งานเทศกาลของแคว้นจ้าวก็ไม่ต่างจากชิงหลงสักเท่าไหร่นักมีการจุดคบเพลิงตลอดทางที่กองทัพเคลื่อนตัวผ่าน จุดพลุไฟเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่เหล่าชาวเมืองที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายังลานหลวงเพื่อชมพิธีต่างก็รออยู่รอบนอกลานหลวงในขณะที่กองทัพเคลื่อนขบวนเข้าสู่ลานหลวงและแปรรูปขบวนเพื่อเฉลิมพระเกียรติให้แก่องค์ฮ่องเต้
ที่นั่งอยู่บนที่ประทับสูงสุดคือองค์ฮ่องเต้หรงอี้เยว่เฟยหลิงไม่แปลกใจว่าทำไมคนผู้นี้ถึงได้ให้ความสำคัญกับกองทัพและเพิ่มกองกำลังทางการทหารขึ้นนอกจากตัวฮ่องเต้หรงอี้เองจะเป็แม่ทัพมาก่อนลักษณะท่าทางของเขาก็คล้ายกับเทพแห่งาที่แคว้นเล็กแคว้นน้อยนับถือส่วนตัวชิงหลงเองมีจักรพรรดิเป็ผู้อวยชัยให้แก่กองทัพ ไม่มีเทพาประจำแคว้น
ที่นั่งลดหลั่นลงมาเป็ที่นั่งขององค์ชายหรงเทียนเขาเป็ชายรูปร่างสูง ดูมีสง่าราศี ข้างๆกันคงจะเป็องค์หญิงหรงหยวนที่เป็น้องสาวในบรรดาที่ประทับของราชวงศ์มีเพียงสามที่เท่านั้นที่ถูกจับจองอยู่ไม่มีทั้งพระสนมยศใหญ่มานั่งเคียงคู่ หรือแม้แต่เครือญาติของฮ่องเต้มานั่งร่วมด้วย
จะดูขาดความอบอุ่นไปหน่อยหรือเปล่า
“ฝ่าามีราชโองการรับสั่ง”คนสนิทของฮ่องเต้เปิดราชโองการขึ้นมาอ่านเฟิงหลันกับเยว่เฟยหลิงมองหน้ากันหลังจากที่ประกาศราชโองการนั้น
“อีกสามเดือนจะมีพิธีคัดเลือกทหารเพื่อเข้าสังกัดกองทัพ เหล่าคนหนุ่มผู้มีความสามารถทั้งหลายเอ๋ยจงก้าวเข้ามาเป็หนึ่งเพื่อความมั่นคงของแคว้นจ้าวเถิด” เหล่าผู้ที่มาร่วมงานร้องเฮเมื่อรู้ว่าอีกสามเดือนจะมีพิธีคัดเลือกทหารเข้าสังกัดกองทัพตามกฎของกองทัพที่ทุกแคว้นปฏิบัติร่วมกันนั่นคือการรับคนเข้ากองทัพจะทำทุกๆสามปีเท่านั้นและถือเป็กฎบังคับที่ทุกแคว้นปฏิบัติร่วมกันแม้ว่าจะไม่ได้เป็พันธมิตรกันก็ตามและเมื่อปีที่แล้วแคว้นจ้าวก็เพิ่งจะรับคนเข้ากองทัพไปตามข้อมูลที่พวกเขาไปสืบมานั่นหมายถึงแคว้นจ้าวละเมิดกฎที่ทุกแคว้นมีร่วมกันอย่างนั้นรึ
ตามกฎของกองทัพการคัดคนเข้ากองทัพจะทำทุกๆสามปี แต่แคว้นจ้าวกลับทำต่อเนื่องกันสองปีจะไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่จริงๆรึ
หลังจากจบพิธีแล้วเฟิงหลันกับเยว่เฟยหลิงก็มาเดินที่ในเมืองพวกคนหนุ่มต่างเอ่ยถึงการคัดเลือกทหารที่จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนนับจากนี้เพราะเบี้ยหวัดเงินเดือนของทหารสูงมากไม่ว่าใครก็อยากเข้ามาทำงานในกองทัพเพื่อสร้างฐานะให้ตัวเองจริงอยู่ที่ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้นแต่หากมองในมุมมองกลับกันหรือมองในฐานะคนนอกอย่างพวกเขา
