ชิลหลับตาคราหนึ่ง ไม่นานก็ลืมตาขึ้น
“ตามที่เอิลได้กล่าวไว้ เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะไม่รู้เรื่อง”
“เจ้าปากพล่อยนั่นมันเล่าอะไรให้เจ้าฟังรึ”
ลาม่อนหรี่ตาก่อนกล่าวต่อ
“ความจริง เรื่องของข้ามิได้มีอะไรน่าสนใจ สิ่งที่น่าสนใจแท้จริงคือตัวเจ้าเสียมากกว่า ข้าอยากรู้นักว่าความเป็นมาของเด็กชายผู้ที่สามารถร่ายอาคมระดับเชี่ยวชาญที่แม้แต่ข้าก็ยังไม่สามารถร่ายได้สำเร็จขนาดใช้เวลาฝึกแรมเดือนเป็นเช่นไร”
ได้ยินดังนั้นชิลก็หุบตา ก้มหน้าจ้องไปยังถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะ
“ถึงท่านจะอยากรู้ แต่เหตุใดข้าจึงต้องบอก”
“ถือซะว่าเพื่อซื้อความเชื่อใจจากคนแก่คนนี้ก็แล้วกัน”
ลาม่อนหัวเราะเบา
“ซื้อความเชื่อใจรึ ฟังดูไม่เลว”
ชิลเงยหน้าพลางกล่าวเสียงค่อย
“มิได้มีอะไรมาก ข้าเพียงมีอาจารย์ดีก็เท่านั้น”
“อาจารย์รึ? เขาเป็นใครกัน”
ลาม่อนถามอย่างใคร่รู้
“พูดไปท่านก็คงไม่รู้จัก อาจารย์ข้าเป็นผู้ใช้อาคมไร้นามที่เก็บตัวศึกษาบทอาคมอยู่ภายในป่าพันวิญญาณเป็นเวลานาน”
ชิลมองลาม่อนที่กำลังทำท่าทางตั้งใจฟัง ไม่นานก็กล่าวต่อ
“หากท่านต้องการพบอาจารย์ข้า คงต้องบอกว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะอาจารย์ข้าได้เสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว เนื่องจาก...”
ชิลเริ่มสาธยายเรื่องของตัวเองที่ได้แต่งขึ้นมาสดๆร้อนๆอย่างยืดยาว ครั้งหนึ่งจักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทได้กล่าวไว้ว่า
‘การโกหกไม่ใช่สิ่งถูกต้อง หากแต่สิ่งที่ถูกต้องแท้จริงแล้วคือการโกหกให้ไม่สามารถจับได้’
“เช่นนั้นเจ้าก็เป็นเด็กกำพร้าที่อาจารย์เจ้าเก็บมาเลี้ยงรึ”
ลาม่อนกล่าวพร้อมเบิกตากว้าง
“ถูกต้อง หลังจากที่อาจารย์ข้าตายไป ข้าก็ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวภายในป่าพันวิญญาณอยู่หลายปี”
ชิลเล่าพลางมองไปยังผืนน้ำบนทะเลสาบที่ส่องแสงเป็นประกายอยู่
เมื่อมองเข้าไปในดวงตาสีองุ่น ลาม่อนพบเพียงความอ้างว้างภายใต้ท่าทางที่แสดงออกอย่างจริงจัง นี่ทำให้เขายิ่งปักใจเชื่อเรื่องที่ชิลกล่าวเข้าไปอีก
“ข้าได้เล่าเรื่องของตัวข้าไปแล้ว ถึงตาท่านเล่าเรื่องของท่านบ้าง”
ชิลกล่าวเสียงแผ่ว สักพักก็หันกลับมามองลาม่อน
ได้ยินเช่นนั้นลาม่อนก็ทำการคลายบทอาคมที่กำลังวาดอยู่ออก ก่อนจะจัดท่าทางให้เรียบร้อยพร้อมกล่าวอย่างจริงจัง
