ตอนที่44 ท่านมิคิดจักช่วยสามงามเลยหรือ?
หลังจากที่ออกจากสุสานหรือมิติลึกลับมาเฟิงอี้ก็มิได้สนใจสิ่งใดอีกมุ่งหน้าเดินทางไปยังเมื่องหู่ลู่
เฟิงอี้นั่งอยู่บนหลังของเสี่ยวฉุนก็มิได้อยู่เฉยแต่อย่างใดเฟิงอี้ทำการปรับสมดุลลมปราณและกลั่นกรองพลังสวรรค์อยู่ตลอดเวลา
“ตอนนี้ข้าก็มีทรัพยากรมากมายแล้วถึงเวลาที่ต้องยกระดับแบบจริงจังเสียที”ทรัพยการของเฟิงอี้ที่ได้มาในตอนนี้นั้นมากมายยิ่งนักดังนั้นแล้วเฟิงอี้จักสามารถเพิ่มระดับลมปราณได้อย่างรวดเร็วขึ้น
นี่มิใช่การละโมบแต่ทว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเพราะว่าเฟิงอี้จักกลั่นพลังสวรรค์ที่บริสุทธิ์จากทรัพยากรเหล่านั้นและกักเก็บเป็นลมปราณนั่นเองดังนั้นจักมิมีผลเสียใดๆเลย
ผลึกสวรรค์ระดับต่ำถูกนำออกมาร้อยก้อนฉับพลันนั้นเฟิงอี้ก็ได้ดูดซับพลังสวรรค์จากผลึกสวรรค์นับร้อยแต่ทว่ามิได้กักเก็บมันแต่อย่างใด
เฟิงอี้ทำให้พลังสวรรค์เหล่านี้ผ่านกระบวนการการกลั่นกรองอย่างปราณีตเคล็ดวิชาบ่มเพาะอัสนีสะเทือนสวรรค์ถูกสำแดงเดชอีกครามันสำแดงพลังที่น่าอัศจรรย์ในการกลั่นกรองพลังสวรรค์อีกครั้ง
ร่างของเฟิงอี้ราวกับกลายร่างเป็นเทพอัสนีที่เจิดจรัสเส้นสายอัสนีถูกแผ่ออกมารอบกายราวกับสายธารที่หลั่งไหล
พลังสวรรค์ถูกกลั่นจนบริสุทธิ์แปรเปลี่ยนเป็นลมปราณที่บริสุทธิ์ที่สุด
เฟิงอี้ทำการขจัดลมปราณส่วนที่มิบริสุทธิ์เท่าที่ควรออกมาและกักเก็บส่วนที่บริสุทธิ์ที่สุดเอาไว้เพื่อเพิ่มพูนระดับลมปราณหรือทะลวงระดับนั่นเอง
เส้นชีพจรปราณเส้นที่5เริ่มจักปรากฏขึ้นมาเลือนรางอย่างช้าๆเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเฟิงอี้ก็ดูดซับและกลั่นกรองผลึกสวรรค์นับร้อยก้อนไปจนหมด
แต่ทว่ามันก็ยังมิได้ทำให้เฟิงอี้เข้าสู่ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่5แต่อย่างใด
“มิเพียงพอเช่นนั้นรึ? ถ้างั้นก็เพิ่มอีก”เฟิงอี้เอาผลึกสวรรค์ระดับต่ำออกมาอีกหนึ่งร้อยก้อนหากผู้ใดรู้ว่าเฟิงอี้ใช้ผลึกสวรรค์อย่างสิ้นเปลืองเช่นนี้คงอยากสังหารเฟิงอี้เพื่อแย่งผลึกสวรรค์ไปใช้เองอย่างแน่นอน
และผลึกสวรรค์ระดับต่ำเป็นร้อยก้อนนี้ก็สามารถทำให้ผู้ฝึกตนในระดับกำเนิดเส้นชีพจรสามารถทะลวงระดับได้ง่ายๆอย่างแน่นอนและอาจจักทะลวงถึงระดับกำเนิดปฐพีเลยเสียด้วยซ้ำไปหากผู้อื่นมีผลึกสวรรค์มากมายอย่างกับตัวเฟิงอี้
หลังจากที่เดินทางด้วยความมิรีบร้อนตอนนี้เฟิงอี้สามารถไปถึงเมืองหู่ลู่ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วหากต้องการเพราะความเร็วของเสี่ยวฉุนและตัวเฟิงอี้นั้นเข้าถึงขั้นที่เรียกได้ว่าน่าอัศจรรย์แล้ว
หากจักให้เฟิ้งอี้เร่งความเร็วสูงสุดคงถึงภายในไม่กี่สิบนาทีสัตว์อสูรที่เจอระหว่างทางก็มิกล้าเข้ามาใกล้เฟิงอี้และเสี่ยวฉุนเลยแม้แต่น้อยเพราะส่วนมากพวกมันจักเป็นอัตว์อสูรระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่ 3 หรือ 4 หรือไม่ก็ ขั้นที่ 6 ถึงขั้นที่7เท่านั้น
มิได้มีสัตว์อสูรระดับกำเนิดปฐพีโผล่ออกมาแต่อย่างใด
สวบ! สวบ!
