีข่ายเวทปกปิดกลิ่นอายปีศาจ แต่ทว่ากลับได้รับข่าวสารซึ่งควรเป็นความลับนี้อย่างรวดเร็ว แสดงว่าพวกเขาหาได้ตัดสัมพันธ์กับราชันมังกรไม่ อีกอย่างเขาบอกข่าวอันน่าตื่นตระหนกนี้หลังการประลองเสร็จสิ้น คงหมายทำให้ข้าจิตใจสับสนเพื่อไม่ให้ทบทวนเรื่องก่อนหน้าอย่างละเอียด”
“เรื่องก่อนหน้า?”
โนะฮิเมะถามด้วยความสงสัย
“การประลองยุทธ์!”
“ความจริงไม่มีเหตุที่มาขอคำชี้แนะ การกระทำแบบนี้สุ่มเสี่ยงให้เกิดการเข้าใจผิด การประลองยุทธ์เพื่อตรวจสอบศักดิ์ฐานะเหรอ มีวิธีอื่นอีกตั้งมาก ทำไมพวกเขาไม่เลือก
ความจริงการประลองมีขึ้นเพื่อถ่วงเวลา โชคดีที่พวกนั้นไม่รู้ความสามารถของโคจิและพี่ตุ๊กตา น่าเสียดายหากไหวตัวเร็วกว่านี้คงให้พี่ตุ๊กตาเร่งเผด็จศึก แต่ถือว่าพวกเรายังโชคดีที่หนีออกมาจากที่นั่นได้ทัน”
โนะฮิเมะพยักหน้าเห็นด้วยไปกับความคิดของเขา
“แล้วเจ้าไม่เสียดายเรื่องข่ายเวทหรือ หากมีโอกาสศึกษาอาจทำให้เจ้าเข้าใจอะไร ๆ ได้มากขึ้น ข้าเองไม่รู้เงื่อนไขของการฝ่าทะลุขั้น แต่การเรียนวิชาเพิ่มโดยเฉพาะเวทผนึกแบบนี้ย่อมมีประโยชน์อยู่เหมือนกัน”
“ไม่เลย ข่ายเวทที่ต้องกำหนดเงื่อนไข ข้าว่ามันยุ่งยากไป อีกอย่างด้วยพรแห่งมหาเทพสึคุโยมิ วิชาองเมียวธรรมดาอาจไม่เหมาะกับข้า ไม่ใช่ตัวเองพิเศษอะไรหรอกนะ เพียงแต่วิชาบางอย่างพอข้าใช้ มันดันกลายเป็นอีกอย่างไป ดูอย่างลูกไฟสิ แทนที่จะเป็นดวงไฟธรรมดา กลายเป็นดวงไฟวิญญาณเสียฉิบ”
เด็กชายหัวเราะกับตัวเอง พรนี้ไม่ใช่ไม่ดีเพียงแต่ต้องเสียเซลล์สมองในการหาวิธีประยุกต์ใช้
“อ้อ อีกอย่างข่ายเวทมันซับซ้อนเกินไป เจ้าจำเรื่องเต่าตัวนั้นกับเทพมังกรทะเลตะวันออกได้ไหม”
“อืม จำได้”
เธอไม่แน่ใจว่าสองเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไร
“ตอนนั้นเทพมังกรสนทนากับข้าผ่านทางเต่าตัวนั้น แสดงว่ามีสายใยบางอย่างเชื่อมโยงกันระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ข่ายเวทที่อาจารย์สร้างที่แหลมฟ้าผ่า หากข้าเดาไม่ผิด คงทำหน้าที่ตัดความเชื่อมโยงระหว่างราชันมังกรทมิฬกับลูกน้องของมัน ทั้งยังต้องกลบกลิ่นอายไม่ให้ผู้ใดสัมผัสได้ว่าสถานที่แห่งนั้นมีปีศาจ อีกต้องรองรับพลังแห่งฟ้าดินมาทดแทนพลังเวทที่ค่อย ๆ สูญสลายไปอีก”
ต้าหมินหยุดครู่หนึ่งเพื่อให้โนะฮิเมะได้คิดตาม
“ทั้งหมดนี้มันซับซ้อนเกินไป ต้องตั้งเงื่อนไขวุ่นวายหลายชั้น เท่าที่ข้าเคยถามพี่ตำรา หากต้องการก้าวหน้าในเรื่องข่ายเวทยังต้องศึกษาเรื่องอื่นเสริมด้วย อย่างการดูฮวงจุ้ย ใช้เวลามากไปแถมนำมาใช้ในการต่อสู้ไม่ค่อยได้
เช่น ข่ายเวทคุ้มกันต้องกำหนดเงื่อนไขไม่ให้อะไรก็ตามสามารถเข้ามาภายใน ทว่าข่ายเวทนี้ต้องไม่ห้ามคนภายในออกไปข้างนอก เท่ากับมีสองเงื่อนไข หากคนที่ออกไปข้างนอกต้องการกลับเข้ามา ต้องสร้างเงื่อนไขอนุญาตข้อสามขึ้นอีก หากมีการทำผิดเงื่อนไขอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพหรือการคงอยู่ของข่ายเวทนั้น ทั้งยังเกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานด้วย”
โนะฮิเมะรู้สึกทึ่งในใจ เหมือนต้องมองโคทาโร่ใหม่ หลังจากเธอตื่นจากการสลบไสลเขาแทบเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่แน่ใจว่าเธอใช่ตัวเร่งให้เกิดปฏิกิริยานี้ขึ้นหรือไม่ พอเผลอคิดแบบนี้ให้รู้สึกวาบหวามขึ้นในใจ
“อันที่จริงมาที่นี่ก็มีข้อดีนะ”
“หืม!”