นั่นคือฮ่องเต้หรงอี้กำลังรวบรวมกองกำลังเพื่อทำา
และหากเป็จริงอย่างที่พวกเขาคิดประชาชนที่กำลังยินดีกับการคัดเลือกทหารใหม่เข้ากองทัพนั้นพวกเขากำลังจะพาตัวเองไปตายโดยไม่รู้ตัว
ชื่อเสียงเงินทองเพียงชั่วครู่ที่แลกกับชีวิตทั้งชีวิต
เยว่เฟยหลิงเผลอกำหมัดฮ่องเต้หรงอี้ไม่ได้เห็นประชาชนของตัวเองเป็มนุษย์เสียด้วยซ้ำคิดจะใช้ประชาชนของตัวเองทำสิ่งใดกันแน่
เดิมทีแคว้นจ้าวแม้จะเป็แคว้นเล็กๆแต่ก็สามารถอยู่ได้ด้วยกำลังของตัวเองไม่จำเป็ต้องไปสู้รบทำากับใครที่ฮ่องเต้หรงอี้ทำเช่นนี้มีจุดประสงค์สิ่งใดกัน
“หลิงเอ๋อร์”เยว่เฟยหลิงดึงตัวเองออกมาจากความคิดที่กำลังยุ่งเหยิง มองเห็นมือหนาที่กำลังเกลี่ยคิ้วที่ขมวดเป็ปมของเขา
“ข้ารู้ว่าประมุขน้อยคิดอะไรอยู่”แม้ตัวเยว่เฟยหลิงจะเป็มือสังหารแต่เยว่เฟยหลิงไม่เคยเห็นด้วยกับการใช้ประโยชน์จากใครหรือหากจำเป็ต้องใช้ประโยชน์เยว่เฟยหลิงก็ไม่เคยให้ฝ่ายที่ถูกใช้งานต้องเสียเปรียบเลยสักครั้งเขาจึงไม่พอใจที่ฮ่องเต้หรงอี้ทำเช่นนี้
“เขากำลังทำร้ายประชาชนของตัวเอง”มือเรียวบีบมือหนาที่กำลังกุมอยู่เบาๆทำไมพวกชาวเมืองไม่เอะใจกันบ้างว่าฮ่องเต้ของพวกเขากำลังจะส่งพวกเขาไปตาย
“หากเื่นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ฝ่าาอยากให้เราทำเราต้องทำอะไรได้สักอย่างแน่ อย่าห่วงไปเลย” เฟิงหลันเอ่ยปลอบพอเห็นใบหน้าน่ารักของประมุขน้อยต้องมีสีหน้าที่เคร่งเครียดแบบนี้ร่างสูงก็นึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย
“เราคงต้องเร่งสืบกันแล้ว”
“อืมวันนี้คงทำอะไรได้สักอย่าง” พวกเขาออกเดินนอกจากเื่การรับคนเข้ากองทัพจะทำให้ภายในเมืองคึกคักแล้ววันนี้ยังเป็วันขอพรกับต้นไม้เพื่อให้ได้ด้ายแดงมาผูกข้อมืออีกด้วย
“พี่เฟิงไม่ละความพยายามเลยจริงๆ”เยว่เฟยหลิงอดเอ่ยขึ้นมาไม่ได้ออกจากลานหลวงก็พุ่งตรงมาที่ต้นไม้ขอพรทันทีซึ่งร่างโปร่งก็เห็นว่ากำไลด้ายแดงที่ห้อยเอาไว้เริ่มลดลงบ้างแล้วแต่เ้าด้ายแดงเส้นพิเศษก็ยังคงห้อยเอาไว้ที่้าเหมือนเดิม
ซึ่งตอนนี้เหล่าชายหนุ่มกำลังหมายมั่นปั้นมือเอากำไลที่อยู่บนยอดสุดนั้นมามอบให้หญิงสาวผู้เป็ที่รักส่วนเฟิงหลันนั้นกำลังยืนดูเหมือนหาจังหวะอยู่
“ในบรรดากำไลด้ายแดงทั้งหมดไม่มีเส้นไหนเหมาะกับข้อมือสวยๆของหลิงเอ๋อร์เท่าเส้นที่อยู่บนสุดนั่นอีกแล้ว”คนพูดยิ้มหวาน ส่วนคนที่อยู่รอบๆต่างอมยิ้มเพราะเหมือนจะไม่ได้มีแค่เฟิงหลันที่พูดแบบนี้เหล่าชายหนุ่มที่กำลังยื้อแย่งกันอยู่ก็เคยพูดเช่นกัน
แต่คำพูดหรือจะสู้การกระทำหากอยากได้ด้ายแดงเส้นพิเศษนั้นจริงๆก็ต้องลงแรงเอามาด้วยตัวเอง
“พี่เฟิงมองข้ามอะไรบางอย่างไปแบบนี้มันไม่ดีนะ” มือเรียวดึงมือร่างสูงเอาไว้จากนั้นก็ชี้ไปยังกำไลด้ายแดงที่ห้อยเอาไว้ลดหลั่นกันลงมา
“พี่เห็นไหมว่าด้ายแดงพวกนั้นลดหลั่นกันลงมา”
“เห็น”ร่างสูงมองตาม จริงอยู่ที่ว่ากำไลด้ายแดงนั้นมีเก้าสิบเก้าคู่แต่ทว่าขนาดของแต่ละเส้นก็ไม่เท่ากันเส้นที่อยู่่ล่างๆของต้นไม้จะค่อนข้างเส้นเล็กดูไม่แข็งแรงส่วนเส้นที่อยู่บนสุดนั้นกลับดูแข็งแรงที่สุด
“พี่ฟังข้านะถึงเส้นพิเศษที่อยู่บนสุดจะเป็ของคู่รักที่ถูกลิขิตให้มาอยู่คู่กันทุกภพแต่เพราะแบบนั้นผู้ที่ได้มันไปอาจจะลืมเลือนคนที่อยู่ข้างกายด้วยเหตุผลที่ว่าแม้จะตายจากกันสุดท้ายก็ได้มาเจอกันในภพหน้า โดยหาได้สนใจปัจจุบันที่อยู่ร่วมกัน” เยว่เฟยหลิงชี้ไปยังเส้นที่อยู่บนสุดก่อนจะชี้มายังเส้นล่างสุดที่เป็กำไลสีแดงเส้นบางๆ
“ส่วนเส้นที่อยู่ล่างสุดถึงจะเปราะบาง แต่หากผู้ที่ได้มันไปหมั่นดูแล ใส่ใจต่อให้เป็ด้ายแดงเส้นเล็กขนาดไหนก็ไม่มีทางขาดได้ง่ายๆเหมือนคนสองคนที่ดูแลกันและกัน” แม้เสียงที่เยว่เฟยหลิงพูดจะไม่ได้ดังมากแต่คนที่อยู่ใกล้ๆก็ได้ยินคำพูดนี้แล้วคิดว่าเป็จริงดังที่เยว่เฟยหลิงพูดไม่รู้ว่าเพราะสถานการณ์พาไปหรือเพราะเยว่เฟยหลิงลืมตัวเขาจูงมือเฟิงหลันเข้าไปใกล้ๆต้นไม้พลางมองด้ายแดงที่ห้อยเอาไว้
“พี่เฟิงพี่หยิบอันนั้นถึงไหม” ร่างสูงมองตามมือของเยว่เฟยหลิงก่อนเอื้อมมือออกไปเขาพยักหน้าเพราะเขาเอื้อมมือไปถึง
“แต่ข้าไม่ถึง”เยว่เฟยหลิงเขย่งเท้าก่อนจะพบว่าด้ายแดงที่เฟิงหลันเอื้อมมือถึงได้สบายๆนั้นเยว่เฟยหลิงเอื้อมมือถึงแค่ปลายนิ้ว
“อันนี้ข้าหยิบถึง”เยว่เฟยหลิงลดระดับลงมาหน่อยซึ่งเขาสามารถหยิบด้ายแดงเส้นนั้นได้อย่างง่ายดายซึ่งเฟิงหลันก็หยิบได้เช่นกัน
“เราเอาเส้นที่เราหยิบถึงด้วยกันดีไหมพี่เฟิง?”ร่างโปร่งหันมายิ้มให้พลางถามร่างสูงยิ้มตอบกลับรอยยิ้มนั้นก่อนจะปลดด้ายแดงคู่นั้นออกมาพร้อมกันเป็กำไลด้ายแดงเส้นขนาดพอดี ปรับขยายขนาดให้พอดีกับข้อมือได้เสียด้วย
“ยินดีกับแขกผู้มาเยือนทั้งสอง”เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหน้าของพวกเขาเป็นักบวชผู้หนึ่งที่ท่าทางดูน่าเคารพทั้งสองยกมือขึ้นคำนับนักบวชผู้นั้นก่อนที่นักบวชจะเอ่ย
“ด้ายแดงเป็เพียงสิ่งที่ช่วยเชื่อมวาสนาหากไม่รู้จักประคับประคอง วาสนาที่ได้พบพานนั้นก็จะพังลง” เหล่าผู้คนที่กำลังวุ่นวายแย่งชิงด้ายแดงกันอยู่เมื่อครู่ต่างสงบลงเยว่เฟยหลิงมองกำไลด้ายแดงในมือของเขากับเฟิงหลันก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขากับเฟิงหลันไม่ใช่สามีภรรยาหรือคู่รักจริงๆเสียหน่อย
นี่ข้าเผลอไปคิดถึงสีหน้าเศร้าๆของเฟิงหลันเมื่อคืนจนไปหยิบด้ายแดงนี่มาจริงๆรึ!
