หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 16 ใช้ความสามารถกับเรื่องเล็กน้อย

            หนิงเทียนหยุดนิ่งแล้วจ้องมองดวงหน้าสะสวยของฉินเสี่ยวเยวี่ยที่กำลังโกรธเกรี้ยวก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ที่แท้ท่านก็อยากเชิญข้าไปทานอาหารเย็นหรอกหรือ? เพราะข้าดูแลดอกโบตั๋นให้เป็นอย่างดี ท่านจึงรู้สึกผิดสินะ? เช่นนั้นท่านก็ควรมอบหินวิญญาณให้ข้ามากกว่านี้แล้ว”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยแสยะยิ้มอย่างฉุนเฉียวนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้

            “ศิษย์พี่เจ้าเด็กนี่บังอาจก้อร่อก้อติกท่าน ตีเขาเลย!”

            ศิษย์ฝ่ายในหลายคนกัดฟันด้วยความชิงชังกล้าดีอย่างไรมาเกี้ยวเทพธิดาต่อหน้าพวกเขา? เจ้านี่มันคางคกอยากกินเนื้อหงส์[1]ชัดๆ

            “รังแกดอกโบตั๋นของข้าแล้วยังกล้าพูดจาไร้สาระต่อหน้าข้าอีกเจ้าเตรียมโดนฝังได้เลย!” ในฐานะสาวงามแห่งฝ่ายใน ฉินเสี่ยวเยวี่ยมักจะมีท่วงท่าสง่างามและสูงส่งอยู่เสมอทว่ายามนี้กลับถูกหนิงเทียนทำลายจนหมดสิ้น

            “ศิษย์พี่ โปรดรักษาภาพลักษณ์ของท่านด้วยท่านกำลังแทนคุณด้วยความแค้น...”

            “ยังกล้าเอ่ยวาจาเรื่อยเปื่อยอีกหรือ?ช่างหาเรื่องยิ่งนัก!” ฉินเสี่ยวเยวี่ยเริ่มแสดงใบหน้าน่าเกลียด เจ้าวิปลาสน่าฆ่าให้ตายผู้นี้ทำร้ายดอกโบตั๋นของนางทั้งยังกล้ากล่าวหาว่านางแทนคุณด้วยความแค้นอีก ช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก

            ด้วยการระเบิดพลังฝ่ามือเพียงครั้งเดียวดอกไม้สามดอกก็ปรากฏขึ้นรอบร่างบางคล้ายลำแสงพลังวิญญาณหมุนวนเผยกลิ่นอายของพลังอันน่าสะพรึงกลัว

            ดวงตาของหนิงเทียนเป็นประกายพลังฝ่ามือของฉินเสี่ยวเยวี่ยแข็งแกร่งมากจนเขากระตือรือร้นที่จะลองประชันกับนาง

            ดอกโบตั๋นรอบๆ หมุนตัวอย่างนุ่มนวลคล้ายสายลมโชยมันปรากฏกายต่อหน้าหนิงเทียนราวกับสิ่งลี้ลับ พร้อมกระจายแสงไปทุกทิศทาง

            “หลีกไป!”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยสังเกตเห็นบางอย่างก่อนที่ดอกโบตั๋นจะเข้าขวางจิตใจของนางทั้งหวาดผวาและโกรธเคือง จากนั้นจึงเร่งยั้งพลังทันที

            “หนิงเทียน! แน่จริงเจ้าก็อย่าใช้ดอกโบตั๋นของข้าเป็นโล่กำบังสิ!”

            หนิงเทียนมองฉินเสี่ยวเยวี่ยที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม“ท่านดูสิ ข้าดูแลมันสองวันมันยังรู้จักตอบแทน ไหนเลยจะเหมือนท่านที่แทนคุณด้วยความแค้นช่างเย็นชาเสียจริง”

            “หุบปาก! ห้ามรังแกดอกโบตั๋นของข้าอีกมิฉะนั้นข้าคงไม่อาจปล่อยเจ้าไปได้”

            ทว่าหนิงเทียนหาได้ฟังไม่เขาเอื้อมมือลูบดอกโบตั๋นอย่างอ่อนโยนจนฉินเสี่ยวเยวี่ยแทบคลั่ง

            “เอามือออกไป!”