“อย่างน้อยได้รู้ว่าชิกิงามิซึ่งใช้วิญญาณเป็นรากฐานยากมองเห็นร่องรอย ขนาดปีศาจที่มองเห็นมนต์บังตายังไม่อาจสัมผัสถึงความไม่มีชีวิตของโคจิกับพี่ตุ๊กตา นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบของพวกเรานะ ต่อไปเวลาเดินทางมีทางเลือกมากขึ้น เจ้าอยากแต่งตัวเป็นลูกขุนนางไม่ใช่เหรอ พวกเราอาจเปลี่ยนเป็นคุณชายคุณหนูเดินทางพร้อมกับผู้คุ้มกันก็ได้ หรือไม่ก็เป็นลูกพ่อค้า หรือครอบครัวชาวบ้าน หรือคณะละครเร่ แต่แน่นอนนักบวชกับเณรน้อยยังเป็นตัวเลือกที่ดี”
“อืม”
เด็กหญิงเหมือนตัวเองฟังเพลินไป จนลืมอะไรบางอย่าง
“เพ้ย! ข้าไม่แต่งเป็นเณรอีกแล้วนะ หมวกนั่นคันหัวเหลือเกิน”
เด็กชายหญิงต่างหัวเราะ เสียงใสราวกระดิ่งเงินถ่ายทอดไปไกล
แหลมฟ้าผ่า
‘เงือก*’
ปีศาจมีรูปร่างเป็นปลา ลำตัวท่อนบนและใบหน้าเหมือนลิง มีกรงเล็บแหลมคม ขนาดตัวเท่ากับแมวน้ำ
ยามนี้เงือกตนหนึ่งลอยคออยู่กลางทะเล ดวงตาคมวาวของมันจ้องไปยังเจ้าเกาะและน้องร่วมสาบานทั้งสองซึ่งยืนอยู่บนชายหาด
“พวกเจ้าบอกว่าสามารถถ่วงเวลาได้”
เสียงแปร่งหูราวกับเสียงสายลมพัดผ่านช่องผาดังขึ้น เสียงนี้ไม่เพียงบาดลึกไปถึงจิตวิญญาณของคนทั้งสาม ยังสร้างความกดดันอย่างประหลาดจนแทบไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
เจ้าเกาะ ‘ไค’ ต้องใช้พลังอย่างยิ่งถึงสามารถเปล่งเสียงออกมาได้
“พวกข้าทำอย่างเต็มที่ตามแผนการที่ตกลงกันไว้ ใครจะคิดเด็กคนนั้นกลับพายอดฝีมือมาด้วย ต่อให้เราทั้งสามร่วมมือกันยังไม่อาจต้าน ยังไม่นับภูตรับใช้สุนัขและของวิเศษ หากพวกเราแข็งขืนก็เท่ากับตัดสัมพันธ์ วันหน้าย่อมไม่อาจอาศัยข้ออ้างเรื่องข่ายเวทได้”
ไคพยายามอธิบายเหตุผล ความจริงแล้วพวกเขาทราบดี ข้ออ้างนี้คงไม่อาจนำมาใช้ได้อีกแล้ว สาเหตุที่เด็กคนนั้นจากไปไม่ใช่เรื่องให้เกียรติไม่ให้เกียรติ แต่ทว่าคงมีข้อสงสัยถึงได้รีบจากไปขนาดนั้น หากสั่งให้กำลังที่ซุ่มซ่อนอยู่ลงมือ อาจพอถ่วงเวลาให้ผู้คุมกฎตนนี้เดินทางมาทัน ทว่ากองกำลังของเกาะแห่งนี้ซึ่งเป็นต้นทุนอย่างเดียวที่เขามี ย่อมเสียหายจนไม่อาจกอบกู้ เท่ากับว่าฐานที่มั่นแนวหน้าของราชันมังกรย่อมสูญสลายไปด้วย
“ทำไมพวกเจ้าไม่หยุดเขาเอาไว้”
สุ้มเสียงแปร่งหูยังคงดังขึ้น
“ก็อย่างที่ศิษย์พี่ของข้าพูดไป”
ริกุศิษย์น้องของไคพยายามช่วยอธิบาย
“ทำไมพวกเจ้าไม่หยุดเขาเอาไว้”
สุ้มเสียงแปร่งหูยังคงดังขึ้น
“พวกข้าทำเต็มที่แล้ว ในเมื่อสู้ไม่ได้ หากฝืนต่อไปกองกำลังอันมีค่าขององค์ราชันคงต้องสูญไปอย่างเปล่าประโยชน์”
ชินศิษย์น้องอีกคนเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
“หึ หึ ขี้ขลาดนี่เอง”
สิ้นคำพูดนี้ ร่างของมันพลันหายไป โผล่อีกครั้งอยู่ด้านหลังของชิน กรงเล็บแหลมคมแทงทะลุหน้าอก ทะลวงหัวใจออกมาภายนอก นักดาบผู้นี้คอพับสิ้นใจในทันใด
“คนทรยศอย่างพวกเจ้าอาจคิดว่าฐานที่มั่นแห่งนี้สำคัญ และราชันพึงพอใจในของบรรณาการยิ่ง ข้าขอบอกไว้ตรงนี้ ที่มั่นแห่งนี้มีหรือไม่มีก็ได้ เช่นเดียวกับพวกเจ้า”
ทั้งที่ไคกับริกุระวังตัวอยู่ตลอด กลับไม่อาจสังเกตการเคลื่อนไหวได้ทัน เงือกที่ไม่ควรขึ้นมาบนบกได้กลับไม่ใช่อย่างที่คิด แผ่นหลังต่างหลั่งเหงื่อเยียบเย็น
พอผู้คุมกฎกล่าวจบ ร่างของมันก็หายกลับไปในทะเลตรงจุดที่มันเคยอยู่เดิม ราวกับไม่เคยมีการเคลื่อนไหวมาก่อน
“จงแก้ไขซะ”
ร่างของมันหายไปอีกครั้ง คราวนี้มันหายไปอย่างถาวร
คู่ศิษย์พี่น้องเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ทรุดตัวลงกับพื้นทราย ในสมองมีแต่ภาพของชินซึ่งดวงตาเบิกโพลง
*เงือก ลักษณะของเงือกในความคิดของคนญี่ปุ่นแตกต่างไปจากภาพลักษณ์ของตะวันตก รูปลักษณ์ของมันหนักไปทางปีศาจร้าย มีบันทึกใน Nihon Shoki ว่ามีการพบเห็นเงือกครั้งแรกราวปี ค.ศ.619 เล่าลือกันว่าเนื้อของเงือกมอบชีวิตนิรันดร์กับความอ่อนเยาว์ให้ผู้ใดก็ตามที่ได้กินเนื้อของมัน แต่ทว่านี่เป็นทั้งพรและคำสาป ชีวิตยืนยาวแต่ญาติมิตรสูญสิ้นคงเป็นชีวิตที่ทุกข์ทรมาน
มีเรื่องเล่าโบราณเรื่องหนึ่ง เด็กสาวคนหนึ่งเผลอกินเนื้อเงือกเข้าไป เธอมีชีวิตต่อมาอีก 800 ปี ระหว่างนั้นเธอสูญเสียครอบครัวไปทั้งหมดจากการแก่ชราและโรคภัยไข้เจ็บ ด้วยความโศกเศร้าเธอจึงออกบวชเป็นแม่ชี แล้วบันทึกเรื่องของเธอเอาไว้เป็นอุทาหรณ์