ตอนที่ 4 เซียวิ่หาง (1)
ฉางถิงเดินไปข้างกายเซียวิ่หางด้วยสีหน้าร้อนรน ซึ่งอันที่จริงั์ตาเขายังแฝงความประหลาดใจอีกด้วย เขาไม่เข้าใจเลยว่านายท่านของตนรู้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้ก็ทำได้เพียงรายงานสถานการณ์เท่านั้น “นายท่าน เกิดเื่ขึ้นจริงๆ ขอรับ”
เซียวิ่หางยืนขึ้นในทันทีแล้วมองฉางถิงอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่ง เมื่อเห็นบ่าวรับใช้พยักหน้า สีหน้าเขาก็พลันอึมครึมก่อนหันกายเดินลงไปชั้นล่าง
ชั้นล่างมีองครักษ์ที่ติดตามเขามารออยู่ ซึ่งก็เป็คนที่เมื่อครู่ลอบติดตามสวี่เฉิงอวี๋นั่นเอง ครั้นเห็นเซียวิ่หางเดินลงมาก็รีบทำความเคารพ ทั้งยังนำทางเขาออกไปข้างนอกและมุ่งหน้าไปยังที่ที่สวี่เฉิงอวี๋เกิดเื่ก่อนหน้านี้
จนกระทั่งเซียวิ่หางเดินเข้าไปใกล้ สวี่เฉิงอวี๋ยังถูกรายล้อมด้วยสาวใช้สองสามคน มีเพียงด้านหน้าของนางที่เว้นช่องว่างเอาไว้เล็กน้อย
คล้ายว่านางกำลังพูดกับบ่าวรับใช้ของตน แต่เขายืนอยู่ไกลเกินไปหน่อยจึงได้ยินไม่ชัดเจนนัก ได้ยินคลับคล้ายคลับคลาว่าซาบซึ้งและขอบคุณอะไรทำนองนั้น
เขามองคนไม่ผิดจริงๆ ด้วย
คุณหนูห้าตระกูลสวี่ไม่ใช่คนไร้ประโยชน์
เซียวิ่หางเหลือบมองชายเ่าั้ที่คุกเข่าบนพื้นก็พอเดาได้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น สตรีทั่วไปหากพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้อาจร้องไห้จนตายไปแล้วก็เป็ได้ ผู้ที่นิ่งขรึม ทั้งยังหลงเหลือสติแจ่มชัดเยี่ยงสวี่เฉิงอวี๋นั้นพบเจอได้น้อยคนจริงๆ…ไม่สิ กล่าวได้ว่าหายากในโลกหล้าเลยทีเดียว
ถ้าเขาจำไม่ผิด คุณหนูห้าแห่งตระกูลสวี่ผู้นี้ยังไม่เข้าพิธีปักปิ่น[1]ด้วยซ้ำ
สายตาของเซียวิ่หางปรากฏแววชื่นชมโดยไม่ปิดบัง พร้อมทั้งก้าวไปข้างหน้า “คุณหนูทั้งสองคนไม่เป็อะไร นับเป็ความโชคดีของข้าแล้ว ไยต้องพูดถึงเื่ความซาบซึ้งบุญคุณและขอบคุณพวกนี้ด้วยเล่า”
สวี่เฉิงอวี๋มองไปตามทิศทางเสียง บุรุษผู้นี้…นางหลับตาลงครู่หนึ่ง เขาคือเซียวิ่หาง
ปีนี้เซียวิ่หางเพิ่งอายุได้สิบเจ็ดสิบแปดเท่านั้น แต่เขาหน้าตาดีมาแต่กำเนิด บุคลิกก็ไม่ธรรมดา เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาเป็เด็กหนุ่มที่ได้รับการสั่งสอนเลี้ยงดูมาอย่างดีจากตระกูลสูงศักดิ์
ชาติที่แล้วนางไม่ค่อยออกมาข้างนอกจนกระทั่งแต่งงานไปเป็ภรรยาของอู๋เว่ยแล้ว บางครั้งจำเป็ต้องไปทำธุระแทนเขาจึงได้ออกจากจวนไปร่วมงานเลี้ยงของผู้อื่นบ้าง อย่างไรเสียนางก็เป็บุตรสาวสายตรงของตระกูลสวี่ในเมืองหยางโจว นางไม่จำเป็ต้องลดตัวลงไปประจบประแจงผู้ใดเลยก็ว่าได้
สิ่งที่นางประหลาดใจในตอนนี้ก็คือนางกับเซียวิ่หางกลับดูมีวาสนาต่อกันพอสมควร ไม่ได้วาสนาบางเบาดุจหยดน้ำและเป็ดั่งเพียงส่วนประกอบเล็กกระจิดในชีวิตของเขาแบบชาติก่อน
นางไม่อาจปล่อยจิตใจเลื่อนลอยได้ในตอนนี้จึงพยายามทำให้จิตใจตนมั่นคง ยังไม่ทันได้เอ่ยน้ำเสียงประหลาดใจของสวี่เฉิงอิงก็แว่วมาเบาๆ เสียแล้ว “เป็คุณชายน้อย พี่หญิงห้า เขาคือคุณชายน้อยแห่งจวนเค่อกั๋วกง”
นางย่อมรู้ดีว่านั่นคือใคร
คุณชายรองแห่งจวนเค่อกั๋วกง โอรสคนที่สองขององค์หญิงใหญ่ฉางหนิง พี่ชายใหญ่ของเขาถูกแต่งตั้งให้เป็ซื่อจื่อ[2]ั้แ่อายุสิบห้าปี ได้แต่งงานกับบุตรสาวคนโตของครอบครัวหรงกั๋วกง
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือน้าชายแท้ๆ ของเขา ไทเฮาเป็เสด็จย่าแท้ๆ ของเขา ปู่ของเขาเดิมทีเป็ราชครู พี่สาวคนโตแต่งงานกับเหลียงอ๋องในฐานะพระชายาเอก พี่สาวคนรองหมั้นหมายกับซื่อจื่อแห่งจวนชางผิงโหว นับว่าเป็ตระกูลอันทรงเกียรติอย่างแท้จริง
ในปีนั้นที่เขาอายุได้สิบห้าปี เขาออกจากเมืองหลวงมายังเมืองหยางโจวเพื่อทำธุรกิจ ในเมืองหยางโจวไม่มีผู้ใดกล้าล่วงเกินบุคคลสูงศักดิ์ผู้นี้ ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลังก็ต้องเรียกเขาว่าคุณชายน้อย
ได้ยินว่าตอนที่เซียวิ่หางอยู่ในเมืองหลวงเมื่อครั้งยังเยาว์เขาก็นับเป็ ‘จอมเผด็จการ’ ผู้กระทำการตามใจตนโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ พอเติบโตขึ้นมาสักหน่อยเขาก็ถูกท่านกั๋วกงจับแขวนแล้วโบยตั้งสามยกห้ายกจึงค่อยเชื่อฟังขึ้นมาสักหน่อย แต่อย่างไรเสียเขาก็สูงศักดิ์มากจริงๆ ทั้งยังเป็สิ่งที่เขามีมาแต่กำเนิด ดังนั้นเมื่อคนรอบข้างกล้าเรียกเขาว่าคุณชายน้อย เขาก็กล้ารับคำเรียกนี้เอาไว้เช่นกัน
เชิงอรรถ
^ พิธีปักปิ่น ในยุคโบราณของจีนนั้นเมื่อเด็กผู้หญิงถึงวัยสิบห้าปีซึ่งเป็นวัยออกเรือน ก็จะต้องผ่านพิธีปักปิ่นที่บ่งบอกว่าเด็กหญิงผู้นั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว^ ซื่อจื่อ เป็นชื่อเรียกตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของขุนนางทุกลำดับขั้นบรรดาศักดิ์