จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 61 รายการราชานักกินรอบจริง 1 Re

            หลังจากไปถ่ายรายการกับราชินีกินแหลก  ไป่ฉีเข้าเรียนตามปกติ  ส่วนคลาสเรียนการแสดงในช่วงเย็นของเขานั้นได้รับคำชมจากอาจารย์หลิว  ถึงขนาดที่เฉินเฟิงต้องมาดูให้เห็นกับตาของตัวเอง  เพราะเขาได้ยินอาจารย์หลิวเอ่ยชมไม่หยุดปากถึงการแสดงของไป่ฉีว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ (ขโมยวิชาล้วน ๆ)


            เวลาผ่านไปจนถึงวันเสาร์  ไป่ฉีแต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้า  เขามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางแบบลาก 1 ใบ  เพราะการแข่งรอบจริงของรายการราชานักกิน  จะเริ่มวันนี้โดยจะคัดหน้าใหม่จาก 16 คนให้เหลือ 4 คน  จากนั้นวันอาทิตย์จะเป็นการแข่งรวมกับนักกินแหลกรุ่นพี่อีก 4 คน  ส่วนการคัดคนออกน่าจะแบ่งเป็นวันอาทิตย์คัดออก 3 คน  ส่วนวันจันทร์จะคัดออกอีก 2 คน  และวันอังคารก็หาแชมป์จาก 3 คนที่เหลือ


            ไป่ฉีรอไม่นาน  เมิ่งชิงชิงก็ขับรถมาถึง  เขานำกระเป๋าไปเก็บไว้ที่เบาะหลัง  แล้วขึ้นรถเพื่อเตรียมไปถ่ายทำรายการราชานักกินที่เมืองหลวง


            “พี่ชิงชิง มีเรื่องจะรบกวนหน่อยน่ะครับ” ทันทีที่ขึ้นรถมา  ไป่ฉีก็เริ่มคุยธุระที่ต้องการให้เมิ่งชิงชิงจัดการ


            “มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ถ้าผมสามารถผ่านเข้าไปในรอบลึก ๆ ได้  คงต้องรบกวนให้ช่วยยื่นไปลากิจให้ผมหน่อยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว  ถ้านายผ่านเข้าไปยังรอบที่ต้องแข่งวันจันทร์กับวันอังคารได้นะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ใช่  ผมว่าผมทำมันได้นะ” ไป่ฉีกล่าว


            “ให้มันจริงเถอะ” เมิ่งชิงชิงทำเสียงฮึ ออกมาให้กับความมั่นใจเกินไปของไป่ฉี


            “ว่าแต่ เรื่องที่เราคุยกันในวันที่ไปถ่ายรายการกับจูเหลียน  คืบหน้าถึงไหนแล้วเหรอครับ” ไป่ฉีถาม


            “ตอนนี้หานักจิตวิทยาได้แล้วล่ะนะ  จะให้เขาทำคำถามและคัดกรองให้  ปัญหาคือนายยังไม่ดังพอที่บริษัทจะออกงบให้  ดังนั้นงานนี้ต้องจ่ายเองนะ” เมิ่งชิงชิงหันมามองไป่ฉีเล็กน้อย  ก่อนเธอจะหันไปขับรถต่อ


            “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ  พี่คำนวณงบมาได้เลย  เดี๋ยวผมจะเอาเงินสดฝากพี่ไว้สำหรับจ่ายงานนี้โดยเฉพาะ” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว  ส่วนเรื่องสถานสงเคราะห์เด็ก  ฉันไปติดต่อตามที่นายบอกแล้วนะ  แต่ที่นั่นกำลังจะถูกสั่งปิด  มีหนี้สินอยู่หลายแสนหยวนเลยล่ะ  สภาพของเจ้าของสถานสงเคราะห์เรียกได้ว่าไม่ต่างจากพวกเด็ก ๆ เลย  เขาผอมมากเลยทีเดียว  ยังโชคดีที่มีคนแอบเอาอาหารมาให้พวกเขาในช่วงนี้  ทำให้เด็ก ๆ ได้อิ่มท้องกัน  แต่เรื่องหนี้สินนี่เห็นเจ้าของสถานสงเคราะห์บอกว่าจนปัญญาจริง ๆ” เมิ่งชิงชิงกล่าว  ซึ่งสถานสงเคราะห์ที่เธอพูดถึง คือ สถานสงเคราะห์เดียวกับที่ไป่ฉีแอบนำอาหารไปให้


            “เข้าใจแล้ว  พี่กลัวว่ามันจะปิดตัวไปก่อนที่จะถึงวันจัดงานวันเกิดผมสินะ” ไป่ฉีกล่าว


