“นั่งคิดอะไรอยู่หรือครับ หรือว่ายังคิดเรื่องของลู่เสี่ยวหยาอยู่ คุณไม่ต้องไปห่วงเธอหรอก ถึงแม้คุณเหวินดูจะโกรธเธอมาก แต่ผมก็เห็นว่าเขายังรักเธอมากอยู่เหมือนกัน” จางเป่าจินถามภรรยา
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ ฉันไม่ได้เก็บเรื่องของเธอมาสนใจนานแล้ว”
“ผมก็แค่กลัวว่าคุณจะรู้สึกผิดน่ะครับ ดูอย่างซูมี่สิ ปากก็บ่นว่าไม่ชอบที่ลู่เสี่ยวหยามาทำไม่ดีกับเรา แต่พอเห็นลู่เสี่ยวหยาถูกคุณเหวินพาตัวไปก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ป่านนี้อาเหมาไม่ฟังเสียงบ่นของซูมี่จนหูชาแล้วหรือ”
“ซูมี่โตมากับลู่เสี่ยวหยานะคะ เธอก็คงจะห่วงเพื่อนเป็นธรรมดา แต่จะว่าไป...ถึงแม้อดีตของฉันกับพี่เหมาจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ทำไมฉันรู้สึกว่ายังมีบางเรื่องที่ค้างคาใจฉันอยู่อีกก็ไม่รู้ค่ะ”
“เรื่องอะไรหรือครับ คุณบอกผมได้นะ บางทีผมอาจจะช่วยคุณได้”
“ฉันก็นึกไม่ออกเหมือนกันค่ะ แค่รู้สึกว่ามันยังมีบางเรื่องที่ยังติดอยู่ในใจ”
“หรือว่าเป็นเรื่องที่คุณข้ามเวลามาอยู่ในยุคอดีตนี้ล่ะครับ ผมถามคุณได้ไหมว่าคุณข้ามเวลามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ตอนนั้นที่ฉันไม่ได้เล่าอดีตให้คุณฟังทั้งหมดเพราะฉันยังทำใจไม่ได้ค่ะ” หลี่ปิงปิงถอนหายใจ “วันที่ฉันข้ามเวลามาอยู่ในยุคนี้เป็นวันผ่าตัดของฉัน”
“คุณป่วยอย่างนั้นหรือครับ?”
หลี่ปิงปิงส่ายหน้ายิ้มหยัน “ฉันถูกคุณแม่พูดกรอกหูอยู่ทุกวันว่าฉันป่วย และเป็นเด็กที่ร่างกายไม่แข็งแรงมาตลอด คุณแม่มักจะดุด่าฉันและพาลไปถึงผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ส่งฉันมาให้เธอรับเลี้ยง คุณพ่อโจวเหมาสงสารที่ฉันต้องมาทนฟังคำพูดของคุณแม่ทุกวัน ท่านก็เลยเอาใจใส่ฉันเป็นพิเศษ แต่เรื่องทั้งหมดนั้นมันไม่ใช่เลยค่ะ ร่างกายของฉันแข็งแรงดี เพราะวันที่ฉันเข้ารับการผ่าตัด ตอนที่ยาสลบยังไม่ออกฤทธิ์ ฉันได้ยินเสียงพูดของคนในห้องผ่าตัดอย่างชัดเจนว่าการผ่าตัดร่างกายของฉันเป็นเพียงฉากบังหน้า เพราะคุณแม่ขายอวัยวะของฉันให้กับครอบครัวเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง ท่านรับเลี้ยงฉันมาเพราะอยากหาประโยชน์จากร่างกายของฉันเท่านั้นเองค่ะ แต่ฉันไม่มั่นใจอยู่เรื่องหนึ่ง เพราะก่อนที่ฉันจะสลบไป ดูเหมือนพวกเขาจะพูดถึงอีกคนหนึ่งที่อยู่ในห้องผ่าตัดพร้อมกันกับฉัน”
“อยู่ในห้องผ่าตัดพร้อมกับคุณ? หรือว่าจะเป็นคนที่มารอรับอวัยวะของคุณกัน”
“ฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ” หลี่ปิงปิงส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ “หรือบางทีเขาอาจจะเป็นคนที่โชคร้ายเหมือนฉันก็ได้”
จางเป่าจินกอดหลี่ปิงปิงไว้ “เอาเถอะครับ เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ตอนนี้อาเหมากับคุณก็มีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ”
“เป่าจินคะ ช่วงนี้คุณอย่าเข้ามากอดฉันบ่อยๆ ได้ไหมคะ” หลี่ปิงปิงเปลี่ยนเรื่องและผลักสามีออก เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมช่วงนี้เธอถึงได้อารมณ์แปรปรวนเหลือเกิน
“ทำไมล่ะครับ คุณไม่รักผมแล้วหรือ” จางเป่าจินแสร้งทำหน้าน้อยใจ แต่เขาก็เข้าใจดีเพราะช่วงนี้เป็นฤดูร้อน บางทีอาจจะเป็นเพราะอากาศที่ร้อนมาก ภรรยาของเขาถึงไม่อยากให้เขาเข้าไปวุ่นวายกับเธอ “เอาเถอะครับผมไม่แกล้งคุณแล้ว อาจจะเพราะช่วงนี้อากาศร้อน น่าเสียดายนะครับที่ยุคนี้ยังไม่มีแอร์ให้ใช้ ไม่งั้นผมซื้อมาติดให้คุณนอนสบายๆ แล้ว”
“ไม่ใช่เพราะอากาศร้อนหรอกค่ะ แต่ฉันรู้สึกหงุดหงิดไปหมดทุกอย่าง ความอยากอาหารก็ไม่มีเลยสักนิด ยังไงช่วงนี้คุณรับหน้าที่เข้าครัวทำอาหารแทนฉันทีนะคะ”
จางเป่าจินสังเกตสีหน้าของภรรยาก็เห็นว่าหน้าเธอดูซีดๆ “ผมว่าคุณเข้าเมืองไปให้คุณหมอตรวจดูหน่อยไหม ผมเป็นห่วง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ อาจจะเพราะอากาศร้อนอย่างที่คุณบอก หรือบางทีอาจจะเพราะช่วงนี้ฉันเร่งงานออกแบบเสื้อผ้าเซ็ทใหม่มากเกินไป พักผ่อนสักสองสามวันก็น่าจะดีขึ้น”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็หาเวลาพักผ่อนบ้างนะครับ ส่วนเรื่องงานออกแบบ ทำไมคุณไม่ให้พี่หงลองทำดูบ้างล่ะ คุณบอกว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านนี้อยู่ไม่ใช่หรือ”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่เชื่อใจพี่หงและไม่อยากปล่อยงานให้เธอทำนะคะ แต่พี่หงไม่กล้าเอางานของตัวเองไปเสนอกับฝ่ายผลิตต่างหาก”
“ฝ่ายผลิตที่ว่าก็ไม่ใช่พี่หมิงหรือครับ” จางเป่าจินพูดติดตลก “แต่งงานกันมาตั้งนาน พี่หงยังไม่เลิกอายพี่หมิงอีกหรือครับเนี่ย ถึงว่า...จนป่านนี้แล้วยังไม่มีข่าวดีกันสักที”
“คุณแต่งงานก่อนพวกเขาอีกนะคะ แต่คุณก็ยังทำไม่ได้เลย ยังมีหน้าไปว่าเขาอีก”
“ผมก็พยายามอยู่ทุกวันแล้วนี่ครับ” จางเป่าจินหรี่ตา “งั้นคืนนี้ผมจะพยายามดูอีกสักครั้ง คุณเตรียมตัวไว้ให้พร้อมด้วย”
“จางเป่าจิน!” หลี่ปิงปิงหน้าแดงขึ้นทันที “คุณชักจะทะลึ่งใหญ่แล้วนะคะ เมื่อก่อนไม่เห็นจะกล้าพูดเรื่องแบบนี้เลย”
“ผมก็กล้าพูดกับคุณแค่คนเดียวนี่ล่ะครับ” จางเป่าจินเดินไปหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ “แต่คืนนี้ผมจริงจังนะ”
ผ่านไปหนึ่งเดือน อาการป่วยของหลี่ปิงปิงก็หนักขึ้น นอกจากเธอจะไม่อยากอาหารแล้วเธอยังอาเจียนไม่หยุดอีก และบางวันเธอก็เอาแต่นอนไม่ยอมลุก จางเป่าจินเป็นห่วงและอยากรู้สาเหตุของอาการป่วยจึงได้พาภรรยาไปหาหมอที่โรงพยาบาล
“ภรรยาของผมไม่สบายเป็นอะไรหรือครับคุณหมอ” จางเป่าจินถามคุณหมอทันทีที่คุณหมอเรียกเข้าไปพบในห้อง
คุณหมอยิ้มกว้าง “เป็นแค่อาการเริ่มแรกของคนตั้งครรภ์เท่านั้นล่ะครับ ระยะแรกก็จะมีอาการนี้กันทั้งนั้น”
“คุณหมอหมายความว่าปิงปิงท้องหรือครับ ผมกำลังจะมีลูกอย่างนั้นหรือครับ” จางเป่าจินถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับ ภรรยาของคุณตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว”
“ไชโย! ผมจะได้เป็นพ่อคนแล้วใช่ไหมครับ”
“ช่วงสามเดือนแรกเป็นช่วงที่ต้องดูแลร่างกายให้ดี...”
คุณหมออธิบายวิธีดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ให้หลี่ปิงปิงและจางเป่าจินฟังอย่างละเอียด คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ฟังไปก็ตื่นเต้นไปเพราะยังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่คุณหมอกำลังพูด
“ตกลงว่าที่หมอพูดไป พวกคุณฟังรู้เรื่องไหมครับ มีข้อสงสัยอะไรหรือเปล่า” คุณหมอยิ้มให้สองสามีภรรยาอย่างใจดี
“ไม่มีแล้วค่ะคุณหมอ” หลี่ปิงปิงตอบ
จางเป่าจินกับหลี่ปิงปิงลาคุณหมอกลับบ้านอย่างมีความสุข พอกลับมาถึงบ้านเขาก็รีบโทรหาพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองให้ปิดร้านเร็วหนึ่งวัน เพื่อให้พวกเธอไปซื้ออาหารและพาหลานชายกลับมากินข้าวเย็นที่บ้าน และจางเป่าจินก็ไม่ลืมที่จะโทรบอกซ่งหมิง ซิ่วหง และซ่งเต๋อ ให้รีบกลับมาบ้านด้วยเหมือนกัน
“ตกลงว่านายมีเรื่องอะไรกันแน่ถึงได้ให้พวกเรารีบกลับมา” ซ่งหมิงถามขึ้น ทีแรกเขาได้ยินเสียงโทรศัพท์ที่จางเป่าจินโทรไปหาเขาดูเหมือนจะร้อนใจมาก เขาก็เลยกลัวว่าจางเป่าจินกับหลี่ปิงปิงจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงได้ชวนภรรยากับน้องชายให้รีบกลับบ้าน แต่พอมาถึงกลับเห็นคนครอบครัวจางนั่งคุยกันอยู่อย่างมีความสุข ดูไม่น่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรเลย
“นายอย่าแปลกใจเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก เจ้าสามแค่ดีใจมากไปหน่อยน่ะ” จางเกินตอบคำถามแทนน้องชาย ตั้งแต่ที่ซ่งหมิงย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้าน ครอบครัวจางก็สนิทสนมและกล้าพูดคุยกับซ่งหมิงมากขึ้น และซ่งหมิงก็นับถือจางเกินกับจางหนานไม่ต่างกับพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองเหมือนกัน
“แล้วเขาดีใจเรื่องอะไรหรือครับพี่เกิน” ซ่งหมิงถาม
“ก็แค่เห่อว่าตัวเองกำลังจะได้เป็นคุณพ่อแล้วน่ะสิ ชิ...ทำอย่างกับภรรยาของพวกเราไม่เคยท้องอย่างนั้นล่ะ” จางหนานตอบ
“หา! กำลังจะเป็นคุณพ่อ งั้นก็หมายความว่าปิงปิงกำลังท้องอย่างนั้นหรือครับ” ซ่งหมิงถามขึ้นอย่างดีใจ “ผมก็จะได้เป็นคุณลุงแล้วน่ะสิ”
“เธอมีอาการแพ้ท้องมากไหมปิงปิง ให้พี่หยุดงานมาอยู่เป็นเพื่อนเธอไหม” ซิ่วหงถามอย่างเป็นห่วง “ดูสิ หน้าซีดไปหมดแล้ว”
“ดีเลยครับพี่หง ผมกำลังปวดหัวกับเรื่องนี้อยู่พอดี ยังไงผมคงต้องรบกวนพี่แล้วนะครับ รอให้ถึงช่วงปิดเทอมพี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองของผมถึงจะผลัดกันมาดูแลปิงปิงได้”
“คุณจะไปรบกวนพี่สะใภ้กับพี่หงทำไมล่ะคะ” หลี่ปิงปิงหันไปพูดกับทุกคนอย่างเกรงใจ “พวกพี่อย่าไปฟังเป่าจินเลยค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้จริงๆ”
“แต่เป่าจินพูดมาก็ถูกนะจ๊ะ เมื่อก่อนตอนที่พี่กับพี่สะใภ้รองท้อง คุณแม่จะเป็นคนดูแลพวกเรา แต่ตอนนี้คุณแม่คงจะดูแลเธอไม่ไหวแล้ว ให้ซิ่วหงมาดูแลเธอก่อน รอให้ถึงช่วงปิดเทอมของเด็กๆ พี่กับพี่สะใภ้รองก็จะมาช่วยดูแลเธอด้วย” สะใภ้ใหญ่บอกกับหลี่ปิงปิงอย่างมีเหตุผล
“ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย ทำไมฉันจะดูแลสะใภ้สามไม่ได้” แม่จางรีบแย้งลูกสะใภ้
“ถ้าเป็นก่อนที่แม่จะไปหกล้มในสวน ผมคงไม่ปฏิเสธความหวังดีของแม่หรอกครับ แต่แม่ดูสิ ตอนนี้ขาของแม่ยังเจ็บอยู่เลยไม่ใช่หรือ” จางเป่าจินไปกอดมารดาอย่างเอาใจ “แต่ยังไงช่วงกลางวันแม่ก็มานั่งคุยเป็นเพื่อนปิงปิงหน่อยนะครับ ผมไม่อยากให้เธอเหงา”
“แกนี่นะ กลัวว่าเมียจะเหงา ทีเมื่อก่อนไม่เห็นกลัวแม่เหงาบ้างเลย” แม่จางแสร้งตำหนิลูกชาย
“ก็เพราะผมกลัวแม่จะเหงายังไงล่ะครับผมถึงได้รีบทำการบ้านและมีเจ้าตัวเล็กมานี่ไง รอให้ปิงปิงคลอดออกมา รับรองว่าแม่ไม่มีเวลามานั่งเหงาแน่”
ข่าวดีของหลี่ปิงปิงถูกส่งไปที่เมืองหลวงทันที พ่อซ่งกับแม่ซ่งต่างก็ดีใจกับลูกสาวบุญธรรม พวกเขาส่งของบำรุงกลับมาให้หลี่ปิงปิงมากมาย แม้แต่พี่ใหญ่ซ่ง พี่รองซ่ง และพี่สะใภ้ซ่งทั้งสองก็ส่งของบำรุงและของใช้เด็กอ่อนมาให้หลี่ปิงปิงไม่น้อยเหมือนกัน และทุกคนลงความเห็นว่ารอให้หลี่ปิงปิงคลอดลูกเมื่อไหร่ พวกเขาจะยกขบวนมาเยี่ยมเธอที่ชนบทอย่างแน่นอน