นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 345 คุณคงไม่ชอบเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นใช่มั้ยล่ะคะ?

        ตอนที่ 346 คุณคงไม่ชอบเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นใช่มั้ยล่ะคะ?

         

         

        “ข่าวลือเกี่ยวกับความสามารถของคุณนี่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเลยนะคะ คุณเก่งกว่าในข่าวลืออีก” องค์หญิงไพลินกล่าวชมด้วยรอยยิ้ม ในมือของเธอคือสมุดเล่มเล็กที่เริ่มบรรจงจดทุกสิ่งที่มนตรากล่าวเมื่อครู่

         

        นิสัยพูดรัวเร็วของมนตราทำให้เธอนึกถึงเพชฌฆาต โชคยังดีที่เธอนั้นชินกับวิธีพูดของเพชฌฆาตแล้วเธอจึงฟังและจับใจความสิ่งที่มนตราพูดได้ทัน

         

        "ก็เหมือนกันทั้งคู่นั่นแหละ" มนตราไม่สนใจคำชมจากองค์หญิงของอาณาจักรแม้แต่น้อย ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าเบื่อหน่ายเต็มทน

         

        “ถ้าพอใจแล้วก็เอาสมบัติศาสตร์หม่นหมองชิ้นนั้นมาได้แล้ว”  เขาเพียงชี้ไปยังโต๊ะตัวหนึ่งที่ว่างอยู่ บอกให้เธอนำสมบัติไปวางตรงนั้น

         

        กลางโต๊ะคืออักษรโบราณที่เปล่งประกาย ลบล้าง คุณสมบัติของมันมีไว้เพื่อสำหรับวางวัตถุทดลองโดยเฉพาะ 

         

        “ลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึก วัตถุสลักคำระดับนักสลักโท ราคาขายอยู่ที่ 3 ล้านไกอาเลยนะคะ ถ้าขายในตลาดมืดอาจจะสูงกว่านี้อีก ข้อมูลเพียงแค่นั้นคุณไม่คิดว่าน้อยไปหน่อยเหรอคะ” องค์หญิงไพลินกล่าวยิ้ม ๆ แม้กระนั้นเธอก็ยังเอาลูกบาศก์คำสาปฝังห้วงลึกที่เธอซื้อต่อมาจากอินจันทร์ไปวางบนโต๊ะ

         

        มนตราเลิกคิ้วน้อย ๆ หันมามององค์หญิงไพลินที่ยืนเท้าเอวอยู่ไม่ไกล เขาถอนหายใจน้อย ๆ “แล้วเธอจะเอาไปขายตลาดมืดรึไงล่ะ?”

         

        “ถ้าเอาไปขายตลาดมืดต้องมีคนบริสุทธิ์ได้รับผลกระทบแน่ คนดีหัวจรดหางแบบเธอไม่ทำแน่ ถ้าจะขายก็ขายได้แค่พวกที่เธอไว้ใจว่าจะไม่เอาไปทำอะไรไม่ดี ไม่ก็นักวิจัยแบบฉันเท่านั้น เพราะงั้นราคาจะตกลงมาก”

         

        มนตราอ่านสถานการณ์ออกโดยสมบูรณ์ คำพูดขององค์หญิงไพลินไม่ได้ผลกับเขาแม้แต่น้อย องค์หญิงไพลินเองก็ราวกับรู้อยู่แล้ว เธอยิ้มกว้าง “รวมเป็นราคาของแหล่งข่าวและเส้นสายด้วยดีมั้ยล่ะคะ คุณเองก็คงรู้ว่าหากได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์คุณจะวิจัยได้ง่ายขึ้นแค่ไหน”

         

        “มีไม่กี่ที่บนโลกเท่านั้นที่สามารถออกสถานะพิเศษให้สามารถวิจัยศาสตร์หม่นหมองได้โดยตรง เพราะแบบนั้นไม่ใช่เหรอคะคุณและคณะถึงต้องเดินมาทางที่นี่”

