ได้ยินคำพูดของทั้งคู่ไป๋หยุนเฟยจึงถามด้วยความประหลาดใจ “เอ๊ะ? แม่นางถังท่านเคยเห็นวิหคสีขาวตัวนั้นมาก่อนหรือ?”
ป้าจ้าวพยักหน้าตอบ“หลายวันก่อนพวกเราบังเอิญไปพบเข้า มันได้รับบาดเจ็บจากในป่า คุณหนูจึงใช้พลังวิญญาณช่วยรักษาบาดแผลให้มันจึงสามารถบินต่อไปได้แต่ดูคล้ายกับมันเป็นอสูรวิญญาณที่ไม่ชอบพบปะกับมนุษย์นัก”
“ด้วยพลังธาตุลมที่ติดตัวมาแต่กำเนิดมันจึงเป็นหนึ่งในอสูรวิญญาณวิหคที่รวดเร็วที่สุดตัวหนึ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงสุดจะรวดเร็วจนทิ้งเพียงเงาร่างไว้ด้านหลังจึงเป็นที่รู้จักกันในนาม‘ปักษาไร้เงา’และยังเป็นอสูรวิญญาณชนิดหนึ่งที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณนิยมใช้ปักษาไร้เงาตัวนี้ยังเป็นเพียงระดับต้นของขั้นที่ห้าซึ่งพอจะเทียบได้กับผู้บรรลุด่านบรรพวิญญาณแต่ด้วยบาดแผลของมันจึงทำให้ความแข็งแกร่งลดลงจนถูกวิหคขั้นที่สี่ทั้งสองตัวล้อมเอาไว้ได้...คาดว่าที่มันได้รับบาดเจ็บคงเพราะคนเหล่านี้ก่อนหน้านี้มันหลบหนีสำเร็จมาแล้วคราหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนจะไม่อาจหนีรอดอยู่ดี...”
“แกว๊ก!!”
ทันใดนั้นเสียงวิหคร้องดังมาอีกคราเสียงนี้ขัดจังหวะป้าจ้าวและยังทำให้ถังซินหยุนอ้าปากหอบหายใจเล็กน้อยไป๋หยุนเฟยหันกลับไปมองก็เห็นปักษาไร้เงาที่หลบเลี่ยงกรงเล็บอินทรีสีทองอย่างหวุดหวิดก่อนจะถูกพลังลมจากวิหคสีเทากระแทกเข้าหา มันฝืนหลบหลีกไปด้านข้างสุดกำลังแต่ด้วยปีกที่บาดเจ็บทำให้มันเสียการทรงตัวจึงหล่นควงลงสู่พื้นทันที
ขณะเดียวกันผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงก็ผิวปากส่งสัญญาณให้ทุกคนคลี่ตาข่ายโยนไปพร้อมกัน
ในช่วงคับขันเช่นนี้ปักษาไร้เงาก็กรีดร้องเสียงแหลมก่อนจะเอียงปีกลงเคลื่อนตัวไปด้านข้างครึ่งวาเพื่อหลบเลี่ยงตาข่าย
“เฮอะ!”ผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงแค่นเสียง ดวงตามันทอประกายแวววาวราวกับสบโอกาสที่รอคอยมานานมันโบกมือขวาก็ปรากฏลำแสงสีทองยิงใส่วิหคไร้เงา ลำแสงพุ่งวาบไปสิบกว่าวาสุดท้ายจึงรัดพันรอบกรงเล็บของปักษาไร้เงาเอาไว้
ที่แท้นั่นก็เป็นเชือกสีทองหนาเท่าตะเกียบไม้ไผ่!เชือกสีทองกระพริบแสงสีทองยามรัดพันปักษาไร้เงาเอาไว้ มันดิ้นรนหลายต่อหลายครั้งก็ยังดิ้นไม่หลุดเชือกนี้ต้องเป็นวัตถุวิญญาณอย่างแน่นอน
……
ชั่วขณะที่ปักษาไร้เงาถูกคร่ากุมได้ถังซินหยุนก็สืบเท้าออกพร้อมกับโน้มตัวไปครึ่งร่าง ดูราวกับคิดจะออกไปช่วยมัน
“คุณหนูทำไม่ได้!”ป้าจ้าวคว้าแขนนางเอาไว้พร้อมกับขมวดคิ้ว “อีกฝ่ายมีผู้คนมากมายท่านไม่อาจเข้าไปโดยหุนหันและสร้างศัตรูเพียงเพื่ออสูรวิญญาณ”
“แต่ว่า...”ถังซินหยุนมองดูปักษาไร้เงาที่กำลังหวาดกลัวด้วยสายตาสิ้นหวัง “ท่านป้าข้าอยากช่วยมัน ดูมันน่าเวทนาปานนั้นและดูที่มันดิ้นรนหลบหนีสุดชีวิต ส่วนพวกเขาท่านดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดีไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อจากนี้มันต้องถูกพวกเขาทรมานแน่...”
“ข้าเห็นด้วยข้าได้ยินเสียงร่ำร้องอันหดหู่ของมันฟังดูราวกับคนที่สิ้นหวัง...พี่ไป๋ท่านช่วยมันได้หรือไม่?”เทียนหมิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยปากถามขณะมองจับจ้องไปที่ปักษาไร้เงาที่น่าเวทนา
ไป๋หยุนเฟยชำเลืองมองไปยังจิ้งหมิงเฟิงอีกฝ่ายก็ยักไหล่ “เจ้าตัดสินใจ ข้าเชื่อว่าต่อให้ต้องต่อสู้กันการจะขับไล่พวกมันไปก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น”
ไป๋หยุนเฟยยังคงลังเลมันแน่ใจแล้วว่าปักษาไร้เงาตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่มัน‘ได้พบพาน’ ยามนี้เมื่อได้พบกันอีก หรือจะเป็นเพราะโชคชะตาและที่สำคัญเนื่องเพราะได้รับอิทธิพลจากหงยินมันจึงรู้สึกสนิทสนมต่ออสูรวิญญาณทั้งหลายยามที่ปักษาไร้เงาดิ้นรนหลบหนีจากเงื้อมมือมนุษย์อย่างสุดกำลังความปรารถนาจะช่วยเหลือมันในใจของไป๋หยุนเฟยก็ยิ่งทวีคูณขึ้นอีก
กระนั้นจำนวนของฝ่ายตรงข้ามกลับเป็นปัญหาพวกมันแต่ละคนล้วนฝีมือเข้มแข็งมิหนำซ้ำทั้งหมดยังมาด้วยเป้าหมายที่จะจับอสูรวิญญาณคาดว่าจะต้องมีคนจ้างวานพวกมันมา เมื่อเป็นเช่นนั้นหากไป๋หยุนเฟยและพวกเข้าไปขัดขวางก็มีความเสี่ยงที่จะล่วงเกินอำนาจอิทธิพลอันยิ่งใหญ่...
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยลังเลสถานการณ์เบื้องหน้าก็ยิ่งเลวร้ายลง ปักษาไร้เงายังคงดิ้นรนมันพยายามสลัดเชือกสีทองทิ้งแต่ก็ไร้ผล ปีกของมันสยายกว้างเพื่อบินขึ้น แต่ด้วยเชือกสีทองที่รัดแน่นแผลที่ปีกซ้ายจึงเปิดกว้างจนโลหิตกระเซ็นซ่านแต่แม้จะบาดเจ็บปักษาไร้เงาก็ยังคงพยายามสุดชีวิตที่จะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
ยามนั้นปักษาไร้เงาหันมาทางที่ไป๋หยุนเฟยอยู่จากจุดที่มันซ่อนตัวอยู่นั้นไป๋หยุนเฟยสามารถมองเห็นความเดือดดาลและความไม่ยินยอมในดวงตาของมันได้อย่างชัดเจน
วิหคสีเทาและอินทรีสีทองโฉบลงมาเพื่อจู่โจมขณะที่ปักษาไร้เงาส่งเสียงร่ำร้องที่ราวกับแฝงความบ้าบิ่นออกมาสายลมที่รุนแรงกระโชกพัดออกจากปีกของมันรุ่นแรงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าก่อนจะก่อตัวกลายเป็นพายุหมุนกว้างหลายวาบีบให้วิหคทั้งสองตัวล่าถอยไปจากนั้นพายุหมุนก็หดตัวลงทันที สุดท้ายก็เพียงห่อหุ้มปักษาไร้เงาไว้เท่านั้นแต่ไม่ว่าจะพยายามกระพือปีกเท่าใดมันก็ไม่อาจทำอะไรได้...
“เฮอะก็แค่ดิ้นรนครั้งสุดท้าย! อย่าได้ปล่อยให้มันใช้พลังสูญเปล่าจนตาย!”ยามผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงเห็นว่าเชือกสีทองเขม็งตึงขึ้นจากที่ปักษาไร้เงาทุ่มเทใช้พลังวิญญาณจึงเริ่มพยายามจำกัดการเคลื่อนไหวของปักษาไร้เงา มันสั่งการอีกครั้งตัวมันและผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างต่ำเตี้ยก็พยักหน้าพร้อมกับยกมือซ้ายขึ้น
ปรากฏอสรพิษหลากสีตัวหนึ่งพุ่งออกจากตัวผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงตาแดงมันฉานขณะพ่นพิษหลากสีออกมา คนรอบข้างร่างได้เห็นก็สั่นระริกด้วยความหวาดหวั่นเห็นได้ชัดว่าพิษนี้รายกาจปานใด
อสรพิษนั้นขดตัวกลางอากาศก่อนจะม้วนพันรอบเชือกสีทองจากนั้นจึงเลื้อยตามเชือกไปอย่างว่องไว
ชั่วขณะที่อสรพิษหลากสีเลื้อยไปตามเส้นเชือกฝั่งผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างต่ำเตี้ยก็มีเงาสีเทาพุ่งออกมาแล้วค้างคาวสีเทาก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงร้องแหลมสูงขณะกระพือปีกจากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ปักษาไร้เงาทันที!
……
ยามที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองยกมือขึ้นสั่งการอสูรวิญญาณของตนม่านตาไป๋หยุนเฟยก็ขยายออกพร้อมกับหอบหายใจ “สำนักเจ้าอสูร!!”
เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าอสูรวิญญาณทั้งสองออกมาจากแหวนช่องมิติ!มีเพียงสำนักเจ้าอสูรเท่านั้นจึงจะทำเช่นนี้ได้!ยามนี้สถานการณ์กระจ่างชัดแล้ว อสูรวิญญาณทั้งสองที่ก่อนหน้านี้ต่อสู้กับปักษาไร้เงาย่อมแน่นอนว่าเป็นอสูรวิญญาณภายใต้การควบคุมจึงเป็นเหตุผลว่าไฉนพวกมันจึงมีท่าทีแข็งทื่อเซื่องซึม
ไป๋หยุนเฟยหรี่ตายามตกลงใจได้“พวกเราจะช่วยปักษาไร้เงา! ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่อาจให้พวกมันทราบตัวตนของพวกเราได้! เพียงจิ้งหมิงเฟิงกับข้าออกไปก็พอป้าจ้าวท่านคอยดูแลแม่นางถังและเทียนหมิง นอกจากสถานการณ์จะคับขันไม่อย่างนั้นอย่าได้ปรากฏตัว!”
ระหว่างที่สั่งการใบหน้าไป๋หยุนเฟยก็สั่นกระตุกก่อนที่มันจะกล่าวจบ ไป๋หยุนเฟยเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเรียบร้อยแล้ว ร่างมันสูงขึ้นอีกหลายนิ้วแต่เพราะยังไม่แตกฉานพอจะเปลี่ยนโฉมได้อย่างสมบูรณ์ใบหน้ามันจึงดูประหลาดไปบ้าง ไม่ว่าใครได้เห็นใบหน้านี้ก็ต้องบอกว่าผิดสัดส่วนแต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาที่ไป๋หยุนเฟยจะมากังวลกับเคล็ดแปรโฉมนี้เรื่องสำคัญที่สุดยามนี้คือต้องไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของตน
จิ้งหมิงเฟิงเข้าใจเจตนาของไป๋หยุนเฟยได้ในทันทีมันจึงแปลงรูปลักษณ์ด้วยความเร็วที่เหนือยิ่งกว่าไป๋หยุนเฟยเพียงโบกมือผ่านใบหน้ามันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดูไปคล้ายกับกำลังเล่นกล
ไม่ถึงอึดใจทั้งคู่ก็เตรียมการเสร็จสิ้น หลังจากพยักหน้าแก่กันก็พุ่งเข้าไปโดยไม่ลังเล
……
ความเร็วของค้างคาวและอสรพิษทั้งสองตัวนับว่าเร็วจนน่ากลัวเพียงไม่ถึงอึดใจก็เข้าถึงตัวปักษาไร้เงาหลังจากปะทะใส่พายุหมุนรอบกายปักษาไร้เงาก็ได้ยินเสียงฟ่อและเสียงกรี๊ดจากพวกมันขณะกระเด็นออกมากระนั้นพวกมันลงมือสำเร็จแล้วพายุหมุนถูกสลายไปเผยให้เห็นปักษาไร้เงาที่อยู่ด้านใน
ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั้งสองพลังวิญญาณพลุ่งพล่านขึ้นขณะเพ่งสายตาจับจ้องปักษาไร้เงาที่กำลังบาดเจ็บทันใดนั้นอสูรวิญญาณทั้งคู่ก็รับคำสั่งพุ่งตรงเข้าหาปักษาไร้เงาอย่างฉับพลัน!
พวกมันส่งเสียงกรีดร้องฝ่าอากาศเข้าใส่ปักษาไร้เงาที่เผยประกายสิ้นหวังในดวงตาออกมาปีกโชกเลือดของมันเชื่องช้าลงราวกับจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา...
“เฟี้ยว!”
ยามอสูรวิญญาณทั้งสองอยู่ห่างจากปักษาไร้เงาไม่กี่วาเสียงหวีดหวิดเสียดแก้วหูสี่เสียงก็ดังขึ้นจากนั้นประกายแสงจากโลหะก็ฝ่าอากาศเข้าใส่อสูรวิญญาณทั้งสี่!
“ติงติง!”เสียงโลหะกระทบวัตถุดังขึ้นสองครา มีดสั้นเล่มหนึ่งพุ่งใส่อสรพิษที่พันอยู่รอบเชือกสีทองปรากฏประกายแลบขึ้นยามคมมีดกระทบถูกตัวอสรพิษ แต่ก็เพียงทิ้งรอยสีขาวจางๆไว้บนเกล็ดเท่านั้นดูจากภายนอกมันไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด เพียงแต่ลำตัวที่ม้วนพันรอบเชือกอยู่นั้นคลายออกจนหล่นลงมาส่วนอีกเสียงนั้นมาจากอินทรีสีทองซึ่งถูกมีดสั้นพุ่งใส่ส่วนอกกระนั้นขนบนตัวมันกลับแข็งแกร่งดั่งเกราะทอง เพียงเกิดประกายไฟแลบแปลบโดยที่อินทรีสีทองไม่ปรากฏร่องรอยบาดเจ็บอันใดแต่มันก็ถูกขัดขวางเอาไว้ได้
ในสี่ตัววิหคสีเทารับมือมีดสั้นได้ง่ายดายที่สุดเพียงส่งเสียงร้องเบาๆจากนั้นพลิกตัวไปด้านข้างก็หลบมีดสั้นไปได้แต่กระนั้นหากเทียบกับอินทรีแล้วค้างคาวสีเทานับว่าน่าเวทนายิ่ง ปีกขวามันถูกทะลวงเป็นรูจนเสียสมดุลต้องร่วงลงพื้น
แล้วผู้มาใหม่สองคนก็ปรากฏกายขึ้นพวกมันเร่งฝีเท้าเข้าหาคนกลุ่มนั้น พร้อมกับหนึ่งในสองตวาดก้อง
“เฮ้! เจ้าพวกบัดซบ! ปล่อยวิหคนั่นซะ!”