ความเดิมตอนที่แล้ว
เดซี่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหลังเฉียดตายในห้อง ICU แม่และเพื่อน ๆ ดีใจราวกับได้รับปาฏิหาริย์ แต่แม้เธอจะกลับมาสู่โลกความจริงแล้ว ในใจกลับยังมีความเศร้าและความโหยหาที่อธิบายไม่ได้ เหมือนมีบางสิ่งสำคัญถูกลืมไว้ในที่ที่เธอจำไม่ได้
-------------------------------------
สองอาทิตย์ผ่านไป
หลังจากฟื้นขึ้นมา ฉันต้องเริ่มทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายที่หลับใหลไปนานกว่าหนึ่งเดือน ่แรกแค่ลุกนั่งเองยังเหนื่อยจนแทบหมดแรง ขยับแขนขาก็เหมือนร่างกายไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป ทุกอย่างเชื่องช้า ฝืน และต้องเริ่มใหม่ั้แ่สิ่งเล็กที่สุด แต่ถึงอย่างนั้น ทุกครั้งที่ฉันพยายามลุกขึ้น แม่กับเพื่อน ๆ ก็มักจะยืนอยู่ไม่ไกล คอยส่งเสียงให้กำลังใจเหมือนฉันกำลังจะลงแข่งอะไรสักอย่าง ทั้งที่จริง ๆ แค่เดินได้ไม่กี่ก้าวก็แทบจะร้องไห้แล้ว
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้คนรอบตัวฉันเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะแม่ เมื่อก่อนแม่เป็คนขี้บ่น บ่นได้ทุกเื่ ั้แ่ฉันตื่นสาย กินข้าวไม่ตรงเวลา ไปจนถึงเื่เล็ก ๆ อย่างลืมปิดไฟในห้อง แต่หลังจากฉันฟื้น แม่แทบไม่บ่นอะไรเลย ท่านดูแลฉันอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว คอยถามว่าเหนื่อยไหม เจ็บตรงไหน อยากกินอะไรหรือเปล่า บางครั้งแค่เห็นฉันไอเบา ๆ แม่ก็รีบเดินเข้ามาจับหน้าผากด้วยสีหน้าใจนฉันต้องจับมือท่านไว้แล้วบอกว่าหนูไม่เป็ไร
ฉันรู้ว่าแม่กลัว กลัวว่าจะเสียฉันไปอีกครั้ง และเพราะรู้แบบนั้น ฉันจึงพยายามยิ้มให้แม่บ่อย ๆ พยายามกินข้าวให้หมด พยายามทำกายภาพให้ดีที่สุด แม้ในบางวันร่างกายจะล้าแทบไม่ไหวก็ตาม อาการของฉันดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทุกคนรอบตัวช่วยกันประคองฉันไว้ แม่คอยดูแลไม่ห่าง บิว มาย แยม และเอมผลัดกันมาเยี่ยมจนห้องพักฟื้นแทบไม่เคยเงียบ บางวันพวกมันก็เอาเื่ตลกในมหาวิทยาลัยมาเล่าให้ฟัง บางวันก็เอาขนมมาล่อให้ฉันกินเยอะ ๆ แล้วพากันบ่นว่าฉันผอมลงจนไม่น่ารักเหมือนเดิม
ฉันหัวเราะกับพวกมันได้
แต่ลึก ๆ ในใจ ยังมีบางอย่างที่เหมือนยังไม่กลับมาพร้อมร่างกายของฉัน
อีกเื่หนึ่งที่ฉันได้รู้หลังจากฟื้น คือคนที่ขับรถชนฉันในวันนั้นเป็คู่สามีภรรยาสูงวัยคู่หนึ่ง พวกเขามาเยี่ยมฉันตลอดั้แ่วันที่ฉันยังนอนอยู่ใน ICU และทันทีที่รู้ว่าฉันฟื้น ทั้งสองก็รีบทิ้งงานมาที่โรงพยาบาลเพื่อมาเยี่ยมและขอโทษฉันด้วยตัวเอง วันที่พวกเขาเข้ามาในห้องพักฟื้น ฉันยังจำสีหน้าของทั้งคู่ได้ดี ผู้หญิงคนนั้นถือช่อดอกไม้ไว้ในมือ ดวงตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาหลายครั้ง ส่วนผู้ชายที่ยืนข้าง ๆ ก้มหน้าต่ำ มือทั้งสองข้างประสานกันแน่นจนเห็นเส้นเืปูดขึ้นตามหลังมือ พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนคนที่มาเพราะหน้าที่หรือกลัวความผิด แต่ดูเหมือนคนที่แบกความเสียใจไว้เต็มอกและไม่รู้ว่าจะวางมันลงตรงไหน
“หนูเดซี่...” ผู้หญิงคนนั้นเรียกฉันเสียงสั่น “ป้าขอโทษนะลูก ขอโทษจริง ๆ”
ฉันมองพวกเขาอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ ส่ายหน้า
“ไม่เป็ไรค่ะ”
ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมองฉันทันที เหมือนไม่คิดว่าจะได้ยินคำนี้ง่าย ๆ
“วันนั้นหนูเองก็ผิดที่วิ่งออกไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ” ฉันพูดตามตรง “หนูไม่โกรธคุณลุงคุณป้าหรอกค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้ออกมาทันที ส่วนผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกันก็ยกมือขึ้นปิดหน้า น้ำตาของเขาไหลลงมาเงียบ ๆ ฉันเห็นแล้วใจอ่อนยวบ ความจริงใจของพวกเขาชัดเจนเสียจนไม่จำเป็ต้องมีคำอธิบายอะไรมากกว่านั้น แม่เองก็ให้อภัยพวกเขาเช่นกัน ตอนแรกฉันคิดว่าแม่อาจจะโกรธ หรืออย่างน้อยก็เสียใจจนไม่อยากพบหน้า แต่แม่กลับบอกฉันทีหลังว่า ตลอดหนึ่งเดือนที่ฉันไม่รู้สึกตัว พวกเขาผลัดกันมาเยี่ยมฉันแทบทุกวัน บางครั้งก็ไปหาแม่ที่บ้าน คอยถามไถ่ ช่วยเหลือ และอยู่เป็เพื่อนแม่ในวันที่แม่แทบยืนไม่ไหว พวกเขาไม่ได้หนี ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ และไม่เคยทำเหมือนเื่นี้เป็เพียงอุบัติเหตุที่อยากให้จบ ๆ ไป
หลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาขอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด และยังขออุปการะฉันเป็ลูกบุญธรรม พวกเขาบอกว่าถูกชะตากับฉันมาก อีกทั้งทั้งสองไม่มีลูก จึงอยากสนับสนุนการเรียนของฉันให้ถึงที่สุด ตอนแรกฉันใจนพูดไม่ออก สำหรับฉัน แค่พวกเขามาขอโทษด้วยความจริงใจและรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่เคยคิดอยากได้อะไรมากมายขนาดนั้น แต่เมื่อเห็นสายตาของพวกเขา เห็นความตั้งใจที่ไม่ใช่เพียงความรู้สึกผิดชั่วครู่ และเมื่อแม่เองก็ไม่ได้ขัดข้อง สุดท้ายฉันจึงมีพ่อแม่บุญธรรมเพิ่มขึ้นมาโดยปริยาย
ชีวิตของฉันหลังฟื้นดูเหมือนค่อย ๆ กลับเข้าที่เข้าทาง หนึ่งเดือนครึ่งผ่านไป ร่างกายของฉันดีขึ้นมากจนสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติ เดินเองได้ กินข้าวได้ หัวเราะกับเพื่อนได้ และเริ่มคิดถึงการกลับไปเรียนเหมือนคนทั่วไป
ติดอยู่เพียงเื่เดียวเท่านั้นที่ยังไม่ปกติ
ั้แ่ฟื้นขึ้นมา ฉันฝันแปลก ๆ แทบทุกคืน
ในฝัน ฉันยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งที่กว้างมาก รอบตัวเหมือนมีแสงสีขาวนวลปกคลุมไปหมด ลมพัดเบา ๆ จนได้ยินเสียงใบไม้ไหวอยู่ไกล ๆ และใต้ต้นไม้ใหญ่ตรงหน้า มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
ฉันมองไม่เห็นหน้าเขาชัดเจน ทุกอย่างพร่าเลือนเหมือนถูกม่านหมอกบาง ๆ กั้นเอาไว้ แต่ฉันรู้ว่าเขากำลังมองมาที่ฉัน เขาหันมายิ้มให้ รอยยิ้มนั้นอบอุ่นอย่างประหลาด อบอุ่นจนหัวใจของฉันเจ็บแปลบขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล
เขายื่นมือมาหาฉัน
และทุกครั้ง ฉันก็จะก้าวเข้าไปหาเขาเหมือนคนถูกดึงดูด เอื้อมมือออกไป อยากจับมือนั้นไว้ให้ทัน อยากถามว่าเขาเป็ใคร อยากบอกว่าอย่าเพิ่งหายไป แต่ปลายนิ้วของฉันไม่เคยแตะถึงเขาเลย เพราะในวินาทีที่ฉันเกือบจะจับมือเขาได้ ร่างของเขาก็จะค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือเพียงความว่างเปล่ากับความเ็ปที่บีบหัวใจจนฉันสะดุ้งตื่นทุกครั้ง
คืนนี้ก็เหมือนกัน
ฉันลืมตาขึ้นมาท่ามกลางความมืดในห้องพัก น้ำตาไหลเปียกหมอนโดยไม่รู้ตัว หัวใจยังเต้นแรงเหมือนเพิ่งวิ่งตามใครบางคนจนสุดแรง แต่สุดท้ายก็ยังคว้าไว้ไม่ได้ ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย มองเพดานห้องเงียบ ๆ
// ทำไมต้องเสียใจขนาดนี้นะ //
เขาเป็ใครกัน
ทำไมรอยยิ้มนั้นถึงคุ้นเคยเหลือเกิน
หลายครั้งฉันพยายามนึกให้ชัดว่าผู้ชายในฝันคือใคร แต่ยิ่งพยายาม ภาพของเขาก็ยิ่งเลือนราง ราวกับความทรงจำนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่มีบางอย่างคอยดึงมันให้ห่างออกไปเสมอ ฉันไม่กล้าบอกแม่ เพราะกลัวท่านจะเป็ห่วง กลัวแม่จะคิดว่าอาการของฉันยังไม่ปกติ หรือกลัวว่าฉันจะเป็อะไรอีกหลังจากเพิ่งฟื้นมาได้ไม่นาน ฉันจึงเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังแทน
และทุกครั้ง พวกมันก็จะตอบเหมือนกันหมด
“แกก็แค่ฝันไป อย่าไปคิดมาก”
ฉันพยายามเชื่อแบบนั้น พยายามบอกตัวเองว่ามันคงเป็แค่ความฝันธรรมดา เป็เศษเสี้ยวของความทรงจำจาก่ที่หลับไปนาน เป็ภาพที่สมองสร้างขึ้นเองหลังจากผ่านเื่หนัก ๆ มา แต่ถ้ามันเป็แค่ความฝันจริง ๆ ทำไมทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา หัวใจของฉันถึงเจ็บเหมือนเพิ่งสูญเสียใครบางคนไปอีกครั้ง
สองเดือนผ่านไป
ฉันย้ายกลับมาอยู่หอที่มหาวิทยาลัยได้สามวันแล้ว เพื่อเตรียมตัวกลับไปเรียน หลังจากหยุดพักรักษาตัวอยู่นานเกินกว่าที่คิดไว้ ตอนกลับมาถึงหอ ฉันยืนมองตึกตรงหน้าอยู่นาน ความรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกหลังหนึ่ง ทั้งคุ้นเคย ทั้งแปลกใหม่ และเหมือนฉันเป็คนเดิมที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
พี่เนย์ เพื่อนร่วมห้องของฉัน ดีใจมากที่ฉันหายดีและกลับมาเรียนได้อีกครั้ง ถึงขั้นทำซูชิของโปรดไว้รอเต็มโต๊ะ
“เดลลลล!”
เสียงลากยาวของพี่เนย์ดังขึ้นั้แ่ฉันยังเปิดประตูไม่ทันสุด เ้าตัววิ่งเข้ามากอดฉันทันทีจนฉันเกือบเซไปข้างหลัง
“พี่เนย์ เบา ๆ ค่ะ เดี๋ยวกระดูกหนูหลุดก่อนกลับไปเรียน”
“โอ๊ย พี่ดีใจนี่นา” พี่เนย์ผละออกมามองฉันั้แ่หัวจรดเท้า ดวงตาคลอเหมือนจะร้องไห้ แต่ก็รีบยิ้มกลบ “ผอมลงเยอะเลยนะเรา แต่ไม่เป็ไร พี่ทำซูชิไว้ให้แล้ว วันนี้ต้องกินให้หมด”
ฉันหัวเราะออกมาเป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน
พี่เนย์เป็รุ่นพี่ต่างคณะที่ฉันสนิทด้วยจากชมรมทำอาหาร ตอนแรกหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่ได้พักห้องเดียวกับเพื่อนสนิทของตัวเอง เหตุผลก็ง่ายมาก หอของมหาวิทยาลัยพักได้ห้องละสองคน แต่แก๊งของฉันมีทั้งหมดห้าคน รวมฉันด้วยแล้วจะหารสองยังไงก็ไม่ลงตัวแน่นอน สุดท้ายฉันจึงอาสาเป็คนหาเพื่อนร่วมห้องคนอื่นเอง แล้วก็ได้มาอยู่กับพี่เนย์นี่แหละ
พี่เนย์เป็คนชอบทำอาหารมาก
แต่ถ้าถามว่าชอบอะไรมากกว่าทำอาหาร คำตอบคงมีอยู่เื่เดียว
นักร้องเกาหลี
หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ พี่เนย์เป็ติ่งเกาหลีตัวจริงเสียงจริง
วันแรกที่ฉันย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ฉันเปิดประตูห้องแล้วแทบชะงัก เพราะผนังห้องเต็มไปด้วยโปสเตอร์ดาราและนักร้องเกาหลี ั้แ่เหนือโต๊ะหนังสือ ข้างตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงหัวเตียง ทุกมุมมีใบหน้าหล่อ ๆ สวย ๆ ของคนที่ฉันไม่รู้จักมองกลับมาเต็มไปหมด ตอนนั้นฉันยืนอึ้งอยู่หน้าประตูจนพี่เนย์หันมาหัวเราะ
“ใเหรอ”
“นิดหน่อยค่ะ” ฉันตอบตามตรง “หนูรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ทั้งห้อง”
พี่เนย์หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มแนะนำทีละคนอย่างภาคภูมิใจ คนนี้วงนั้น คนนี้นักแสดง คนนี้เมนพี่ คนนี้หล่อมากแต่ห้ามแย่ง และอีกหลายชื่อที่ตอนนั้นฉันจำไม่ได้เลยสักคน
ฉันเป็คนที่แทบไม่รู้จักดาราเกาหลีหรือนักร้องเกาหลีเลย แต่พี่เนย์นี่แหละที่ค่อย ๆ เปิดโลกให้ฉันรู้จักทีละนิด เธอเล่าเื่วงต่าง ๆ ให้ฟัง เปิดเพลงให้ฟัง สอนคำเกาหลีง่าย ๆ และบอกเสมอว่าความฝันของเธอคือการได้ไปอยู่เกาหลี หาโอปป้าดี ๆ สักคนเป็แฟน แล้วใช้ชีวิตเหมือนนางเอกซีรีส์
“พี่พูดจริงนะเดล” พี่เนย์เคยบอกฉันขณะนั่งห่อคิมบับอยู่บนพื้นห้อง “สักวันพี่ต้องไปเกาหลีให้ได้”
“ไปเที่ยวเหรอคะ”
“ไปใช้ชีวิตค่ะ” เธอตอบอย่างมั่นใจ “แล้วก็ไปหาโอปป้าด้วย”
ฉันหัวเราะจนเกือบทำไส้คิมบับหก แต่ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ เพราะพี่เนย์ไม่ได้แค่พูดเล่น เธอเรียนภาษาเกาหลีด้วยตัวเองจริง ๆ จดคำศัพท์เต็มสมุด ดูรายการ ฟังเพลง และฝึกออกเสียงซ้ำ ๆ จนฉันรู้สึกว่าเธอเป็คนที่มีความฝันชัดเจนมากคนหนึ่ง
และเพราะพี่เนย์ ฉันจึงเริ่มรู้จักอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับเกาหลีมากขึ้น ทั้งอาหาร ภาษา เพลง ซีรีส์ และโลกของศิลปินที่ฉันไม่เคยสนใจมาก่อน ตอนนั้นฉันยังไม่รู้เลยว่า โลกที่พี่เนย์ค่อย ๆ เปิดให้ฉันเห็น จะพาฉันเข้าใกล้บางสิ่งที่หัวใจของฉันเฝ้าตามหาโดยไม่รู้ตัว