         

        “ปัจจุบันนี้นครรัตนะคือสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการวิจัยศาสตร์หม่นหมอง และหอสมุดสาขานครรัตนะแม้จะแข็งแกร่งแต่ก็ยังอยู่ภายใต้องค์ราชินีนะคะ” องค์หญิงไพลินเดินเล่นไปมารอบห้อง กวาดสายตามองวัตถุแปลกประหลาดมากหน้าหลายตา

         

        รอยยิ้มของเธอเรียกรอยยิ้มของมนตราให้ปรากฏขึ้นบนหน้า นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เจอคนเคี้ยวยากเช่นนี้ เขาชอบคนประเภทนี้ ในหอสมุดแม้จะเต็มไปด้วยอัจฉริยะทางการศึกษาแต่พวกเขาเหล่านั้นกลับฉลาดเพียงแค่ในตำรา ไม่อาจทันเล่ห์เหลี่ยมคนแม้แต่น้อย

         

        มนตราหัวเราะน้อย ๆ “หนึ่ง นครรัตนะไม่ใช่สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการวิจัยศาสตร์หม่นหมองหรอกนะ”

         

        “สอง ถ้าจะพูดถึงเรื่องรับการสนับสนุนจากราชวงศ์ ฉันเองก็ได้รับคำเชิญมาจากองค์ชายบางคนนานแล้วน่ะนะ แค่ยังไม่ได้ตอบรับเท่านั้น เพราะงั้นถ้าราคามันแพงเกิน ฉันเข้ากับองค์ชายคนอื่นก็ได้”

         

        “สาม นครรูนิคเองก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ออกสถานะพิเศษให้ฉันได้ เพราะงั้นฉันไม่จำเป็นต้องติดแหง่กอยู่ที่นี่”

         

        มนตรากล่าวเยาะ ปฏิเสธทุกข้อดีที่อีกฝ่ายเสนอมา เด็กอายุ 18ปีคนนี้กำลังต่อรองกับองค์หญิงของอาณาจักรโดยไร้ความเกรงกลัว

         

        ไพลินไร้ซึ่งท่าทีวิตก เธอเดินกวาดสายตาไปมาทั่วห้อง มองอุปกรณ์การทดลองหน้าตาประหลาดมากมายด้วยรอยยิ้ม “หนึ่ง นครรัตนะคือสถานที่ที่ดีที่สุดในการวิจัยโดยไม่ต้องสงสัยค่ะ” เธอชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว

         

        เธอหันไปมองมนตรา ในมือของเธอคือสมุดเล่มเล็กที่ปกทำจากเปลือกไม้ มันเปล่งแสงสีทองเรืองรองศักดิ์สิทธิ์ บนหน้าปกข้างสัญลักษณ์ปากกาจุ่มหยดหมึกของศาสนจักรคือนามหนึ่งที่แผ่พลังสูงล้ำออกมา

         

        ผู้สูงศักดิ์เอดัน

         

        “สมองระดับคุณคงจะพอเดาได้ไม่ยากใช่มั้ยล่ะคะว่าเรื่องที่หมู่บ้านเขาวัวนั้นศาสนจักรมีเอี่ยวด้วย และเหตุผลหลักที่ศาสตร์หม่นหมองถูกสั่งห้ามก็เป็นศาสนจักรเอง”

         

        “วิเคราะห์ ฉันไม่ชอบคำว่าเดา” มนตรามุมปากกระตุกน้อย ๆ หนังสือเล่มเล็กนั้นคือคำอนุญาต! และยังเป็นคำอนุญาตจากอัครสาวกประจำนครรัตนะ! หากมีมันนั้นหมายความว่าเขาสามารถวิจัยศาสตร์หม่นหมองโดยพึ่งพาศาสนจักรได้!

         

        นั่นคือคุณประโยชน์ที่แม้แต่นครรูนิคที่หอสมุดสาขาใหญ่อยู่ก็ยังไม่อาจมอบให้เขาได้ ในตอนนี้มนตรานั้นเริ่มรู้สึกสนใจอย่างจริงจังแล้ว

         

        “สอง คุณไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกับเราก็ได้ คุณจะเลือกเข้าร่วมกับพี่ชายของเราก็ไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถห้ามได้ พูดกันตามตรง ในเรื่องของทรัพย์สินฝักฝ่ายเรายังด้อยกว่าของพี่ทั้งสองระดับหนึ่ง” เธอยอมรับตามตรง ชูนิ้วที่สองขึ้นมา

         

        นี่คือเรื่องจริง แม้ในปัจจุบันเธอจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มการค้าอิสึกะทั้งกลุ่มแต่นั่นย่อมมีข้อจำกัด การสนับสนุนไม่ได้หมายความว่ากลุ่มการค้าอิสึกะพร้อมจะล่มจมไปพร้อมกับเธอโดยไร้เงื่อนไข

         

        เช่นว่าแก่นจิตวิญญาณของฉลามสูบชีวิตนั้นเธอเองก็ยังต้องจ่ายเงินซื้อ แต่เธอสามารถได้รับการลดราคามหาศาล หรืออย่างการสนับสนุนจากโฮโจ การที่เขาสามารถไปขอพบผู้สูงศักดิ์เฟกอลได้ย่อมเป็นเพราะกลุ่มการค้าอิสึกะช่วยดำเนินเรื่องให้

         

        ดังนั้นหากพูดถึงในแง่ของทรัพย์สมบัติและเงินตรา องค์ชาย 2 ที่มีกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่ร่ำรวยที่สุดในมหาทวีปนั้นมีมากมายกว่า หากพูดถึงสมบัติ องค์ชาย 1 ที่เข้าออกท้องพระคลังหลวงได้สะดวกนั้นมีเยอะกว่า

         

        “แต่… ถ้าคุณสนใจเรื่องพวกนั้นก็คงจะเข้าร่วมกับคนใดคนหนึ่งไปนานแล้ว ไม่เป็นอิสระจนถึงตอนนี้ หอสมุดเองถึงจะเป็นกลางแต่ก็ไม่ได้ห้ามความสัมพันธ์ส่วนบุคคล”

         

        “การเข้าร่วมของคุณหมายถึงความช่วยเหลือเรื่องสติปัญญาและเส้นสายเล็กน้อยเท่านั้น บางทีพี่ทั้งสองคนนั้นคงชักชวนคุณแบบผ่าน ๆ สินะคะ พวกเขาคงมองว่าถึงจะนับรวมด้านสติปัญญาและแหล่งข่าวของคุณแล้วมันก็ยัง...'ไม่คุ้มค่า’”

         

        ในคราวนี้องค์หญิงไพลินจงใจกล่าวยั่วยุโดยตรง แววตาสีชมพูอ่อนเต็มไปด้วยความขบขัน

         

        ท่าทีของเธอกลับไม่ได้ทำให้มนตราโมโหแต่อย่างใด เขากลับระเบิดหัวเราะลั่นออกมาอีกครั้ง เพราะมันถูกต้องครบถ้วน! สององค์ชายเคยเชื้อเชิญเขาจริง แต่ก็เพียงพูดจาตามมารยาทและสังคมเท่านั้น แม้แต่ข้อเสนอก็ยังด้อยกว่ามาก ทั้งสองนั้นไม่ได้มองว่ามันสมองของเขา ‘คุ้มค่า’!

         

        ก่อนที่มนตราจะทันได้พูดอะไร องค์หญิงกลับชูนิ้วที่ 3 ขึ้นก่อน “เมืองรูนิคออกสถานะพิเศษให้คุณได้เช่นกัน ถูกต้องค่ะ และบางทีการสนับสนุนเรื่องข้อมูลอาจจะเหนือกว่าที่นี่ด้วย”

         

        “จะอย่างไรคุณก็เป็นอัจฉริยะด้านการวิจัยของหอสมุด หอสมุดย่อมต้องดูแลคุณดีเยี่ยมอยู่แล้ว ถ้ากลับไปก็ไม่จำเป็นต้องลำบากเปลืองตัวเข้าร่วมสงครามกลางเมืองแบบนี้ด้วย” เธอถอนหายใจ

         

        มนตราที่ได้ยินเช่นนั้นก็หุบปากของตนลง มุมปากยังคงปรากฏรอยยิ้ม สองตาเต็มไปด้วยความสนอกสนใจ เขานั้นเลิกสนใจงานวิจัยบนโต๊ะไปนานแล้ว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เขาเลิกแยกประสาททำงาน หันกลับมาตั้งใจฟังสตรีตรงหน้าเต็มตัว

         

        เขาอยากรู้ว่าเธอนั้นจะพูดสิ่งใดต่ออีก

         

        “วิจัยได้อย่างเต็มที่ แหล่งข้อมูลพร้อม การสนับสนุนก็มี ไม่ต้องเปลืองตัวลำบากสร้างศัตรูอีก” องค์หญิงไพลินหุบนิ้วมือของตนลง แล้วจึงเริ่มนับข้อดีแต่ละข้อใหม่อีกครั้งด้วยสายตาเป็นประกาย

         

        “น่าเบื่อแย่เลยนะคะ” เมื่อนับข้อดีจนครบ เธอพลันเงยหน้ามองมนตรา สายตาประสานกัน สองตาสีชมพูสดสวยจ้องมองสองตาสีดำ ภายในนั้นดวงตาสีชมพูนั้นคือเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วง ไฟกัลป์ที่แผดเผาความมืดทั้งปวง

         

        ราวกับไฟกัลป์นั้นสามารถสื่อถึงกัน ภายในดวงตาสีดำนั้นเองก็เริ่มปรากฏเชื้อไฟอ่อน ๆ ในดวงตา มนตราเองก็เป็นคนไฟกัลป์เช่นกัน เขาย่อมมีเชื้อไฟอยู่ในตัว

         

        “เอาแต่วิจัยอยู่ในห้อง ไม่ได้ประสบพบเจออะไรใหม่ ๆ สักนิด น่าเบื่อโคตร ๆ เลยล่ะค่ะ” คราวนี้องค์หญิงไพลินพูดด้วยรอยยิ้ม เปลวเพลิงในดวงตาลุกโชนยิ่งกว่าที่เคย

         

        ในวินาทีนั้น ดวงตาสีชมพูนั้นงดงามจับใจ สลักลึกลงในดวงจิตของมนตรา สมองของเขาอื้ออึ้ง หูนั้นไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เปลวเพลิงงดงามตรงหน้ากล่าวได้แม้แต่น้อย หากสมองของเขากลับเข้าใจทุกสิ่งชัดเจน

         

        รอยยิ้มของเธอราวกับเปลวเพลิง ท่าทีและการกระทำเป็นดั่งเชื้อไฟที่ลุกโชติช่วง แม้แต่คำพูดยังเป็นดั่งฟืนที่โหมให้เปลวเพลิงชัชวาล

         

        “และคุณคงไม่ชอบเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นใช่มั้ยล่ะคะ?”

         

        ผ่านไปครู่หนึ่ง องค์หญิงไพลินแม้จะพูดจนจบแล้วแต่เธอกลับไม่ได้ถอนสายตากลับมาแต่อย่างใด ยังคงจดจ้องไปที่ดวงตาสีดำนั้นด้วยนัยน์ตาสีชมพูอ่อนคู่สวยของเธอพร้อมรอยยิ้มเปล่งประกาย

         

        ในครั้งนี้มนตราไม่ได้หัวเราะลั่นดังก่อน เขาเพียงสะบัดหน้าไปมาเรียกสติของตน หัวเราะน้อย ๆ ในลำคอ “ต้องเป็นคนโง่ขนาดไหนถึงได้เรียกเธอว่าองค์หญิงไร้สามารถ”

         

        “ถึงฉันจะเข้าร่วมกับพวกเธอไปก็ไม่ได้หมายความว่าหอสมุดสาขานครรัตนะจะสนับสนุนพวกเธอ ผู้ดูแลเขตเองก็คงไม่สนใจหรอกนะ” มนตราถามย้ำ ในหอสมุดสาขานครรัตนะนี้ ผู้ที่ตัดสินใจทุกสิ่งคือผู้ดูแลเขตที่ทางสาขาหลักส่งมา อริยะขั้นปลายผู้เทียบเคียงได้กับอริยะแปลงเพลิง

         

        “เราเพียงต้องการมันสมองของคุณค่ะ” ไพลินกล่าวอย่างมั่นใจ ทั้งเธอและนิทานนั้นเห็นตรงกัน มันสมองของมนตรานั้นคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด และการเข้าร่วมของเขาจะเป็นการสนับสนุนที่ยอดเยี่ยมที่สุด

         

        ทั้งสองไม่อยากยอมรับ แต่ในด้านการวางแผน องค์ชาย 2 นั้นเหนือกว่าพวกเขามาก เพียงการที่เขาสามารถนำปีกแห่งผืนฟ้ามาได้และปิดตายสุสานนั้นก็ชัดเจนมากพอแล้ว

         

        “ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติ ต้องเข้าร่วมฝักฝ่าย แถมยังต้องใช้สมองเป็นเสนาธิการในสงครามการเมืองอีก ทั้งหมดนี่แลกกับวัตถุสลักคำระดับนักสลักโทชิ้นเดียว” มนตราส่ายหน้าไปมา มุมปากของเขายิ้มอย่างเหนื่อยล้า

         

        องค์หญิงไพลินไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่แม้แต่จะหยิบสมุดเล่มเล็กที่มีนามของผู้สูงศักดิ์เอดันออกมาแสดง เธอรู้ว่ามนตรามิได้ลืม เขาเพียงพูดรวบย่อเท่านั้น

         

        “ฉันขาดทุนสุด ๆ เลยนี่หว่า” มนตราหลุดหัวเราะออกมา หันหน้าออกจากองค์หญิงไพลิน กลับไปแยกประสาททำงานบนโต๊ะของตนต่อ

         

        “ไม่แปลกใจเลยที่เป็นเพื่อนสนิทกัน คนหนึ่งก็ยอดอัจฉริยะที่คนทั่วมหาทวีปกำลังสนใจ แต่เป็นไอ้ขี้แยที่ดันอายกับอีแค่ร้องไห้ ต้องหนีออกมาร้องคนเดียว” 

         

        องค์หญิงไพลินหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง เธอเริ่มจินตนาการถึงสีหน้าของนิทานหากเขาได้ยินคำประเมินจากปากมนตรา

         

        “อีกฝั่งก็องค์หญิงที่โดนมองว่าไร้ความสามารถทั้ง ๆ ที่เหลี่ยมจัดแถมยังฉลาดเป็นกรด บางทีคงค้นพบคำแห่งพลังหลายคำแล้วแต่ไม่ได้บอกใครด้วยล่ะมั้ง” มนตราฉีกยิ้มน้อย ๆ โดยที่ไม่ได้มองอีกฝั่ง เขาเพียงยื่นมือขวาขึ้นแตะอก หุบนิ้วทั้งห้าและกางออก

         

        นั่นคือท่าทางการเคารพประจำราชวงศ์ไฟกัลป์ 

         

        “น่าสนุกจริง ๆ นั่นแหละ ฉันเอาด้วย”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน