บทที่ 59 วงล้อมที่ปิดตาย
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาสายฝนที่โปรยปรายก็เริ่มทวีความอันตรายหยั่งกับพายุเข็ม หยดน้ำฝนมานาที่ตกลงมาราวกับกระสุนขนาดเล็กเริ่มเจาะทะลุผิวหนังของมอนสเตอร์ตัวที่อ่อนแอ
แม้แต่ตัวผมเองยังรู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้งที่มันกระทบผิว
สถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้กลับกลายเป็นโอกาสเมื่อมอนสเตอร์ส่วนใหญ่พากันหนีไปหาที่ซ่อนเปิดทางให้พวกเราได้กลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง
ผมลองสังเกตวิธีรับมือกับ ฝนมานาของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป
เทส และคิม เลือกที่จะใช้พลังจิตกั้นพื้นที่ไม่ให้หยดฝนสัมผัสโดนตัวเลย โดยคอยดูแลให้ลิลลี่อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลาเพื่อหลบฝน
ส่วนเควินก็ใช้พลังคอยสะท้อนพวกมันออกไปอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านแฮดวินยังดูสบายดีเขายังคงปล่อยให้ฝนตกลงมาโดนตัวตามปกติ แต่ทันทีที่หยดน้ำเข้าสู่ระยะประชิดมานาที่แฝงอยู่กลับมลายหายไปในพริบตา
พวกมันหยุดเปล่งแสงและกลายเป็นเพียงหยดน้ำธรรมดาที่ไร้พิษสงก่อนจะตกลงมาซึ่งนั่นทำให้คนอีกสองสามคนรีบเข้าไปเบียดเสียดใกล้ๆ เขาเพื่อขออาศัยบารมีนี้ด้วย
ขณะที่มายาเคลื่อนที่ไปมาอย่างคล่องแคล่วภายใต้เกราะมานาที่ดูแข็งแกร่งกว่าเดิมจนคลุมมิดถึงศีรษะดูเหมือนฝนที่แหลมคมจะทำอะไรเธอไม่ได้เลยเช่นกัน
ส่วนโชอี้และอิซาเบลล่าน้องสาวของเธอทั้งคู่ยืนอยู่ภายใต้สิ่งที่ผมขอเรียกว่า ร่มเพลิงสีส้มแม้รัศมีของมันจะไม่กว้างนักแต่มันก็แผ่ความร้อนจนระเหยหยดน้ำทุกหยดที่พุ่งเข้าใกล้จนกลายเป็นไอไปหมดสิ้น
ส่วนผมน่ะเหรอ?
ผมใช้จังหวะนี้ในการฝึกฝนทักษะ อาวุธมานาของตัวเองควบคู่ไปกับการเดินเท้า
แม้ความทนทานของมันจะยังห่างไกลจากเกราะมานาของมายาจนมีบางจุดที่เริ่มแตกร้าวให้เห็นบ้างแต่ผมก็รีบเค้นมานาซ่อมแซมมันกลับมาได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้มันพอใช้ต้านทานสายฝนนี้ได้
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป การสิ้นเปลืองมานาจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อต่อต้านหยาดฝนเริ่มกลายเป็นภาระหนักพวกเราจึงตัดสินใจมุ่งหน้ากลับไปยังถ้ำเดิมที่เคยปักหลักก่อนหน้านี้โดยมีแฮดวินที่ชำนาญทางเป็นคนนำขบวน
พอมองดูสภาพกลุ่มตอนนี้แล้วมันก็น่าขำ
กลุ่มคนที่พร้อมจะขย้ำคอซ้ำเติมกันได้ทุกเมื่อหากมีโอกาสกลับต้องมาเดินเกาะกลุ่มกันต้อยๆเพียงเพื่อหวังจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกสักนิด มันตลกสิ้นดี
ถ้าถามหาความเชื่อใจนะเหรอ?
มันคืออะไรล่ะ กินได้ไหม?
ของแบบนั้นมันไม่มีอยู่จริงในโลกเฮงซวยนี่หรอก
ส่วนมิตรภาพงั้นเหรอ?
มันช่วยให้เราฆ่าเจ้าหมีเถ้าถ่านที่ทุกคนหวาดกลัวนักหนาได้หรือเปล่า?
การร่วมมือกันครั้งนี้ก็แค่เรื่องผลประโยชน์ผมใช้พวกเขา และพวกเขาก็ใช้ผมเหมือนกัน ผมรู้ดีที่สุด
พวกเราขยับเข้าใกล้ถ้ำมากขึ้นทุกทีมอนสเตอร์เริ่มบางตาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ
สายฝนที่เคยโหมกระหน่ำเริ่มซาเม็ดลงทว่าความเบาบางนั้นกลับซ่อนเขี้ยวเล็บที่แหลมคมยิ่งกว่าเดิมเพราะมานาที่อัดแน่นอยู่ในหยดน้ำแต่ละหยดทวีความรุนแรงขึ้นจนน่าขนลุก
ผมตัดสินใจหยุดฝึกทักษะอาวุธมานาแล้วเปลี่ยนมาดูดซับพลังงานจลน์จากหยดน้ำฝนที่ร่วงหล่นลงมาแทนผมไม่ได้หยุดยั้งมันจนนิ่งสนิทแค่ลดแรงกระแทกของมันลงพอที่จะไม่ให้ผิวหนังฉีกขาดเท่านั้น
แฮดวินที่แบกรับภาระกางขอบเขตต้านทานฝนมานาให้คนในกลุ่มเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าเขาหลุดเสียงครางด้วยความเหนื่อยหอบอย่างห้ามไม่ได้ก่อนจะถูกบีบคั้นให้ต้องลดรัศมีพลังป้องกันลงเพื่อรักษาชีวิตตนเอง
จังหวะนั้นเอง เจคอบเจ้าหน้าที่รถไฟที่ยืนรั้งท้ายอยู่ตรงขอบวงพอดีพลันหลุดออกไปนอกพื้นที่คุ้มครองในเสี้ยววินาทีที่ม่านพลังหดตัวลง
ฝนมานาพุ่งเข้าใส่เขาด้วยพลังทำลายล้างเต็มพิกัดม่านพลังป้องกันส่วนตัวของเขาปรากฏขึ้นวูบหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตแต่มันกลับถูกฉีกกระชากหายไปราวกับแผ่นกระดาษที่โดนพายุพัด
หยดน้ำฝนที่ส่องประกายสวยงาม นับร้อยพุ่งทะลุร่างของเขาไปราวกับเข็มเหล็กที่แหลมคมมันฉีกกระชากเนื้อเยื่อและกระดูกของเขาจนแหลกเหลวในพริบตาเดียว
ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องที่หลุดลอดออกมาจากปากมีเพียงเสียงเนื้อที่ถูกถลุงจนเป็นรูพรุนก่อนจะทรุดฮวบลงกับพื้น
แฮดวินไม่ได้หยุดเดินด้วยซ้ำเขาแค่เหลือบมองร่างที่ไร้วิญญาณนั่นเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงทิ้งให้สายฝนเปลี่ยนร่างของเจคอบให้กลายเป็นเพียงกองเนื้อและเลือดที่น่าสยดสยองอยู่เบื้องหลัง
ผมไม่ได้ประหลาดใจในความเย็นชาของเขาเลยสักนิด
ก็อย่างที่บอกทุกคนในโลกนี้มันจอมปลอมทั้งนั้น ในวินาทีที่ความตายมาเยือนสิ่งเดียวที่มนุษย์จะทำคือการตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดโดยไม่สนว่าใครจะตาย นี่คือความจริงแท้ที่เปลี่ยนไม่ได้
"ตาลุงเฮงซวย...แกมันจอมปลอมสิ้นดี"
ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาต
พวกเราพากันอพยพเข้าไปในถ้ำแต่เมื่อเวลาผ่านไป ฝนมานากลับเริ่มกัดเซาะและเจาะทะลุชั้นหินเข้ามาได้จนน่ากลัว
พวกเราที่เหลืออยู่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้พละกำลังเท่าที่มีช่วยกันขุดเจาะหน้าผาให้ลึกลงไปอีกเพื่อสร้างที่กำบังที่มั่นคงพอ
เป็นไปอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด
ระบบฝึกสอนระดับนรกนี้ไม่เคยมีความคิดที่จะใจดีกับเราเลยแม้แต่นิดเดียวมันตั้งใจบีบคั้นพวกเราให้ถึงขีดสุด คอยคัดกรองคนอ่อนแอทิ้งไปอย่างเลือดเย็นราวกับการหยิบปลาเน่าออกจากตะกร้าโดยไม่แยแส
อย่างที่ผมเคยสาบานเอาไว้
ไอ้เฮงซวยตัวไหนก็ตามที่ออกแบบระบบนี้ขึ้นมาสักวันหนึ่งมันจะต้องได้ชดใช้อย่างสาสมแน่นอน!
ชั่วโมงแห่งความหวาดหวั่นผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าและหลังจากที่รู้สึกเหมือนติดอยู่ในขุมนรกชั่วนิรันดร์ ในที่สุดสายฝนก็หยุดนิ่งดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงกลับมาปรากฏบนท้องฟ้าอีกครั้ง
ทุกอย่างเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาเดียวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกดสวิตช์สั่งปิดพายุแต่มันกลับทิ้งรอยแผลเป็นแห่งความเงียบที่น่าขนลุกเอาไว้
มันทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจไปถึงขั้วหัวใจ...เป็นความหวาดระแวงที่รุนแรงยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับหมีเถ้าถ่านหรือฝนเพชฌฆาตนั่นเสียอีก
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างอืดอาดแต่ยังคงไร้วี่แววของมอนสเตอร์
หนึ่งชั่วโมง... สองชั่วโมง...สามชั่วโมงผ่านไป...
ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้หลุดออกมาจากผืนป่าเบื้องหน้า
ความเงียบงันเริ่มกัดกินขวัญกำลังใจของผู้คนจนบางคนเริ่มหลุดตะโกนด่าทอใส่กันเพราะความตึงเครียดถึงขีดสุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวแรงหรือเสียพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์
ทุกคนต่างนิ่งเงียบ เตรียมพร้อมรับมือกับบางสิ่งที่กำลังคืบคลานเข้ามา เพราะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ...
มันเป็นเพียงความสงบก่อนที่พายุลูกใหญ่กว่าจะซัดเข้าหาเราเท่านั้นเอง
หลังจากเฝ้ารออยู่นานแต่ยังไร้วี่แววของมอนสเตอร์พวกเราจึงตัดสินใจขุดเจาะผนังถ้ำให้ลึกลงไปอีก
มายาและผมใช้ทักษะควบแน่นมานา สร้างเครื่องมือที่มีรูปร่างคล้ายพลั่วขึ้นมา
เทสกับคิมก็ช่วยกันฉีกกระชากก้อนหินออกจากผนังถ้ำอย่างแข็งขันโดยมีเควินคอยกำจัดหินก้อนใหญ่ด้วยการจุดระเบิดมานาเป็นระยะ ส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็ช่วยกันลำเลียงเศษหินออกไปข้างนอก
แล้วเจ้าหมานั่นล่ะ?
มันยังคงวนเวียนอยู่ข้างกายผมไม่ห่างแม้แต่ตอนที่ฝนเพชฌฆาตกระหน่ำลงมา มันก็คอยหลบอยู่ใกล้ๆ เทสหรือไม่ก็คิมเสมอและตอนนี้มันกำลังใช้ระยางมานาสีม่วงของมันหยิบเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยออกไปทิ้งอย่างรู้งาน
หลังจากขุดถ้ำไปได้พักใหญ่ทักษะการรับรู้มานา ก็เริ่มบ่งชี้ว่าพายุฝนเพชฌฆาตคงไม่หวนกลับมาอีกแล้วเพราะความหนาแน่นของมานาบนชั้นบรรยากาศที่เคยปั่นป่วนก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว
ทว่าสิ่งที่เข้ามาแทนกลับน่ากังวลยิ่งกว่า
ผมสัมผัสได้ถึงสัญญาณมานานับร้อย ไม่สินับพัน ที่กำลังเคลื่อนที่บีบวงล้อมเข้าหาถ้ำแห่งนี้อย่างช้าๆ
ผมไม่อยากถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในอุโมงค์ที่เพิ่งขุดจึงตัดสินใจเดินย้อนกลับมาที่ปากถ้ำแต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับตอกย้ำความจริงที่ว่า ไม่มีที่ให้หนีอีกต่อไปแล้ว
มอนสเตอร์เรือนพันยืนตระหง่านล้อมรอบพวกเราไว้ทุกทิศทางทั้งหมาป่า กอบลิน โทรลล์ แมงมุม และหมีวายุ
พวกมันทุกตัวต่างเงียบกริบไร้ซึ่งเสียงคำรามใดๆเพียงแค่ยืนนิ่งเป็นวงกลมขนาดใหญ่และจับจ้องมาที่พวกเราเป็นตาเดียว
เทสถึงกับยอมเลิกใช้ทักษะตาทิพย์ ของเธอเธอบอกด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่าภาพที่เห็นผ่านตาทิพย์นั้นมันน่าสยดสยองเกินกว่าจะทนมองได้
แต่ไม่รู้ทำไมทั้งที่สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต ผมกลับรู้สึกสงบลงอย่างประหลาดทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่สภาวะ สมาธิ ขั้นลึกเลยด้วยซ้ำ
หากพิจารณาจากวงล้อมที่บีบกระชับเข้ามาทุกทิศทางถูกปิดตายจนไม่เหลือช่องว่างแม้เพียงนิดให้หนีรอดไปได้ดูเหมือนว่าตอนนี้ทางเลือกของพวกเราจะเหลือเพียงสองทางเท่านั้น
ไม่ลุกขึ้นสู้จนตัวตาย ก็แค่หมอบ รอความตายอยู่ตรงนี้ช่างเป็นระบบฝึกสอนระดับนรกที่ห่วยแตกไร้ที่ติจริงๆ!
ผมสัมผัสถึงกระแสมานาของโชอี้ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าเธอแล้วยิงคำถามเข้าประเด็นทันที
"เธอควบคุมพวกมันได้กี่ตัว?"
โชอี้ส่งคลื่นมานาออกไปสำรวจฝั่งมอนสเตอร์อีกครั้งด้วยแววตาเคร่งเครียด
"อย่างมากก็สามสิบตัวแต่ต้องเป็นพวกเลเวลต่ำๆ เท่านั้นนะ... ถ้าเจอตัวที่แข็งแกร่งหน่อยฉันคงคุมได้แค่สองถึงสามตัว"
ตัวเลขนั้นยังห่างไกลจากคำว่าพออยู่มากแต่มันก็ดีที่สุดเท่าที่มี
"เอาล่ะ เทส คิมพวกนายโจมตีทันทีที่พวกมันเริ่มขยับใช้หินที่เราขุดออกมาจากอุโมงค์นั่นแหละเป็นกระสุน"
ผมเริ่มสั่งการอย่างรวดเร็ว
"โชอี้เธอเล็งคุมพวกโทรลล์แล้วสั่งให้มันคลั่งใส่พวกเดียวกันเอง ส่วนน้องสาวเธอ...เผาพวกมันให้วอดทันทีที่เข้าระยะ แล้วเทสหลังจากนั้นเธอค่อยใช้ซากศพที่ติดไฟพวกนั้นขว้างซ้ำใส่ตัวอื่น"
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆคราวนี้ไม่มีใครเอ่ยคัดค้าน ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผมและผมก็จ้องกลับทุกคนอย่างไม่ลดละเพื่อย้ำเตือนถึงสถานการณ์
"เมื่อพวกมันประชิดตัวเราทุกคนต้องออกไปสู้ คนเดียวที่จะอยู่แนวหลังคือลิลลี่"
ใช่... ผมยังคงเห็นแก่ตัวเหมือนเดิมผมต้องการลิลลี่เพื่อทวงแขนของผมคืนมาเพราะฉะนั้นผมจะทำทุกทางเพื่อปกป้องเธอไว้ให้ได้
ไม่มีใครบ่นอะไรออกมาอาจจะเป็นเพราะพวกเขาไม่ใส่ใจในความลำเอียงของผม หรือไม่ก็คงคิดเห็นตรงกันว่ามันคงโง่สิ้นดีถ้าจะปล่อยให้ฮีลเลอร์เพียงคนเดียวต้องมาตายไปในสถานการณ์แบบนี้
หลังจากสิ้นคำสั่งทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจมอนสเตอร์นับพันยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นกระชับวงล้อมกดดันพวกเราด้วยสายตาหิวกระหายที่จ้องเขม็งมาจากความมืด
สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้ คือการรอ...