ณ โรงเตี๊ยม
ฉีซื่อเดินจ้ำเอ้าเข้าโรงเตี๊ยมอย่างไวเดินดุ่มๆขึ้นห้องไปด้วยความเขิลอาย ก่อนอ๋องจินอู่จะเดินตามติดๆมานั่งยิ้มกลุ้มกริ่มดื่มน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ ส่วนฉีซื่อตอนนี้ไม่ได้อยากต่อปากต่อคำอะไรมากนักเขาเ้าไปอาบน้ำอย่างลวกๆ ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วเดินมาที่เตียงพร้อมจะนอนทันทีแต่ยังไม่ทันหัวจะถึงหมอน
“อาฉี ข้ามีเื่อยากจะถามเ้า” อ๋องจินอู่เอ่ยขึ้นด้วยหน้าตาที่จริงจัง
“กระหม่อมก็มีเื่จะถามเช่นกันพะยะคะ”
“งั้นเ้าถามข้ามาก่อนก็แล้วกัน”
“ท่านอ๋องแอบตามกระหม่อมั้แ่เมื่อไหร่พะยะคะ”
“ั้แ่ต้นที่เ้าออกจากโรงเตี๊ยม...ไปบ้านตระกูลโจว...ไปร้านเครื่องเทศ...แล้วก็ร้านน้ำชา”
“ท่านอ๋อง นี่ท่านไม่ยอมปล่อยกระหม่อมเลยจริงๆนะพะยะคะ”
“ข้าแค่เป็ห่วงเ้าแต่ใครจะรู้ว่าข้าจะต้องแปลกใจ” อ๋องจินอู่เตรียมกริ่นเข้าประเด็น
“ท่านอ๋องจะถามกระหม่อมเื่อาตี้หรือพะยะคะ”ฉีซื่อเอ่ยอย่างอ่อนใจ
“เ้าใช้คำธรรมดากับข้าเถอะเจอกันในวังค่อยแทนตัวกระหม่อม แต่บอกไว้ก่อน ข้าเว้นให้เ้าคนเดียวเท่านั้น” อ๋องจินอู่เอ่ยอย่างนุ่นมนวล
“พะยะคะ งั้นกระหม่อมขอเรียกท่านว่าพี่จินก็แล้วกันพะยะคะ” ฉีซื่อเอ่ยเสียงอ่อยๆ เพราะยังไม่ค่อยชินและเกรงกลัวความต่างศักดิ์ของตนด้วย
“อย่างที่ข้าบอกข้ามีเื่จะถามเ้า แน่นอนว่า ไม่ใช่เื่ของตี้ไหลข่า”
“แล้วถามเื่ใดกัน” ฉีซื่อเอ่ยเบาๆ เพราะเขากังวลว่าจะโดนถามเื่ตระกูลโจว
“เ้าไปทำอะไรที่ตระกูลโจว”
“กระหม่อม...เอ่อ...คือ...” ...ทำยังไงดี ข้าจะตอบยังไงดี ... (ฉีซื่อบ่นในใจ)
“เ้ากลัวอะไรกลัวข้าจะไปฟ้องฮ่องเต่เอาผิดตระกูลโจวรึไง หรือเ้ากลัวว่าข้ามาสืบความลับ แล้วเอาไว้กรรโชกเ้าหรือไง”
“ไม่ใช่พะยะคะกระหม่องเพียงแต่คิดว่า...ไม่รู้จะ...”
“ฉีซื่อ ข้ารู้ว่าเ้าระแวงข้าข้ารู้ว่าไม่ไว้วางใจ แต่ข้าขอรับปากและสัญญากับเ้าด้วยเกียติ์ของอ๋อง อนุชาสุดที่รักของฝ่าาว่าข้านั้นจริงใจต่อเ้าและจะคอยปกป้องเ้าอย่างแน่นอน”
“ท่านเป็น้องชายสุดที่รักของฝ่าาหรือพะยะคะ” ฉีซื่อพูดทวนแบบยียวนใส่อ๋องจินอู่
“แน่นอน! เอาละ เ้าบอกข้ามาเ้าไปทำอะไรที่ตรกูลโจว” อ๋องจินอู่ถามอีกครั้งที่เขาถามไม่ใช่เพราะระแวง แต่กลัวว่าฉีซื่อจะไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยงแล้วถูกหลอกก็เท่านั้น
“กระหม่อมเพียงไปพบท่านผู้เฒ่าก็เท่านั้นเมื่อตอนยังเด็กกระหม่อมเคยอาศัยอยู่บ้านตระกูลโจวและอีกอย่าง กระหม่อมเพียงแต่...”
“เ้าโกหกไม่เก่งนะอาฉี” ฮ่องจินอู่ตัดบททันทีที่ได้ฟัง พร้อมกับถอนหายใจ แล้วเดินไปหยิบกล่องไม้ที่ฉีซื่อได้รับจากท่านผู้เฒ่าออกมาแต่กล่องนั้นยังไม่ถูกเปิดออก
“ท่านอ๋อง คือว่า กระหม่อม.....” ฉีซื่อเริ่มหวาดกลัว ตัวเริ่มสั่น เหมือนคนจะร้องไห้
“ข้าชอบเ้า เอ็นดูเ้าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้เ้าโกหกข้าได้นะอาฉี”
“กระหม่อมมิกล้า” อาฉีตอบอย่างสั่นเทา
“ไม่กล้าแต่เ้าก็ทำไปแล้ว งั้นข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง บอกว่า เ้าไปทำอะไรที่ตระกูลโจว”
“อย่างที่บอก กระหม่อมมาทำการค้าท่านแม่เคยบอกแก่ข้าเสมอว่า หากมาที่ชายแดนเพื่อทำการค้าให้แวะมาที่บ้านตระกูลโจวกระหม่อมก็แวะมาตามที่ท่านแม่เคยบอกเอาไว้พะยะคะ”
“งั้นหรือ แล้วป้ายหยกนั่นเ้าจะอธิบายยังไง”
“ท่านแม่ของกระหม่อมเป็เพียงลูกสาวนอกสมรสก็เท่านั้น แต่ท่านตาก็เอ็นดูท่านแม่ไม่น้อย จึงได้มอบที่ดินทรัพย์สมบัติบางส่วนให้แม่ของกระหม่อม รวมถึงบ่าวไพร่บางส่วนให้ไว้คอยดูแลพะยะคะ”
“แล้วยังไงต่อ....” อ๋องจินอู่ยังคงไม่หายสงสัย เพราะเื่ที่เขาได้ฟังกลับเกินความคาดหมาย
“ดังนั้น บ้านตระกูลโจวจึงได้อยู่ที่นี่เปรียบเสมือนเป็บ้านของท่านแม่ของกระหม่อมพะยะคะ”
“แล้วตระกูลโจวที่เมืองหลวงนั่น....” อ๋องจินอู่เอ่ยถาม
“ไม่ ไม่พะยะคะ พวกเราไม่เกี่ยวข้องกัน...ถึงแม้ว่าตราหยกจะเหมือนกันแต่แม่ของกระหม่อมบอกแล้วว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกันพะยะคะ”ฉีซื่อปฏิเสธเสียงแข็ง
“นี่คือข้อตกลงของตระกูลโจวงั้นรึ” อ๋องจินอู่ถามอย่างสงสัย เพราะเห็นอยู่ชัดๆว่าก็เครือญาติกัน แต่อาจจะเป็ญาติห่างๆ
“คงจะแบบนั้นพะยะคะแต่พอท่านแม่แต่งงานกับท่านพ่อ ท่านแม่ก็ออกมาใช้ชีวิตอิสระ ทำการค้าไปเรื่อยท่องเที่ยวไปด้วย จนไปเปิดร้านบะหมี่ที่เมืองหลวงพะยะคะ”
“แล้ววันนี้ที่ตระกูลโจวละเ้าเข้าไปทำอะไรอยู่นานสองนาน จนข้าเกือบจะบุกเข้าไปหาเ้าเสียแล้ว”
“จริงๆแล้วก่อนกระหม่อมเดินทางมา ได้ส่งจดหมายมาล่วงหน้า ขอให้ทางตระกูลโจว รวบรวมแป้งสาลีกับร้านเล็กๆไว้ให้พะยะคะเพราะลำพังกระหม่อมอาจจะหูตาไม่ดีเท่าไหร่ วันนี้กระหม่อมไป ก็เลยไปดูสินค้าที่ทางตระกูลรวบรวมไว้ให้พะยะคะ”ฉีซื่ออธิบายอย่างหมดเปลือก และได้แต่หวังว่าจะไม่ถามอะไรอีกแล้วนะเพราะสำหรับฉีซื่อนั้น เื่ครอบครัวไม่ควรเล่าให้ใครฟังง่ายๆ
“แล้วกล่องไม้นี่ล่ะ” อ๋องจินอู่หยิบขึ้นมา ส่งให้ฉีซื่อรับไว้
“นี่เป็ของฝากจากแม่กระหม่อมพะยะคะมีจดหมายกับสายคาดเอวพะยะคะ เป็สายคาดเอวของคนแถบชายแดนใช้ สีสันฉูดฉาดไปหน่อยสำหรับคนเมืองหลวงแต่กระหม่อมชอบพะยะคะ” ฉีซื่อเปิดกล่องแล้วเผยให้อ๋องจินอู่ดูอย่างภาคภูมิใจพอให้ดูเสร็จฉีซื่อก็ขอตัวนอนพักผ่อนทันที
ส่วนอ๋องจินอู่เมื่อได้ฟังเื่ราวของฉีซื่อก็พอจะเข้าใจเื่ราวบางส่วนบ้างแล้วถึงแม้จะมีข้อข้องใจอยู่บ้าง แต่คงไม่อยากถามอะไรมากไปกว่านี้แล้ว เพราะดูจากท่าทีฉีซื่อเองก็ไม่อยากเอ่ยถึงเท่าไหร่ดูเหมือนเขาจะรู้สึกดีต่อตระกูลที่ชายแดนมากกว่า ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเสียอีกซึ่งที่นั่นพวกเขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยไม่แน่ว่าพอถึงรุ่นลูก พวกเขาอาจจะไม่รู้จักกันแล้วก็เป็ได้
อ๋องจินอู่นั่งคิดพินิจพิเคราะห์พลางหยิบสายคาดเอวของฝากจากท่านแม่ขแงฉีซื่อขึ้นมาดู ก่อนจะหันไปมองฉีซื่ออย่างที่ตอนนี้นอนหลับสนิทเข้าสู่ห้วงนิจทราไปแล้วเรียบร้อย
“อาฉีเ้านี่ช่างหลับง่ายดายเสียจริง เ้าไว้ใจข้าถึงขนาดนอนหลับได้สนิทขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน” เขาพูดพลางลูบหัวของฉีซื่อ
“อื้มมมม” ฉีซื่อ ครางเสียงลำคาญ พลางปัดมือออก
“หึๆๆ เอาเถอะๆข้าให้เ้านอนเอาแรง เดี๋ยวคืนนี้ข้าขอใช้สายคาดเอวนี้หน่อยละกัน ดูซิว่าจะใช้ดีหรือไม่นอนให้พอน่ะ คืนนี้ยังอีกยาวไกล” อ๋องจินอู่เอ่ยพลางก้มลงหอมที่แก้มของฉีซื่อเบาๆก่อนเขาจะเดินออกไปข้างนอกห้อง