เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 94 ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น

            ส่วนยอดของต้นไม้ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกในยามเช้า ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นแต่บริเวณทางขึ้นไปยังนิกายหยุนไห่กลับเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากสัญจรไปมา ผู้คนส่วนใหญ่ต่างพากันมุ่งหน้าไปยังนิกายหยุนไห่และมีผู้คนส่วนน้อยที่ลงมาจากภูเขาเพื่อจากไป

            ในขณะนั้นเองก็มีชายหนุ่มและหญิงสาวกลุ่มหนึ่งเดินมาถึงบริเวณทางเข้าของนิกายหยุนไห่ พวกเขาเงยหน้ามองไปที่ประตูนิกาย ในดวงตาของพวกเขาแฝงไปด้วยรอยยิ้มยินดีหากแต่ไร้ซึ่งความเคารพ  

            “ศิษย์น้อง ที่นี่แหละคือนิกายหยุนไห่ที่อ๋องต้วนเทียนหลางทำลายอย่างราบคาบภายใน 1 วัน ตอนนี้ชื่อเสียงของอ๋องเทียนหลางโด่งดังไปทั่วอาณาจักรเสวี่ยเยว่นับจากนี้คงไม่มีใครกล้าดูเบาท่านอ๋องคนนี้อีกแล้ว อีกอย่างข้าได้ยินมาว่าหลังจากที่เทพลูกศรหลิ่วชั่งหลันได้ทราบข่าวนี้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาและล้มป่วยลงทันที”        

            ชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าหรูหราพูดคุยเรื่องนี้กับหญิงงามที่อยู่ข้างๆหลังจากนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน

            “อีกอย่าง ตั้งแต่ไม่มีนิกายหยุนไห่นิกายชิงอีของพวกเราก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยนิกายที่อยู่แถวนี้ก็ไม่มีใครกล้าต่อกรกับพวกเรา”

            “อืม นอกจากนิกายใหญ่ๆ อย่างอดีตนิกายหยุนไห่แล้วนิกายแถวนี้ล้วนไม่ใช่คู่มือของนิกายชิงอี”

            หญิงสาวกล่าวยิ้มๆ ว่า “ศิษย์ของนิกายหยุนไห่ก็ด้อยลงทุกปีๆไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกท่านอ๋องเทียนหลางฆ่าล้างบางไปเกือบหมดหรอกและต่อให้ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็วนิกายหยุนไห่ก็ต้องสูญสิ้นอยู่ดีข้าว่าด้วยพรสวรรค์ของศิษย์พี่ คงเทียบได้กับศิษย์หลักของนิกายหยุนไห่กระทั่งศิษย์สายในก็ไม่มีค่าพอให้ศิษย์พี่ต้องลงมือ ตอนนี้ศิษย์พี่เพิ่งจะอายุแค่17 ปีเอง อนาคตของท่านจะต้องยาวไกลอย่างแน่นอน”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ศิษย์น้องเจ้าเอาอัจฉริยะของนิกายเราไปเทียบกับนิกายหยุนไห่ได้อย่างไร?! นิกายหยุนไห่ก็แค่โชคดีที่มีเคล็ดวิชาดีๆ มากมาย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับสวะกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากวันนี้พวกเราได้รับเคล็ดวิชาดีๆสักเล่มล่ะก็ พลังของพวกเราก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น!!!”

            เมื่อชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าหรูหราได้ยินสาวน้อยพูดชมตัวเองเขาก็เผยรอยยิ้มอันไร้ยางอายออกมา

            “อย่างนั้นหรือ?”

            ทันใดนั้นก็มีน้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นเมื่อพวกเขาทั้งสองคนหันกลับไปมองก็สังเกตเห็นเงาร่างของคนคู่หนึ่งกำลังเดินเข้ามา

            แต่สายตาของพวกเขากลับจ้องเขม็งไปเงาร่างของหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์

            งดงามเหลือเกิน

            พวกเขาตกตะลึงจนยืนนิ่งอยู่กับที่ ความงามของนางทำให้โลกดูขาดสีสันประหนึ่งสีสันของโลกได้มารวมตัวอยู่ที่นาง เสื้อผ้าสีขาวที่สวมบนร่างยิ่งเสริมให้นางดูงดงามบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนสั่นสะท้านก็คือใบหน้าที่สวยงามนั้น

            ชายหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าหรูหราและสหายของเขาต่างพากันหัวใจเต้นรัวไม่อาจละสายตาไปจากนางได้เลย

            ในโลกนี้ยังมีหญิงงามแบบนี้อยู่ด้วยหรือ?

            หลินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆเมื่อเห็นว่าตัวเองถูกเมินจากคนกลุ่มนั้น

            เป็นอย่างที่นางพูด นางรู้จักหุบเขาเฮยเฟิงราวกับเป็นสวนหลังบ้านของนางด้วยเหตุนี้จึงสามารถพาเขาออกมาจากหุบเขาเฮยเฟิงได้และที่ทำให้หลินเฟิงตกใจไปยิ่งกว่านั้นก็คือตลอดทางที่พวกเขาออกมาพวกเขาไม่ได้พบสัตว์อสูรปีศาจแม้แต่ตัวเดียว!

            หลินเฟิงเริ่มคิดว่าหุบเขาเฮยเฟิงไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ลือกันไว้มันยังมีเส้นทางบางเส้นที่มีความปลอดภัยอย่างไม่น่าเชื่อและน้อยคนนักที่จะรู้จักเส้นทางนี้

            “แน่นอน นิกายหยุนไห่ก็แค่กลุ่มสวะมารวมตัวกันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นจะถูกทำลายลงในวันเดียวได้อย่างไร?”

            ศิษย์น้องที่สวมเสื้อผ้าหรูหราไม่แพ้ศิษย์พี่มีสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาเมื่อเห็นสหายและศิษย์คนอื่นๆ ต่างมองไปที่หญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย 

            ตลอดมานางมั่นใจในความงามของตัวเองมาก แต่ในตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าความมั่นใจของนางกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ

            “ถ้านิกายหยุนไห่เป็นแค่กลุ่มสวะมารวมตัวกัน แล้วทำไมศิษย์ของนิกายชิงอีถึงไม่กล้าปรากฏตัวขึ้นในรัศมีร้อยเมตรของนิกายหยุนไห่ล่ะ? มิหนำซ้ำยังโค้งคำนับทุกครั้งที่เจอศิษย์จากนิกายหยุนไห่อีกด้วย?”

            หลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชา นิกายชิงอีเป็นเพียงนิกายขนาดเล็กแต่ที่พวกเขากล้าวิพากษ์วิจารณ์นิกายหยุนไห่ ก็เพราะว่านิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายลงไปแล้วดูเหมือนว่าพวกเขาจะลืมไปแล้วว่าเคยโค้งคำนับให้กับศิษย์ของนิกายหยุนไห่มาก่อน ช่างเป็นพวกไร้ยางอายจริงๆ 

            “ที่นิกายหยุนไห่ยังคงเจริญรุ่งเรืองได้ ก็เป็นเพราะมีเคล็ดวิชาจำนวนมากถึงได้ประคองตัวเองเป็นนิกายใหญ่ไปวันๆได้ ยิ่งไปกว่านั้นนิกายชิงอีของพวกเราล้วนมีศักดิ์ศรี! พวกเราไม่เคยก้มหัวให้ศิษย์สวะจากนิกายหยุนไห่!!!”

            ตอนนี้เองชายหนุ่มในชุดหรูหราและสหายของพวกเขาก็เหมือนได้สติขึ้นมาพวกเขาหันไปมองหลินเฟิงด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร

            ชายที่สวมเสื้อผ้าเรียบๆ เหมือนยาจก กลับสามารถเดินเคียงคู่กับหญิงงามคนนี้ได้มันทำให้พวกเขารู้สึกอิจฉา สาวงามแบบนี้ควรจะมาอยู่กับเขาต่างหากถึงจะถูก!!!

            เมื่อคิดได้ดังนี้ ชายคนนั้นก็หันมาจ้องหลินเฟิงเขม็งพลางปลดปล่อยจิตสังหารออกมา

            “หืม?”

            หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ในใจก็พลันเย็นชาขึ้นมา จู่ๆ ชายคนนี้ก็เปิดเผยเจตนาที่จะเอาชีวิตของเขาอย่างโจ่งแจ้งช่างไม่รู้จักที่ตาย!!!  

            ในโลกนี้ผู้ที่อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องมีความเมตตาใดๆหากอยากฆ่า ก็ฆ่าเสีย!

            “ตามที่เจ้ากล่าวมา ศิษย์ของนิกายชิงอีแข็งแกร่งกว่าศิษย์ของนิกายหยุนไห่ถูกต้องไหม?” หลินเฟิงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “แน่นอนสวะจากนิกายหยุนไห่จะมาเทียบกับศิษย์นิกายชิงอีอย่างพวกข้าได้อย่างไร?”

            คำพูดของชายหนุ่มเริ่มก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ เพราะอยากแสดงความแข็งแกร่งของตัวเองต่อหน้าสาวงาม

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเคยท้าประลองกับศิษย์สายในของนิกายหยุนไห่และพ่ายแพ้มาในเมื่อได้ยินว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าพวกเขา ถ้าอย่างนั้นมาประลองกับข้าสักครั้งไหม!”

            หลินเฟิงฉีกยิ้มออกมาด้วยท่าทางซื่อๆ ทำให้เขาดูไม่เป็นพิษเป็นภัยนัก

            “ฮ่าๆ ศิษย์สายในของนิกายหยุนไห่นับเป็นอะไรได้?! อย่าเอาพวกมันมาเทียบกับข้า แต่ในเมื่อเจ้าอยากจะลองประลองกับข้า งั้นข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน”

            ชายหนุ่มในชุดหรูหราคิดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะเป็นคนเอ่ยปากท้าประลองก่อนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดีขึ้นมา ไอ้หมอนี่ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ

            “ขยะอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติที่จะปกป้องสาวงามแบบนี้ หากเจ้าตายไปซะข้าก็จะปกป้องนางแทนเจ้าเอง”

            ชายหนุ่มคนนั้นแอบคิดในใจอย่างชั่วร้ายก่อนจะชักดาบออกมาแล้วฟันคลื่นดาบโจมตีที่ไปที่หลินเฟิงอย่างเชื่อมั่น

            “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2?! เหอะ ช่างเพ้อฝันจริงๆที่จะสังหารข้า”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แยแส ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมาแล้ววาดมือไปในอากาศทันใดนั้นคลื่นดาบไร้ลักษณ์ก็ถูกปลดปล่อยออกมา ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาลกดทับไปที่ร่างของชายอวดดีคนนั้นฉับพลันสีหน้าของชายคนนั้นก็ขาวซีด

            “การที่เจ้าใช้ดาบ นับว่าเป็นความอัปยศของดาบแล้ว!!!”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นร่างของชายหนุ่มคนนั้นหยุดนิ่งอยู่กับที่ และที่ลำคอของเขาก็ปรากฏรอยกรีดขึ้นมา สีหน้าของชายหนุ่มคนนี้ดูหวาดกลัวเป็นอย่างมากขณะที่ล้มลงไปกองกับพื้น

            สีหน้าของสหายก็พลันเปลี่ยนไป แค่กระบวนท่าเดียวกลับสามารถสังหารศิษย์พี่ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

            แข็งแกร่งยิ่งนัก ช่องว่างระหว่างพวกเขามันห่างกันเกินไป!!!

            เมื่อหลินเฟิงปรายตามองมาที่พวกเขา ร่างของพวกเขาก็พลันสั่นเทาขึ้นมาดวงตาเต็มไปความหวาดกลัว

            “สังหารขยะอย่างพวกเจ้าจำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาด้วยหรือ?”

            มุมปากของหลินเฟิงแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็น ในชั่วพริบตาจากคนที่ไม่มีพิษมีภัยก็กลายเป็นปีศาจร้ายในทันที

            “บอกข้ามาว่า พวกเจ้ามาที่นิกายหยุนไห่ทำไม?”

            “นิกายหยุนไห่ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ดังนั้นพวกข้าจึงมาแสวงโชคเผื่อว่าจะได้รับเคล็ดวิชาดีๆ ติดไม้ติดมือกลับไป นอกจากนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พวกข้าเท่านั้นแต่คนอื่นๆ ต่างก็มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์นี้เช่นกัน”

            ศิษย์ชายของนิกายชิงอีคนหนึ่งละล่ำละลักตอบกลับอย่างรวดเร็ว

            “หลังจากที่คนพวกนั้นทำลายนิกายหยุนไห่ไปแล้วพวกเขาไม่ได้กวาดทรัพยากรของนิกายหยุนไห่ไปหมดหรือ?” หลินเฟิงถาม

            “หลังจากที่คนพวกนั้นทำลายนิกายหยุนไห่เรียบร้อยแล้วพวกเขาก็รั้งอยู่ที่นิกายหยุนไห่ 3 วัน เพื่อเก็บกวาดทรัพยากรทั้งหมด แต่ว่าบางทีอาจจะมีเคล็ดวิชาที่หลุดรอดไปจากสายตาของพวกเขาก็ได้ และ…” สีหน้าของชายหนุ่มคนนี้ดูอับอายมาก

            “และอะไร?”

            “และที่หุบเขาเฮยเฟิงของนิกายหยุนไห่ก็มีซากศพจำนวนนับไม่ถ้วนบนร่างของศพพวกนั้นมีของมีค่ามากมาย”

            “บึ้ม!”

            หลินเฟิงตัวสั่นตั้งแต่หัวจรดเท้า ศพ?! ไอ้พวกเดรัจฉานเหล่านี้ยังกล้าขึ้นมาปล้นของจากศพอีกหรือ?! กระทั่งพวกเขาตายไป พวกมันก็ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาจากไปอย่างสงบ!!!

            ทันใดนั้นคลื่นดาบอันทรงพลังก็แพร่กระจายออกมาในอากาศ

            เหล่าศิษย์จากนิกายชิงอีพากันถอยร่นอย่างรวดเร็ว สีหน้าของพวกเขาขาวซีดยิ่งกว่ากระดาษคลื่นดาบที่ทรงพลังแบบนี้ ชายหนุ่มคนนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก

            “ทำลายการบ่มเพาะของตัวเองและไสหัวไปซะ”

            น้ำเสียงของหลินเฟิงเย็นชาเป็นอย่างมากเดิมทีหลินเฟิงคิดจะปล่อยคนพวกนี้จากไปดีๆ แต่หลังจากที่ได้ยินจุดมุ่งหมายของพวกเขาที่จะไปปล้นของจากศพก็ทำให้หลินเฟิงเปลี่ยนใจทันที

            ศิษย์เหล่านั้นพากันตัวสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม

            “ข้าให้เวลาเจ้าเพียง 3 ลมหายใจ หากไม่ทำลาย ก็ตายซะ!!!”

            คำว่า ‘ตาย’ ที่หลุดออกมาอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารอันน่าหวาดกลัว

            “ถ้าข้าทำลายการบ่มเพาะตัวเอง มันก็เหมือนถูกเจ้าฆ่าตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง?”

            “งั้นก็ตายไปเลยดีไหม?”

            คลื่นดาบที่รุนแรงพลันพุ่งออกไปกดทับร่างของพวกเขาแรงกดดันที่หนักหน่วงนี้พยายามบดขยี้ร่างของเขา

            “ข้าจะทำลายการบ่มเพาะของตัวเอง!!!” ศิษย์เหล่านั้นพูดเสียงลอดไรฟันออกมาก่อนจะใช้ลมปราณของตัวเองทำลายการบ่มเพาะของพวกเขาทันใดนั้นร่างของพวกเขาก็พลันทรุดลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง

            “เมิ่งฉิงไปกันเถอะ”

            หลินเฟิงหันมาพูดกับหญิงสาวที่มาพร้อมกับเขา เมิ่งฉิงคือชื่อที่หลินเฟิงช่วยตั้งให้นาง เพราะว่านางบอกกับหลินเฟิงว่าไม่มีชื่อ

            ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวที่ปรากฏขึ้นมาในจิตใจของหลินเฟิง เพราะเมิ่งหมายถึงความฝันและฉิงหมายถึงคนรัก แล้วไม่ว่าผู้ชายคนไหนก็ใฝ่ฝันว่าจะมีหญิงสาวที่งดงามเช่นนางมาเป็นคนรักด้วยเหตุนี้เมิ่งฉิงจึงเหมาะสมกับนางแล้ว

            แน่นอนว่าเมิ่งฉิงไม่รู้ความหมายของสองคำนี้ ความจริงแล้วไม่ว่าหลินเฟิงจะตั้งชื่อนางว่าอย่างไรนางก็ตกลงทั้งนั้นเพราะโลกภายนอกสำหรับนางล้วนเป็นสิ่งแปลกใหม่ นางก็เหมือนผ้าขาวดีๆ นี่เอง  

            “ทำไมเจ้าถึงไม่สังหารพวกเขา?”

            จู่ๆ เมิ่งฉิงก็ถามเขาขึ้นมา ทำให้หลินเฟิงต้องชะงักไปครู่หนึ่งเขามองเมิ่งฉิงด้วยสายตาประหลาดใจ

            “สายตาที่พวกเขาจ้องมองข้า มันทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง” เมิ่งฉิงตอบตามความรู้สึก

            “แต่ข้าไม่รู้สึกขยะแขยงเวลาที่เจ้ามองข้า หลังจากนี้ข้าอนุญาตให้เจ้ามองข้าได้”

            เมิ่งฉิงครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตหลินเฟิงให้มองหน้านางได้ ซึ่งประโยคนี้ทำให้หลินเฟิงตกตะลึงขึ้นมา

            บางทีเมิ่งฉิงอาจไม่รู้ตัวว่าหากนางพูดแบบนี้ออกมา มันอาจทำให้ชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยยืนโง่งมอยู่กับที่ซึ่งหลินเฟิงก็ไม่มีข้อยกเว้น

            ยามที่หลินเฟิงมองเมิ่งฉิง เขารู้สึกชื่นชมในความงาม ความไร้เดียงสาและความบริสุทธิ์ของนาง เมิ่งฉิงเป็นเหมือนนางในภาพวาดที่ทำให้คนอื่นๆ ไม่กล้าคิดชั่วร้ายใดๆกับนาง ด้วยเหตุนี้สายตาของเขาจึงไม่มีความคิดชั่วร้ายใดๆ เลย กลับกันมันยังเต็มไปด้วยความรู้สึกชื่นชมจากใจจริงทำให้คนอื่นๆ รู้สึกอยากใกล้ชิดด้วย

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.54M 3732
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152