เช้าวันนั้น เมืองดูสงบเกินไป
ไม่ใช่ความสงบหลังพายุ
แต่เป็นความสงบแบบที่เหมือนทุกคน “รออะไรบางอย่าง” อยู่พร้อมกัน
ร้านค้าเปิดตามปกติ
คนเดินทำงาน
เสียงค้อน เสียงล้อ เสียงตะโกนขายของยังดัง
แต่จังหวะมันไม่ต่อกัน
ลู่เฉินเดินผ่านตรอกที่คุ้นเคย
ฝ่าเท้ากระแทกพื้น
เสียงสะท้อนกลับมา
แรงส่งยังครบ
โลกยังรับเขาอยู่
นั่นไม่ใช่ข่าวดี
ชายสองคนยืนรออยู่ใต้เงาหลังคาไม้
ไม่แต่งตัวสะดุดตา
ไม่ถืออาวุธ
ท่ายืนไม่ตึง ไม่หลวม
เป็นท่าของคนที่ “คุยงาน” มากกว่าสู้
“ลู่เฉิน”
คนหนึ่งเรียกชื่อเขาตรง ๆ
ไม่ลอง
ไม่ถาม
“เรามีข้อเสนอ”
ลู่เฉินหยุด
ไม่เข้าไปใกล้
ไม่ถอย
“พูดมา”
ชายคนนั้นยิ้มบาง
ไม่ใช่รอยยิ้มเป็นมิตร
แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เชื่อว่าอีกฝ่าย ควรจะรับ
“มีพื้นที่หนึ่ง
ปิด
ไม่มีพลเรือน
ไม่มีเด็ก
ไม่มีคนผ่าน”
อีกคนเสริมทันที
เหมือนซ้อมประโยคมาแล้ว
“ถ้าเจ้ามายืนตรงนั้น
เรื่องจะจบตรง
ไม่มีใครรับแทน
ไม่มีใครโดนลูกหลง”
คำว่า จบ
หนักกว่าที่ควร
ลู่เฉินมองพวกเขา
ไม่เห็นความโกหก
ไม่เห็นความจริง
มีแค่ความจำเป็น
“ใครเรียกสนาม”
เขาถาม
สองคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง
ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจคำถาม
แต่เพราะคำตอบมันชัดเกินไป
“ไม่ใช่เจ้า”
คนแรกตอบตรง ๆ
“แต่ถ้าเจ้าไม่มา
มันก็จะไม่จบ”
ลู่เฉินหัวเราะเบา ๆ
เสียงแห้ง
“งั้นมันก็ไม่ใช่สนามของข้า”
บรรยากาศหยุดนิ่ง
รอยยิ้มบนหน้าอีกฝ่ายไม่หาย
แต่แข็งขึ้น
“เจ้ากำลังปล่อยให้มันไหล”
อีกคนพูด
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่า
ถ้าไม่มีที่ให้ผลตก
มันจะไปตกที่ไหน”
“ข้ารู้”
ลู่เฉินตอบ
“และนั่นไม่ใช่เหตุผล
ให้ข้ายืนแทนใคร”
สองคนนั้นมองเขาอีกครั้ง
ครั้งนี้
ไม่ใช่มองอาวุธ
แต่มองปัญหา
“ถ้าอย่างนั้น…”
คนแรกพูดช้า ๆ
“…ขอให้เจ้ารับผิดชอบกับสิ่งที่ตามมา”
พวกเขาหันหลัง
เดินจากไป
ไม่ขู่
ไม่เร่ง
เหมือนมั่นใจว่า
ไม่จำเป็นต้องทำมากกว่านี้
เซิ่งอวี่โผล่มาจากปลายตรอก
เดินกะเผลกช้า ๆ
หยุดยืนห่างครึ่งช่วงแขนตามเคย
“เจ้าเพิ่งปฏิเสธสนามที่ปลอดภัยที่สุด
เท่าที่เจ้าจะได้เห็นอีกนาน”
“ข้าไม่ได้ขอให้มันปลอดภัย”
ลู่เฉินตอบ
“ข้าขอแค่มันเป็นของข้า”
เซิ่งอวี่ไม่เถียง
เขามองถนน
มองผู้คน
มองเมืองที่เริ่มขยับเร็วขึ้นเล็กน้อย
เหมือนเครื่องจักรที่รอบหมุนสูงเกินจำเป็น
เสียงโวยวายดังขึ้นไม่ไกล
ตามด้วยเสียงของอะไรบางอย่างแตก
แล้วเสียงกรีดร้อง
ไม่ใช่จุดเดียว
อีกทางหนึ่ง
เสียงทะเลาะดังขึ้น
เร็ว
แรง
เหมือนฟืนที่ถูกสุมไว้ก่อนแล้ว
ลู่เฉินขยับ
แล้วหยุด
เขารู้แล้ว
นี่ไม่ใช่การท้าสู้
นี่คือการ “ไม่ให้มีที่ยืน”
ถ้าเขาเข้าไป
เขาจะกลายเป็นสนามโดยปริยาย
ถ้าเขาไม่เข้า
ผลจะไหล
กระแทกใครก็ได้
แรงกว่าเดิม
“พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เจ้าชนะ”
เซิ่งอวี่พูด
เสียงต่ำ
“พวกเขาแค่ไม่อยากให้เจ้าเลือก”
ลู่เฉินกำมือ
เล็บกดฝ่ามือ
ความเจ็บชัด
จริง
ไม่ถูกดึงออก
เขามองไปยังเสียงโกลาหล
แล้วหันหลัง
ไม่หนี
แต่เดินออกจากจังหวะนั้น
เสียงดังขึ้นอีกระลอก
ใครบางคนล้ม
ใครบางคนร้อง
ลู่เฉินได้ยิน
ทุกเสียง
และเขาไม่หลอกตัวเองว่า
มันไม่เกี่ยวกับเขา
“ข้าจะไม่ยืน”
เขาพูดกับตัวเอง
เหมือนย้ำ
“จนกว่าข้าจะเป็นคนเรียก”
เซิ่งอวี่เดินตาม
ไม่เร่ง
ไม่ห้าม
“เจ้ารู้ไหมว่าราคาของการไม่ยืนคืออะไร”
ลู่เฉินไม่หัน
แต่ตอบทันที
“รู้”
เขาเดินต่อ
ท่ามกลางเมืองที่เริ่มจัดผลลัพธ์เอง
โดยไม่มีสนาม
ไม่มีสัญญาณ
ไม่มีใครรับผิดแทนใคร
และเป็นครั้งแรก
ลู่เฉินเข้าใจว่า
การเลือก ไม่สู้
อาจต้องใช้แรง
มากกว่าการต่อยเสียอีก
#แนะนำนิยายใหม่ บัญชีเงา
เข้าไปอ่านแก้เหงาได้ สนุกแน่