“ถอยออกไปเจ้าพวกคนถ่อย!”เสียงของสตรีดังขึ้นหลายเสียงเฟิงอี้กวาดสัมผัสไปก็พบกับกลุ่มคนที่มีบุรุษหลายสิบคนและมีสตรีอีกสามนางกำลังถูกล้อมรอบเอา
สตรีหนึ่งในสามคนนั้นพวกนางมีผิวพรรณสีเหลืองน้ำผึ้งหนึ่งคนและอีกสองคนผิวขาวราวกับหิมะแม้พวกนางช่างดูแตกต่างกันแต่ทว่าพวกนางมีสิ่งที่คล้ายกันคือความงดงามของพวกนางนั้นมิได้ด้อยไปกว่ากันเลย
“ฮ่าๆ แม่นางทั้งสามพวกเจ้าอย่าขัดขืนเลยจักดีกว่าพวกเราแค่อยากเชิญแม่นางไปดื่มน้ำชาก็เท่านั้น”นี่คือบุรุษใบหน้าค่อนข้างที่จักหล่อเหลามิน้อยแต่ทว่ารอยยิ้มและแววตาของเขากลับชั่วร้ายเป็นอย่างมากอาภรณ์ที่สวมใว่ก็มีสีแดงฉานดั่งโลหิต
“ฮิ ฮิ แม่นางมันเป็นเกียรติของพวกเจ้านะที่ได้มีโอกาสไปดื่มชากับพวกเรากลุ่มโจรมังกรโลหิต”เหล่าบุรุษอาภรณ์สีแดงฉานทั้งหมดต่างกล่าววาจาอวดอ้างชื่อกลุ่มโจรของตนอย่างมิปิดบังพวกมันมิได้อายฟ้าอายดินเลยแม้แต่น้อยในการกระทำความชั่ว
กลุ่มโจรมังกรโลหิตนั้นเป็นกลุ่มโจรที่มีเชื่องเสียงในแถบเมืองหู่ลู่พวกมันมีพลังรบและกำลังที่ซ้อนเร้นที่แข็งแกร่งแม้นักปราบในเมืองหู่ลู่ก็ยังมิอาจกวาดล้างพวกมันไปได้
“มดปลวกเล่นเป็นโจรเช่นนั้นหรือ?”เฟิงอี้มิได้ให้ความสนใจเท่าใดนักจึงได้เมินเฉยแต่ทว่าเส้นทางที่ตัวของเฟิงอี้ผ่านไปก็อยู่ในบริเวณเดียวกับพวกกลุ่มโจรมังกรโลหิตอยู่พอดี
สวบ! สวบ!
“หลีกไปพวกมดปลวก…”เฟิงอี้เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชาเสี่ยวฉุนเองก็มีแววตาไร้อารมณ์เช่นกันมันเดินเหยียบบุรุษคนหนึ่งของกลุ่มโจรมังกรโลหิตกดลงบนพื้นจนพื้นแตกกระจาย
“อั๊ก!”
“บัดซบ! แกเป็นใคร!”กลุ่มโจรมังกรโลหิตต่างตื่นตระหนกที่จู่ๆก็มีสัตว์อสูรตัวใหญ่ยิ่งกว่าช้างตัวเต็มวัยธรรมดาโผล่ออกมาทั้งยังเหยียบคนของพวกมันจนจมพื้นปฐพี!
“…”เฟิงอี้มิได้สนใจเสี่ยวฉุนเองก็เช่นกันมันก้าวเดินผ่านไปในทันทีแม้แต่จักเหลือบมองกลุ่มโจรมังกรโลหิตก็มิเหลือบมอง
“ดะ..เดี๋ยวก่อน! ท่านมิคิดจักช่วยเหลือสามงามเลยหรือ?!”สตรีทั้งสามก็อดตะลึงมิได้แต่ทว่าฉับพลันนั้นพวกนางก็มองเห็นเส้นทางรอดของพวกนางนั่นก็คือเฟิงอี้…พวกนางคาดว่าตอนแรกบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาบนหลังสัตว์อสูรตัวใหญ่จักลงมือช่วยพวกนาง
แต่ทว่าพวกนางจ้องมองไปยังบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาดีๆแล้วกลับพบว่าเขามิได้คิดจักช่วยพวกนางเลยทั้งยังควบสัตว์อสูรเดินหนีไปอย่างหน้าตาเฉย!
“ก็มิใช่กงการอันใดของข้า…”เฟิงอี้เอ่ยเสียงเรียบเขามิได้ยินดีที่จักเป็นวีรบุรุษหนุ่มช่วยสาวงามเลยแม้แต่น้อยเพราะเขามิได้รู้จักกับคนเหล่านี้เสียหน่อยเหตุใดต้องไปจุ้นจ้านมิเข้าเรื่องที่เขาสั่งให้เสี่ยวฉุนทำร้ายไปหนึ่งคนเมื่อครู่ก็เพราะมันขวางเส้นทางอยู่ก็เท่านั้น…
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…