“เอ่อ...พอดีว่าข้า…”
“ตอนนี้ยังมิใช่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะยังเป็เช่นนี้” คำพูดที่มีความั์ของนักบวชทำให้สายตาของเยว่เฟยหลิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยตามสัญชาตญาณมือหนาจึงเอื้อมมาลูบศีรษะร่างโปร่งเบาๆเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่
แม้จะเป็เพียงคำพูดที่เป็การคาดการณ์ล่วงหน้าแต่นั่นก็เท่ากับว่านักบวชท่านนี้รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่สามีภรรยากันจริงๆเยว่เฟยหลิงย่อมกังวลว่านักบวชผู้นี้อาจจะทำให้แผนการลอบเข้ามาที่แคว้นจ้าวครั้งนี้พังลงได้
“อาตมารู้ว่าพวกท่านมาด้วยเหตุอันใดอาตมาหาได้ขัดขวางไม่ อย่าได้กังวลไปเลย” แม้จะเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของร่างโปร่งท่านนักบวชก็ยังคงมีท่าทีที่สงบนิ่งพร้อมทั้งเผยมือให้ทั้งสองดูกำไลด้ายแดงภายในมือ
“นั่นมัน…!”
“จริงหรือนี่”
“เมื่อครู่ไม่ได้หยิบอันนี้มิใช่รึ”เสียงเอ่ยทักต่างๆนานาดังขึ้นในทันทีเมื่อเห็นว่ามีสิ่งใดอยู่ในมือของคนทั้งคู่
มันคือกำไลด้ายแดงเส้นพิเศษที่เคยอยู่บนยอดสุดของต้นไม้แต่ตอนนี้มันมาอยู่ในมือของพวกเขาทั้งคู่แล้ว
ทุกคนเห็นร่วมกันว่าเฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงไม่ได้ขึ้นไปถึงบนยอดเพื่อหยิบด้ายแดงเส้นพิเศษนี้ที่พวกเขาหยิบมาเป็กำไลด้ายแดงธรรมดาที่แค่ยืนบนพื้นก็เอื้อมมือถึงแต่เมื่อนักบวชท่านนี้ปรากฏตัวกำไลด้ายแดงของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
“แม้แต่องค์เทพยังไม่คิดขัดขวางพวกท่านเช่นนั้นจงสบายใจเถิดว่าสิ่งที่คิดทำย่อมสำเร็จอย่างแน่นอนโปรดจงสวมเอาไว้ให้มันคุ้มภัยแก่พวกท่านเถิด” เพราะมัวแต่ใกับสิ่งที่อยู่ในมือพอเงยหน้าขึ้นอีกทีนักบวชผู้นั้นก็ไม่อยู่แล้วซึ่งสร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้ที่อยู่รอบๆรวมถึงสร้างความใให้พวกเขาทั้งสองด้วย
“พี่เฟิง….”
“ถ้าหลิงเอ๋อร์โดนผีหลอกข้าก็คงโดนด้วย”เฟิงหลันจับััของนักบวชท่านนั้นไม่ได้แล้วอีกทั้งเมื่อสักครู่เขาก็จับััอะไรของนักบวชผู้นั้นไม่ได้ด้วยราวกับว่านักบวชผู้นั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง
คิดได้สองอย่างคือมีศัตรูรู้ถึงตัวตนของพวกเขาแล้วส่งคนเข้ามารบกวนการทำงานของพวกเขากับอีกอย่างคือ นักบวชท่านนั้นมีอิทธิฤทธิ์จริงๆและมาเพื่ออวยพรให้แก่พวกเขา
แต่จะอย่างไหนนักบวชท่านนั้นก็รู้ถึงตัวตนของพวกเขาเป็ที่แน่นอนแล้ว
“ได้แต่หวังว่านักบวชท่านนั้นจะพูดความจริง”ที่พูดว่าจะไม่ขวาง ขอให้เป็ความจริง
“พ่อหนุ่มๆรีบสวมด้ายแดงให้ภรรยาเ้าเร็ว” สตรีสูงวัยนางหนึ่งเดินมาสะกิดแขนเฟิงหลันที่กำลังยืนนิ่งอยู่ร่างสูงมองเยว่เฟยหลิงเพื่อถามว่าจะสวมหรือเปล่า
“กำไลด้ายแดงนี่เป็ของพิเศษเ้าเห็นหรือเปล่าว่ากระดิ่งนี่ไม่ดังทั้งๆที่ต้องลม” นางชี้มาที่กำไลที่ทั้งสองถืออยู่จริงดังว่า ทั้งๆที่พวกเขาจับมันไปมาแต่ไม่มีเสียงกระดิ่งดังเลยสักนิดแม้จะต้องลมก็ไม่มีเสียงกระดิ่งให้ได้ยิน
“ทำไมเป็เช่นนี้หรือท่านยาย”เฟิงหลันเอ่ยถาม เท่าที่ดูกระดิ่งนี่ดังได้แน่นอนแต่ที่ว่าทำไมถึงแกว่งแล้วไม่ดังเฟิงหลันก็ไม่รู้เช่นกัน
“เมื่อถึงเวลาพวกเ้าจะรู้เองแต่เชื่อยายเถอะว่ากำไลด้ายแดงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ของที่เอาไว้ให้คนหนุ่มสาวมาแย่งชิงกัน”ท่านยายเอ่ยอย่างอ่อนโยนพร้อมทั้งให้คนทั้งคู่สวมกำไลให้กันเยว่เฟยหลิงชั่งใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยอมสวมกำไลด้ายแดงนั้นเอาไว้เมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่สวมกำไลให้กันเรียบร้อยแล้วท่านยายก็เรียกไปทำพิธีพื้นเมืองที่เป็การอวยพรคู่รักตามแบบพิธีของแคว้นจ้าวหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ถูกใครหลายๆคนเข้ามาห้อมล้อมว่าพวกเขาเป็ใครมาจากไหนแต่งงานแล้วหรือยัง ซึ่งพวกเขาก็ตอบไปเหมือนที่เคยตอบว่าแต่งงานแล้ว กำลังออกเดินทางท่องเที่ยวอยู่
แค่วันแรกของงานเทศกาลก็มีคนได้กำไลด้ายแดงเส้นพิเศษที่ว่ากันว่าจะถูกมอบให้กับผู้ที่เกิดมาเคียงคู่กันทุกภพเท่านั้นเหล่าชาวบ้านชาวเมืองที่มีความเชื่อในเื่นี้อยู่แล้วต่างก็ถามถึงว่าเป็ใครกันที่ได้กำไลนั้นไปคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เล่าว่าเพราะความฉลาดและมองสิ่งต่างๆไม่เหมือนคนอื่นของคนเป็ภรรยาทำให้องค์เทพที่สถิตอยู่ในต้นไม้ขอพรนั้นประทับใจและผู้เป็สามีก็ดูมีสง่าราศีรักใคร่ภรรยายิ่งองค์เทพจึงประทานกำไลด้ายแดงเส้นพิเศษนั้นให้แก่คู่รักนี้ไม่ว่าใครได้ยินเื่นี้ก็อิจฉาตาร้อน เพราะกำไลด้ายแดงเส้นพิเศษนั้นนับั้แ่ที่แคว้นจ้าวจัดงานเทศกาลมาก็มีเพียงสามคู่เท่านั้นที่ได้กำไลเส้นพิเศษนี้ไป คู่ที่เพิ่งได้ไปเป็คู่ที่สี่และว่ากันว่าปีไหนที่มีคู่รักได้กำไลด้ายแดงเส้นพิเศษนี้ไปปีนั้นคนไร้คู่จะมีคู่ครอง ผู้ที่มีคู่ครองจะได้บุตรสมใจหมาย และผู้ที่มีบุตรบุตรจะเติบโตมาเป็ผู้ที่มีวาสนาดี
ดังนั้นเมื่อมีใครเห็นเฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงที่สวมกำไลด้ายแดงนั้นอยู่เดินผ่านจะต้องรีบเข้ามาทักทายและแสดงความยินดีกับคนทั้งคู่รวมถึงเชื้อเชิญไปนั่งทานข้าวในเรือน เพราะหวังอานิสงส์จากวาสนาของคนทั้งคู่จึงทำให้เฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงกลายเป็ที่รู้จักของผู้คน
ซึ่งทั้งคู่ได้แต่หวังว่าเื่นี้จะไม่ส่งผลกับภารกิจของพวกเขา
“แล้ว...ท่านมาที่นี่เพราะเื่ที่เราได้กำไลด้ายแดงเส้นพิเศษจากต้นไม้ขอพร?”ร่างสูงเอ่ยเสียงเรียบซึ่งคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามได้แต่ยิ้มแห้งพร้อมกับส่ายหน้าเพื่อบอกว่าไม่ใช่
“อ่าที่ข้ามาวันนี้เพราะมีเื่สำคัญจะหารือกับท่านอวี้เฟิงน่ะ…” ตอนนี้เฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงกลับมาที่โรงเตี้ยมแล้วแต่ระหว่างทางกลับได้พบกับใครบางคนที่พุ่งตรงมาพวกเขาทันทีที่เจอหน้า
ในแคว้นนี้พวกเขาจะไปรู้จักใครถ้าไม่ใช่นายกองมิ่งคัง
“หารือ?”เยว่เฟยหลิงเอียงคออย่างสงสัย จะหารืออะไรกับพวกเขาที่เพิ่งรู้จักกัน
แล้วยังพาคนที่ไม่ควรจะอยู่ที่นี่มาด้วย
“เกี่ยวกับเื่นี้…”