            “โอ้!ยามท่านโกรธช่างขี้เหร่นัก อันที่จริงโบตั๋นนี้ไม่แย่เลย เพียงแต่วิธีการของท่านนั้นไม่ถูกต้อง”

            หนิงเทียนแสดงสีหน้าเศร้าสร้อยส่วนฉินเสี่ยวเยวี่ยแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

            กล้าว่าข้าขี้เหร่เช่นนี้เจ้าไม่ต้องการมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่?

            “ข้ารู้ว่าท่านไม่พอใจเช่นนั้นเรามาเดิมพันกันเถิด หากข้าชนะ ท่านต้องมอบหินวิญญาณให้ข้าห้าร้อยก้อนแล้วข้าจะบอกวิธีปลูกดอกโบตั๋นที่ถูกต้องแก่ท่าน แต่หากข้าแพ้ท่านไม่จำเป็นต้องมอบหินวิญญาณและข้าจะยังบอกวิธีปลูกดอกโบตั๋นเช่นเดิม”

            “ฝันอยู่หรือ?เจ้าคิดว่ามันง่ายเพียงนั้นเลยหรือ?”

            ไม่เอาหินวิญญาณแล้วก็แล้วไปแต่ช่างเพ้อฝันยิ่งนัก

            “เช่นนั้นข้าเพิ่มให้อีกอย่างหากข้าแพ้ ข้าจะยอมทำทุกอย่างตามแต่ท่านประสงค์ ว่าอย่างไร?”

            “ได้ แต่เจ้าห้ามใช้ดอกโบตั๋นเป็นโล่อีก”

            “ตกลง ไม่มีปัญหา” หนิงเทียนตอบตกลงทันทีจนฉินเสี่ยวเยวี่ยเริ่มสับสนเจ้าเด็กนี่เสียสติไปแล้วหรือ?

            ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกกล้าเดิมพันกับขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสามนี่ไม่ใช่การทรมานตนเองหรือ?

            “ศิษย์พี่ ทุบตีชายไร้ยางอายผู้นี้ให้ตายไปเลย!”

            “ท่านไม่ต้องสนใจพวกเราตีเขาให้ตายไปเสีย”

            ศิษย์ฝ่ายในทั้งหลายตื่นเต้นอย่างมากในที่สุดพวกเขาก็จะได้เห็นเจ้าเด็กเหลือขอผู้นี้ถูกทำร้ายแล้ว

            “เจ้าเป็นผู้ร้องขอเองนะ แล้วอย่ามาโทษข้าเล่า!” ฉินเสี่ยวเยวี่ยรอจนกระทั่งดอกโบตั๋นออกไปพ้นทาง พลันระลอกคลื่นแผ่ขยายจากฝ่ามือรากบ่มเพาะในร่างของนางสั่นสะเทือน ดอกไม้ประหลาดสามดอกกระจายอยู่นอกร่างกลิ่นอายพลังวิญญาณแผ่ซ่าน และเสาแสงทั้งสามต้นก็ปล่อยคลื่นผันผวนน่าสะพรึงกลัว

            ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสามกลืนพลังวิญญาณรวดเร็วกว่าขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าถึงสามสิบเท่าทั้งยังสูงกว่าขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกถึงสามเท่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะได้

            หนิงเทียนยืนนิ่งมองดอกไม้น่าพิศวงรอบกายฉินเสี่ยวเยวี่ยอย่างผ่อนคลายทุกดอกล้วนประจักษ์ชัดผ่านภาพมายา และแสดงถึงประเภทของรากบ่มเพาะในร่างฉินเสี่ยวเยวี่ยซึ่งก็คือดอกโบตั๋นสายพันธุ์หนึ่ง

            หนิงเทียนงอแขนแล้วสะบัดปลายนิ้วกระบี่ปรากฏขึ้นบนเรียวนิ้วของเขาราวกับแสงรุ้งสีฟ้า และฉีกห้วงอากาศให้แหลกสลาย

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยตกตะลึงในใจสัมผัสได้ถึงวิกฤตที่พุ่งเข้ามา

            กระบี่ของหนิงเทียนฟาดลงมาในแนวตั้งราวภูเขาสูงเคลื่อนมาใกล้แม้จะเป็นเพียงคมกระบี่ แต่ก็ให้ความรู้สึกที่หนักหน่วงและรุนแรงอย่างยิ่ง

            พลังวิญญาณในร่างฉินเสี่ยวเยวี่ยพลุ่งพล่านอย่างดุเดือดนางตะโกนเสียงหวานพร้อมเพิ่มพลังฝ่ามือขึ้นสามส่วน แรงกระบี่และแรงมือปะทะกันจนเกิดลมกระโชกแรง

            ดอกไม้ประหลาดสามดอกลอยไปทางด้านขวาของฉินเสี่ยวเยวี่ยจากนั้นก็ผสานกับฝ่ามือของนางและสร้างพลังแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

            “กล้าท้าสู้กับศิษย์พี่ฉินเจ้าเด็กนี่ไม่รอดแน่”

            “ศิษย์พี่ฉินโดดเด่นในหมู่ผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสามครั้งหนึ่งนางเคยเอาชนะผู้อยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสี่เจ้าเด็กหนิงเทียนผู้นี้...”

            ตูม!

            เกิดเสียงดังสนั่นอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน กระแสลมกระโชกแรงจนเกิดเป็นเสียงหอนน่าพิศวง

            หนิงเทียนยืนหยัดอย่างเย่อหยิ่งเสื้อผ้าของเขาปลิวไสว ผมสลวยเปล่งประกายอย่างมีเสน่ห์ท่ามกลางแสงอรุณ

            ทันใดนั้นฉินเสี่ยวเยวี่ยก็ถอยห่างไปสามจั้งหลังจากตั้งหลักได้นางก็ถอยไปอีกเจ็ดก้าว โลหิตแดงฉานค่อยๆ กระเซ็นออกจากปาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตกใจและสยดสยอง

            “ไม่มีทาง! ศิษย์พี่ฉินจะแพ้ได้อย่างไร? ข้าต้องตาฝาดเป็นแน่”

            “ใช่ๆ ตาฝาดแน่นอน! แต่เอ่อ... เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้?”

            เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังดังระงมเหล่าศิษย์ฝ่ายในล้วนตกตะลึงและไม่ยอมรับผลการต่อสู้ครั้งนี้

            ใบหน้าซีดเซียวของฉินเสี่ยวเยวี่ยมีเพียงความตกใจนางรู้ระดับความแข็งแกร่งของตนดี จึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะพ่ายแพ้ต่อขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรก

            “เจ้าอยู่ขอบเขตใดกันแน่?”

            “จิตหยั่งลึกขั้นแรกอย่างไรเล่าเรื่องนี้สามารถปลอมแปลงได้ด้วยหรือ?”

            เมื่อหนิงเทียนขยับมือซ้ายดอกโบตั๋นก็มาปรากฏอยู่ข้างกายเขา พร้อมแกว่งไกวสั่นไหวตามลม

            “หากท่านไม่เชื่อ ท่านจะลองอีกหนก็ย่อมได้”

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยทนขายหน้าต่อคนผู้นี้ไม่ได้ดังนั้น นางจึงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวและแสดงฤทธาของดอกไม้ทั้งสามอีกครา

            “โอ้!ช่างดื้อด้านเสียจริง” หนิงเทียนสีหน้าสิ้นหวัง ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์เริ่มสั่นไหว แผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกเข้าสอดประสานบงกชสีมรกตปรากฏขึ้นในอากาศอันบางเบาที่หยั่งรากในความว่างเปล่า ก่อนจะขยายลงใต้ดินและปล่อยคลื่นพลังลึกลับ

            ฉากเหล่านี้ทำให้บรรดาศิษย์ฝ่ายในที่กำลังเฝ้าดูการต่อสู้เริ่มรู้สึกหวาดกลัวโดยเป็นความกลัวที่ส่งมาจากรากบ่มเพาะในร่างกายพวกเขา

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยประสานมือ พลันดอกไม้ทั้งสามดอกผสานรวมกับการปรับเปลี่ยนหนึ่งร้อยแปดกระบวนท่าซึ่งมีเพียงผู้อยู่ในขอบเขตเดียวกันไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถถอดรหัสหรือจับทางได้

            ความตื่นเต้นในดวงตาของหนิงเทียนลุกโชนดอกโบตั๋นข้างกายเคลื่อนตัวออกโดยอัตโนมัติ เขาก้าวออกไปอย่างรวดเร็วหนึ่งก้าวสองมือประสานไขว้กัน พร้อมเปิดใช้ทักษะทะลวงพันชั้นของยอดเขาหมิงเฟิง

            การเคลื่อนไหวครั้งนี้หนิงเทียนยังใช้ได้แค่การแยกส่วนประกอบท่าขั้นพื้นฐานเท่านั้นแต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการจัดการกระบวนท่าผสานสามผกาของฉินเสี่ยวเยวี่ย

            เขาสามารถรับมือกับการปรับเปลี่ยนหนึ่งร้อยแปดกระบวนท่าของนางได้ทันท่วงทีทันใดนั้นพลังผันผวนที่แม้แต่รากบ่มเพาะยังต้องหวาดหวั่นก็หลั่งไหลเข้าสู่หัวใจของฉินเสี่ยวเยวี่ยอย่างเฉียบพลัน

            หนิงเทียนไม่ได้กระทำสิ่งโหดร้ายแต่อย่างใดเขาเพียงผลักนางถอยหลังไปเก้าก้าว ซึ่งทำให้ดอกไม้สามดอกของนางห่อเหี่ยวและก้มหัวรับความพ่ายแพ้

            “ท่านจะยอมหรือยัง?”หนิงเทียนยิ้มอย่างเริงร่า ทว่ารอยยิ้มแสนสดใสนั้นกลับดูน่ารังเกียจอย่างมากสำหรับฉินเสี่ยวเยวี่ย

            รากบ่มเพาะของนางไม่ได้อ่อนแอแต่เมื่อเผชิญหน้ากับหนิงเทียน มันกลับเผยความกลัวออกมาโดยสัญชาตญาณ

            ฉินเสี่ยวเยวี่ยเปิดแหวนมิติแล้วหยิบหินวิญญาณออกมาสามสิบหกก้อนหินวิญญาณทุกๆ สิบสองก้อนจะควบแน่นเป็นดอกไม้ส่องประกายหมุนรอบร่างนาง พร้อมดูดกลืนพลังฟ้าดินเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ

            “อย่าชะล่าใจให้มากนัก ไว้ข้าตรวจสอบข้อมูลของเจ้าเรียบร้อยเมื่อไรข้าต้องชนะเจ้าได้แน่” ฉินเสี่ยวเยวี่ยกัดฟันพูด ก่อนจะหยิบหินวิญญาณห้าร้อยก้อนมอบให้หนิงเทียนนางจำใจยอมรับความพ่ายแพ้ในครานี้

            “ยินดีทุกเมื่อ” หนิงเทียนไม่โกรธเคืองเลยสักนิดนางผู้นี้คือเศรษฐีนีท่านหนึ่ง

            “น่าเกลียดเกินไปแล้วนี่ไม่สมเหตุสมผลเลย! เหตุใดถึงไม่ฆ่าเจ้าหัวขโมยนั่นเสีย?”

            เมื่อเห็นเทพธิดาพ่ายแพ้อย่างน่าเวทนาจิตใจของเหล่าศิษย์ฝ่ายในก็แตกสลาย

            ก่อนหน้านี้พวกเขาหวังจะให้เทพธิดาสั่งสอนหนิงเทียนให้ตายไปครึ่งหนึ่งแต่ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้

            ทันใดนั้นเสียงระฆังก็ดังหง่างไปทั่วบริเวณฝ่ายในซึ่งดังเจ็ดครั้งติดต่อกัน

            “ระ...เร็วเข้า! รีบไปรวมตัวที่จัตุรัส”

            เหล่าศิษย์ฝ่ายในร้องอุทานผู้บาดเจ็บอย่างฉินเสี่ยวเยวี่ยและหวังเยวี่ยต่างก็รีบวิ่งไปยังจัตุรัสฝ่ายในโดยไม่สนอาการบาดเจ็บของตน

            หนิงเทียนค่อนข้างสับสนเสียงระฆังดังถี่ยิ่งนัก เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นหรือ?

            เขาคิดพลางเปิดดูแหวนมิติของหวังเยวี่ยภายในนั้นมีหินวิญญาณอย่างน้อยสามร้อยก้อน

            หนิงเทียนนำหินทั้งหมดออกมานอกจากนี้ยังหยิบหินวิญญาณกว่าสองร้อยก้อนออกมาจากกำไลหยกหยวน ซึ่งรวมเป็นหนึ่งพันยี่สิบสี่ก้อนแล้วรีบตามฉินเสี่ยวเยวี่ยไปในขณะเดียวกันก็พยายามควบคุมพลังหินเหล่านั้น ก่อนจะพัฒนาไปสู่ทักษะทะลวงพันชั้น

            เมื่อหวังเยวี่ยเห็นเช่นนี้ร่องรอยแห่งความชั่วร้ายก็แวบขึ้นมาในดวงตา

            รอให้ข้าหายดีก่อนเถิดแล้วเราจะได้เห็นดีกัน!

            ทางด้านฉินเสี่ยวเยวี่ย นางกลอกตาใส่หนิงเทียนครั้งหนึ่งคนผู้นี้เยี่ยมยุทธ์เหลือเกิน เหตุใดถึงสามารถดูดซับหินวิญญาณหลายพันก้อนในเวลาเดียวกันเช่นนี้?เขาทนได้อย่างไร?

            หนิงเทียนเดินตามไปอย่างเชื่องช้าหินวิญญาณที่ล่องลอยอยู่รอบกายแปรเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้ หินสองก้อนรวมกันเป็นหนึ่งแล้วผสานกับก้อนอื่นต่อเรื่อยๆเพียงครู่เดียวการหลอมรวมครั้งแรกก็เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว

            ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ของเขาเคลื่อนไหวอย่างดุเดือดแผนที่จิตวิญญาณในเส้นลมปราณแรกเกิดการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งหินวิญญาณห้าร้อยสิบสองก้อนที่อยู่รอบกายก็ถูกดูดกลืนพลังในพริบตา

            ระหว่างการหลอมรวมครั้งที่สองหินวิญญาณหายไปอีกสองร้อยห้าสิบหกก้อน ทักษะทะลวงพันชั้นของเขากำลังก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

            หนึ่งเค่อต่อมาหนิงเทียนก็ถึงจัตุรัสหินวิญญาณนอกร่างหลอมรวมไปสิบครั้งจนกลายเป็นก้อนเดียว ซึ่งช่วยให้เขาดูดซับได้อย่างง่ายดายแต่เขาก็ยังคงคาใจเรื่องรูปแบบของทักษะทะลวงพันชั้นอยู่เล็กน้อย

            จัตุรัสแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากผู้บำเพ็ญมากมายที่มารวมตัวกันล้วนอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึก ซึ่งมีตั้งแต่จิตหยั่งลึกขั้นแรกจนถึงขั้นเก้าทุกอณูโดยรอบอัดแน่นไปด้วยมนุษย์

            “เงียบ!”

            ผู้อาวุโสวัยห้าสิบต้นๆปรากฏตัวขึ้นเหนือจัตุรัส บนผ้าคาดอกปักลวดลายประจำสำนักร้อยบุปผา

            “ที่เรียกทุกคนออกมาอย่างกะทันหันก็เพราะมีเรื่องสำคัญที่ต้องประกาศเมื่อไม่นานมานี้สำนักร้อยบุปผาของเราได้ร่วมมือกับสำนักเชียนเฉ่า สำนักยักษ์พฤกษาและสำนักทะยานเวหาเพื่อบุกเข้าแดนลับท้ายเขา หลังจากผ่านความยากลำบากมามากมายและสูญเสียยอดฝีมือไปหลายคนในที่สุดแดนลับก็เปิดออก ตามข้อตกลงดังกล่าว แดนลับนี้จะถูกแบ่งโดยสำนักทั้งสี่ และจะเปิดเป็นครั้งแรกในอีกสามวันให้หลังซึ่งมีเพียงศิษย์ในขอบเขตจิตหยั่งลึกเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้”

            หลังเงียบไปครู่หนึ่งผู้อาวุโสก็กล่าวต่อ

            “คาดว่าภายในแดนลับมีโอกาสและโชคลาภอยู่มากมาย ทว่าก็ยังมีกลิ่นอายสังหารกระจายอยู่ทุกหนทุกแห่งเพื่อความเป็นธรรม สำนักทั้งสี่จึงจัดสรรศิษย์ฝ่ายในตามสัดส่วนโดยมีการกำหนดจำนวนที่แน่นอนและเนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทางสำนักจึงเปิดให้ลงทะเบียนตามความสมัครใจ แล้วค่อยคัดกรองคุณสมบัติเพื่อกำหนดรายชื่อครั้งสุดท้าย”

            สิ้นคำพูดของท่านอาวุโสทั้งจัตุรัสก็ลุกเป็นไฟทุกคนต่างพูดคุยหารือและพิจารณาว่าตนควรเข้าร่วมหรือไม่

            ดวงตาของหนิงเทียนก็เป็นประกายเช่นกันในแดนลับย่อมมีโอกาสทองรออยู่ อีกทั้งนี่ยังเป็นการเปิดเผยครั้งแรก เขาย่อมต้องอยากเข้าไปสำรวจอยู่แล้วดังนั้น เขาจึงรีบตรงไปยังสำนักงานทะเบียนซึ่งขณะนี้มีผู้คนคับคั่งไปหมด

            สองชั่วยาม[2]ต่อมา

            “เจ้าเพิ่งเข้าฝ่ายในหรือ?”

            “ใช่ ข้าเพิ่งเข้ามาเมื่อสามวันก่อนครานั้นท่านผู้อาวุโสไม่อยู่ กระบวนการบางอย่างจึงล่าช้า”

            “บอกชื่อ อายุ และระดับการบ่มเพาะของเจ้ามา?”

            “หนิงเทียน อายุสิบเจ็ดปีขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรก เช่นนี้หรือ?”

            “มีเส้นลมปราณในร่างกี่เส้น?”

            “เก้าเส้น”

            “อืม... ไม่เลวนี่ตามข้ามา”

            ครึ่งชั่วยามต่อมาหนิงเทียนก็ผ่านการทดสอบต่างๆและกลายเป็นศิษย์ฝ่ายในของสำนักร้อยบุปผาอย่างเป็นทางการ ในที่สุดเขาก็ได้รับการปฏิบัติอย่างที่เขาสมควรได้แล้ว

            ผ่านไปสองวันก็มีการคัดกรองผู้เข้าสำรวจแดนลับซึ่งหนิงเทียนในฐานะผู้มีเส้นลมปราณเก้าเส้นก็ได้รับเลือกเป็นที่เรียบร้อย

    ---------------------------------------

    [1] คางคกอยากกินเนื้อหงส์ (癞蛤蟆想吃天鹅肉) หมายถึง คนที่ไม่รู้จักประมาณตนใฝ่ฝันหาสิ่งที่ไม่มีวันได้ครอบครอง มักใช้เปรียบกับชายหนุ่มที่หน้าตาไม่ดีหรือมีสถานะต่ำต้อยทว่ากลับชอบหญิงสาวหน้าตาสะสวยหรือมีฐานะดีกว่า

    [2] ชั่วยาม (时辰) เป็นการนับเวลาของคนจีนสมัยโบราณ โดย 1 วัน มี 12 ชั่วยาม ดังนั้น 1 ชั่วยาม จึงเท่ากับ 2 ชั่วโมง

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน