“เป็นไปไม่ได้ …. เจ้าใช้วิธีใดควบคุมเพลิงกันแน่” อี้เหออดถามด้วยความแปลกใจไม่ได้
หากด้วยปราณนักยุทธ์ที่นางมี ย่อมไม่สามารถบีบอัดปราณธาตุจนขึ้นรูปเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
“ข้าใช้ปราณธาตุจากสัตว์อสูรในพันธสัญญาเจ้าค่ะ ผิดกฏหรือไม่เจ้าคะ ?”
มู่เชียนตกใจไม่น้อยนางลืมถามกฏข้อนี้ไป นางมิได้มีเจตนาโกงการสอบนะ
“ปราณจากสัตว์อสูรงั้นหรือ ….. ข้ามิอาจตัดสินได้ โปรดรอสักครู่”
ผู้อาวุโสสูงสุดประสานมือคารวะเด็กสาวอย่างมีมารยาทก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องไปอีกคน
ไม่ว่านางจะทำผิดกฏหรือไม่ ทว่าการที่นางครอบครองสัตว์อสูรที่มีความสามารถในระดับปราชญ์อสูรเป็นอย่างน้อยนั้น ย่อมนับว่านางมีความสามารถในระดับปราชญ์อสูรเช่นกัน แต่ไรมาโลกแห่งผู้ฝึกยุทธ์นับถือกันที่ความสามารถ ในเมื่อนางอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์เช่นเดียวกันกับเขา เขาย่อมต้องให้เกียรตินางเฉกเช่นกับคนในระดับเดียวกัน
นอกห้องโถง ผู้อาวุโสอี้ก้าวเข้ามากระซิบบางอย่างกับท่านเจ้าสำนัก ทำให้ดวงตาหลายคู่จับจ้องมาอย่างสนใจ ดูแล้วการทดสอบด้านในคงมีสีสันเป็นอย่างมาก
“การใช้ความสามารถของสัตว์อสูรทำภารกิจถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งเช่นกัน ….
ถือว่านางผ่าน” เมื่อฟังรายงานจบ เจ้าสำนักจางก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ขอรับ เช่นนั้นระดับขั้นพรสวรรค์ของนางควรจะเป็นเช่นไร?”
“บันทึกลงไปว่า….. อยู่ในระดับสูงสุด ……!”
เมื่อผู้อาวุโสอี้กลับเข้ามาท่าทางของเขากลับสุภาพและมีมารยาทขึ้นอีกหลายเท่า ชายชราเอ่ยแนะนำวิถีการทดสอบต่อไปอย่างตั้งใจ
“ต่อไปเป็นการทดสอบพรสวรรค์วิถีปราณโอสถ”
ตรงหน้านางคือ กิ่งไม้แห้งที่ปักในกระถางใบหนึ่ง มีเพียงก้านโล้นๆ ปราศจากใบอย่างสิ้นเชิง คล้ายกับว่าหลุดออกจากต้นมาหลายวันแล้ว
“เจ้าลองรวบรวมปราณธาตุแสงเท่าที่สามารถทำได้ ส่งผ่านไปยังใบไม้นี้ หากทำให้สีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ถือว่ามีพรสวรรค์ระดับต่ำ พบได้ในผู้ใช้ปราณทั่วไป
หากสามารถทำให้กิ่งนี้งอกใบได้ ถือว่ามีพรสวรรค์ระดับสูง สามารถศึกษาวิชาปราณโอสถ ประกอบอาชีพผู้เยียวยาได้ในอนาคต
แต่หากสามารถทำให้กิ่งผลิดอกได้ถือว่ามีพรสวรรค์ระดับสูงมาก อนาคตเจ้าจะสามารถเป็นผู้เยียวยาขั้นสูงได้อย่างแน่นอน”
มู่เชียนรวบรวมปราณธาตุแสงตามคำสั่ง แล้วส่งออกไปให้กิ่งไม้ในกระถางนั้น เพียงพริบตา กิ่งไม้แห้งสีน้ำตาลกรอบๆพลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวขึ้นมาทันที
“พรสวรรค์ระดับต่ำ …”. เห็นผลการทดสอบออกมาปกติ ใจเขาค่อยชื้นขึ้น จึงเริ่มเอ่ยปากแนะนำ
“หากเจ้าสามารถส่งปราณธาตุไม้ที่มีเข้าไปร่วมด้วย จะทำให้เห็นผลมากยิ่งขึ้น อาจได้ถึงระดับสูง”
“ได้หรือเจ้าคะ?”
“แน่นอนสิขอเพียงคืนชีวิตให้ต้นไม้นี้ได้ เจ้าสามารถใส่ปราณทุกชนิดที่เจ้ามีลงไปได้ทั้งสิ้น”
มู่เชียนดวงตาเป็นประกาย นางหลับตาทำสมาธิส่งปราณธาตุไม้เข้าไปร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีปราณอี้เจ๋อเพิ่มลงไปอีกเล็กน้อย
เดิมทีนางเองก็มักจะเยียวยาต้นไม้ในภพก่อนอยู่เป็นประจำ ยามนี้มาทำอีกครั้งจึงดูชำนาญยิ่ง อีกทั้งปราณอี้เจ๋อของนางในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนไม่รู้กี่ร้อยเท่า เมื่อบรรจุทั้งหมดเข้าไปในกิ่งไม้เล็กๆต้นนี้ ภาพมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นทันที
เพียงไม่กี่ลมหายใจ กิ่งไม้โล้นนั้นพลันงอกกิ่ง ก้าน ใบ ดอก ขึ้นมาจำนวนมาก รากไม้พลันชอนไชออกมาจากโคนต้นจนล้นออกมานอกกระถาง ส่วนลำต้นก็พุ่งสูงขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จากกิ่งไม้เล็กๆ พริบตาเดียวก็กลายเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ สูงจนเกือบจรดเพดานห้อง
“เหวอออ….” เนื่องจากภาพตรงหน้านี้กะทันหัน และมหัศจรรย์เกินไป ผู้อาวุโสอี้ไม่คาดคิดว่าพรสวรรค์ของนางจะน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้ เขาหงายหลังล้มลงจากเก้าอี้จนเกิดเสียงดังลั่น
มู่เชียนพลันตกใจจนลืมตาขึ้น ต้นไม้ใบไม้ด้านหน้าที่ปราศจากดินและโตขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ ยามนี้ยืนต้นอย่างสง่างามเปี่ยมด้วยพลังชีวิตอยู่ด้านหน้านางแล้ว
เด็กสาวมองต้นไม้ขนาดใหญ่ตรงหน้าสลับกับมองผู้ควบคุมการทดสอบที่นั่งอยู่กับพื้นอย่างไม่มั่นใจ
“เอ่อ… ท่านต้องการให้ข้าช่วยประคองหรือไม่เจ้าคะ ?“
ชายชราได้แต่มองจ้องเด็กสาวโดยเอ่ยคำใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ครู่หนึ่งจึงรวบรวมสติได้แล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้มศีรษะให้นางเล็กน้อย จากนั้นก็ก้าวเท้าออกไปโดยไม่เอ่ยคำใด ทิ้งให้เด็กสาวยืนอยู่ในห้องเพียงลำพังอีกครั้ง
ด้านนอกห้องทดสอบยามนี้ ทุกคนล้วนแยกย้ายไปกันหมดแล้ว ด้วยคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก มีเพียงโม่เจี้ยนและฉวนสี่ที่ยังคงยืนรอมู่เชียนอยู่ด้านนอกลานเรือนร่วมกับเสี่ยวจือจือ และเสี่ยวจิ้ง
ยามนี้ฉวนสี่กำลังละเล่นแข่งหลบสายตากับเสี่ยวจือจืออยู่ ดวงตาคู่นั้นของสัตว์อสูรสาวราวกับอสรพิษที่กำลังจับจ้องเหยื่ออย่างไรอย่างนั้น
“ไม่รู้ผลการทดสอบของศิษย์น้องมู่จะเป็นเช่นไรบ้าง.. อย่างไรเสียคงไม่ถึงกับไม่ผ่านสักวิชาหรอกนะ”
โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างเป็นห่วง อย่างไรก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น แม้มู่เชียนจะดูแล้วมีพรสวรรค์อย่างสูงทว่าบางครั้ง เรื่องราวก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป
“เป็นไปไม่ได้หรอก ข้าดูออกว่าศิษย์น้องมู่มีพรสวรรค์มากมายกว่าเจ้าและข้า ข้าสามารถคาดเดาได้เลยว่าผลการทดสอบของนางจะต้องสร้างความแตกตื่นให้กับสำนักได้อย่างแน่นอน” ฉวนสี่เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีรอบคอบ ท่วงท่าสุภาพแลมีเสน่ห์ของเขาทำให้เสี่ยวจือจือเกิดอารมณ์อยากกลั่นแกล้งขึ้นมาอีกแล้ว
“ข้าว่าเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เรามาพนันกัน ว่าคุณหนูจะมีพรสวรรค์วิถีใดสูงที่สุด”
“ย่อมได้” โม่เจี้ยนผู้ชื่นชอบความสนุกสนานเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก
“ท่านเสี่ยวจิ้ง ท่านว่าอย่างไร”
“เหอะ ไม่ว่าวิถีใดๆ นางล้วนมีพรสวรรค์สูงสุดในดินแดนนี้”
เสี่ยวจิ้งบนไหล่ของเสี่ยวจือจือเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง คนที่เขาเลือกเป็นนายไม่มีทางด้อยกว่าผู้ใด อีกทั้งนางยังเป็นเชื้อสายของเทพบิดา
จะว่าไปแล้วทุกอย่างในมิติแห่งนี้ล้วนเป็นของนางทั้งสิ้น ผู้ใดจะสามารถเข้าใจและควบคุมของๆตนได้ดีกว่าผู้เป็นเจ้าของอีกเล่า
“ข้าเห็นด้วย คุณหนูของข้าไม่มีผู้ใดเทียบได้” เสี่ยวจือจือหันไปยิ้มตาหยีกับเทพอสูร โม่เจี้ยนเห็นสัตว์อสูรสองตัวพากันสนับสนุนนายของตนอย่างออกนอกหน้าก็นึกขำจนอดเอ่ยวาจาขัดไม่ได้
“นี่ๆ พวกเจ้าเข้าข้างนายของตนเองเกินไปแล้ว ข้าไม่ปฏิเสธว่านางมีพรสวรรค์ด้านฝึกยุทธ์และวิถีสัตว์อสูร ทว่าพรสวรรค์สูงสุดในทุกด้าน ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว”
“เช่นนั้นท่านเลือกวิถีปราณยุทธ์และวิถีสัตว์อสูรสินะ” เสี่ยวจือจือถาม
“ใช่”
“แล้วท่านเล่า?” เสี่ยวจือจือหันมาเอ่ยถามฉวนสี่ด้วยท่าทีน่ารักปราศจากพิษภัย คล้ายเด็กสาวคนเดิม ฉวนสี่เห็นแล้วก็คลายความระมัดระวังตัวลงมาก
“เอ่อ ข้าคิดว่าคงเป็นวิถีปราณยุทธ์กับวิถีสัตว์อสูรเช่นกัน ทว่านางยังมีพรสวรรค์วิถีปราณโอสถอีกด้วย”
“เฮอะ ปราณโอสถหรือ แม้นางจะมีปราณธาตุหลากหลาย เหมาะกับการศึกษาวิถีปราณโอสถ ทว่าพรสวรรค์นั้นจะเทียบกับวิถีปราณยุทธ์หรือวิถีสัตว์อสูรได้หรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดรู้ ที่แน่ๆคือข้าไม่เคยเห็นนางใช้ปราณโอสถมาก่อน คาดว่าคงไม่เท่าไหร่”
“เช่นนั้นจะพนันกันอย่างไร ศิษย์พี่โม่กำหนดเถิด หากท่านจ่ายไม่ไหวจะได้ไม่มาโทษพวกเรา”
เสี่ยวจือจือเริ่มเอ่ยวาจายั่วยุอย่างหวังผล
“ฮ่าฮ่า ยายเด็กน้อย เจ้านี่มีความมั่นใจดีมาก เอาอย่างนี้ หากข้าชนะ ข้าขออาหารมื้อเดียวก็พอ แต่หากเจ้าชนะ เจ้าอยากได้อะไรก็ว่ามาเลย ข้าไม่ปฏิเสธแน่” โม่เจี้ยนผู้มั่นใจในตัวเองอย่างสูง ไม่ทำให้เสี่ยวจือจือผิดหวัง เขาเอ่ยวาจาอย่างที่นางกำลังอยากได้ยินพอดี
“เดี๋ยว..” ฉวนสี่พยายามเอ่ยทักท้วง ทว่าพวกเขาอีกสองคนกลับทำราวกับเขาไม่มีตัวตน
“แน่ใจหรือ หากข้าเรียกร้องแล้วพวกท่านจ่ายไม่ไหวจะทำอย่างไร ข้าไม่อยากต้องตามทวงพวกท่านเช้าค่ำ” เสี่ยวจือจือรีบเอ่ยยั่วยุต่อ เป้าหมายของนางอยู่อีกไม่ไกลแล้ว
“จ่ายไม่ไหว….. เอาตัวพวกเราขัดดอกก็ยังได้…!!! หากนางมีพรสวรรค์ทุกด้านจริง เป็นวัวเป็นม้ารับใช้พวกเจ้าก็นับว่ากำไรพวกเราแล้ว”
“แต่ว่าข้า…” ฉวนสี่ผู้ถูกทิ้งไว้ด้านข้างยังคงไม่มีโอกาสเอ่ยแทรกขึ้นมาแม้แต่น้อย
“ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้นนะเจ้าคะ !”
“ผู้ใดผิดคำพูดขอให้เป็นลูกเต่า”
สุดท้ายคุณชายฉวนสี่ผู้ไร้ตัวตน ก็ตกกระไดพลอยโจรถูกผูกมัดด้วยสัญญาทาสฉบับหนึ่งไปเช่นนี้
ภายในห้องโถง ผู้อาวุโสอี้กำลังยืนอยู่ต่อหน้าท่านเจ้าสำนักหมู่ตึกพฤกษา
“เด็กสาวนางนี้มีพรสวรรค์วิถีปราณโอสถสูงส่งราวกับสัตว์ประหลาด….. หากดูจากอายุของนางแล้ว ในไม่กี่ปีคาดว่าทั่วทั้งดินแดนคงไม่ผู้เยียวยาคนใดจะเหนือกว่านางอีกแล้ว” ผู้อาวุโสอี้เอ่ยหลังจากรายงานผลการทดสอบให้เจ้าสำนักฟังอย่างละเอียด
“หึหึ…. เป็นถึงผู้เยียวยาแห่งมิติ ปราณโอสถจะธรรมดาไปได้เยี่ยงไร !”
“ผู้เยียวยาแห่งมิติ ท่านเจ้าสำนักหมายถึงสิ่งใดหรือ? ” ผู้อาวุโสอี้เอ่ยถามอย่างงุนงง
คำว่าธิดาเทพยุทธ์นั้นแน่นอนว่าเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เนื่องจากเป็นคำทำนายที่ซิ่งชางซ่างเสินมอบไว้ให้ตั้งแต่ครั้งที่ท่านเทพกางอาณาเขตล้อมทวีปใต้ขึ้น แต่คำว่าผู้เยียวยาแห่งมิตินั้น มีเพียงเทพอสูรทั้งเจ็ด และผู้เกี่ยวข้องอีกไม่กี่คนเท่านั้นที่ทราบว่าหมายถึงสิ่งใด
“ไม่มีอันใด พรสวรรค์วิถีสัตว์อสูรนั้น เจ้าทดสอบไปเองได้เลย เมื่อเรียบร้อยดีแล้วข้าจะเป็นผู้ควบคุมการทดสอบวิถีพฤกษาเอง”
“ขอรับ” อี้เหอแปลกใจอย่างมาก นี่คงเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ท่านเจ้าสำนักเอ่ยปากขอควบคุมการทดสอบเอง ไม่ทราบว่าการทดสอบนี้จะพิเศษเพียงใด
ในห้องทดสอบ มู่เชียนเห็นผู้ควบคุมกลับเข้ามาด้วยอาการสงบนิ่ง เขาเอ่ยอธิบายการทดสอบลำดับถัดไปโดยไม่พูดถึงเรื่องก่อนหน้าแม้แต่คำเดียว
“การทดสอบวิถีสัตว์อสูรนั้นง่ายดายยิ่งนัก ตรงหน้านี้มีลูกแก้วสัตว์อสูรทั้งหมดสามลูก ระดับสามัญ ระดับยอดอสูร และระดับปราชญ์อสูร ภายในสองเค่อเจ้าจงหลอมรวมลูกแก้วหนึ่งในสามนี้ให้สำเร็จ”
เป็นที่รู้กันดีว่าลูกแก้วสัตว์อสูรคือทรัพยากรที่มีค่าอย่างมากสำหรับการฝึกตน ผู้ใดหลอมรวมมันเข้ากับปราณยุทธ์ได้ ก็จะสามารถใช้พลังบางส่วนของสัตว์อสูรเจ้าของลูกแก้วได้
ด้วยคุณค่านี้ ทำให้ลูกแก้วสัตว์อสูรล้วนมีราคาสูงอย่างยิ่ง เพียงลูกแก้วระดับสามัญมีราคาสูงกว่าร้อยหินลมปราณแล้ว หากเป็นลูกแก้วระดับปราชญ์อสูรนั้น ยิ่งมีราคาเท่ากับหินลมปราณหนึ่งหมื่นก้อนเลยทีเดียว ไม่คิดว่าสำนักจะนำของมีค่าเช่นนี้มาเป็นบททดสอบพรสวรรค์ของเหล่าศิษย์
ช่างสิ้นเปลืองจนน่าตกใจ!
“ลูกแก้วสัตว์อสูรนั้น ระดับยิ่งสูงยิ่งพยศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ควบรวมมีระดับพลังที่ต่ำกว่าระดับขั้นของลูกแก้ว
หากเจ้ามีพรสวรรค์ในวิถีสัตว์อสูรระดับสูง เจ้าก็จะสามารถควบรวมลูกแก้วที่มีระดับสูงกว่าตนหนึ่งขั้นได้
และหากเจ้ามีพรสวรรค์วิถีสัตว์อสูรระดับสูงสุด เจ้าจะสามารถควบรวมลูกแก้วที่มีระดับสูงกว่าตนถึงสองขั้นได้ นี่คือการทดสอบของเจ้า…”
จากความอัศจรรย์ที่ผ่านมาของนาง ผู้อาวุโสคาดหวังในตัวมู่เชียนสูงมาก จึงเอ่ยแนะนำไปอย่างอดไม่ได้
“แน่นอนการควบรวมลูกแก้วนี้จะเป็นประโยชน์กับตัวเจ้าอย่างมาก หากครั้งนี้เจ้าเลือกควบรวมลูกแก้วระดับปราชญ์อสูร มันจะช่วยร่นระยะเวลาการเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ของเจ้าได้กว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว”
มู่เชียนที่ปรารถนาความแข็งแกร่งโดยเร็วย่อมสนใจเป็นอย่างยิ่ง นางยื่นมือไปคว้าลูกแก้วอสูรขั้นสูงสุดทันที
เห็นนางสามารถคว้ามาได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่มีอาการต่อต้านจากลูกแก้ว ผู้อาวุโสก็มั่นใจทันทีว่านางคงสามารถควบรวมลูกแก้วนี้ได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าสามารถดูดซับมันโดยตรงได้เลย ภายในสองเค่อขอเพียงดูดซับไปได้แม้เพียงน้อยนิดก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบระดับสูงสุดแล้ว ส่วนลูกแก้วที่ยังดูดซับไม่หมดนั้น ถือเป็นของกำนัลให้เจ้า สามารถนำกลับไปดูดซับต่อภายหลังได้”
มู่เชียนยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางนั่งลงหลับตาทำสมาธิ เริ่มการดูดซับลูกแก้วอสูรตรงหน้าทันที ความอุ่นสบายค่อยๆแผ่กระจายออกมาจากลูกแก้วอสูร เสียงร้องคำรามของสัตว์อสูรคล้ายเสียงสิงโตดังขึ้นในหัวของนาง มู่เชียนรับรู้ถึงวิชาการต่อสู้โดยใช้คลื่นเสียงเป็นอาวุธส่งผ่านเข้ามาในสมองช้าๆ
‘คลื่นสะกดวิญญาณ’
วิชานี้คือการส่งคลื่นเสียงออกไปรบกวนการเคลื่อนไหวและสตินึกคิดของคู่ต่อสู้ เมื่อส่งคลื่นเสียงชนิดนี้ออกไป อย่างน้อยจะสามารถทำให้คู่ต่อสู้หยุดนิ่งไม่อาจเคลื่อนไหวได้ครู่หนึ่ง
หากสำเร็จวิชาระดับสูงแล้ว รัศมีของคลื่นจะกว้างไกลอย่างยิ่ง นางสามารถส่งคลื่นเสียงออกไปเพื่อหยุดทุกการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยลี้ได้เลยทีเดียว
แม้วิชานี้อาจมิได้สร้างบาดแผลร้ายแรงอันใด ทว่าหากในยามต้องต่อสู้จริงๆ แล้วหมายเอาชีวิตศัตรูขอเพียงวินาทีเดียวที่ไม่อาจขัดขืน ก็สามารถตัดสินผลการต่อสู้นั้นได้แล้ว
มู่เชียนยังคงซึมซับลูกแก้วอย่างต่อเนื่อง ลูกบอลพลังปราณลูกที่เก้า ค่อยๆเกิดเป็นรูปร่างจางๆขึ้น ใบหน้าเด็กสาวอมยิ้มอย่างยินดี
หมู่ตึกพฤกษาแห่งนี้ใจกว้างอย่างคาดไม่ถึง …. แม้แต่การทดสอบเข้าสำนักก็ยังมีรางวัลใหญ่มอบให้…..! ดูแล้วไม่ต้องคอยถึงสองปีอย่างที่เสี่ยวจิ้งบอก นางก็คงสามารถเข้าสู่ระดับปราชญ์ยุทธ์ได้แล้ว
เพียงห้าลมหายใจเท่านั้น ลูกแก้วอสูรสีแดงขนาดใหญ่ก็สลายหายไปในมือของเด็กสาว พร้อมกับปราณยุทธ์ของนางที่ก้าวเข้าสู่ระดับครึ่งก้าวเก้าดาวอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน เร็วเกินไปแล้ว !……” ผู้อาวุโสอี้รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ยามที่เด็กสาวคนนี้ทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ จนเขาคิดว่าไม่อาจมีสิ่งใดสร้างความตกตะลึงไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ครู่ต่อมานางก็ยังสามารถทำในสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าออกมาได้