“ขออภัยแขกทั้งสองที่ข้าต้องมารบกวน”ผู้ที่มากับนายกองเอ่ยพร้อมทั้งมองสองสามีภรรยาอีกคนเป็ชายร่างสูงท่าทางแข็งแรง ใบหน้าคมสันดวงตาเรียวคมดุจชายชาตรีส่วนอีกคนเป็ชายร่างโปร่ง ผิวขาว ดวงตาสีเทาแต่ไม่ได้ดูเ็ามีใบหน้าน่ารักของหนุ่มแรกรุ่น ซึ่งก็แยกได้ไม่ยากว่าใครคือสามีใครภรรยา
“ข้ามีนามว่าหรงเทียนเป็องค์ชายรองของราชวงศ์ผู้ปกครองแคว้นจ้าว” อีกฝ่ายแนะนำตัวเองเสร็จสรรพชายที่ชื่ออวี้เฟิงเพียงแค่พยักหน้ารับ แต่กับอีกคนราวกับจะมองเขาให้ทะลุปรุโปร่งโดยเฉพาะดวงตาสีเทาที่ฉายแววคล้ายกับสำรวจอะไรบางอย่าง
หรงเทียนไม่แน่ใจว่าที่มิ่งคังบอกเขาว่าสองคนนี้เป็แค่สามีภรรยาธรรมดาจะเป็เื่จริง
เพราะเขาก็เป็อีกคนที่ฝึกวรยุทธ์และมองออกว่าทั้งสองคนก็เป็ผู้ฝึกวรยุทธ์เช่นเดียวกันเพียงแค่ไม่รู้ว่าทั้งสองมีฝีมือมากแค่ไหนเพราะแค่มองเขาก็รู้ว่าทั้งสองนั้นฝีมือไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
แต่ว่าคนที่มีฝีมือที่มาจากต่างแคว้นเช่นนี้จะขอให้ช่วยก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือเปล่า
“กลัวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”หลังจากที่แนะนำตัวเสร็จหรงเทียนก็เงียบไปเยว่เฟยหลิงจึงเอ่ยขึ้นมาเพราะสังเกตท่าทางนั้นออก
“นี่เ้า..!!”องครักษ์ของหรงเทียนตวาดขึ้นเมื่อเห็นท่าทางที่เยว่เฟยหลิงแสดงออกมาแต่องค์ชายรองแห่งแคว้นจ้าวยกมือขึ้นห้าม
“เรามาขอความช่วยเหลืออย่าได้เสียมารยาทกับแขก”
“แต่องค์ชาย….”
“ต้องขออภัยที่ภรรยาของกระหม่อมเสียมารยาทเขาสังเกตเห็นว่าท่าทางขององค์ชายมีท่าทีที่หวาดระแวง อย่าถือสาเลยพ่ะย่ะค่ะ”เฟิงหลันกล่าวพร้อมทั้งขยี้ผมเยว่เฟยหลิงร่างโปร่งจึงขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆเฟิงหลันเป็เชิงว่าให้ร่างสูงเป็เกราะป้องกันทำให้หรงเทียนคิดถึงคำพูดของมิ่งคังที่บอกเอาไว้ก่อนหน้าจะมาเจอทั้งสองคน
“ท่านอวี้เฟิงเป็คนที่รักภรรยามากหากมีอะไรเกิดขึ้นกับท่านอวี้เยว่หลิงเขาจะเปลี่ยนไปเป็คนละคน”
จากท่าทางคุกคามในตอนนี้ยืนยันได้ว่าสิ่งที่มิ่งคังพูดเป็ความจริงหรงเทียนจึงสั่งองครักษ์ให้หยุดท่าทีปองร้ายร่างโปร่งลงเพราะมิเช่นนั้นเขาจะไม่ได้รับความร่วมมือจากสามีของอีกฝ่าย
“พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่ได้โปรดอย่าถือสาเลย”
“ที่องค์ชายรองอย่างพระองค์ออกมาจากวังยามวิกาลเช่นนี้คงมิใช่แค่ธุระทั่วไปกระมัง” ตอนนี้ก็นับว่าดึกสงัดทีเดียวอีกทั้งเฟิงหลันและเยว่เฟยหลิงก็กำลังจะเข้านอนเ้าของโรงเตี้ยมบอกพวกเขาว่ามีแขกมาหาสภาพของทั้งสองในตอนนี้คืออยู่ในชุดที่เตรียมเข้านอนเต็มที่และเยว่เฟยหลิงเองก็เริ่มขยี้ตาเพราะง่วงนอนแล้ว
เห็นแบบนี้แต่ประมุขน้อยเพิ่งจะอายุยี่สิบยังเข้านอนและตื่นตรงเวลา เข้านอนก่อนยามจื่อ และตื่นก่อนยามเหม่าซึ่งตอนนี้กำลังจะเลยยามจื่อแล้ว ร่างโปร่งจึงขยี้ตาตัวเองเบาๆเพราะง่วงนอน
กว่ามือสังหารอย่างเยว่เฟยหลิงจะได้นอนเป็เวลาไม่ใช่เื่ง่ายแล้วยังถูกใครไม่รู้มาคุยธุระตอนดึกดื่นอีก
“ข้ามีเื่อยากขอความช่วยเหลือจากท่านทั้งสองเป็เื่ที่สำคัญมาก” เฟิงหลันเลิกคิ้วทำไมองค์ชายรองของแคว้นจ้าวถึงได้คิดที่จะขอความช่วยเหลือเื่สำคัญกับคนนอกแคว้นอย่างพวกเขาหรือว่ามิ่งคังไปพูดอะไรที่ทำให้พวกเขาเกิดถูกสงสัยขึ้นมา
“ท่านนายกอง….”
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับมิ่งคังเป็ข้าที่ได้รับการแนะนำจากคนสนิทของข้าว่าให้มาพบพวกท่าน” เมื่อเห็นเฟิงหลันหันไปส่งสายตาน่ากลัวให้นายกองของตนหรงเทียนก็เอ่ยบอกเยว่เฟยหลิงขยับตัวขยุกขยิกเพราะง่วงนอนคนสนิทที่ว่าหมายถึงใครกันถึงบอกให้องค์ชายหรงเทียนมาพบพวกเขา
“คนสนิท?คนคนนั้นรู้จักพวกเรารึ?” ร่างโปร่งเอ่ยถามคนสนิทขององค์ชายหมายถึงอีกฝ่ายต้องอยู่ในวัง ใครในวังที่รู้จักพวกเขาอย่างนั้นรึ
“ไม่เชิงแบบนั้นคนสนิทของข้าบอกข้าว่าให้มาขอคำแนะนำจากมิ่งคัง เพราะมิ่งคังรู้ว่าใครที่จะช่วยข้าได้แล้วเขาก็พูดถึงพวกท่านขึ้นมา ข้าจึงตัดสินใจมาหาพวกท่านอย่างที่เขาแนะนำ” จบคำพูดนั้นสองสามีภรรยาก็ตวัดสายตาไปมองคนต้นเหตุที่ได้ยิ้มแห้งตอบกลับมา
“ก็ข้าเห็นว่าพวกท่านมีฝีมือแล้วดูเหมือนจะผ่านอะไรมามาก….”ถ้าเป็ไปได้มิ่งคังจะไม่พูดชื่อพวกเขาออกมาเด็ดขาดแต่สถานการณ์ที่องค์ชายรองกำลังเผชิญอยู่คนที่น่าจะช่วยได้ก็มีแค่สองสามีภรรยานี้เท่านั้น
“ข้าจะจดจำความแค้นนี้ท่านนายกอง” คราวนี้หาเื่อะไรมาให้พวกเขากัน
“องค์ชายกระหม่อมต้องขอทูลตามตรง พวกเราเป็เพียงแค่สามีภรรยาจะมีความสามารถอันใดช่วยเหลือพระองค์ได้ พระองค์โปรดกลับไปเถอะอย่าทำให้พวกเราต้องลำบากใจเลย” เพราะแค่เื่ภารกิจที่ว่างเปล่าของพวกเขาก็มีเื่ให้ต้องทำมากพออยู่แล้วพวกเขาไม่มีแรงเหลือจะไปช่วยใครหรอก
เพราะดูเหมือนองค์ชายจะไม่ยอมแพ้ทั้งยังไม่ได้อธิบายเหตุผลที่ชัดเจนในการมาขอความช่วยเหลือเยว่เฟยหลิงจึงขยับตัวขึ้นไปนั่งบนตักของเฟิงหลันแล้วซุกหน้าอยู่กับอกร่างสูงเพื่อบอกแขกว่าถึงเวลาที่เขาต้องนอนแล้วและสามีของเขาก็จะต้องนอนด้วยเช่นกัน ให้แขกกลับไปเสีย
“น้องสาว…..”
“หืม?”
“น้องสาวของข้าหรงหยวน ถูกลักพาตัวไป” หรงอี้ตัดสินใจที่จะเอ่ยออกมาหลังจากที่ได้เห็นท่าทางของทั้งสองที่ปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่ช่วยองครักษ์กำลังจะเข้ามาห้ามเพราะไม่อยากให้องค์ชายเสี่ยงเอ่ยถึงเื่นี้กับคนนอกโดยเฉพาะกับคนที่สังหารคนอื่นได้อย่างไม่ลังเลอย่างร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงนั้น
จากคำบอกเล่าของนายกองมิ่งคังเหล่าองครักษ์ต่างก็คิดเป็เสียงเดียวกันว่าคนคนนี้ต้องไม่ใช่แค่เคยทำงานเป็ทหารองครักษ์อย่างที่ปากว่าพวกเขาตรวจสอบรอยแผลที่อวี้เฟิงลงมือแล้วมันเฉียบขาดและรวดเร็วเกินกว่าจะเป็ฝีมือของอดีตทหารองครักษ์
“หมายถึงองค์หญิงหรงหยวน?”เยว่เฟยหลิงเอ่ยถามองค์ชายหรงเทียนมองคนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นนั่งอยู่บนตักสามีก่อนจะพยักหน้าท่าทางแบบนี้ร่างโปร่งคงจะง่วงนอนจริงๆ ไม่ใช่แค่ท่าทางที่แสดงออกมาเพื่อไล่พวกเขา
“วันนี้องค์หญิงก็อยู่กับพระองค์ตอนพิธีเมื่อเช้าไม่ใช่รึ”
