บทที่ 11 การค้าแรก
เจียงเซิงรู้ว่าป้าจางกำลังทนทุกข์มาครึ่งปีแล้ว ในความคิดของนาง หากถูกตีก็ต้องวิ่งหนี หากถูกด่าก็ต้องด่ากลับ
นางไม่รู้ว่าเหตุใดป้าจางจึงยังอดทนอยู่ต่อได้ขนาดนี้ อีกทั้งเมื่อาแหายดี นางก็ยังทำงานอย่างหนักเช่นเคย
ครั้งหนึ่ง เจียงเซิงน้อยทนเห็นเช่นนี้ไม่ไหว จึงคว้าชายเสื้อป้าจางไว้ “ป้าจาง เหตุใดท่านไม่ไปจากเขา เขาทุบตีท่านตลอด เขาเป็คนเลว”
ป้าจางหันกลับมา ลูบหัวเจียงเซิงเบา ๆ “ข้าไม่สามารถจากไปได้ ข้าไม่อาจปล่อยพวกลูกๆ ไป อีกทั้งยังไม่มีที่ไปอีก”
หลังจากนั้น เจียงเซิงจึงเข้าใจว่า สตรีที่แต่งงานแล้วนั้นไม่มีบ้านให้กลับอีก
แม้ป้าจางจะทนได้ แต่เจียงเซิงก็ปวดใจแทนนาง
“พี่รอง พวกเราทำอย่างไรป้าจางจึงจะไม่ถูกทุบตีอีกเล่า” นางถาม
เจิ้งหรูเชียนครุ่นคิดอย่างหนัก “แม่ข้าเคยบอกไว้ หากลูกค้าบางคนคิดจะลวนลามหรือทำร้ายร่างกายคนของหอนางโลมอี๋หงย่วน คนดูแลก็จะทุบตีแขนขาของเหล่าลูกค้าพวกนั้นให้หัก จนพวกเขาไม่อาจแตะเนื้อต้องตัวผู้ใดได้อีก”
ที่แท้ก็ง่ายดายเช่นนี้เอง
เจียงเซิงพยักหน้าพลางกำหมัดแน่น
สองพี่น้องไปรวมรวบเห็ดจากหมู่บ้านอื่น เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านนั้นครั้งแรก ชาวบ้านย่อมระแวงสงสัย เพราะคิดว่าพวกเขาเป็เด็กขอทานจากหมู่บ้านข้างเคียง
ผู้ที่ใจบุญก็ยื่นอาหารให้เล็กน้อย ส่วนผู้ที่ไม่สนใจก็จะโบกมือไล่ “ไป ๆ ข้าไม่มีอะไรให้พวกเ้ากินหรอก”
เจียงเซิงไม่โกรธ อีกทั้งยังส่งยิ้มแป้น “ท่านลุงท่านป้า พวกข้า้าซื้อเห็ดของท่านต่างหาก”
“ซื้อเห็ด ? พวกเ้ามีเงินซื้อเห็ดหรือ” ชาวบ้านเลิกคิ้วเบิกตา
เจียงเซิงเป็เด็กขอทานน่าเวทนา พลัดหลงเร่ร่อนคุ้ยกินเสียอาหารประทังชีพมาหลายปี ชาวบ้านแถบนี้ล้วนรู้จักนางดี
หากนางมีเงินทองมากมาย ทั้งหมู่บ้านก็คงร่ำรวยตามไปด้วย
เจียงเซิงรู้ว่าพวกเขายังไม่ไว้วางใจ จึงคว้าตัวเจิ้งหรูเชียนมา
ร่างกายอวบอ้วนของเจิ้งหรูเชียนสวมชุดผ้าป่านยาวสะอาด ดูเป็คนมีฐานะพอประมาณ
เจียงเซิงเหยียดแขนผายมือ ภูมิใจกล่าวแนะนำ “นี่คือพี่ชายของข้า เขามาจากต่างถิ่น ครอบครัวค้าขายมั่งคั่ง ได้ยินว่าหมู่บ้านของพวกท่านมีเห็ดขาย จึงอยากมารับซื้อ แต่หากท่านไม่พอใจ พวกเราก็จะไปที่อื่น”