            “ใช่  จะเอาที่นั่นแน่เหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม


            ไป่ฉีทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก  ปัญหาที่เขาเจอตอนนี้คือสถานสงเคราะห์นั่นไม่มีผู้ใจบุญอุปถัมภ์  แถมยังเป็นหนี้หลายแสนหยวน  หากเขาใช้เงินในการแก้ไขปัญหามันก็จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ  การโยนเงินไปเปล่า ๆ โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมา  สำหรับเขามันถือว่าขาดทุนอย่างมาก  สำหรับโลกนี้คนที่มีคุณธรรมจริง ๆ หายากมาก  ส่วนใหญ่มักเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักก่อนทั้งนั้น  ทันใดนั้นไป่ฉีนึกอะไรดี ๆ ออก


            “มีวิธีแก้อยู่นะพี่ชิงชิง” ไป่ฉีกล่าว  เขาส่งข้อความหาซีหลัวอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนลงและพิงไปกับเบาะ


            “นายเนี่ยนะ  เวลาอยู่บนรถเฉย ๆ ก็เมารถอยู่แล้ว  ยังจะใช้สายตาอีก” เมิ่งชิงชิงบ่น


            “ถึงแล้วปลุกผมด้วยนะครับ” ไป่ฉีหลับตาลงอีกครั้ง


            วันนี้สถานที่จัดแข่งขันเป็นร้านขายเสี่ยวหลงเปาที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง  ทางรายการเพิ่งติดต่อบอกสถานที่กับไป่ฉีมาเมื่อวานช่วงเย็น  เพื่อไม่ให้มีเวลาเตรียมตัวได้ทัน


            “ไป่ฉี ถึงแล้ว” เมิ่งชิงชิงเอามือเขย่าตัวไป่ฉี  เมื่อมาถึงจุดหมาย  ไป่ฉีลืมตาขึ้น  เขาจัดทรงผมกับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย  ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไป  เขาเปิดประตูด้านหลัง เอากระเป๋าเดินทางลงจากรถมาด้วย


            “ถ้าผมตกรอบ  ผมจะโทรหานะครับ” ไป่ฉีหันมาบอกกับเมิ่งชิงชิง  ซึ่งเธอก็พยักหน้าก่อนจะขับรถออกไป


            “เสน่ห์แรงไม่เบานี่  มีสาวสวยมาส่งด้วย” เสียงห้าว ๆ ดังมาจากด้านหลังเขา  ร่างกายของไป่ฉีขยับหลบอย่างรวดเร็ว  ทำให้หญิงวัยกลางคนที่คิดจะล็อคคอเขา  คว้าได้แต่อากาศ


            “คุณจูเหลียนนี่กะฆ่าผม เพื่อกำจัดคู่แข่งเลยเหรอครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายนี่เร็วใช้ได้  นายสมควรจะเป็นแชมป์มากกว่าเจ้าหมูต่านต้านนั่นซะอีกนะ” จูเหลียนกล่าว


            “นินทาระยะเผาขนขนาดนี้มันเสียมารยาทนะ” เสียงของต่านต้านดังขึ้น


            “สวัสดีครับ คุณต่านต้าน  วันนี้มาพยายามด้วยกันนะครับ” ไป่ฉีพูดตามมารยาท


            “นายควรระวังยัยนี่ไว้นะ เห็นแบบนี้ก็เถอะ ในรายการหนึ่งเธอใช้มือเปล่าทำลายอิฐได้เชียวนะ” ต่านต้านเตือนไป่ฉี


            “อยากมีเรื่องรึไงไอ้หมูอ้วน” จูเหลียนกล่าว


            “แล้วมันหนักหัวเธอรึไง  ยัยโคถึกที่ชีวิตนี้ไม่มีทางหาสามีได้” ต่านต้านโต้กลับทันที  ทางทีมงานรีบเข้ามาห้าม  เพราะกลัวจะมีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น


            “คุณต่านต้านครับ  ถ้าทะเลาะกัน  คุณจะเสียเปรียบนะครับ  เกิดเจ็บตัวจนแข่งไม่ได้  สถิติการเป็นแชมป์ต่อเนื่อง 5 สมัยของคุณจะต้องหยุดลงนะครับ” ทีมงานเตือน  ทำให้ต่านต้านแยกตัวออกไป


            ไป่ฉีนั่งรอทีมงานเรียก  เขาพิมพ์ข้อความคุยกับซีหลัวโดยไม่ได้สนใจสายตาคนรอบข้างแม้แต่น้อย  คนรอบข้างและทีมงานต่างคิดในใจว่า 'หมอนั่นดูไม่เครียดเลย  นั่งกดโทรศัพท์เล่นสบายใจเชียว'


            หลังจากผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 คนมากันครบแล้ว (ไม่นับจูเหลียนกับต่านต้าน)  ทางทีมงานได้จัดที่ยืนหน้าร้านให้กับผู้เข้าแข่งขัน  


            จูเหลียนกับต่านต้านกำลังคุยกับพิธีกรอยู่  วันนี้พวกเขา 2 คนได้รับเชิญมาเพื่อกดดันนักแข่งหน้าใหม่ทั้ง 16 คน


            “สวัสดีครับท่านผู้ชม  วันนี้เราอยู่กันที่เมืองหลวงมิดการ์ด ด้านหลังผมคือผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ทั้ง 16 คนที่เป็นตัวแทนจากทั่วประเทศ  ด้านหลังของผู้เข้าแข่งขันเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเสี่ยวหลงเปาในเมืองหลวง  ร้านนี้เปิดขายมานานกว่า 60 ปีแล้ว  ดังนั้นเรื่องความอร่อยรับประกันได้เลย  ทุกคนพร้อมกันไหม” พิธีกรหันไปถามความพร้อมของผู้เข้าแข่งขัน


            "พร้อมแล้ว" ทุกคนตอบพร้อมกัน


            “ถ้าอย่างนั้น  เข้าประจำที่ได้เลย” พิธีกรกล่าว  ผู้เข้าแข่งขันทุกคนรีบนั่งประจำที่ของตนทันที


            “ถ้าพร้อมแล้ว  แข่งกินเสี่ยวหลงเปา เป็นเวลา 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณในการเริ่มการแข่งขัน


            ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเริ่มกินกัน  แต่มีหลายคนที่ต้องคายออกมาเพราะความร้อนของน้ำซุปที่อยู่ภายใน  ความเร็วในการกินแต่ละคนจึงไม่เร็วมาก  มีเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่ขอเพิ่มหลังจากที่คนอื่นเพิ่งกินคำแรกหมดไป


            “ขอเพิ่มครับ” ไป่ฉียกมือขึ้น


            “โอ้ เป็นไป่ฉีที่ขึ้นนำไปก่อนครับ” พิธีกรกล่าว


            “ไม่ร้อนรึไงกัน” ต่านต้านแปลกใจ  เสี่ยวหลงเปาเขาก็เคยกิน  มันร้อนมาก  วิธีกินคือต้องบิเอาน้ำซุปออกมา จากนั้นกินแป้งกับไส้ก่อน ถึงค่อยกินน้ำซุป


            “นั่นสิครับ  ไป่ฉีดูไม่ได้รับผลจากความร้อนเลย” พิธีกรจ่อไมค์ไปที่ไป่ฉี


            “ร้อนครับ  แต่ผมพอกินได้” ไป่ฉีกล่าว


            เวลายิ่งผ่านไป  จำนวนชามของไป่ฉีเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นถึง 2 เท่าตัวไปแล้ว  พิธีกรตอนนี้ยังแวะเวียนไปสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ บ้าง  เพราะต้องนำไปออกอากาศ  ถึงจะแค่บ้างส่วนแต่ก็ต้องถ่ายเก็บไว้ให้มากที่สุด


            “ขอเพิ่มครับ” ไป่ฉียังคงขอเพิ่มอีก  แต่ความเร็วของเขาช้าลงแล้ว


            “ไป่ฉีช้าลงแล้วครับ  ไหวรึเปล่า” พิธีกรถาม


            “ลองดูจำนวนชามสิครับ  แค่นี้ผมว่าไม่มีใครตามทันแล้วล่ะครับ  ผมขอจิบชาแบบสบาย ๆ ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว


            คำพูดของเขาหากเป็นก่อนการแข่งคงเรียกได้ว่าเป็นการคุยโม้  แต่จำนวนชามตรงหน้าที่มากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นถึง 3 เท่า  แถมเวลาตอนนี้เหลืออีกเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น  หากเป็นของกินชนิดอื่นอาจจะพอมีโอกาสที่จะขึ้นนำได้ด้วยเวลาเท่านี้  แต่เสี่ยวหลงเปานั้นร้อนมาก  การจะกินให้หมดแต่ละชามนั้นจึงช้าลง  เพราะต้องรอให้น้ำซุปเย็นลงหน่อยถึงจะกินได้


            “ทุกคนพยายามเข้านะครับ  ในรอบนี้เราจะคัดออกถึง 8 คน  ดังนั้น 8 คนที่รั้งท้ายจะต้องตกรอบไป  พยายามเร่งกันหน่อยนะครับ” พิธีกรกล่าว


            เวลาผ่านไปจนเหลือเพียงแค่ 30 วินาทีสุดท้าย  ไป่ฉียังคงนั่งจิบชาแบบสบาย ๆ  พิธีกรมีแซวว่าเขาทำตัวสบายเกินไปหน่อยแล้ว


            “เหลือเวลาอีก 10 วินาที  9  8  7  6  5  4  3  2  1  หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดเพื่อเป็นการบอกว่าหมดเวลาการแข่งขันแล้ว  


            จากนั้นพิธีกรก็สรุปจำนวนชามที่ผู้เข้าแข่งขันกินได้  ซึ่งไป่ฉีนั้นนำเป็นอันดับ 1


            หลังจากจบการแข่งขันรอบแรก  ทีมงานเริ่มเก็บของ  ระหว่างนั้นมีหญิงสาวที่ดูการแข่งขันเมื่อกี้  เดินเข้ามาหาไป่ฉี  เพื่อขอลายเซ็นและถ่ายรูปเซลฟีกับเขาจำนวนมาก  ซึ่งไป่ฉีได้บอกให้พวกเธอเข้ามาถ่ายรูปกับเขาทีละ 6 คน  เพราะถ้าถ่ายทีละคน  เกรงว่าจะไม่ทันทีมงานที่ต้องย้ายกองถ่าย


            เมื่อขึ้นมาบนรถบัสของทางรายการ  มีผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ที่เป็นหญิงสาวเข้ามาขอลายเซ็นและถ่ายรูปกับไป่ฉี  ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับผู้เข้าแข่งขันชายหลายคน


            “นายเป็นดาราเหรอ” ผู้เข้าแข่งขันชายคนหนึ่งถาม


            “คุณไม่รู้จักไป่ฉีเหรอคะ  เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์น้ำหอมกับครีมบำรุงผิวของมู่เทียนที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ขณะนี้เลยนะคะ” ผู้เข้าแข่งขันหญิงคนหนึ่งตอบ  เธอเอารูปของเธอตอนแข่งรอบคัดเลือกให้ดู  ทั้งสิว  ฝ้า  กระ กับขอบตาคล้ำ  แถมด้วยถุงใต้ตาที่เห็นได้อย่างชัดเจน  ผิดกับตัวเธอที่ทุกคนเห็นลิบลับ


            “อย่าบอกนะว่าใช้แล้วสภาพหน้าดีขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ” หญิงวัยกลางคนถามขึ้น


            “ใช่ค่ะ ใช้ไปได้ 4-5 วันเอง  เพียงแต่ฉันใช้ตอนเช้าแทนการแต่งหน้าน่ะคะ  ตามที่พนักงานร้านบอก  มันจะทำให้ผิวฟื้นสภาพไวขึ้น”


            หลังจากนั้นพวกผู้เข้าแข่งขันหญิงก็ไปรวมกลุ่มกันคุยเรื่องครีมบำรุงผิวของมู่เทียนกัน  ไม่เว้นแม้แต่จูเหลียน  ส่วนผู้เข้าแข่งขันชายนั้นกำลังคุยกับต่านต้านอยู่  แต่ก็มีผู้เข้าแข่งขันวัยรุ่นคนหนึ่งเข้ามาคุยกับไป่ฉี


            “นายเป็นนายแบบสินะ” ชายหนุ่มถามไป่ฉี


            “ครับ แต่ผมยังเป็นหน้าใหม่อยู่” ไป่ฉีกล่าว


            “ไม่มีทาง  ถ้านายเป็นหน้าใหม่ในวงการ  พวกผู้หญิงคงไม่ขอลายเซ็นกับถ่ายรูปหรอก” ชายหนุ่มกล่าว


            ไป่ฉีคุยกับชายหนุ่มคนนี้อีกนิดหน่อย  ก่อนจะนอนหลับไป


            รถบัสใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหาร  ไป่ฉีพอรู้มาบ้างว่ารอบสุดท้ายของรายการนี้มักจะมาจัดรอบจริงที่นี่  ด้วยมีอาหารที่หลากหลาย  อร่อย และราคาไม่แพง


            “เอาล่ะครับทุกคน  ถึงที่หมายกันแล้ว  ลงรถได้แล้วครับ” พิธีกรกล่าว

    _______________________________

    มาดูกันว่าทางรายการจะมอบโจทย์อะไรให้ไป่ฉี

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน