จินหวังเฟย

    เล่ม 2 - ตอนที่ 9 ลักพาตัว

    จางหานเฟิ่งลืมตาขึ้นมา นางเห็นแสงเทียนแทนที่จะเป็นแสงตะวัน ยามนี้จันทราคงลอยเด่นอยู่เหนือนภาสีหมึก นางถูกคนผู้หนึ่งใช้สันมือฟันที่ท้ายทอยจนสติของนางหลุดออกจากร่าง ทว่าก่อนที่นางจะสลบนั้น แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แต่นางจำกลิ่นอายของคนผู้นั้นได้...องค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย!“เจ้าได้สติแล้ว”นางชำเลืองไปทางต้นเสียงทันใด ยวิ๋นเหวินหรงปรากฏตัวออกมาจากมุมหนึ่ง ใบหน้าของเขาพราวไปด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ เขาจับตัวนางมาได้แล้ว“องค์รัชทายาท...ทำไมทรงทำเช่นนี้” นางถามกลับด้วยสีหน้าและท่าทางสุขุมยิ่ง ในดวงตาหงส์ไม่ปรากฏร่องรอยแตกตื่นหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย พร้อมกันนั้นก็ยันตัวเองขึ้นนั่ง อีกทั้งสังเกตและวิเคราะห์สถานที่ที่นางอยู่ ห้องนี้ดูไปคล้ายห้องของสาวใช้ ทว่าสะอาดและไม่เก่า ข้าวของเครื่องใช้ก็เป็นของดี เหมือนกับนางกำลังอยู่ในอาณาเขตคฤหาสน์ของคหบดีผู้หนึ่งยวิ๋นเหวินหรงไม่คิดซ่อนตัว พอไพล่สองมือไปทางด้านหลัง ร่างสูงองอาจก็มาหยุดยืนอยู่ห่างจากนางไปหนึ่งจ้าง1 และตอบกลับมาสุ้มเสียงรื่นเริง“เพราะข้าถูกใจเจ้า”“หม่อมฉันไม่ได้งามล่มบ้านล่มเมือง มีสตรีที่งดงามกว่าหม่อมฉันมากมายนัก” จางหานเฟิ่งไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าตรงไหนของนางไปสะดุดตาสะดุดใจคนผู้นี้ได้“ถูกต้องแล้ว ในตำหนักของข้ามีสตรีที่งดงามกว่าเจ้าอยู่มากมาย แต่ที่ข้าชอบเจ้านั่นก็เพราะเจ้ามีความสามารถ เจ้าไม่ใช่สตรีอ่อนปวกเปียกไม่ได้เรื่องได้ราว” เขาคิดรวบหัวรวบหาง เมื่อสตรีผู้นี้ตกเป็นของเขาแล้ว นางก็จะอยู่กับเขาตลอดไป ไม่สามารถมีโอกาสได้เป็นชายาเอกของจินอ๋องอีก“ช่างเป็นบุรุษที่ร้ายกาจไม่เบา ทว่าคิดน้อยไปหรือไม่ จินอ๋องรักใคร่ในตัวหม่อมฉันยิ่งนัก แคว้นเป่ยต้องการที่จะเปิดศึกสงครามกับแคว้นจ้าวหรือไร”นางยอกย้อนระคนขู่กลับเสียงเรียบเป็นอันดับแรก แต่อีกฝ่ายกลับยกมุมปากยิ้มพลางร้องฮึขึ้นจมูก อีกทั้งยังเยื้องกรายมาข้างหน้าอีกสามสี่ก้าว ท่วงท่าเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส องอาจ จองหอง และมั่นใจในความคิดของตัวเองยิ่งนัก“แคว้นจ้าวกำลังเจอปัญหาใหญ่...