“เปล่านั่นไม่ใช่น้องสาวข้า” คนพูดส่ายหน้าก่อนจะบอกเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“เมื่อคืนมีคนลักพาตัวน้องสาวของข้าออกไปจากตำหนักเื่ที่เกิดขึ้นไม่สามารถแพร่งพรายให้คนอื่นรู้ได้เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับนางในวันนี้จึงได้หาตัวแทนเข้าร่วมพิธีั้แ่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ข้าส่งองครักษ์ไปช่วยแล้ว แต่เปล่าประโยชน์ทั้งๆที่น้องหญิงอยู่แค่ชายป่านอกเมืองหลวงนี่เท่านั้นข้าพยายามหาทางช่วยแล้วแต่ไม่ว่าจะทางไหนก็เหมือนแค่ส่งคนไปตาย”
“ชายป่านอกเมืองหลวง?มิใช่ว่าเป็ป่าที่เดียวกับที่เราถูกโจมตีรึ?” เยว่เฟยหลิงคิด ซึ่งนายกองก็พยักหน้าบอกว่าใช่
“ข้าก็ไม่รู้ว่าพวกมันมาจากที่ไหนแต่เท่าที่ดูจากร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้มิ่งคังคิดว่าคงจะเป็พวกเดียวกันกับที่เล่นงานเขาที่ชายป่านั่น” มิ่งคังยื่นเศษผ้าชิ้นหนึ่งมาให้ก่อนที่เฟิงหลันจะรับมาดูเพราะเยว่เฟยหลิงนั้นเข้าสู่ห้วงนิทราเรียบร้อยโดยที่ไม่คิดจะสนใจใครอีก
สุดท้ายแล้วก็เป็ร่างสูงที่ต้องเล่าให้ฟังตอนประมุขน้อยตื่น
“เนื้อผ้าแบบเดียวกันกับที่พวกนั้นใส่”ผ้าแบบนี้เฟิงหลันจำได้ เนื้อผ้าค่อนข้างหยาบและไม่น่าจะมีในแคว้นจ้าวด้วย ทั้งๆที่เป็แบบนั้นกลับหาตัวยากเสียนี่
“ผ้าพวกนี้มาจากนอกแคว้นข้าส่งคนไปตรวจสอบแล้ว ไม่มีที่ไหนในแคว้นจ้าวที่ทอผ้าแบบนี้” หรงเทียนให้เหตุผล เฟิงหลันยื่นเศษผ้ากลับคืนไปพลางมองคนที่หลับอยู่
“ไม่ว่าพระองค์จะ้าคำตอบอย่างไรกระหม่อมก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ในตอนนี้”
“ทำไม…!”หรงเทียนเงียบคำเมื่อมองตามสายตาของร่างสูงที่มองคนในอ้อมแขนที่ข้อมือของทั้งคู่สวมกำไลด้ายแดงที่ว่ากันว่าต้นไม้ขอพรจะมอบให้แค่ผู้ที่เกิดมาเคียงคู่กันทุกภพเท่านั้นเขาจึงเก็บท่าทางร้อนรนของตัวเองลง
“ข้าเข้าใจแล้วพรุ่งนี้เช้าข้าจะมาใหม่ รบกวนท่านทั้งสองแล้ว” องค์ชายหรงเทียนลุกขึ้นแล้วขอตัวกลับร่างสูงอุ้มคนหลับไปนอนที่เตียงดีๆก่อนจะมองออกไปด้านนอก
หรือว่าควรจะไปดูลาดเลาก่อนสักนิด
หมับ!
“หืม?”ร่างสูงมองมือตัวเองที่ถูกคว้าเอาไว้เยว่เฟยหลิงลืมตาง่วงๆของตัวเองมามองคนที่ยืนอยู่
“จะไปสังเกตการณ์ก็เอาไว้พรุ่งนี้เถอะ”
“จะช่วยรึ?”
“พรุ่งนี้ถึงจะตัดสินใจ”ร่างสูงไม่ได้พูดอะไรนอกจากดับเทียนภายในห้องแล้วซุกกายเข้าไปในผ้าห่มหากประมุขน้อยตัดสินใจจะช่วย เขาก็จะช่วย แต่หากไม่ เขาก็จะไม่ช่วยเช่นกัน
“ห้ามแอบไป”
“ภรรยาไม่ให้ไปจะไปได้อย่างไร”คนพูดหัวเราะ พร้อมทั้งวาดแขนไปกอดคนที่นอนอยู่ข้างๆ
“พูดมาก”ร่างโปร่งเอ่ยเสียงงัวเงียก่อนจะปล่อยตัวเองให้นอนหลับต่อ เฟิงหลันมองคนในอ้อมแขนผ่านความมืด
ไม่ว่าประมุขน้อยจะตัดสินใจอย่างไรเขาย่อมทำตามนั้น