“เจ้าเคยได้ยินชื่อหมู่เกาะหมื่นอสรพิษหรือไม่”
ชิลจ้องนิ่งไปที่ใบหน้ารูปไข่ ความจริงเขารู้จักที่นั่นอยู่บ้าง จากบันทึกจักรพรรดิแห่งความรู้ ครั้งหนึ่งอาคัทเคยนำกองทัพคลังอสูรบรรพกาลบุกจู่โจมที่ซ่องสุมกลุ่มโจรสลัดบนหมู่เกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ทางตอนเหนือของทะเลอสูรคำราม ด้วยที่ว่าโจรสลัดกลุ่มนี้ได้ปล้นเอาของที่ไม่ควรปล้นไปจากเรื่องบรรทุกสินค้าที่กำลังเดินทางไปยังแผ่นดินทอง
หลังจากทำการกวาดล้างโจรสลัดจนหมดสิ้นและได้รับของกลับคืน จักรพรรดิแห่งความรู้อาคัทก็มอบหมู่เกาะแห่งนี้ให้ผู้ติดตามของเขาดูแลพร้อมตั้งชื่อมันว่า หมู่เกาะหมื่นอสรพิษ
ตอนนี้ชิลพอจะเดาเรื่องราวของลาม่อนได้บ้างแล้ว แต่เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเหตุใดลาม่อนถึงมีอำนาจที่สามารถทำให้องค์กษัตริย์เข้าข้างตระกูลแรนเชอ
“ไม่ ข้าไม่รู้จัก”
ชิลกล่าวเสียงเรียบ
“มิแปลก เจ้าอาศัยอยู่กับอาจารย์ภายในป่าพันวิญญาณตั้งแต่เกิด เป็นธรรมดาที่จะไม่รู้จักสถานที่ภายในทะเลอสูรคำราม”
ลาม่อนกล่าวพลางยิ้ม ไม่นานก็กล่าวต่อ
“รู้หรือไม่ว่าแผ่นดินที่เจ้าอยู่นี้เรียกว่าอะไร”
“แผ่นดินทวิเทวา”
ชิลมองชายชราคิ้วยาวที่กำลังทำหน้ายิ้มกริ่มมาทางเขา
“ถูกต้อง”
ลาม่อนพยักหน้าพร้อมกล่าวต่อ
“ความจริงแผ่นดินทวิเทวาจัดเป็นขุมกำลังระดับล่างภายในอาณาเขตทะเลอสูรคำราม หากแต่หมู่เกาะหมื่นอสรพิษของข้านั้นต่างออกไป พวกเราถูกขนานนามให้เป็นหนึ่งในห้าขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลอสูรคำราม”
“หืม...”
ชิลหรี่ตาลงเล็กน้อย ตามที่เขารู้ขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในทะเลอสูรคำรามมีเพียงสามเท่านั้น เหตุใดมันจึงมีห้า บางทีอาจมีขุมอำนาจใหม่เกิดขึ้นในช่วงสองหมื่นปีนี้ อย่างไรเขาก็ไม่คิดว่าหนึ่งในสองขุมอำนาจใหม่จะเป็นหมู่เกาะหมื่นอสรพิษ
“แต่ที่องค์กษัตริย์ยอมฟังคำข้า มิใช่เพราะข้ามาจากหมู่เกาะหมื่นอสรพิษะ”
ลาม่อนกล่าวพร้อมยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
“แล้วเหตุใด?”
เห็นชิลถามด้วยความสงสัย
ลาม่อนหัวเราะออกมาคราหนึ่งก่อนกล่าว
“ด้วยความที่ข้ามาจากหมู่เกาะที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ทำให้ได้รับเชิญไปเป็นที่ปรึกษาในวังเมฆาสูญสิ้น และในตอนนั้นเองที่ข้าได้ทำการทุบตีสั่งสอนเจ้าเด็กหยิ่งยโสคนหนึ่ง”
“ท่านอย่าบอกข้านะว่า...”