แคว้นเหอเตรียมยกทัพมาโจมตีแล้ว”“แค่เตรียมเท่านั้น ใครจะรู้ว่าอาจจะย้ายทัพไปโจมตีแคว้นเป่ยก็เป็นไปได้” นางพูดสวนทันใด สบสายตาด้วยอย่างไม่กลัวเกรง“เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ด้วย” ยวิ๋นเหวินหรงแปลกใจจนเลิกคิ้วขึ้นวูบหนึ่ง“ไม่รู้เลยสิแปลกยิ่ง! เพราะหม่อมฉันถูกฉุดเข้าสู่การเมืองระหว่างแคว้น” นางลุกขึ้นยืนตั้งหลัก พร้อมกันนั้นก็ครุ่นคิดหาวิธีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้“เจ้าเป็นสตรีที่ฉลาดยิ่ง”เขากล่าวชมจากใจจริง ดวงตากำลังทอดมองแก้มนวลยุ้ยและริมฝีปากสีอิงเถา2 สุก คนที่ถูกมองถึงกับรู้สึกสะอิดสะเอียน แต่พยายามตีสีหน้าให้เยือกเย็นอยู่ มุมปากยังแต้มยิ้มน้อยๆ พลางพูดคุยเพื่อถ่วงเวลาคิดแผนการหนีให้รอด“การมาเยือนแคว้นจ้าวของแคว้นเป่ยในครั้งนี้ไม่ใช่แค่มาร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเพียงเท่านั้น หากยังแฝงด้วยเรื่องการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองแคว้น แต่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้จินอ๋องกับหม่อมฉันก่อน จะให้องค์หญิงยวิ๋นซูจินมาเป็นชายารองก็กระไร” นางพูดเช่นนี้หมายจะให้อีกฝ่ายล่วงรู้ว่าตนก็รู้เรื่องนี้“เจ้า!” ยวิ๋นเหวินหรงมีแววตาแปลกใจเพิ่มอีกสามส่วน ดวงตายังทอดมองสตรีที่อยู่ตรงหน้า แม้จะอยู่ในอาภรณ์ที่แสนธรรมดา มวยผมไร้ซึ่งปิ่นระย้าผีเสื้อล้อวสันต์แล้ว ทว่าก็ยังน่าจับตามองไม่คลายจางหานเฟิ่งยกมือขึ้นจับของที่ซ่อนอยู่ในตัวอย่างแนบเนียน แค่สัมผัสได้ว่ามันยังอยู่ที่เดิม นางโล่งใจยิ่ง อย่างน้อยก็มีพิษเอาไว้ช่วยเหลือตัวเองให้รอดกลับไป แล้วนางก็เอ่ยเกลี้ยกล่อมพร้อมกับต่อรองไปในตัว“ปล่อยหม่อมฉันไปเสียเถิด ถ้าปล่อยหม่อมฉันไป หม่อมฉันจะไม่พูดเรื่องนี้กับผู้ใด”“ข้าจะพาเจ้าไปยังแคว้นเป่ยด้วย” ยวิ๋นเหวินหรงเอ่ยขัดพร้อมรอยยิ้ม“ทรงนึกหรือว่าจินอ๋องจะไม่รู้เรื่องนี้” นางเริ่มมองไปที่หน้าต่าง ตามด้วยทางออกจากห้องซึ่งก็คือประตู “หม่อมฉันหิวแล้ว มีอะไรให้หม่อมฉันกินหรือไม่เพคะ”ยวิ๋นเหวินหรงแปลกใจจริงๆ นางถูกจับตัวมาแท้ๆ แต่กลับนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขามองนางนั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง และรินน้ำชารสชาติจืดชืดให้กับตัวเอง นางยังคงใช้ฝีปากหลอกล่อให้เขาปล่อยนางไป“หม่อมฉันเตือนเอาไว้แล้วนะว่าจินอ๋องรักใคร่ในตัวหม่อมฉันยิ่ง”“ก็แค่สตรีเพียงผู้เดียว...จะยกทัพบุกแคว้นเป่ยหรือไร ฮ่องเต้แห่งแคว้นจ้าวคงไม่ยอมเป็นแน่ โทษตายอาจจะมาถึงจินอ๋อง” ยวิ๋นเหวินหรงหัวเราะเยาะถึงหายนะของจินเยี่ยหยางถ้าทำเช่นนั้นจางหานเฟิ่งถูกโต้กลับมาเสียแล้ว คนผู้นี้พูดถูก ยามนี้นางพยายามซ่อนสีหน้าครุ่นคิดตามโดยไว และกล่าวออกไปอีก“ทรงรู้จักอุปนิสัยว่าที่สามีของหม่อมฉันหรือไม่ ถ้าทรงรู้จักก็คงไม่สรวลออกมาเช่นนี้”ยวิ๋นเหวินหรงชะงักไปไม่น้อย สีหน้าเปลี่ยนแปลงไปวูบหนึ่ง เพราะได้ยินกิตติศัพท์ในตัวของจินเยี่ยหยางมาไม่น้อยเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจินอ๋องยกทัพปราบโจรปราบกบฏที่คิดตั้งตัวเป็นใหญ่ไม่เชื่อฟังองค์ฮ่องเต้“จินอ๋องไม่เคยพึงพอใจในตัวสตรีใด แต่กลับมาพึงพอใจในตัวหม่อมฉัน แม่ทัพไร้พ่ายจะยอมหรือไร...ทรงดูหมิ่นเกียรติของจินอ๋องไม่น้อย” นางบิดมุมปากยิ้มท้าทาย ดวงตาคมกริบขึ้นเป็นเท่าตัว เหตุไฉนถึงได้มั่นใจว่าจินอ๋องจะทำเพื่อนางก็ไม่รู้เหมือนกัน“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่า...เจ้าทำให้ข้ายิ่งอยากที่จะครอบครองเจ้า!” ยวิ๋นเหวินหรงหลงใหลในความฉลาดของจางหานเฟิ่งมากขึ้นจนห้ามใจไม่อยู่เสียแล้ว“หม่อมฉันดีใจยิ่งที่มีบุรุษชมชอบหม่อมฉันเพิ่มอีกคน” นางกล่าวประชด บนใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่ก็จริง แต่ไปไม่ถึงในส่วนลึกของดวงตาหงส์“เจ้า!” ยวิ๋นเหวินหรงเข้ามาหาอีกอย่างคุกคาม คิดที่จะครอบครองสตรีผู้นี้เดี๋ยวนี้ ยิ่งนางตอบโต้ก็ยิ่งทำให้อยากจัดการนาง“หม่อมฉันหิวแล้ว ยามนี้เป็นยามใดกัน” นางรีบขัดจังหวะ ภายใต้ท่าทีที่นิ่งสงบ ใจเริ่มเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นกลัว นางต้องช่วยตัวเองให้รอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ให้ได้ยวิ๋นเหวินหรงชะงักเท้า ดวงตาสาดประกายคมกล้ายังจ้องสตรีตรงหน้าอย่างไม่กะพริบ จริงสิ! นางยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ถูกจับตัวมา จึงตะโกนสั่งผู้ที่อยู่ทางด้านนอกเรือนเสียงดัง“ไปหาอะไรมาให้นางกิน!”“พ่ะย่ะค่ะ”ผู้ที่ถูกคุกคามอย่างหนักพยายามกดความแตกตื่นเอาไว้ นางถามตัวเองอยู่ในใจว่ากำลังอยู่ที่ใด ยังอยู่ในเมืองหลวงใช่หรือไม่ ระยะเวลาที่ไม่ได้สตินั้นผ่านไปกี่ชั่วยามแล้ว ก่อนที่ดวงตาหงส์จะมองไปทางยวิ๋นเหวินหรงอย่างครุ่นคิด ยามนั้นเขากำลังทอดสายตามองมาที่นางอยู่เช่นกัน กับบุรุษผู้นี้...นางควรที่จะโต้ตอบอย่างไร ลองคุยกันตรงๆ ดีหรือไม่ อย่างไรนางก็ไม่ยอมที่จะตกเป็นของอีกฝ่ายอย่างแน่นอน“หม่อมฉันอยากเป็นชายาเอกจินอ๋องมากกว่าสาวใช้อุ่นเตียงของพระองค์”“เจ้าไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะมาเรียกร้อง” ยวิ๋นเหวินหรงไพล่สองมือไปที่ทางด้านหลังอีกครั้ง อารมณ์เดือดก่อนหน้านี้สงบลงไปไม่น้อย“เหตุไฉนหม่อมฉันถึงไม่มีสิทธิ์ หม่อมฉันไม่ใช่คนของแคว้นเป่ย”“เจ้า!”“หม่อมฉันพูดถูกใช่หรือไม่...หม่อมฉันไม่ใช่คนของแคว้นเป่ย” สตรีตัวน้อยยกมุมปากขึ้น ยามนี้หาวิธีเอาตัวรอดได้แล้ว แม้จะอันตรายมากจนถึงขั้นเสียชีวิตก็ตาม แผนการของนางอาจจะพานางไปสู่ปรโลก “หม่อมฉันอยากได้น้ำสักถัง ถ้าอาบน้ำไม่ได้ก็อยากจะล้างหน้าสักหน่อย”ยวิ๋นเหวินหรงยืนนิ่งอยู่สี่ห้าลมหายใจ เขากำลังวิเคราะห์ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ดูสงบนิ่งยิ่งนัก จากนั้นก็ตะโกนสั่งผู้ที่ด้านนอกเรือนอีกครั้งเสียงดัง“เอาน้ำเข้ามาถังหนึ่ง!”“พ่ะย่ะค่ะ”จางหานเฟิ่งถามต่อในทันที เพราะไม่รู้จะอ้อมค้อมไปทำไมให้เสียเวลา นางรู้ว่าอีกสองวันขบวนราชทูตแห่งแคว้นเป่ยจะออกเดินทาง เขาบอกว่าจะพานางไปด้วย นางมีเวลาไม่มากแล้ว“เรายังอยู่ในเมืองหลวงใช่หรือไม่”“ถูกต้องแล้ว” เขาตอบตรงๆ เพราะมั่นใจว่าไม่มีวันที่สตรีผู้นี้จะหนีพ้นเงื้อมมือของเขาไปได้ เพราะนางเป็นวรยุทธก็เหมือนไม่เป็น“นี่เป็นเวลาใดแล้ว” จางหานเฟิ่งถามอีกเรื่อยๆ เพราะหายตัวมาเช่นนี้ ทางบ้านต้องเป็นห่วงแน่ๆ ส่วนทางหอสุรากุ้ยฮวานั้น หลงจู๊คงแจ้งเรื่องให้พี่ชายบุญธรรมและท่านน้าตงรู้เรื่องแล้ว แต่จินอ๋องเล่า เขารู้หรือไม่ว่านางถูกจับตัวไป ยามนี้เขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง นางคิดถึงเขาเหลือเกิน“ยามโฉ่ว3 ของอีกวัน”“นี่ข้าสลบไปข้ามวันเชียวหรือ”“เป็นสตรีของข้าย่อมดีกว่าเป็นสตรีของจินอ๋อง!” เขาเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย ย่อมคิดว่าตัวเองเหนือกว่าจินเยี่ยหยางอยู่แล้ว“ถ้าทรงมอบตำแหน่งฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยให้กับหม่อมฉันได้ ย่อมต้องดีกว่าแน่ แต่ทรงทำไม่ได้ใช่หรือไม่” นางพูดแล้วยิ้มเย้ยออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความขบขันฝ่ายตรงข้าม นางมั่นใจว่ายวิ๋นเหวินหรงไม่มีทางมอบตำแหน่งฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ยให้กับนาง “อีกอย่างหนึ่ง...ทรงมีสตรีในตำหนักไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร จูเก่อเซียงก็เป็นสาวใช้อุ่นเตียงของพระองค์ หม่อมฉันมิสู้เลือกจินอ๋องไม่ดีกว่าหรือเพคะ ได้เป็นชายาเอกจินอ๋องที่กุมอำนาจทั้งตำหนัก อีกทั้งอนุภรรยาทั้งห้าในตำหนักของจินอ๋องนั้น หม่อมฉันเตรียมจะกำจัดออกไปอยู่แล้ว”“เจ้า!” ยวิ๋นเหวินหรงคาดไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะกล้าเรียกร้องเช่นนี้ คำพูดของนางบ่งบอกถึงความอุกอาจและไม่ยอมใครยิ่งนัก“ทรงเห็นแล้วใช่หรือไม่ ทางเลือกไหนดีกว่ากัน” นางบิดมุมปากยิ้มเย้ยอีกครั้ง และเปล่งเสียงหัวเราะผะแผ่วออกมาด้วยความขบขัน“เจ้าจะไม่มีวันได้เป็นชายาเอกจินอ๋อง!” ยวิ๋นเหวินหรงโกรธแล้ว เขาจะไม่ยอมให้นางมีความสุข และจะใช้อำนาจทั้งหมดที่มีกักขังนางเอาไว้“ทรงเป็นบุรุษที่เห็นแก่ตัวยิ่ง!” จางหานเฟิ่งต่อว่าเสียงเย็น แววตาสาดประกายดุดัน รอยยิ้มขบขันเยาะเย้ยหายไปจากใบหน้า“นี่เจ้า!”“จริงใช่หรือไม่”“เจ้า!” 1 1 จ้าง เท่ากับ 2 เมตร 2 เชอร์รี่ 3 ช่วงเวลา 01.00 - 02.59 น.