คงมิใช่ว่า คนบ้าๆ บอๆ อย่างพี่ฉินแท้ที่จริงในใจซ่อนมีดไว้หรอกกระมัง?
ก้นบึ้งในจิตใจของซ่งเล่อใช้ความคิดของคนชั่วร้ายเ้าคาดการณ์หากเป็เช่นนั้นจริง ตนเองมิใช่ชักนำภัยสู่บ้านช่องช่างไร้ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของชีวิตตนเองอย่างยิ่ง?
ซ่งเล่อจับจ้องฉินจิ่วเกอแน่วนิ่ง ฝ่ามือกำแน่นเป็หมัด
หากอีกฝ่ายสำแดงโฉมหน้าของสัตว์ป่าออกมาตนเองจะใช้หมัดเปล่าเล่าเปลือยนี่แหละ ทุบตีให้ดอกไม้ไฉนแดงเถือกถึงปานนั้นไปเลย
ยังดี ฉินจิ่วเกอนอกจากหนังหน้าหนาไปหน่อย กระทำการบุ่มบ่ามไปบ้างภายในใจกลับตรงไปตรงมา ที่จริงยังตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัด
ที่มองดูซ่งเล่อ เพราะมันกำลังริษยาในรูปโฉมของอีกฝ่าย
เมื่อต้องร่วมเดินทางไปกับบุรุษหนุ่มรูปงามราวหยกสลัก ฉินจิ่วเกอที่กลายเป็เพียงไม้ประดับ ในใจย่อมไม่อาจวางเฉยได้
บัดซบ ยิ่งมองข้าก็ยิ่งคิดทำลายหน้าหมอนี่
ฉินจิ่วเกอหัวเสีย กำลังใคร่ครวญหาโอกาสเหมาะทุบตีอีกฝ่ายรอบหนึ่งเพื่อรักษากิตติศัพท์ชายงามอันดับหนึ่งในปฐีของตนเอง
ซ่งเล่อลูบใบหน้าเรียบลื่นสดใสของตนเองมันเชื่อมั่นว่าตนสามารถเที่ยวคณิกาได้โดยไม่จำเป็ต้องจ่ายเงิน
“พี่ฉิน รูปลักษณ์ของคนต้องพึ่งพาฟ้าประทาน ล้วนถูกกำหนดมาจากปรโลกเื่บางเื่ไม่อาจบีบบังคับได้” ซ่งเล่อรีบเอ่ยวาจาโน้มน้าวด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายปลงไม่ตกลงมือทำเื่หลุดโลกขึ้นมา
ฉินจิ่วเกอรู้สึกในใจบังเกิดเป็รสชาติสุดบ่งบอกบรรยาย หัวร่อหึหึ“น้องซ่ง ท่านช่างเป็บุรุษรูปงามแห่งใต้หล้าจริงๆ ”
“งั้นหรือ?”
เกิดมารูปงามเกินไปก็ไม่ใช่เื่ดีกระนั้นซ่งเล่อก็ยังเลิกคิ้วอย่างลำพองใจเล็กน้อย
“อย่าได้เข้าใจผิด” ฉินจิ่วเกอแก้ไขคำผิดของตน“ข้าไม่ได้คิดสร้างความลำบากแก่ผู้คน เพียงแต่ ในใต้หล้านี้ เ้านับเป็ชายงามที่แท้กระทั่งจรดฟ้าดินสว่างแจ้งกระจ่างตา ขอเพียงคนผู้นั้นมีั์ตาแจ่มใสล้วนสามารถแยกแยะได้”
“พี่ฉินช่างเปี่ยมอารมณ์ขันนัก” ซ่งเล่อทางหนึ่งเร่งฝีเท้าหากยังไม่ลืมล้วงพัดจีบขาวออกมาโบกสะบัดเสริมท่วงท่าคุณชายรูปงาม
พี่ฉินคนนี้ชอบพูดจาติดตลก เพียงแต่บางครั้งก็ทำตัวหน้าด้านไร้ยางอายเกินไปสักหน่อยระดับฝีมือนั้นไม่ทราบ แต่คาดว่าคงไปกองอยู่บนหน้าหมดแล้ว
ใบหน้าอันหนาทนนี้เชื่อว่าต่อให้ต้องประมือกับยอดฝีมือชั้นกลั่นดวงธาตุก็ยังไม่บุบสลาย
“คนเราต้องรู้จักประมาณตน มิอาจหลงระเริงไปกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ”ฉินจิ่วเกอตบบ่าซ่งเล่อเบาๆ คำพูดคำจาเหมือนผู้าุโสอนสั่งลูกหลาน
“อ้อ?”
