องค์ชายรองหลี่คังรีบคุกเข่าถวายพระพร ทำให้ทุกๆ คนในพระราชวังทำตาม หาได้มีใครสนใจซากศพของ จ้าวซื่อไม่ จนกระทั่งหัวหน้าองครักษ์ ต้องรีบสั่งให้คนนำศพออกไป แล้วรีบทำความสะอาดทันที
“ หยางเฟยหลง ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็น รองผู้บัญชาการทหาร อันดับที่สี่ แห่งอาณาจักรปัจจิม นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”
จักรพรรดิหลี่เอี้ยนประกาศออกไป องค์ชายรองหลี่คังก็เข้ามาแสดงความยินดีให้กับเขา ฮองเฮาก็ทรงโปรดให้ตามหมอหลวงมารักษาอาการบาดเจ็บของราเชนทันที
งานเลี้ยง ยังคงจัดกันต่อ ทูตจากสี่อาณาจักรล้วนแล้วแต่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
ต่างก็คาดไม่ถึงว่า ราเชนจะใช้วิธีเช่นนี้จัดการกับ จ้าวซื่อ ที่มีพลังปราณยุทธ์เหนือกว่า ต่างก็ส่งเสียงพูดคุยกัน และสอบถามประวัติของหยางเฟยหลง
จนทูตของเมืองอุดรถึงกับนึกขึ้นมาได้ ว่าหยางเฟยหลง นั้นคือ ลูกหลานของกบฏที่หนีมาพึ่งพา อาณาจักรปัจจิม
จึงเข้าไปกราบทูลองค์จักรพรรดิหลี่เอี้ยนว่า
“ หยางเฟยหลง เป็นทายาทของกบฏตระกูลหยาง ที่ถูกขับไล่ออกมา ขอให้ฝ่าบาททรงใคร่ครวญเรื่องการแต่งตั้งให้เขาเป็น รองผู้บัญชาการทหารในครั้งนี้ด้วย กระหม่อมเกรงว่า หากจักรพรรดิของกระหม่อมทรงทราบ เกรงว่าอาจจะกระทบความสัมพันธ์ของสองอาณาจักร”
“ เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของอาณาจักรเรา ขอให้ท่านทูตโปรดระมัดระวังคำพูดด้วย”
เสนาบดีเจิ้นอี เป็นเสนาบดีฝ่ายทหาร เอ่ยแทรกขึ้นมาทันที
“ กระหม่อมแค่รายงานไปตามจริงเท่านั้น จะทรงเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่ฝ่าบาทจะตัดสินพระทัย”
“ เสนาเจิ้นอีพูดถูก เรื่องราวในอาณาจักรปัจจิม ไม่ใช่เรื่องที่อาณาจักรอื่นมายุ่งเกี่ยวด้วย”
“ กระหม่อมก็ทำได้แค่แจ้งข่าวให้จักรพรรดิของกระหม่อมทรงทราบก็เท่านั้น กระหม่อมและคณะขอทูลลา” ทูตของอาณาจักรอุดรได้พากันกลับไปอย่างไม่ยินดีนัก ก่อนกลับทูตของอาณาจักรอุดร ก็เข้ามาพูดกับราเชนด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ หยางเฟยหลง เจ้าจำ หยางซู่หนี่ ได้หรือเปล่า ตอนนี้นางอยู่หอเฟยฟ่ง วันๆ ต้องรับแขกหนุ่มๆ กลัดมัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 คน ข้าเองก็เคยไปใช้บริการของนางมาแล้วหลายครั้ง คนทั้งเมืองตงเป่ย ต่างยกย่องนางว่าลีลานารีของนางนั้นสุดยอด หวังว่าเจ้าคงจะไม่ลืมนางนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ท่านทูตอาณาจักรอุดรกล่าวจบ ก็เดินออกไปในทันที