กล่าวจบนางทำท่าจะหันหลังจากไปไม่สนใจอีก
“นี่ เ้าช้าก่อน” ชาวบ้านรีบร้อนเอ่ยขึ้นมาทันที
เขามีเห็ดเกือบสิบกำมือ หากนำไปกับข้าวก็กินไม่หมดในมื้อเดียว ยิ่งเอาขายก็ไม่คุ้มทุน จำเป็ต้องตากแห้งทิ้งไว้ แต่เมื่อมีคนมารับซื้อเช่นนี้ก็ไม่สู้ขายไปเลยจะดีกว่า
ส่วนราคาจะคิดเท่าไหร่นั้น ต่างฝ่ายต่างต้องชั่งน้ำหนักและตกลงราคากันไป
หลังต่อรองอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็ซื้อมาได้ในราคาตลาดตามเดิม
“ท่านอย่ากังวล ครอบครัวพี่ชายข้ามีทรัพย์สินนับร้อยตำลึง หากเขายินดีเต็มใจ ต่อไปก็จะมารับซื้อเห็ดของพวกท่านอีก”
เจียงเซิงชั่งเห็ดด้วยตาชั่งที่นำติดตัวมา ก่อนจากไปนางยังไม่ลืมโอ้อวดความร่ำรวยอีกเล็กน้อย
กระทั่งมาถึงถนนใหญ่ เจิ้งหรูเชียนเอ่ยขึ้น “เหตุใดต้องโกหกว่าข้ามีเงินถึงร้อยตำลึง ข้ามีแค่ยี่สิบเหวินเท่านั้นเอง”
เจียงเซิงมองเขาอย่างเหนื่อยใจ “หากไม่โกหกว่าท่านมีเงินมาก ใครบ้างจะขายเห็ดให้พวกเรา”
นางพูดถูก เจิ้งหรูเชียนแตะตะกร้าบนหลังพลางยิ้ม
พวกเขาเดินไปรับซื้อต่ออีกห้าหกหลัง เมื่อรวบรวมเห็ดจนเต็มตะกร้าหนึ่ง เงินยี่สิบเหวินก็ถูกไปหมดแล้ว
มาคิดดูแล้ว ราคาที่ซื้อขายกันก็ไม่ต่างจากตอนที่พวกเขาเก็บขายเองก่อนฤดูหนาวมาถึง
เจียงเซิงพาเจิ้งหรูเชียนกลับวัดร้าง จัดเรียงเห็ดตากแดด
แสงแดดใน่ฤดูหนาวนั้นมีน้อยมาก ตากไว้สองวันก็ยังไม่แห้งดีเท่าก่อนหน้านี้
“พวกเ้าซื้อเห็ดเหล่านี้ได้ในราคาตลาดและตากแห้งเพื่อขายต่อ แม้ราคาจะไม่เปลี่ยน แต่น้ำหนักของมันก็ลดลง” สวี่โม่เอ่ยเตือน ด้วยกลัวว่าน้องชายน้องสาวจะเสียเปรียบ
เจิ้งหรูเชียนสบตากับเจียงเซิง
เื่นี้พวกเขาปรึกษากันไว้แล้ว การต่อรองราคาเห็ดให้ต่ำย่อมเป็ไปไม่ได้ ข้อแรก เป็เพราะชาวบ้านยังไม่ไว้วางใจพวกเขา ข้อสอง หากคิดราคาต่ำเกินไป พวกชาวบ้านคงอยากจะตากแห้งด้วยตนเองมากกว่านำของมาขายให้ ดังนั้น เป็การดีกว่าหากเสนอซื้อขายราคาตลาด ยิ่งจะได้รับความไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์กับบรรดาชาวบ้าน
ส่วนเื่เสียเปรียบนั้น
ตอนเจียงเซิงแอบฟังเหล่าอาจารย์สอนในสำนักศึกษา นางเคยได้ยินว่า สิ่งของจะยิ่งมีค่าหากพวกมันเป็ของหายาก
ก่อนหน้านี้มีเห็ดให้เห็นอยู่ทั่วไป แต่ตอนนี้พวกเขาต้องเดินเก็บรวบรวมไปแต่ละบ้าน มันจึงกลายเป็สิ่งของมีค่าไปโดยปริยาย
ในกรณีนี้ การที่พวกเขาจะขายไปในราคาที่สูงขึ้นสักหน่อยก็ไม่ผิดเกินไป
วันรุ่งขึ้น
เจิ้งหรูเชียนกับเจียงเซิงขนเห็ดที่ตากจนแห้งบ้างแล้วไปยังตลาด ฟางเหิงตามมาด้วยเพื่อดูแลความปลอดภัย
เวินจืออวิ่นหวั่นกลัวการพบปะผู้คน จึงอ้างว่าจะดูแลสวี่โม่ที่ขาเจ็บและอยู่ที่วัดร้าง
กระทั่งมาถึงตลาด คนทั้งหลายก็เอ่ยถามราคากันอย่างกระตือรือร้น
แต่เมื่อเจียงเซิงปรับราคาจาก ‘สองเหวินต่อหนึ่งชั่ง’ เป็ ‘ห้าเหวินต่อหนึ่งชั่ง’ ความกระตือรือร้นของลุงป้าน้าอาทั้งหลายก็หายวับไป
ทั้งยังมีคนเอ่ยดูถูก “ก็แค่เห็ดธรรมดา กลับกล้าขายห้าเหวินต่อหนึ่งชั่ง บ้าไปแล้วหรือ”
ความมั่นใจของเจิ้งหรูเชียนเกือบแตกสลายไปแล้ว
“พวกเราตั้งราคาสูงเกินไปหรือไม่ เช่นนั้นลองลดเป็ราคาสามเหวินต่อหนึ่งชั่งเถอะ” เขากระซิบบอกเจียงเซิง
เจียงเซิงลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงความยากลำบากในการเก็บรวบรวมเห็ด ซ้ำยังต้องเดินทางกว่าหนึ่งชั่วยามจึงจะมาถึงตลาดแห่งนี้ แววตาจึงกลับมามั่นคงอีกครั้ง “ขายห้าเหวินต่อหนึ่งชั่งนี้ต่อไปเถอะ”
ครึ่งวันผ่านพ้นไป คนที่มาถามเื่เห็ดมีมาก แต่คนที่คิดจะซื้อกลับหายาก
เมื่อใกล้เวลาตลาดปิด จิตใจเจียงเซิงเริ่มสั่นคลอน
กระทั่งชายวัยกลางคนคนหนึ่งปรากฏตัวตรงแผง หลังตรวจดูคุณภาพของเห็ด ก็พยักหน้าเอ่ย “พวกเ้าขายเห็ดห้าเหวินต่อหนึ่งชั่งใช่หรือไม่ ลดบ้างได้หรือเปล่า”
“ท่านลุงจะซื้อทั้งหมดด้วยหรือไม่เ้าคะ หากซื้อพวกเราจะขายสี่เหวิน” เจียงเซิงตอบทันที
ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วก่อนกวักมือ “ข้า้าทั้งหมด”
การรอคอยครึ่งวันนี้ไม่ได้สูญเปล่าแล้ว
เจิ้งหรูเชียนแทบร้องไห้น้ำตาไหล
ดีที่เจียงเซิงยังคำนึงถึงสถานการณ์ จึงรีบชั่งน้ำหนักและห่อสินค้าอย่างคล่องแคล่ว “ท่านลุงเชิญดูสิเ้าคะ หนักเก้าชั่ง รวมเป็เงินสามสิบหกเหวินพอดี”
ชายวัยกลางคนไม่กล่าวอะไร เพียงโยนเงินจำนวนนั้นออกมา
เขาเป็ชายแต่งกายมีฐานะ สวมเสื้อผ้าเนื้อละเอียด ซึ่งดูดีกว่าเสื้อผ้าของเจิ้งหรูเชียนเสียอีก ท่าทางการจ่ายเงินก็ราวกับคนใจกว้าง คล้ายไม่ได้ถือว่าเงินหลายสิบเหวินนี้เป็เื่ใหญ่โต
ดูท่าเขาไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ แต่เหมือนคนที่มาจากในอำเภอมากกว่า
เจียงเซิงนึกสงสัย พริบตานั้นอีกฝ่ายกำลังหันหลังกลับ นางรีบร้องเรียกไว้ “ท่านลุง พวกข้ายังมีเห็ดเช่นนี้อีกมาก ท่าน้าหรือไม่”
ชายวัยกลางคนหยุดชะงัก หันมาถาม “หากเป็ของที่เก็บมาใหม่ ๆ เหมือนกัน ข้าก็้าทั้งหมด”
“เก็บใหม่ ๆ เก็บใหม่ ๆ ทั้งนั้น” เจียงเซิงตื่นเต้นยิ่งนัก “หากท่านลุงไม่้าเห็ดตากแห้ง พวกข้าสามารถส่งสินค้าให้ได้ในวันนั้นเลย”
ชายวัยกลางคนไม่เอ่ยอะไร เพียงสั่งคนสนิทให้ถือเห็ดไป
ก่อนจะจาก เขายังกล่าวอย่างสบายอารมณ์ว่า “ข้ารับได้ แต่คงไม่มาที่หมู่บ้านนี้อีก หากพวกเ้า้าค้าขาย ก็นำส่งมาที่ ‘เรือนโยวหราน’ ในอำเภอ”
บางทีเขาอาจมั่นใจว่าพวกเด็กๆ ส่งของไปได้ไม่ไกลขนาดนั้น เอ่ยจบก็หันหลังเดินกลับไป
เรือนโยวหราน
เพียงได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าต้องเป็ที่ใหญ่โตมากแน่ ๆ
เจียงเซิงเคยไปที่อำเภอบ้าง เจิ้งหรูเชียนก็ถูกนางจูงมือมาจากด้านหลังหอนางโลมในอำเภอเช่นกัน แม้ไม่ได้รู้จักพื้นที่ในอำเภอทั้งหมด แต่ก็คุ้นเคยกับร้านอาหารและร้านน้ำชาส่วนใหญ่ ทว่านางไม่เคยได้ยินชื่อเรือนโยวหรานมาก่อนเลย
“บางทีอาจเป็สถานที่สร้างใหม่ก็ได้” นางพึมพำสงสัย
นางมองเจิ้งหรูเชียนอีก เด็กชายที่สดใสอยู่เสมอกลับนิ่งเงียบไป ราวกับเขานึกถึงความทรงจำไม่ดีนักได้
“พี่รอง” เจียงเซิงกอดแขนเขาด้วยท่าทางน่ารัก “พี่รอง พี่ไม่กล้าไปที่อำเภอหรือเปล่า ท่านกลัวหรือไม่”
เจิ้งหรูเชียนหันกลับมา ตอบเสียงแข็ง “ข้าไม่กลัว หากสามารถทำกำไรถึงสิบหกเหวินได้ ไม่ใช่แค่อำเภอ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟไปที่ใดข้าก็จะทำ”
เจียงเซิงยิ้มให้ “ดี ข้าจะไปกับพี่รองด้วย”
ฟางเหิงไม่เข้าใจว่าเพียงเดินทางไปตัวอำเภอ เหตุใดต้องเปรียบเทียบเป็เื่บุกน้ำลุยไฟเสียได้ แต่เมื่อเห็นพวกเขามีความสุข เขาจึงอดยิ้มตามไม่ได้
แม้จะต้องจากเมืองหลวงอันรุ่งเรือง ละทิ้งชีวิตรุ่มรวย แต่เมื่อได้พบคนเหล่านี้ก็นับว่าไม่เลวนัก
ฟางเหิงเงยหน้ามองไปทิศทางของเมืองหลวง พลางถอนหายใจยาว
ตอนนั้นเอง เจียงเซิงวิ่งมาดึงแขนเสื้อเขา “พี่สาม ข้ามีเื่หนึ่งจะขอร้องท่าน”