ซ่งเล่อลอบไม่พอใจอยู่บ้างต่อให้ตนจะไม่นับว่าเป็หนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าแต่อย่างน้อยก็ต้องมีชื่อมันอยู่ในนั้นบ้างล่ะน่า
ด้วยบุคลิกอ่อนละมุนดั่งสายลมพัดผ่านกับใบหน้าติดรอยยิ้มเปี่ยมไมตรีซ่งเล่อจึงพอนับได้ว่าเป็ที่ต้อนรับในประตูหายนะอยู่ไม่น้อย
“เ้าทราบหรือไม่ว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อนข้าเกือบตายมาแล้วรอบหนึ่งยามได้สติลืมตาตื่น กลับพบเห็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่งยังหลงคิดไปว่าเป็เทพเซียนจากตำหนักจันทราเสด็จลงมาเยือนโลกมนุษย์”
ฉินจิ่วเกอรำพึงรำพันท่าทางยามย้อนนึกถึงเื่ราวคล้ายโศกเศร้าเสียใจสุดเปรียบราวกับสงสัยว่าไฉนโลกเราถึงได้แคบปานนี้ในน้ำเสียงยังแฝงแววเลื่อมใสออกมาโดยไม่รู้ตัว
คนอย่างฉินจิ่วเกอที่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของประตูหายนะหนึ่งในสี่พรรคใหญ่ฝ่ายมนุษย์ให้เป็โรงงานผลิตขนมได้ย่อมไม่ใช่คนปากหวานขี้ประจบอย่างแน่นอน
ดังนั้นพอเห็นอีกฝ่ายบังเกิดความเลื่อมใสถึงเพียงนี้แม้แต่ซ่งเล่อเองยังเคลิบเคลิ้มในเื่ราวตามไปด้วยในโลกนี้ถึงกับมีคนเช่นนี้อยู่จริง?
“ข้าจะบอกอะไรให้ องคาพยพทุกส่วนบนใบหน้าของคนผู้นี้ล้วนถูกจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะคิ้วสองข้างพาดเฉียงดุจดาราพาดผ่าน คนเปล่งรัศมีเหนือโลกโดยเฉพาะใบหน้าที่ราวกับ์ปั้นแต่งของมันสรรพชีวิตั้แ่โลกหน้ายันโลกนี้ล้วนต้องลุ่มหลง จนถ้อยคำใดๆก็ไม่อาจพรรณนาออกมาได้ แม้แต่ดวงจันทร์บนฟากฟ้ายังต้องหม่นแสงลงยามเทียบเคียงกับมัน”
ฉินจิ่วเกอใช้คลังคำศัพท์ระดับเด็กอนุบาลของมันจนหมดเกลี้ยงพยายามสุดความสามารถที่จะพรรณนารูปโฉมของอีกฝ่ายเน้นย้ำในความเลอเลิศของฝ่ายนั้นว่าช่างเป็ความงามที่ผู้คนต้องริษยาเพียงไร
“บนโลกนี้ มีบุรุษเช่นนี้อยู่จริงๆ?” ซ่งเล่อหวั่นไหวแล้ว กระทั่งตัวที่เบ่งพองอยู่เมื่อครู่ยังฟีบลงเล็กน้อย
คำบ่งบอกบรรยายของฉินจิ่วเกอทำให้ผู้คนแตกตื่นภูติผีตะลึงลานทั้งสองใจลอยวาดภาพเหตุการณ์ กระทั่งลืมย่างเท้าก้าวเดิน
ฉินจิ่วเกอประสานสองมือเข้าด้วยกัน ยกชูขึ้นฟ้า“เปรียบไข่มุกยังงดงามยิ่งกว่า ช่างน่าอัศจรรย์ เป็ความหล่อปานวัวตายควายล้มที่แท้จริง”
“มันคือใคร?” คนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจของซ่งเล่อบังเกิดความรู้สึกคิดสาดน้ำกรดใส่อีกฝ่ายขึ้นมา
ฉินจิ่วเกอที่ยืนหยัดบนแผ่นดินแห้งแล้งเต็มไปด้วยทรายเหลือง จู่ๆก็คล้ายพลันตัวสูงใหญ่ขึ้นมาหลายส่วน
สองเท้ายืนหยัดมั่น เส้นแสงจากผืนดินอันยิ่งใหญ่ส่องกระทบร่างสีหน้าฉายแววอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง “ภายหลังข้าถึงค่อยรู้ ว่าในมือข้าถือกระจกอยู่”
“แค่กๆๆๆ”
ไอ้คนหน้าไม่อาย!
พบเห็นคนหลงตัวเองมาก็มากแต่ไม่เคยเห็นใครหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อน ซ่งเล่อยังนึกว่าตนเองประสบพบเจออะไรมานักต่อนักไม่อาจมีเื่อะไรทำให้ตนต้องเกิดความประหลาดใจอีกแล้ว
มาถึงวันนี้จึงค่อยเข้าใจ อันใดจึงเรียกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าพี่ฉินท่านนี้อยู่มายี่สิบกว่าปีกลับยังไม่ถูกคนตีตาย นับเป็ปาฏิหาริย์ที่แท้คู่ควรแก่การศึกษา
“พี่ฉิน อย่าล้อข้าเล่นสิ พวกเราตั้งใจเดินทางดีหรือไม่”ซ่งเล่อถอนใจยาว
ฉินจิ่วเกอคล้อยตาม “วาจากล่าวได้ประเสริฐมิใช่ว่ายังมีสหายร่วมขบวนอีกท่านรออยู่ภายนอกป่าปีศาจ์หรอกหรือ? พวกเราเร่งฝีเท้า ชิงเวลาก่อนตะวันตกดินพบหน้ากันเถอะ”
“ระหว่างเดินทางอย่าได้กล่าวมากความ จะได้ไม่วอกแวก”ซ่งเล่อไม่ไว้ใจคนอย่างฉินจิ่วเกอ ต้องเน้นย้ำอีกครั้ง
“เ้าวางใจ ข้ารู้ดีว่าเ้าอยู่กับข้ามีแรงกดดันแค่ไหนผู้ใดให้ข้าเกิดมาโดดเด่นถึงเพียงนี้” ในเมื่อไม่อาจโจมตีรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ฉินจิ่วเกอเปลี่ยนกลยุทธ์ เริ่มยุทธการโจมตีจากภายใน
ดวงตะวันที่คลอเคลียเส้นปลายขอบฟ้าของทุ่งร้างชนบทไม่ได้รั้งอยู่นานเท่าใดครึ่งชั่วยามต่อมา ก็เริ่มหล่นลงลับสันเขาทิศตะวันตก
แสงอาทิตย์มืดหม่นลงป่าปีศาจ์ที่ทอดยาวนับพันหมื่นลี้ในที่ไกลก็เริ่มแผ่กลิ่นอายมรณะเจือจางในห้วงอากาศคล้ายปะปนด้วยกลิ่นอายโลหิตอันบางเบาแผ่ขยายออก
ต้นไม้ดึกดำบรรพ์ในป่าปีศาจสูงตระหง่านง้ำค้ำฟ้า แม้แต่ในวันแดดจ้าในฤดูร้อนป่าปีศาจเองกลับยังคงความหม่นทะมึนไว้
ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงยามราตรีในป่าสมควรเพิ่มพูนภยันตรายร้ายแรงไม่รู้กี่เท่า
ป่าปีศาจเข้าไปง่ายดาย ไม่ต่างจากมดที่ถูกดึงดูดเข้าหาน้ำหวานคนถูกความมืดเข้าครอบคลุมจนไม่อาจหายใจหายคอได้
“ถึงป่าปีศาจ์แล้ว” เอ่ยวาจาออกมาไม่นานเสียงก็ถูกกลบกลืนไปอย่างไร้ร่องรอย
ในสายลมพัดพากลิ่นอายปีศาจปะปนมาจนคล้ายแทบได้ยินเสียงเหล่าผีคร่ำิญญาครวญที่ตกตายอยู่ภายในป่าลอยมาด้วยระบายความคับแค้นคร่ำครวญของพวกมันต่อคนเป็ ป่าอาบด้วยกลิ่นอายโลหิตเพียงแค่เข้าใกล้รัศมี ก็ทำให้รู้สึกเย็นเยียบจับจิต
กระบี่หนักที่กลางหลังถูกปลดลงมา สองมือโอบประคองแ่าเหล็กหนักอึ้งเย็นเยียบถูกฉินจิ่วเกอรัดไว้แนบอกหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบกระดอนออกปากของมันจึงค่อยสงบลง
“ที่แท้กลับมิใช่ดินแดนดีอันใด ดูท่ารอบนี้คงไม่อาจออกมาได้ง่ายดาย”ฉินจิ่วเกอรำพันรอบหนึ่ง ปากสูดกลิ่นอายโลหิตอันเข้มข้นในอากาศหัวใจงอกเกราะป้องกันขึ้นหนึ่งชั้น
เมื่อต้องเผชิญพบรัศมีพลังกดดันจากป่าปีศาจซ่งเล่อดูไปกลับปลอดโปร่งกว่า ยังคงมีเรี่ยวแรงแย้มยิ้มอธิบาย “วิถีบำเพ็ญพรตเดิมเป็การพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตา ภยันตรายที่ต้องพานพบแน่นอนว่าคงไม่ต้องพูดถึงป่าปีศาจคือสมรภูมิที่เหมาะสมหนึ่งในไม่กี่สถานที่ที่อยู่ไม่ไกล ทุกปีอย่างน้อยมีผู้คนร่วมพันที่ต้องสังเวยชีวิต”
“ไร้พลังฝีมือ ได้แต่ต้องถูกเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าคิดไขว่คว้าพลังอำนาจ ไม่่จ่ายค่าตอบแทนย่อมไม่อาจเป็ไปได้ พี่ซ่งมิใช่ว่ายังมีสหายอีกคนรออยู่หรือ คนเล่า?”
คราแรกที่ต้องเข้าสู่สมรภูมิฝึกอาบโลหิต หากกล่าวว่าในใจไม่เคร่งเครียดย่อมเป็ไปไม่ได้
ทว่าฉินจิ่วเกอตายมาแล้วสองรอบ เื่การอยู่หรือตาย ตายก็ตายเถอะมันเองชินชาแล้ว
“ทางนั้นมีการเคลื่อนไหว” อาศัยััอันเฉียบคมซ่งเล่อชี้ไปทางดงไม้ลี้ลับห่างออกไป“สมควรเป็พี่น้องที่ข้าเชื้อเชิญมาเพิ่งประมือกับสัตว์อสูร พวกเราไปดูกัน”
“ตกลง”
พยัคฆ์ทลายเมฆาที่ถูกฉินจิ่วเกอสังหารไปก่อนหน้าเพียงเป็แบบทดสอบเล็กๆ เท่านั้น
ไอิญญาในห้วงอากาศเดือดพล่านสัตว์อสูรที่กำลังประมือกับคนผู้นั้น ที่จริงบรรลุถึงชั้นปราณสุริยันมิใช่ขยะทั่วไป
เมื่อเหินร่างทะลุดงไม้หนาทึบไป ฉินจิ่วเกอก็พบเห็นคนกำลังห้ำหั่นกับสัตว์อสูรอยู่
ทั้งสองฝ่ายแลกกระบวนท่าทลายดงไม้แน่นทึบจนลมไม่อาจพัดผ่านนั่นจนแหวกเป็ทาง
“สหายอีกคนที่เ้าว่า ก็คือหมอนี่?”
ฉินจิ่วเกอถาม เห็นอีกฝั่งสวมเสื้อคลุมดำตลอดร่างคล้ายคนท่องยุทธภพ ตลอดร่างล้วนถูกห่อหุ้มไว้ หากทว่ายามยกมือวาดเท้ากลับให้ความรู้สึกคล้ายคุ้นเคยกับอีกฝ่ายต่อฉินจิ่วเกอมิใช่ว่าตนเองเคยพบหน้ามันมาก่อนกระมัง?
“อืม พี่น้องเฉินมีพลังฝึกปรือชั้นปราณสุริยันขั้นต้นฝีมือไม่อ่อนด้อย หมีเซียนแดงตัวนั้นแม้มีพลังชั้นปราณสุริยันขั้นต้นแต่โจมตีดุร้ายป้องกันแข็งแกร่ง ผู้ฝึกปรือชั้นปราณสุริยันขั้นกลางทั่วไปยังไม่กล้ามองข้าม”
ซ่งเล่อตอบคำถาม จากคำอธิบายของมัน ชัดเจนว่ามันคล้ายมีความหวั่นเกรงต่ออีกฝ่ายอยู่บ้าง
สมุนไพรวิเศษระดับสี่ สามารถชักจูงให้คนสำนักเดียวกันหวั่นไหวดังนั้นซ่งเล่อยินดีเสาะหาผู้คนจากภายนอกสำนักไม่ยินยอมขอความช่วยเหลือจากสำนักเดียวกัน
เสื้อคลุมดำประมือกับหมีเซียนแดงไม่นาน ค่อยๆชิงเป็ฝ่ายมีเปรียบทีละน้อย
ดูจากท่าทีของมัน ที่แท้กำลังใช้หมีเซียนแดงเป็เครื่องลับฝีมืออันเข้มแข็ง
ความบ้าบิ่นถึงขั้นนี้แม้แต่ปราณสุริยันขั้นกลางอย่างซ่งเล่อเองยังรู้สึกไม่มั่นใจ
โฮกกก
หมีเซียนแดงบังเกิดความพิโรธ ในฐานะราชันแห่งดงไม้โดยรอบนี้ยังไม่เคยมีมนุษย์หน้าไหนกล้าตอแยมันถึงเพียงนี้
แลกกระบวนท่ากันหลายสิบครา เ้ามนุษย์นั่นกลับลื่นราวปลาไหลบนพื้นเกลื่อนเต็มไปด้วยหลุมลึกจากแรงกระแทกนับสิบ กลับยังไม่อาจฟาดโดนมันจังๆได้สักครา
หมีเซียนแดงถอนดึงต้นไม้ใหญ่ด้านข้างออกมาต้นหนึ่งมันออกแรงเหนี่ยวเต็มที่ ไม้ใหญ่สูงร่วมสิบเมตรต้นนั้นก็ถอนราก กลายเป็กระบองต้นไม้ในมือมัน
หมีเซียนแดงสะบัดกระบองไม้ขนาดสามคนโอบร่ายรำพุ่งเข้าโจมตีใส่เสื้อคลุมดำ
เสียงลมคำรามก้องกระทั่งพวกฉินจิ่วเกอที่ลอบดูอยู่ด้านข้างยังอดวิตกกังวลแทนเสื้อคลุมดำไม่ได้
เสื้อคลุมดำสองเท้าไม่ติดพื้น คนทะยานขึ้นกลางอากาศสีหน้ายะเยียบเ็า ริมฝีปากวาดขึ้นเป็รอยโค้ง กระตุ้นโทสะเ้าหมีหน้าโง่ตรงหน้า
ตามปกติแล้ว มีเพียงระดับพิสุทธิ์เท่านั้นจึงสามารถเหาะเหินเดินอากาศ พาร่างเนื้อขึ้นสู่กลางนภาได้มากกว่าหลายร้อยเมตร
ส่วนเสื้อคลุมดำเพียงเพิ่งผ่านเข้าระดับปราณสุริยันขั้นต้นเพียงสามารถฝืนทะยานจากพื้นได้ไม่กี่ชุ่นรักษาร่างกลางอากาศได้เพียงชั่วประเดี๋ยวเท่านั้น
ไม่กี่วินาที แต่ก็เพียงพอแล้ว
เสื้อคลุมดำกวาดกราดแขนเสื้อออกพลันปรากฎกระบี่เย็นเยียบเล่มหนึ่งลอยลิ่ว ประกายยะเยียบของคมกระบี่เจิดจ้าเสียดแทงั์ตาจนแทบมืดบอด
“ตายซะ”
เสื้อคลุมดำแตะหยั่งปลายเท้าสู่พื้นดินก่อนจะทะยานร่างขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง ปลายกระบี่ชี้จรดไปเบื้องหน้า
หมีเซียนแดงถูกกระตุ้นตอแยอย่างถึงที่สุดแม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่ไร้สติปัญญาแต่เกิดเช่นมันยังสามารถััได้ถึงรังสีฆ่าฟันอันอำมหิตจากกระบี่นี้
ปง !
หมีเซียนแดงใช้กระบองต้นไม้ั์ในมือพุ่งเข้าใส่ศัตรูตรงๆปลายยอดแล่นฉิวเข้าหาเสื้อคลุมดำที่เหินทะยานเข้าใส่
พร้อมกับเสียงฉีกขาดลั่นแก้วหูลำไม้ท่อนใหญ่ที่อาศัยเวลานับร้อยปีเติบโตมาก็ถูกกระบี่หั่นขาดครึ่งอย่างง่ายดายกระบี่ทะลวงผ่าเข้าใส่กะโหลกที่สั่นไปมาของหมีเซียนแดงเข้าอย่างจัง
ประกายเย็นเยียบเสียดั์ตาก่อนลมพายุกระหน่ำ
ทันทีที่ท่อนไม้หนาหนักถูกกระบี่ฟันขาดครึ่งฉินจิ่วเกอต้องหยีตาคราหนึ่ง เมื่อมองดูอีกครั้งพบว่าปลายกระบี่เสียบทะลวงเข้าใส่ตำแหน่งหัวใจของหมีเซียนแดงอย่างแม่นยำแล้ว
หมีเซียนแดงหนังหนาที่สูงใหญ่กว่าสามจั้งเนื้อหนังสัตว์อสูรที่เหนียวทนทานเป็พิเศษพลันเกร็งแน่นขัดขวางคมกระบี่ที่เสียดแทงไม่ให้เสือกลึกเข้าไปได้อีก
ฉูดดดด
โลหิตสดๆ สาดกระจาย ทว่ายังไม่ใช่าแถึงชีวิต
หมีเซียนแดงะเิโทสะตวัดอุ้งเท้าใหญ่โตเท่าอ่างน้ำของมันทุบทรวงอก พุ่งร่างจู่โจมใส่เสื้อคลุมดำ
เสื้อคลุมดำเห็นอุ้งเท้ามหึมาตะปบเข้าใส่ศีรษะใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมไม่ทราบมีสีหน้าเยี่ยงไรเพียงเห็นคมกระบี่ที่ยังคงเปล่งประกายไม่จาง
เสียงฉึบดังขึ้น อุ้งเท้าหมีที่วาดใส่เสื้อคลุมดำร่วงลงสู่พื้น
ผืนดินสั่นสะท้าน พื้นถึงกับทรุดลงไปหลายส่วน
นั่นมันหลุมดักสัตว์มิใช่หรือ?