หลังจากไปถ่ายรายการกับราชินีกินแหลก ไป่ฉีเข้าเรียนตามปกติ ส่วนคลาสเรียนการแสดงในช่วงเย็นของเขานั้นได้รับคำชมจากอาจารย์หลิว ถึงขนาดที่เฉินเฟิงต้องมาดูให้เห็นกับตาของตัวเอง เพราะเขาได้ยินอาจารย์หลิวเอ่ยชมไม่หยุดปากถึงการแสดงของไป่ฉีว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ (ขโมยวิชาล้วน ๆ)
เวลาผ่านไปจนถึงวันเสาร์ ไป่ฉีแต่งตัวออกจากบ้านแต่เช้า เขามาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางแบบลาก 1 ใบ เพราะการแข่งรอบจริงของรายการราชานักกิน จะเริ่มวันนี้โดยจะคัดหน้าใหม่จาก 16 คนให้เหลือ 4 คน จากนั้นวันอาทิตย์จะเป็นการแข่งรวมกับนักกินแหลกรุ่นพี่อีก 4 คน ส่วนการคัดคนออกน่าจะแบ่งเป็นวันอาทิตย์คัดออก 3 คน ส่วนวันจันทร์จะคัดออกอีก 2 คน และวันอังคารก็หาแชมป์จาก 3 คนที่เหลือ
ไป่ฉีรอไม่นาน เมิ่งชิงชิงก็ขับรถมาถึง เขานำกระเป๋าไปเก็บไว้ที่เบาะหลัง แล้วขึ้นรถเพื่อเตรียมไปถ่ายทำรายการราชานักกินที่เมืองหลวง
“พี่ชิงชิง มีเรื่องจะรบกวนหน่อยน่ะครับ” ทันทีที่ขึ้นรถมา ไป่ฉีก็เริ่มคุยธุระที่ต้องการให้เมิ่งชิงชิงจัดการ
“มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ถ้าผมสามารถผ่านเข้าไปในรอบลึก ๆ ได้ คงต้องรบกวนให้ช่วยยื่นไปลากิจให้ผมหน่อยนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้ว ถ้านายผ่านเข้าไปยังรอบที่ต้องแข่งวันจันทร์กับวันอังคารได้นะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“ใช่ ผมว่าผมทำมันได้นะ” ไป่ฉีกล่าว
“ให้มันจริงเถอะ” เมิ่งชิงชิงทำเสียงฮึ ออกมาให้กับความมั่นใจเกินไปของไป่ฉี
“ว่าแต่ เรื่องที่เราคุยกันในวันที่ไปถ่ายรายการกับจูเหลียน คืบหน้าถึงไหนแล้วเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“ตอนนี้หานักจิตวิทยาได้แล้วล่ะนะ จะให้เขาทำคำถามและคัดกรองให้ ปัญหาคือนายยังไม่ดังพอที่บริษัทจะออกงบให้ ดังนั้นงานนี้ต้องจ่ายเองนะ” เมิ่งชิงชิงหันมามองไป่ฉีเล็กน้อย ก่อนเธอจะหันไปขับรถต่อ
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหาครับ พี่คำนวณงบมาได้เลย เดี๋ยวผมจะเอาเงินสดฝากพี่ไว้สำหรับจ่ายงานนี้โดยเฉพาะ” ไป่ฉีกล่าว
“เข้าใจแล้ว ส่วนเรื่องสถานสงเคราะห์เด็ก ฉันไปติดต่อตามที่นายบอกแล้วนะ แต่ที่นั่นกำลังจะถูกสั่งปิด มีหนี้สินอยู่หลายแสนหยวนเลยล่ะ สภาพของเจ้าของสถานสงเคราะห์เรียกได้ว่าไม่ต่างจากพวกเด็ก ๆ เลย เขาผอมมากเลยทีเดียว ยังโชคดีที่มีคนแอบเอาอาหารมาให้พวกเขาในช่วงนี้ ทำให้เด็ก ๆ ได้อิ่มท้องกัน แต่เรื่องหนี้สินนี่เห็นเจ้าของสถานสงเคราะห์บอกว่าจนปัญญาจริง ๆ” เมิ่งชิงชิงกล่าว ซึ่งสถานสงเคราะห์ที่เธอพูดถึง คือ สถานสงเคราะห์เดียวกับที่ไป่ฉีแอบนำอาหารไปให้
“เข้าใจแล้ว พี่กลัวว่ามันจะปิดตัวไปก่อนที่จะถึงวันจัดงานวันเกิดผมสินะ” ไป่ฉีกล่าว
“ใช่ จะเอาที่นั่นแน่เหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
ไป่ฉีทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก ปัญหาที่เขาเจอตอนนี้คือสถานสงเคราะห์นั่นไม่มีผู้ใจบุญอุปถัมภ์ แถมยังเป็นหนี้หลายแสนหยวน หากเขาใช้เงินในการแก้ไขปัญหามันก็จะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ การโยนเงินไปเปล่า ๆ โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมา สำหรับเขามันถือว่าขาดทุนอย่างมาก สำหรับโลกนี้คนที่มีคุณธรรมจริง ๆ หายากมาก ส่วนใหญ่มักเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักก่อนทั้งนั้น ทันใดนั้นไป่ฉีนึกอะไรดี ๆ ออก
“มีวิธีแก้อยู่นะพี่ชิงชิง” ไป่ฉีกล่าว เขาส่งข้อความหาซีหลัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนลงและพิงไปกับเบาะ
“นายเนี่ยนะ เวลาอยู่บนรถเฉย ๆ ก็เมารถอยู่แล้ว ยังจะใช้สายตาอีก” เมิ่งชิงชิงบ่น
“ถึงแล้วปลุกผมด้วยนะครับ” ไป่ฉีหลับตาลงอีกครั้ง
วันนี้สถานที่จัดแข่งขันเป็นร้านขายเสี่ยวหลงเปาที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวง ทางรายการเพิ่งติดต่อบอกสถานที่กับไป่ฉีมาเมื่อวานช่วงเย็น เพื่อไม่ให้มีเวลาเตรียมตัวได้ทัน
“ไป่ฉี ถึงแล้ว” เมิ่งชิงชิงเอามือเขย่าตัวไป่ฉี เมื่อมาถึงจุดหมาย ไป่ฉีลืมตาขึ้น เขาจัดทรงผมกับเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถไป เขาเปิดประตูด้านหลัง เอากระเป๋าเดินทางลงจากรถมาด้วย
“ถ้าผมตกรอบ ผมจะโทรหานะครับ” ไป่ฉีหันมาบอกกับเมิ่งชิงชิง ซึ่งเธอก็พยักหน้าก่อนจะขับรถออกไป
“เสน่ห์แรงไม่เบานี่ มีสาวสวยมาส่งด้วย” เสียงห้าว ๆ ดังมาจากด้านหลังเขา ร่างกายของไป่ฉีขยับหลบอย่างรวดเร็ว ทำให้หญิงวัยกลางคนที่คิดจะล็อคคอเขา คว้าได้แต่อากาศ
“คุณจูเหลียนนี่กะฆ่าผม เพื่อกำจัดคู่แข่งเลยเหรอครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายนี่เร็วใช้ได้ นายสมควรจะเป็นแชมป์มากกว่าเจ้าหมูต่านต้านนั่นซะอีกนะ” จูเหลียนกล่าว
“นินทาระยะเผาขนขนาดนี้มันเสียมารยาทนะ” เสียงของต่านต้านดังขึ้น
“สวัสดีครับ คุณต่านต้าน วันนี้มาพยายามด้วยกันนะครับ” ไป่ฉีพูดตามมารยาท
“นายควรระวังยัยนี่ไว้นะ เห็นแบบนี้ก็เถอะ ในรายการหนึ่งเธอใช้มือเปล่าทำลายอิฐได้เชียวนะ” ต่านต้านเตือนไป่ฉี
“อยากมีเรื่องรึไงไอ้หมูอ้วน” จูเหลียนกล่าว
“แล้วมันหนักหัวเธอรึไง ยัยโคถึกที่ชีวิตนี้ไม่มีทางหาสามีได้” ต่านต้านโต้กลับทันที ทางทีมงานรีบเข้ามาห้าม เพราะกลัวจะมีการทำร้ายร่างกายกันเกิดขึ้น
“คุณต่านต้านครับ ถ้าทะเลาะกัน คุณจะเสียเปรียบนะครับ เกิดเจ็บตัวจนแข่งไม่ได้ สถิติการเป็นแชมป์ต่อเนื่อง 5 สมัยของคุณจะต้องหยุดลงนะครับ” ทีมงานเตือน ทำให้ต่านต้านแยกตัวออกไป
ไป่ฉีนั่งรอทีมงานเรียก เขาพิมพ์ข้อความคุยกับซีหลัวโดยไม่ได้สนใจสายตาคนรอบข้างแม้แต่น้อย คนรอบข้างและทีมงานต่างคิดในใจว่า 'หมอนั่นดูไม่เครียดเลย นั่งกดโทรศัพท์เล่นสบายใจเชียว'
หลังจากผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 คนมากันครบแล้ว (ไม่นับจูเหลียนกับต่านต้าน) ทางทีมงานได้จัดที่ยืนหน้าร้านให้กับผู้เข้าแข่งขัน
จูเหลียนกับต่านต้านกำลังคุยกับพิธีกรอยู่ วันนี้พวกเขา 2 คนได้รับเชิญมาเพื่อกดดันนักแข่งหน้าใหม่ทั้ง 16 คน
“สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เราอยู่กันที่เมืองหลวงมิดการ์ด ด้านหลังผมคือผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ทั้ง 16 คนที่เป็นตัวแทนจากทั่วประเทศ ด้านหลังของผู้เข้าแข่งขันเป็นร้านที่ขึ้นชื่อเรื่องเสี่ยวหลงเปาในเมืองหลวง ร้านนี้เปิดขายมานานกว่า 60 ปีแล้ว ดังนั้นเรื่องความอร่อยรับประกันได้เลย ทุกคนพร้อมกันไหม” พิธีกรหันไปถามความพร้อมของผู้เข้าแข่งขัน
"พร้อมแล้ว" ทุกคนตอบพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น เข้าประจำที่ได้เลย” พิธีกรกล่าว ผู้เข้าแข่งขันทุกคนรีบนั่งประจำที่ของตนทันที
“ถ้าพร้อมแล้ว แข่งกินเสี่ยวหลงเปา เป็นเวลา 45 นาที เริ่มได้” พิธีกรเป่านกหวีดเป็นสัญญาณในการเริ่มการแข่งขัน
ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเริ่มกินกัน แต่มีหลายคนที่ต้องคายออกมาเพราะความร้อนของน้ำซุปที่อยู่ภายใน ความเร็วในการกินแต่ละคนจึงไม่เร็วมาก มีเพียงไป่ฉีเท่านั้นที่ขอเพิ่มหลังจากที่คนอื่นเพิ่งกินคำแรกหมดไป
“ขอเพิ่มครับ” ไป่ฉียกมือขึ้น
“โอ้ เป็นไป่ฉีที่ขึ้นนำไปก่อนครับ” พิธีกรกล่าว
“ไม่ร้อนรึไงกัน” ต่านต้านแปลกใจ เสี่ยวหลงเปาเขาก็เคยกิน มันร้อนมาก วิธีกินคือต้องบิเอาน้ำซุปออกมา จากนั้นกินแป้งกับไส้ก่อน ถึงค่อยกินน้ำซุป
“นั่นสิครับ ไป่ฉีดูไม่ได้รับผลจากความร้อนเลย” พิธีกรจ่อไมค์ไปที่ไป่ฉี
“ร้อนครับ แต่ผมพอกินได้” ไป่ฉีกล่าว
เวลายิ่งผ่านไป จำนวนชามของไป่ฉีเพิ่มขึ้นมากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นถึง 2 เท่าตัวไปแล้ว พิธีกรตอนนี้ยังแวะเวียนไปสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ บ้าง เพราะต้องนำไปออกอากาศ ถึงจะแค่บ้างส่วนแต่ก็ต้องถ่ายเก็บไว้ให้มากที่สุด
“ขอเพิ่มครับ” ไป่ฉียังคงขอเพิ่มอีก แต่ความเร็วของเขาช้าลงแล้ว
“ไป่ฉีช้าลงแล้วครับ ไหวรึเปล่า” พิธีกรถาม
“ลองดูจำนวนชามสิครับ แค่นี้ผมว่าไม่มีใครตามทันแล้วล่ะครับ ผมขอจิบชาแบบสบาย ๆ ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว
คำพูดของเขาหากเป็นก่อนการแข่งคงเรียกได้ว่าเป็นการคุยโม้ แต่จำนวนชามตรงหน้าที่มากกว่าผู้เข้าแข่งขันคนอื่นถึง 3 เท่า แถมเวลาตอนนี้เหลืออีกเพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น หากเป็นของกินชนิดอื่นอาจจะพอมีโอกาสที่จะขึ้นนำได้ด้วยเวลาเท่านี้ แต่เสี่ยวหลงเปานั้นร้อนมาก การจะกินให้หมดแต่ละชามนั้นจึงช้าลง เพราะต้องรอให้น้ำซุปเย็นลงหน่อยถึงจะกินได้
“ทุกคนพยายามเข้านะครับ ในรอบนี้เราจะคัดออกถึง 8 คน ดังนั้น 8 คนที่รั้งท้ายจะต้องตกรอบไป พยายามเร่งกันหน่อยนะครับ” พิธีกรกล่าว
เวลาผ่านไปจนเหลือเพียงแค่ 30 วินาทีสุดท้าย ไป่ฉียังคงนั่งจิบชาแบบสบาย ๆ พิธีกรมีแซวว่าเขาทำตัวสบายเกินไปหน่อยแล้ว
“เหลือเวลาอีก 10 วินาที 9 8 7 6 5 4 3 2 1 หมดเวลา” พิธีกรเป่านกหวีดเพื่อเป็นการบอกว่าหมดเวลาการแข่งขันแล้ว
จากนั้นพิธีกรก็สรุปจำนวนชามที่ผู้เข้าแข่งขันกินได้ ซึ่งไป่ฉีนั้นนำเป็นอันดับ 1
หลังจากจบการแข่งขันรอบแรก ทีมงานเริ่มเก็บของ ระหว่างนั้นมีหญิงสาวที่ดูการแข่งขันเมื่อกี้ เดินเข้ามาหาไป่ฉี เพื่อขอลายเซ็นและถ่ายรูปเซลฟีกับเขาจำนวนมาก ซึ่งไป่ฉีได้บอกให้พวกเธอเข้ามาถ่ายรูปกับเขาทีละ 6 คน เพราะถ้าถ่ายทีละคน เกรงว่าจะไม่ทันทีมงานที่ต้องย้ายกองถ่าย
เมื่อขึ้นมาบนรถบัสของทางรายการ มีผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่ที่เป็นหญิงสาวเข้ามาขอลายเซ็นและถ่ายรูปกับไป่ฉี ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับผู้เข้าแข่งขันชายหลายคน
“นายเป็นดาราเหรอ” ผู้เข้าแข่งขันชายคนหนึ่งถาม
“คุณไม่รู้จักไป่ฉีเหรอคะ เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์น้ำหอมกับครีมบำรุงผิวของมู่เทียนที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่สาว ๆ ขณะนี้เลยนะคะ” ผู้เข้าแข่งขันหญิงคนหนึ่งตอบ เธอเอารูปของเธอตอนแข่งรอบคัดเลือกให้ดู ทั้งสิว ฝ้า กระ กับขอบตาคล้ำ แถมด้วยถุงใต้ตาที่เห็นได้อย่างชัดเจน ผิดกับตัวเธอที่ทุกคนเห็นลิบลับ
“อย่าบอกนะว่าใช้แล้วสภาพหน้าดีขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ” หญิงวัยกลางคนถามขึ้น
“ใช่ค่ะ ใช้ไปได้ 4-5 วันเอง เพียงแต่ฉันใช้ตอนเช้าแทนการแต่งหน้าน่ะคะ ตามที่พนักงานร้านบอก มันจะทำให้ผิวฟื้นสภาพไวขึ้น”
หลังจากนั้นพวกผู้เข้าแข่งขันหญิงก็ไปรวมกลุ่มกันคุยเรื่องครีมบำรุงผิวของมู่เทียนกัน ไม่เว้นแม้แต่จูเหลียน ส่วนผู้เข้าแข่งขันชายนั้นกำลังคุยกับต่านต้านอยู่ แต่ก็มีผู้เข้าแข่งขันวัยรุ่นคนหนึ่งเข้ามาคุยกับไป่ฉี
“นายเป็นนายแบบสินะ” ชายหนุ่มถามไป่ฉี
“ครับ แต่ผมยังเป็นหน้าใหม่อยู่” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่มีทาง ถ้านายเป็นหน้าใหม่ในวงการ พวกผู้หญิงคงไม่ขอลายเซ็นกับถ่ายรูปหรอก” ชายหนุ่มกล่าว
ไป่ฉีคุยกับชายหนุ่มคนนี้อีกนิดหน่อย ก่อนจะนอนหลับไป
รถบัสใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงในการเดินทางไปยังเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหาร ไป่ฉีพอรู้มาบ้างว่ารอบสุดท้ายของรายการนี้มักจะมาจัดรอบจริงที่นี่ ด้วยมีอาหารที่หลากหลาย อร่อย และราคาไม่แพง
“เอาล่ะครับทุกคน ถึงที่หมายกันแล้ว ลงรถได้แล้วครับ” พิธีกรกล่าว
_______________________________
มาดูกันว่าทางรายการจะมอบโจทย์อะไรให้ไป่ฉี