“จิ๊ ยังคงไล่ตามมาตามคาด เพียงแต่ข้าประเมินระดับความเร็วของพวกเจ้าต่ำไปเสียแล้ว...”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อแค่นเสียงหัวเราะ หันหลังกลับมาพร้อมกับแกว่งหีบภายในมือ
“ไม่ต้องซ่อนแล้ว ข้างหน้าคือพื้นที่ราบ ไม่ว่าผู้ใดล้วนไม่มีที่ให้หลบ พวกเรามาพูดคุยกันดีๆ ที่นี่ดีหรือไม่?”
“นึกมิถึงว่าหัวหน้ากิลด์จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อจะกล้าสังหารคนเพื่อชิงทรัพย์ หากถูกแพร่งพรายออกไป เกรงว่าชื่อเสียงของกิลด์ทหารรับจ้างคงได้หดหายไปหมดเสียแล้ว”
โม่จ้านผิวปาก เดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“นอกจากนั้นขบวนใหญ่ยังถูกทิ้งเอาไว้ภายในตรอกขี้เถ้า หากวันพรุ่งเหล่าทหารรับจ้างตื่นขึ้นมาและพบว่าลูกพี่นี้ไปแล้ว เกรงว่าทั้งกิลด์คงจะจบสิ้นแล้วจริงๆ”
“คิดจะใช้วาจาหยั่งเชิงข้าย่อมไม่เป็นผล โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าไล่ตามมาเช่นนี้ ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้เรื่องอันใดสักอย่าง”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อคลี่ยิ้มพลางยกมือขึ้น ใช้ข้อนิ้วมือหนาลูบหนวดเคราตามความเคยชิน
“เช่นนั้น เจ้ามาเพื่อขอแบ่งน้ำแกง หรือมานำเจ้าของสิ่งนี้กลับไปแทนซีนั่ว?”
“นั่นขึ้นอยู่กับว่าความจริงใจของท่านหัวหน้ากิลด์จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อจะเติมเต็มความกระหายของข้าได้หรือไม่เสียแล้ว”
โม่จ้านเลิกคิ้ว ตามด้วยชูสามนิ้วออกไป
“ข้อแรก บอกข้ามาว่าภายในนั้นคือสิ่งใด ข้อสอง ต้องแบ่งข้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ข้อสาม บอกข้ามาว่าเจ้าเอามันมาได้อย่างไร”
“...เจ้าไม่คิดว่าเงื่อนไขของเจ้ามากเกินไปหน่อยหรือ โม่เจ๋อเอ่อร์?”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเริ่มขมวดคิ้ว รอยยิ้มการค้าที่มักใช้ในยามหารือธุรกิจพลันเริ่มประคองต่อไปมิไหวเสียแล้ว
“อย่างน้อยๆ ข้าก็เป็นหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างราชาปีศาจ การต่อรองในระดับเดียวกันไม่นับว่าเกินสมควรกระมัง”
โม่จ้านยักไหล่ราวกับไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าตนได้เอ่ยชื่อที่น่าอับอายนี้ออกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเสียแล้ว
“...อืม...กล่าวมาเช่นนี้นับว่ามิผิด”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อก้มหน้าลง แสร้งทำเป็นครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น ภายในดวงตาหรี่เล็กลงมีประกายโหดเหี้ยมวูบผ่าน
“เพียงแต่ ข้าเองก็จนปัญญากับคำถามข้อแรกของเจ้าเช่นกัน เพราะข้ารู้เพียงราคาของมันเท่านั้น ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใด”
....ห๋า? จะล้อข้าเล่นเช่นนี้หรือ?
โม่จ้านแค่นหัวเราะในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับฉายแววไม่แยแสยิ่งนัก แบมือทั้งสองข้างอย่างมินึกใส่ใจ
“เหอะ เช่นนั้นก็ควรบอกข้าว่ามันราคาเท่าใดกระมัง? ซีนั่วปกป้องอย่างดีเพียงนั้น นึกมิถึงว่าเจ้าจะขโมยไปโดยมิทันรู้เนื้อรู้ตัว ผู้น้อยใคร่รู้ยิ่งนัก”
“หากข้ากล่าวว่ามีค่าเท่ากับหนึ่งบรรดาศักดิ์เอิร์ล เจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
ครั้นเห็นโม่จ้านมิอาจควบคุมสีหน้าตกตะลึง จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเผยรอยยิ้มบางอย่างถูกเวลา
“ในฐานะที่ข้าจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเป็นหัวหน้ากิลด์ทหารรับจ้าง บรรดาศักดิ์ได้เทียบเท่าดยุคแล้ว หากเจ้ายินดี เช่นนั้นเจ้าก็รับบรรดาศักดิ์เอิร์ลไป ข้าขอเพียงเงินเป็นพอ”
“อืม..ฟังดูมิเลว เพียงแต่ข้าขอถามสักหน่อยได้หรือไม่ว่าเป็นบรรดาศักดิ์ของอาณาจักรใด?”
แววตาของโม่จ้านแปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อน ราวกับถูกโน้มน้าวจนหวั่นไหวเสียแล้ว
“บรรดาศักดิ์นอกสันตะสำนักของอาณาจักรไหลเต๋อ นั่นเป็นถึงตำแหน่งที่แม้แต่เงินหนึ่งล้านเหรียญทองก็ยังซื้อมิได้”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อผายมือทั้งสองข้างออก บนใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“นั่นคืออาณาจักรที่เป็นตัวแทนของความมั่นคง ความสมบูรณ์ และความแข็งแกร่ง สำหรับอัศวินทุกคนแล้ว บรรดาศักดิ์และที่ดินศักดินาล้วนแต่เป็นสิ่งที่มิอาจเอื้อมถึง ข้ามิอาจละทิ้งกิลด์ ยินดีจะส่งมอบมันให้กับเจ้า”
ดวงตาของโม่จ้านเป็นประกาย เผยสีหน้ารีบร้อนขณะเดินเข้าไปหาจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ จี๋เอ่อร์ป๋อเท่ออ้าแขนราวกับต้องการมอบหนึ่งอ้อมกอดให้กับเด็กหนุ่ม เพียงแต่ในจังหวะที่ทั้งสองร่างจวนจะสัมผัสกัน สายฟ้าที่ไม่นับว่าสะดุดตาหลายสายพลันเปล่งเสียงคำรามเสียดหู ลูกธนูเปล่งแสงลานตาหลายดอกพุ่งตรงมาทางแผ่นหลังของโม่จ้าน ทันใดนั้นพลันปักลงกลางสันหลังอันไร้ซึ่งการป้องกันของเด็กหนุ่ม
“เกิดอันใด-----อึกอ๊ากกกก!!!”
ภายในชั่วเสี้ยววินาที ม้วนคัมภีร์บนลูกธนูพลันเผยประกายแสงแยงตายิ่งกว่าเก่า เสียงดังระเบิดของสายฟ้าล้อมรอบกายโม่จ้าน โจมตีเด็กหนุ่มที่สวมใส่เพียงอาภรณ์ชั้นบางจนถึงกับร้องเสียงโหยหวน จวบจนกระทั่งโม่จ้านหมดสติล้มลงบนพื้น ประกายสายฟ้าบนกายยังคงไม่สลายหายไป ร่างกายแข็งแรงกำยำยังคงชักกระตุกด้วยความเจ็บปวด
“นายท่านโม่เจ๋อเอ่อร์---!!!”
มังกรกึ่งมนุษย์ที่มิอาจอดกลั้นอีกต่อไปกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ รีบวิ่งเข้ามาด้านหน้าทั้งสีหน้าหวาดหวั่นอย่างรวดเร็ว จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อยกยิ้มร้าย เคลื่อนกายเฉียดผ่านโม่จ้านที่ทั่วทั้งร่างถูกโอบล้อมด้วยประกายสายฟ้าจนล้มลงกับพื้นด้วยความว่องไว ท่อนขาที่ราวกับเสริมสปริงดีดกายไปยังด้านข้างของมังกรกึ่งมนุษย์ภายในเสี้ยววินาที หนึ่งหมัดชกลงบนหน้าท้องนุ่มของซีนั่วอย่างพอดิบพอดี
มังกรกึ่งมนุษย์ส่งเสียงอื้ออึงในลำคอ ถูกหนึ่งหมัดรุนแรงนี้ชกจนลอยกระเด็นออกไปไกลกว่าสามเมตรและกลิ้งตัวอยู่บนพื้นหลายตลบอย่างจนตรอก ซีนั่วกุมหน้าท้องพลางร้องครวญด้วยความเจ็บปวด พยายามฝืนยันตัวขึ้นมาอีกครั้ง ทว่ากลับถูกจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อที่เข้าประจำตำแหน่งตั้งแต่ต้นง้างหนึ่งฝ่าเท้าถีบกระเด็นอัดต้นไม้จนคทาสั้นร่วงหล่นลงจากมือ
“อั่ก---!!! แค่กๆ...แค่กๆๆ...อ๊ากกก!!!”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อใช้การต่อสู้ทางร่างกายอีกครั้ง อ้อมไปอยู่ข้างกายซีนั่วภายในชั่วเสี้ยววินาที หัวเข่าแกร่งกดแผ่นหลังมังกรกึ่งมนุษย์เอาไว้ ใช้น้ำหนักร่างกายปิดกั้นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ท้ายทอยของมังกรกึ่งมนุษย์ถูกฝ่ามือและข้อนิ้วหนาบีบไว้ จัดการกดลงกับพื้นอย่างแน่นหนาเสียจนมิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย
“ฮ่าๆๆๆๆ ข้ารู้อยู่แล้ว....”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น มือซ้ายบีบข้อมือของซีนั่ว ออกแรงฝืนดึงไปด้านหลังเสียงดัง ‘กร๊อบ’ จัดการจำกัดความสามารถในการต่อต้านของอีกฝ่ายได้อย่างสิ้นเชิง
“...พวกเจ้าสองคนร่วมมือกันมาตั้งแต่ต้น อย่าได้คิดว่ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้จักส่งคนสอดแนม”
ซีนั่วกัดฟันลอบออกแรง ทว่ายังคงมิอาจดิ้นรนขัดขืน --- ทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อนับได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดินใหญ่ เมื่อถูกนักรบผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งกดเอาไว้ คล้ายกับแทบจะไม่มีโอกาสพลิกวิกฤตแม้แต่น้อย --- ไม้คทาอันเป็น ‘ชีวิตที่สอง’ ของจอมเวทกลิ้งตกไปอยู่ด้านข้าง นั่นหมายความว่าเมื่อมังกรกึ่งมนุษย์ไม่อาจใช้ไม้คทาเป็นสื่อกลางควบคุมพลังเวทก็เท่ากับไร้ความสามารถในการโต้กลับ
“จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ แท้จริงแล้วเจ้าเปิดหีบได้อย่างไร..อื้ออึกอือ!!”
“หีบใบแรกถูกแยกชิ้นส่วนไปแล้ว หีบใบที่สองพวกเจ้าได้ไปแล้ว หากข้าจะมีหีบใบที่สามก็นับเป็นเรื่องปกติมากมิใช่หรือ”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อผู้ยกยิ้มบางเขี่ยแขนผอมบางซ้ายขวาของซีนั่วตามอำเภอใจมิต่างกับกำลังไล่นิ้วผ่านอาวุธ มังกรกึ่งมนุษย์เจ็บปวดเสียจนร้องโหยหวนออกมา แผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ
“สัญชาตญาณการระแวดระวังของท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่วสูงมากนัก เพียงแต่ยังขาดการตรึกตรองอยู่บ้าง ยาสลบที่ออกฤทธิ์เพียงกับเผ่าสัตว์กลายร่างและกึ่งมนุษย์มีน้อยนัก กระนั้นก็มิได้หมายความว่าข้าจะหามาไม่ได้”
“อันใดนะ?! ยาเช่นนั้นมีเพียงสันตะสำนัก---- อึกอ๊ากกก!!!”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อปลดสายโลหะทำขึ้นพิเศษที่พันอยู่รอบเอวออกมา จัดการมัดซีนั่วอย่างแน่นหนาภายในเวลาอันรวดเร็ว จากนั้นยกรองเท้าหนักอึ้งเหยียบลงบนข้อเท้าของมังกรกึ่งมนุษย์อย่างแรง
“เห็นที่เจ้าจะรู้ดีไม่น้อย ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว...”
น้ำเสียงของลุงใหญ่ไว้หนวดเคราเจือเสียงหัวเราะ ทว่าแต่ละคำพูดกลับเจือไอเย็นยะเยือกถึงกระดูก ทำให้มังกรกึ่งมนุษย์รู้สึกราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง
“เจ้าเรียกโม่เจ๋อเอ่อร์ว่า ‘นายท่าน’ ? จิ๊ๆๆ เห็นทีหากจับเป็นพวกเจ้าส่งไปให้สันตะสำนักคงจะได้รางวัลเป็นจำนวนมิน้อยทีเดียว....”
“เจ้านี่มีศักยภาพในการต่อสู้ระยะประชิดอย่างมาก อีกทั้งยังคล้ายจะรู้วิชาเวทอยู่ไม่ต่างกับข้า นอกเสียจากลอบโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวก็ไม่มีวิธีดีๆ อื่นอีกแล้ว”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อผลักซีนั่วซึ่งไร้เรี่ยวแรงต่อต้านไปด้านข้าง หยัดกายลุกขึ้นเดินไปทางโม่จ้านที่หมดสติก่อนออกแรงเตะสองครั้ง เมื่อเห็นว่าโม่จ้านสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อยกยิ้มหยามเหยียด จับมือทั้งสองข้างของโม่จ้านมาไพล่หลัง มือข้างขวายื่นออกไปยังลวดโลหะข้างเอวอีกครั้ง
“จุดอ่อนของโม่เจ๋อเอ่อร์คือการป้องกัน หากไม่สามารถชนะด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว ยิ่งถ่วงเวลามากเท่าใด เขาก็จะยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น"