ราเชนทีแรกก็สงสัย หยางซู่หนี่นั้นเป็นใคร แต่ว่า หัวใจของเขานั้นกลับเต้นแรงผิดปกติ มือของเขากลับสั่นริกๆ ไม่ใช่เพราะเจ็บบาดแผล แต่มันเจ็บที่หัวใจที่ตายไปแล้ว ความทรงจำของหยางเฟยหลง ผุดขึ้นมาในหัวของเขา เด็กหญิงน้อยที่น่ารักคนหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงสมองของเขา เป็นตอนที่เขาถูกคนในตระกูลหยางสิบคนรังแกจนล้มหน้าคว่ำไปกับพื้น มีเด็กหญิงน้อยคนหนึ่ง ถือไม้กวาดเข้ามาขวาง ผู้ชายในตระกูลกว่าสิบคน
“ อย่านะ อย่าทำอะไร พี่เฟยหลงของข้านะ”
“ ซู่หนี่ หนีไป” หยางเฟยหลงในอดีตตะโกนร้องออกมา แต่ช้าไปแล้ว เด็กผู้ชายต่างเข้ามาแย่งไม้กวาด ออกไป มีหยางซู่ เป็นหัวหน้าตัวใหญ่กว่าใคร เข้ามาแล้วก็ตบเด็กหญิงน้อยจนล้มคว่ำไปกับพื้น หยางเฟยหลง พุ่งเขาใส่ หยางซู่แล้วเขาไปกอดขา แล้วกัดเข้าที่ต้นขาของมัน จนแน่น
“ ไอ้บ้า ปล่อยข้านะเว้ย”
หยางเฟยหลงตอนนี้กลายเป็นหมาบ้าไปแล้ว เขากัดไม่ปล่อย เด็กคนอื่นๆ ต่างถือไม้เข้ามาฟาดใส่แขนขา และลำตัวของเขาเท่าไร เขาก็ยังใช้ปากกัดอยู่อย่างนั้น จนเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จนกลุ่มเด็กคนหนึ่งใช้ไม้ฟาดเข้าที่หัวของหยางเฟยหลง จนเขาถึงกับตาลาย ก่อนที่จะสลบไป เขาใช้แรงกัดกระชากสุดแรง จนเนื้อของหยางซู่ติดมาด้วย เลือดของหยางซู่พุ่งออกมา เพราะว่าจุดที่กัดนั้นเป็นเส้นเลือดพอดี เด็ก ๆ ต่างตกใจ เข้ามารุมกระทืบหยางเฟยหลงที่สลบไปแล้ว จนหนำใจ แล้วรีบพาหยางซู่ไปหาหมอ ทิ้งให้หยางเฟยหลงกับหยางซู่หนี่อยู่กันสองต่อสอง
“ พี่เฟยหลง พี่ฟื้นซิ พี่อย่าเป็นอะไรไปนะ”
หยางซู่หนี่ วัยเพียง 9 ปี ร้องไห้แล้วเขย่าตัวหยางเฟยหลงที่หัวและหน้าเต็มไปด้วยเลือด เด็กหญิงน้อง ใช้แขนเสื้อเช็ดเลือดออกจากหน้าหยางเฟยหลง น้ำตาไหล สะอึกสะอื้น
หยางเฟยหลง กลับฟื้นขึ้นมาแล้วบอกว่า
“ พี่ไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”
หยางเฟยหลง แม้จะถูกอัดจนสะบักสะบอมแต่ด้วยร่างของเขามีแต่ไขมัน ทำให้เวลาถูกทุบตีนั้น จะไม่ค่อยบาดเจ็บมากเหมือนคนอื่นๆ
“ ต่อไป ซู่หนี่ จะดูแลพี่เฟยหลง ไม่ให้ใครมาทำร้ายพี่อีกต่อไปนะ”
ภาพของเด็กน้อยในตอนนั้นเข้ามาอยู่ในความทรงจำของราเชนแล้ว
“ ไหนท่านแม่บอกว่า นางตายไปแล้วนี่ ทำไมยังมีชีวิตอยู่อีกนะ”
ราเชนเอ่ยเบาๆ ด้วยความสงสัย แต่มือข้างหนึ่งของเขากลับกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว จิตใจของเขาเริ่มหวั่นไหว คิดอยากจะไปที่อาณาจักรอุดรเสียแต่ตอนนี้ เพื่อช่วยหยางซู่หนี่นางคือน้องสาวของหยางเฟยหลงนั่นเอง
“ ไม่ ไม่ซิ ข้าไม่รู้จักนาง เจ้าสมองของหยางเฟยหลงมันคงอยากจะช่วยเหลือนาง แต่ไม่ใช่ข้า ข้าไม่ไป ตอนนี้ข้ากำลังต้องการเงิน ข้าไม่สนใจใครอีกแล้ว” แม้นราเชนปากจะบอกไม่คิด แต่ในสมองของเขานั้นกลับอยากกลับไปอาณาจักรอุดรนอกจากช่วยหยางซู่หนี่แล้ว ยังคิดจะชำระบัญชีแค้นกับ เจ้าเกาจิ้งอัน คุณชายใหญ่ตระกูลเกาที่ฆ่าคนของตระกูลเมิ่ง และ นักพรตดำ ที่สังหารท่านตาเมิ่งเทียนของเขาอีกด้วย
พอท่านทูตอาณาจักรอุดรไปกันหมดแล้ว จักรพรรดิหลี่เอี้ยนก็ตบพนักเก้าอี้เสียงดังโครม อย่างไม่พอพระทัย
“ บัดซบ นี่มันคิดข่มขู่ข้าหรือไง”
“ เรื่องนี้ เราต้องชั่งน้ำหนักให้ดีนะพะยะค่ะ” เสนาบดีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา ทำให้หลายคนถึงกับพยักหน้า แต่ก็มีหลายคนไม่เห็นด้วย
“ อาณาจักรปัจจิมของเรา เชิดชู ส่งเสริมคนดีมีความสามารถ หากรับใช้แผ่นดินก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าผลเสีย ทุกวันนี้ อาณาจักรอุดรก็ใช่จะปราถนาดีกับอาณาจักรของเราไม่” เสนาบดีเจิ้นอีเอ่ยออกมา ทำให้ทุกๆ คนต่างพยักหน้า
เรื่องราวยังคงมีการถกเถียงกันอยู่สักพัก จนกระทั่งจักรพรรดิหลี่เอี้ยนสั่งให้หยุดพูดเรื่องนี้อีก แล้วก็ให้ยกเลิกงานเลี้ยง แล้วพาฮองเฮาออกไปในทันที ทุกๆ คนเลยแยกตัวกันกลับ
ราเชนตอนนี้ ถูกส่งตัวมาที่พัก ซึ่งอยู่ที่ตำหนักองค์ของชายรอง โดยมีองค์ชายรองหลี่คัง คุณหนูใหญ่อี้หลัน องค์หญิงเจี้ยนหนิงยืนอยู่ด้านข้าง หมอหลวงทำการรักษาบาดแผลของเขาแล้ว ก็เอ่ยออกมาว่า
“ โชคดียิ่งนัก ที่บาดแผลแม้จะดูน่ากลัว แต่ไม่ถูกอวัยวะสำคัญ เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ควรพักอีกสักระยะ หากออกศึกไปตอนนี้เกรงว่าจะกระทบต่อบาดแผลที่มี”
ทุกๆ คนต่างมองราเชนด้วยความเป็นห่วง
“ ข้าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ข้าเดินทางได้แน่นอน” ราเชนรู้ดี ว่าบาดแผลของเขานั้นสามารถหายเร็วกว่าคนทั่วไป ยิ่งเขามียันต์รักษาของเขาเอง บวกกับ ยาสมานแผลสิบทิศของอาจารย์ไป๋เซียง พรุ่งนี้เขาก็จะหายเกือบเป็นปกติอย่างแน่นอน
“ คุณชายหยาง พรุ่งนี้ข้าก็จะออกเดินทางไปอาณาจักรบูรพาแล้ว ที่ผ่านมาต้องขอบคุณท่านมาก ที่ได้ช่วยพวกเราสองพี่น้องเอาไว้ เสี่ยวตงฝากข้ามาบอกว่า เขาคิดถึงท่านมากอยากให้ท่านไปเยี่ยมเขาด้วย”
“ ถ้ามีเวลา ข้าจะไปเที่ยวหา” ราเชนเอ่ยออกไป พร้อมกับเสียดายทองคำยี่สิบล้านเหรียญที่ไม่มีโอกาสที่จะได้อีกแล้ว คุณหนูใหญ่อี้หลันลาทุกๆ คน แล้วก็เดินเข้ามามอบแหวนมิติให้ราเชน แล้วกระซิบเบาๆ ว่า
“ นี่คือทองคำยี่สิบล้านเหรียญ ตามที่ท่านได้ตกลงกับ ท่านพ่อ”
ราเชนรับแหวนมิติขึ้นมาพบกับ เหรียญทองจำนวนยี่สิบล้านเหรียญจริงๆ ด้วย อ้า..เขารวยแล้ว งานนี้เก็บกับ องค์ชายรองหลี่คังได้อีก 30 ล้านเหรียญทอง และไปทวงเงินกับทายาทขององค์ชายสามอีก 10 ล้านเหรียญทอง หากได้เงินครบคราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องออกรบเลย จะหนีทัพแล้วไปจากที่นี่ทันที
ราเชนยิ้มอยู่คนเดียว จนกระทั่งองค์หญิงเจี้ยนหนิงเข้ามาใกล้ หยิกไปที่สะดือของเขา จนร้องออกมาเสียงหลง
“ องค์หญิง?”
“ นี่ท่านเห็นแก่เงินมากขนาดนี้เลยรึ?”
“ เปล่า แค่อยากช่วยเหลือพวกเขาให้ปลอดภัยเท่านั้น”
“ ไม่ได้คิดอย่างอื่นแน่นะ”
“ จริงๆ” ราเชนเอ่ยเสียงสูง
จนองค์ชายรอง ถึงกับอดสงสัยไม่ได้
“ นี่น้องพี่ เจ้ารู้จักหยางเฟยหลงมาก่อนรึ?”
“ ไม่ ก็เห็นเขาช่วยเพื่อนข้า และยังรับเงินทองเขาตั้งมากมายขนาดนี้ เกินไปไหม” องค์หญิงเจี้ยนหนิง ทำทีแค้นแทนเพื่อน
“ เอาน่ะ หยางเฟยหลง เขาต้องเสี่ยงภัย มันก็ต้องมีผลตอบแทนบ้างซิ”
องค์หญิงเจี้ยนหนิงไม่พูดอะไรต่อ รีบเดินออกไปจากห้องพักของราเชนทันที
“ วันนี้เจ้าทำดีมาก ข้าไม่นึกเลย ว่าเจ้าจะใช้วิธีนี้ จัดการกับ จ้าวซื่อได้ แต่ต่อไปเจ้าต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ คนในตระกูลจ้าว โดยเฉพาะจ้าวเหล่ยเทียนไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่ๆ ข้าได้ยินข่าวลือมาว่า จ้าวซื่อ มันไม่ใช่หลานชายของมัน แต่แท้จริงๆ แล้วมันคือลูกของมัน” องค์ชายรองหลี่คังเอ่ยเสียงเครียด
“ ลูก?”
“ ใช่ ใครๆ ต่างก็คิดว่า จ้าวซื่อนั้นเป็นหลานชาย แต่ว่าความเป็นจริง จ้าวเหล่ยเทียนมีความสัมพันธ์กับ แม่ของจ้าวซื่อ ที่มีฐานะเป็นน้องสะใภ้ จนคลอดจ้าวซื่อออกมา”
“ เป็นชู้กัน?”
“ แค่ข่าวลือน่ะ”
“ อาจเป็นจริงก็ได้ ข้าเห็นหน้าจ้าวเหล่ยเทียนมันมองข้า คล้ายอยากจะกินเลือดกินเนื้อของข้าจริงๆ” ราเชนหวนนึกถึง ตอนประลองจบ เห็นพลังอัมหิตบางอย่างกระทบที่ร่างของเขา ที่แท้ก็เป็นของจ้าวเหล่ยเทียนนั่นเอง
ระหว่างทั้งสองพูดคุยกันอยู่นั้น ก็มีขันทีน้อย มาพร้อมกับช่างตัดเสื้อสองคน พร้อมกับมีป้ายประจำตำแหน่ง พร้อมกับถุงเงินจำนวนหนึ่งมาให้ราเชน
“ ช่างมาตัดชุดประจำตำแหน่งให้กับเจ้า คืนนี้พวกเขาจะเร่งทำเพื่อให้ทันในวันพรุ่งนี้ และนี่คือ ป้ายประจำตำแหน่งของเจ้า และ เงินประจำตำแหน่งของเจ้า”
ราเชนไม่สนใจชุด หรือ ป้ายประจำตำแหน่ง แต่หยิบถุงเงินออกมาดู
“ นี่หรือ คือ งบลับของทหารอะไรนั่น”
ราเชนขมวดคิ้วสงสัย เพราะเห็นมีเหรียญทองประมาณ 1 แสนเหรียญเท่านั้น
“ ไม่ใช่ นี่เป็นแค่เงินประจำตำแหน่ง ส่วนงบลับนั้น รอให้มีการประชุมแบ่งหน้าที่กันก่อน เมื่อนั้นเจ้าจะได้ถืองบลับของกองทัพทั้งหมด"
ราเชนพยักหน้า แล้วเอ่ยต่ออีกว่า
“ ข้าขอแค่เงินที่ท่านสัญญาว่าจะจ่ายข้าเท่านั้น”
“ ข้าบอกแล้วไง ตอนนี้ทรัพย์สินของข้า ถูกเสด็จพ่ออายัดเอาไว้ หากว่าพวกเราชนะศึกกลับมา ข้ามอบให้กับเจ้าแน่ เจ้านี่เพิ่งได้เงินมา 20 ล้านเหรียญทอง ยังคิดจะทวงหนี้กับข้าอีก เจ้าจะรีบเอาเงินไปทำอะไรมากมาย”
“ มันคนละส่วนกัน หวังว่าท่านจะไม่บิดพริ้วกับข้านะ”
“ เฮ้ย ข้าไม่เป็นคนเช่นนั้นอยู่แล้ว”
“ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหยกตราราชลัญจกรนั้นถึงได้กลายเป็นของปลอมไปได้เล่า” ราเชนสงสัย
“ เรื่องนี้ ข้าก็ไม่รู้คืนนั้นข้าเลี้ยงฉลองเมาหลับไป ตื่นขึ้นมาก็เข้าเฝ้าทันที แต่พอเปิดกล่องหยกนั่น มันกลับไม่มีแสงกระพริบ ข้าหยดเลือดเข้าไปก็แล้ว มันก็ไม่มีแสงกระพริบ เสด็จพ่อทรงกริ้วมาก หาว่าข้านำของปลอมมาถวาย แล้วส่งคนมาค้นที่ตำหนักของข้า แต่ไม่เจอสิ่งใด จึงสั่งกักบริเวณ แล้ว ยึดทรัพย์สมบัติของข้าทั้งหมดเข้าคลังจนหมด ครั้งนี้ดีที่ได้เสด็จแม่ ทูลขอร้องกับเสด็จพ่อ ไม่อย่างนั้นข้าไม่ได้ออกมาคุยกับเจ้าแน่ๆ แต่ไม่ต้องห่วงนะ หากว่าพวกเราชนะศึกครั้งนี้ บางทีเสด็จพ่อ อาจมอบรางวัลให้กับเจ้า เป็นร้อยล้านเหรียญทองเลยก็เป็นได้”
“ อย่างนั้นรึ?” ราเชนถึงกับหูผึ่งทันที เพราะเขารู้ว่า การทำศึกแบบป้องกันนั้นมันง่ายดายมาก เพราะการจะทำลายเมืองด่านแรกได้นั้น ต้องมีกองกำลังมากกว่าถึงสามเท่า ถึงจะยึดเมืองด่านแรกได้ หรือไม่ก็ต้องมีอาวุธมหาประลัยถึงจะทำลายเมืองทิ้งได้ ราเชนยิ้ม เพราะเขาคิดว่า ศึกนี้คงสบายๆ แต่ พอหวนคิดถึงคำพูดของปราชญ์ปีศาจ ที่บอกว่าเมืองด่านแรกจะต้องแตก หากศัตรูค้นพบจุดอ่อน ราเชนได้แต่อึ้งไปจน องค์ชายรองเอ่ยต่อว่า
“ เจ้ารีบพักผ่อนพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้า”
ราเชนพยักหน้าจนทุกคนจากไป ก็ใช้ยาสมานสิบทิศ และ แปะยันต์รักษา บาดแผลทั้งหมดก็ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าราเชนรู้สบายตัว จนต้องเอนหลังบนเตียง ขณะที่กำลังจะหลับ ราเชนก็รู้สึกแปลกๆ ในผ้าห่ม เหมือนมีใครบางคนมาอยู่ในผ้าห่มของเขา ราเชนรีบดึงผ้าห่มออกทันที
“ องค์หญิงเจี้ยนหนิง” ราเชนเอ่ยออกไปอย่างตกใจ เพราะตอนนี้องค์หญิงเจี้ยนหนิง อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เข้ามากอดแล้วจูบปากของเขา ด้วยความคิดถึง..