ชิลกล่าวพลางจ้องนิ่งไปที่ลาม่อน
“เจ้าเด็กหยิ่งยโสผู้นั้นก็คือกษัตรย์แห่งอาณาจักรวายุอัสนีองค์ปัจจุบัน”
ลาม่อนวางถ้วยชาลงพร้อมหัวเราะเบา
ชิลส่ายหัวไปมา เขาคาดเดาในหลายสิ่งเกี่ยวกับตัวลาม่อน แม้จะมีบางความคิดที่ใกล้เคียงแต่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว
“มิน่าเอิลถึงดูมั่นอกมั่นใจนักหนาว่าท่านจะช่วยพูดกับองค์กษัตริย์ได้”
“ต้องพูดว่า ภายในแผ่นดินทวิเทวาแห่งนี้ มีข้าเพียงผู้เดียวที่สามารถทำเช่นนี้ได้”
ลาม่อนกล่าวพลางยิ้ม
“หลงตัวเองมากไปรึเปล่า!”
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังชิล
“เหอะ! หรือไม่จริง”
ลาม่อนสบถพร้อมมองไปยังพานเซอที่กำลังเดินเข้ามาช้าๆ
“ฝ่าบาทต้องการพบเจ้า เลิกโม้แล้วตามข้ามาซะ”
พานเซอกล่าวไปทางลาม่อน เขาปรายตามองชิลเล็กน้อยก่อนหันตัวเดินจากไป
“ถ้ามาแค่นี้ส่งทหารมาบอกข้าก็ได้ เหตุใดต้องเดินมาให้เสียเวลา”
ลาม่อนตะโกนเสียงดัง ไม่นานก็ดันตัวขึ้นพร้อมหันมองชิล
“เอาไว้ค่อยคุยกันต่อในวันพรุ่งนี้”
“หากข้าไม่ว่างเล่า”
“เช่นนั้นข้าจะไปหาเจ้าที่บ้านพัก”
.
.
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กอีกครั้ง ชิลที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงจู่ๆก็ลืมตาขึ้นมองไปยังบานประตู เพียงชั่วครู่ก็มีเสียงเคาะประตูพร้อมกับเสียงเรียกริเช่ ที่มาตามไปลงอาคมศาสตราวุธให้ตระกูลแรนเชอ
เมื่อวานหลังจากกลับมาจากถ้ำพฤกษาม่วง ชิลได้ตรงกลับมาที่ห้องพัก ทำการกลั่นสกัดโดยการเร่งกระแสเปลวไฟกับผลึกเปลวดับ ในครานี้ดูเหมือนตัวอ่อนเพลิงเทวะจะมีการตอบสนองเร็วขึ้นกว่าเดิมอยู่หลายนาที ทำให้เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ บางทีตัวอ่อนเพลิงเทวะอาจฟักตัวออกมาสักวันหนึ่ง
หลังตามริเช่ไปลงอาคมศาสตราวุธที่ตระกูลแรนเชอเสร็จ ช่วงบ่ายชิลก็เดินตรงกลับไปที่หน้าถ้ำพฤกษาม่วงเพื่อพูดคุยกับลาม่อนต่อ ริเช่เองก็ไม่ฝืนตามชิลเข้าไปแต่อย่างใด ทันทีที่มาถึงด้านหน้าอาณาเขตกองทัพ นางก็ขอแยกตัวพร้อมบอกว่าจะไปพบพอตแมนเสียหน่อย
อย่างไรวันนี้กลับไม่เป็นดังคาด เมื่อมาถึงหน้าถ้ำพฤกษาม่วงชิลกลับไม่พบวี่แววลาม่อน นี่ทำให้เขาเกิดอาการแปลกใจอยู่ไม่น้อย มองไปที่ปากถ้ำตอนนี้ก็พบเพียงนายทหารสองคนยืนคุ้มกันอยู่
เห็นดังนั้นชิลก็หันตัวกลับพร้อมเดินจากไปทันที หากแต่ในขณะนั้นนายทหารคนหนึ่งก็เหลือบมาเห็น จึงตะโกนเรียกเสียงดังพร้อมวิ่งเข้ามาหา
นายทหารบอกกับชิลว่าลาม่อนจะไม่อยู่ที่อาณาจักรวายุอัสนีสักระยะ และเมื่อใดที่กลับมา เขาจะไปหาชิลด้วยตัวเอง
แม้ลาม่อนจะเป็นตาแก่คนหนึ่งที่น่าสนใจในสายตาชิล แต่ก็ไม่ได้มากขนาดที่อยากรู้ว่าเขาไปที่ไหนและไปทำอะไร จึงผงกหัวเล็กน้อยเพื่อแสดงออกว่ารับรู้ ก่อนหันตัวเดินจากไป
ออกมาจากอาณาเขตกองทัพวายุอัสนีได้สักพัก ชิลก็เดินตรงไปที่ย่านการค้าเพื่อดูราคาสินค้า พร้อมกับตรวจดูราคาเรือขนาดกลางลำหนึ่ง แม้จะมีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เขาก็ยังคงไม่ลืมเป้าหมายแรกที่ได้วางไว้ นั่นก็คือการหาซื้อเรือสักลำเพื่อไปยังเกาะมังกรนิทราและฝึกฝนรากฐานสวรรค์ให้ถึงระดับวัฏจักรเคลื่อนย้าย
ชิลใช้เวลาเดินตลาดไปสองชั่วโมงในช่วงบ่าย ก่อนตัดสินใจกลับไปยังห้องพักเพื่อนั่งซึมซับพลังงานสวรรค์ในปริมาณปกติ
ไม่นานเวลาก็ล่วงเลยไปอีกหนึ่งเดือน ในทุกวันชิลจะทำกิจวัตรแบบเดิมซ้ำๆอยู่ตลอด นั่นก็คือลงอาคมศาสตราวุธในช่วงเช้า ซึมซับพลังงานสวรรค์ในช่วงบ่าย และกลั่นสกัดผลึกเปลวดับตอนกลางคืน
จนในที่สุดก็มาถึงวันที่ชิลจะลงอาคมศาสตราวุธให้ตระกูลแรนเชอเป็นครั้งสุดท้าย
ตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้เขาจะลงอาคมให้ตระกูลแรนเชอเพียงห้าร้อยกว่าชิ้นเท่านั้น แม้ตระกูลแรนเชอจะกลับมาสู่ความั่งคั่งจนสามารถซื้อศาสตราวุธระดับสามัญอีกมากเข้ามาในตระกูลได้ แต่ชิลก็ปฏิเสธการลงอาคมศาสตราวุธอื่นนอกจากข้อตกลงที่คุยกันไว้ในตอนต้น เขามิได้ขาดแคลนหินสวรรค์อีกต่อไป
ความจริงลำพังหินสวรรค์ที่ได้มาจากตระกูลฟอลลิชในครั้งสงครามที่ซอยร้อยมังกรก็มากพอที่จะให้เขาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไปได้อีกนาน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการค้นพบสถานที่บูชายัญเทพเจ้าในครั้งบรรพกาลที่ทางเหนือของทะเลทรายไร้กำลัง ว่ากันว่ามันเป็นที่ตั้งของชนเผ่าโบราณชนเผ่าหนึ่งที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้าได้ ตอนนี้ผู้คนในอาณาจักรวายุอัสนีต่างเชื่อว่าที่นั่นอาจเป็นที่อยู่ของหนึ่งในสองเทพเจ้าที่คุ้มครองแผ่นดินทวิเทวาของเรา”
เสียงอันอ่อนหวานดังขึ้นด้านข้างชิล ตอนนี้ริเช่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการลงอาคมศาสตราวุธที่ห้องชั้นใต้ดินคฤหาสน์การอนแล้ว ด้วยความพยายามรวมถึงความมุ่งมั่นที่แสดงออกมาให้เห็น เขาจึงยอมให้นางเข้ามาเป็นผู้ช่วยเพื่อคอยสังเกตวิธีการลงอาคม
และก็ราวกับเป็นเรื่องตลก เพียงระยะเวลาครึ่งเดือนที่ได้เข้ามาสังเกตการ พร้อมกับได้รับคำแนะนำจากชิลเล็กน้อย ก็ทำให้นางสามารถลงอาคมศาสตราวุธได้บ้างแล้ว แม้โอกาสสำเร็จจะมีเพียงห้าในสิบส่วนก็ตาม
“มิรู้ว่าเจ้าจะเชื่อเรื่องเทพเจ้ากับเขาด้วย”
ชิลกล่าวพลางแบมือออกมาด้านข้าง
“แน่นอน อาจารย์เคยบอกกับข้าว่า แรกเริ่มแผ่นดินทวิเทวาถือกำเนิดมาจากเทพเจ้าสององค์ นั่นก็คือองค์เทพพันวิญญาณที่ดูแลผืนป่าและองค์เทพพันศาสตราที่ดูแลผืนทราย”
ริเช่หยิบดาบสีเงินเล่มสุดท้ายบนชั้นวางส่งให้ชิลก่อนกล่าวต่อ
“บางทีสาเหตุที่อาจารย์ต้องออกเดินทางไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนอาจเกี่ยวกับเรื่องนี้”
เคร้ง!!
เสียงอักขระปะทะเข้ากับดาบสีเงิน ผ่านไปหลายนาทีการปะทะก็หยุดลง ชิลส่งดาบสีเงินที่ลงอาคมเสร็จกลับไปให้ริเช่ก่อนกล่าว
“หากเขาออกไปด้วยเรื่องนี้ บอกเลยว่าคงต้องเสียเวลาเปล่า”
“ทำไมล่ะ?”
ริเช่ถามด้วยความงุนงง
ชิลมองริเช่พลางยิ้ม เขาไม่ได้กล่าวตอบอะไร สักพักก็ก้าวเดินไปยังประตูทางออกห้องชั้นใต้ดิน
“เฮ้อ เหตุใดเจ้าจึงชอบทิ้งคำถามมากมายไว้ในหัวข้ากัน”
ริเช่ถอนหายใจตามหลังชิลพร้อมหันตัวเดินตามออกมา
ไม่นานชิลก็เดินมาถึงด้านหน้าคฤหาสน์การอน นัยน์ตาสีองุ่นจ้องมองไปยังผู้คนในชุดคลุมสีดำจำนวนสิบกว่าคนที่ยืนคุยอยู่กับทริชและรีนตรงรูปปั้นอินทรีย์ทองขนาดใหญ่ เมื่อโนมานที่ยืนอยู่ด้านหลังรีนเห็นชิลก็ยกมือชี้มาทางเขาพร้อมตะโกนเสียงดัง
“เขาออกมาแล้ว”
ในทันทีกลุ่มคนชุดดำทั้งหมดต่างหันหน้ามองชิลพร้อมกัน ชั่วครู่คนชุดคลุมดำที่ยืนคุยอยู่กับทริชในคราแรกก็เดินตรงเข้ามาหา
“เจ้าน่ะรึเด็กหนุ่มในชุดเขียวที่ออรุสและท่านลาม่อนกล่าวถึง”
ชิลมองกลับไปยังใบหน้าใต้ชุดคลุม เมื่อเห็นรอยบาดแผลที่แก้มซ้ายพร้อมกับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่แสดงออกอย่างเลือดเย็น ก็ทำการส่งสัมผัสจิตวิญญาณออกไปตรวจสอบ จึงพบว่าชายชุดดำผู้นี้อยู่ในระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้น
“มีอะไรรึ?”
ชิลกล่าวเสียงเรียบ