อลินตาหลับตาใช้สติปัญญาใคร่ครวญนิ่งนานแต่ไม่นานจนเกินไป จริงสินะฉันชื่ออลินตาคนที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ โดนลบเหลี่ยมหมอผีถึงในห้องพระขนาดนี้แกอย่ามีหวังสงบสุขอีกต่อไป อลินตาลูบไล้ไปบริเวณบาดแผลอีกครั้ง?!
สิ่งที่ร้ายกาจคืออำนาจมืดแต่สิ่งที่เหนือกว่าอำนาจมืดคือสติปัญญามาลองกัน ไม่ว่าอาคมควันดำนั่นจะเป็นใครมาจากไหน มัน.. ได้เจอกับฉันแน่นอน อลินตาไม่รอช้าหมุนตัวกลับเข้าห้องพระทันทีหญิงสาวเข้าไปหยิบกระปุกเล็กๆคล้ายกระปุกยาหอมที่ตั้งอยู่ในชั้นเก็บอุปกรณ์ปราบผีออกมา ก่อนจะค่อยๆ รีดเอาเลือดที่ตกผลึกเป็นคริสตัลของตัวเองใส่กระปุกยาหอมแล้วเก็บวางไว้ที่เดิมจากนั้นก็ยกโทรศัพท์โทรหาร้านกระจกเพื่อให้มาทำการซ่อมกระจกที่ห้องของเธอก่อนจะโทรไปหาหมิง และให้หมิงโทรหาเป๋าอย่างเร่งด่วน...
“แกว่าอะไรนะ?”เป๋าแหกปากทั้งที่แตงกวายังโปะอยู่เต็มเบ้าหน้า
“อร๊ายยย..”ตามด้วยเสียงกรีดร้องโวยวายด้วยความขัดใจ
“ดีนะที่วันนี้ฉันไม่มีคิวกินตับผู้ชายที่ไหนแล้วคุณอลินนัดกี่ทุ่ม?” หมิงถอนหายใจระอากับความโวยวายที่เกินเบอร์ของเพื่อนรัก
“สามทุ่มฉันไปรับแกที่หอพัก”หมิงพูดจบก็เตรียมจะวางสาย แต่แล้วเสียงแว้ดแหวของเป๋าก็แผดขึ้นราวกับจะทะลุซิมโทรศัพท์ออกมาหาหมิงกระนั้น
“นี่ไอ้หมิง ฝากแกซื้อกางเกงในแพมเพิร์สให้ฉันด้วยเดี๋ยวจะไปจ่ายเงินให้เอาไซด์แอ็มแกก็รู้ว่าที่นั่นบริวารคุณอลินยั้วเยี้ยะเต็มไปหมด เผลอๆ คืนนี้มาถอดหัวโชว์ กลายเป็นคุณอลินนั่นแหละที่จะแว้ดใส่ฉันโทษฐานทำคอนโดนางเประเปื้อน.”หมิงได้ยินเพื่อนรักพูดแบบนั้นก็แทบจะหลุดขำออกมานี่มันจริงจังกับการซื้อแพมเพิร์สขนาดนี้เลยเหรอวะ แต่ก็นะอย่าว่าแต่ไอ้เป๋าเลยที่ระแวงหมิงเองพอรู้ว่าคุณอลินเรียกประชุมและต้องค้างด้วยกันที่คอนโดชายหนุ่มก็หยิบพระเครื่องสวมคอราวกับเป็นเจ้าของแผงเช่าพระเครื่องมืออาชีพกันเลยทีเดียว
ในขณะที่ภพปัจจุบันกำลังลุกลี้ลุกลนด้วยความวุ่นวายภพอดีตก็ดูเหมือนจะเริ่มวุ่นเข้าให้แล้วเหมือนกันหลังจากออกจากป่ามาแล้วสัปเหร่ออุ่นพรหมก็เตรียมสังคายนาเรือนตัวเองเป็นการใหญ่เพราะสัปเหร่ออุ่นพรหมได้รายได้มากโขจากการเป็นนายหน้าหางานให้อลินตา และอลินตาก็ทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายอีกด้วยทองคำแท่งที่ได้มาสัปเหร่อเฝ้าวัดก็นำไปแปรสภาพเป็นเงินเป็นทรัพย์สินอื่นๆ จนเรียบร้อยโรงเรียนสัปเหร่อ
ขณะที่สัปเหร่ออุ่นพรหมกำลังเหลาไม้เพื่อเตรียมนำมาทำรั้วบ้านอยู่นั้นสัปเหร่ออุ่นพรหมก็เห็นอะไรเหลืองๆ แว้บๆ ผ่านเข้ามาทางหางตา สัปเหร่ออุ่นพรหมรีบหันไปมองทันทีและเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เห็นทางหางตาเป็นใครนั้นสัปเหร่อเฒ่าก็ทักทายขึ้นอย่างรวดเร็ว
“อ้าว...เจ้าส่างน้อย” เจ้าส่างน้อยที่สัปเหร่อเรียกเป็นภาษาเหนือสมัยโบราณใช้สำหรับเรียกผู้เป็นเณรน้อย เจ้าส่างน้อยหยุดกึกเมื่อได้ยินเสียงสัปเหร่อเรียกตนเอง
“ไปไหนมาเจ้าส่างบ่ายแล้วไม่อยู่รับใช้หลวงปู่ครูบาเฒ่าเรอะ?ใกล้เวลาทำวัตรเย็นแล้วนะเจ้าส่างน้อย” สัปเหร่ออุ่นพรหมพูดไปตามประสาซื่อเจ้าส่างน้อยยืนนิ่งเรียบร้อยก่อนตอบด้วยความสุภาพ
“เฮาไปธุระมานิดหน่อยนี่ก็กำลังจะไปหาครูบาเฒ่าแล้วนั่นตาอุ่นพรหมกำลังทำอะไร?” สัปเหร่ออุ่นพรหมมองเจ้าส่างน้อยรูปนี้ด้วยความเอ็นดูเจ้าส่างน้อยรูปนี้เป็นเณรน้อยมาจากบนดอยโดยมีชาวบ้านนำมาฝากให้อยู่กับหลวงปู่ครูบาเฒ่าผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดอรุโณทัยแห่งนี้ดูแล
จากการสอบถามเจ้าส่างน้อยรูปนี้บอกกับพวกชาวบ้านที่ไปหาของป่าว่าพ่อกับแม่กำลังพาตนมาฝากให้อยู่กับหลวงปู่ครูบาเฒ่าที่วัดนี้แต่ระหว่างทางพ่อกับแม่โดนเสือจับกินเสียก่อน แต่ตัวเองหนีออกมาได้ก็กระเซอะกระเซิงจนมาเจอกลุ่มชาวบ้านเข้า จึงได้ขอร้องให้พวกเขาพามาหาหลวงปู่ครูบาเฒ่าซึ่งนับแต่วันนั้นก็ล่วงเลยมาเกือบสามเดือนแล้วที่เจ้าส่างน้อยมาอยู่อาศัยที่วัดแห่งนี้
เจ้าส่างน้อยผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณดูผู้ดีผิดลูกชาวป่าทั่วไปทั้งยังมีพฤติกรรมเรียบร้อยเข้าได้กับทั้งพระ ครูบา เจ้าส่างรุ่นเดียวกันรวมไปถึงเด็กวัดทุกๆ คนญาติโยมก็รักใคร่เอ็นดูเจ้าส่างรูปนี้ไม่น้อยยิ่งสัปเหร่ออุ่นพรหมนี้ไม่ต้องพูดถึง เจ้าส่างมักจะมาช่วยสัปเหร่ออุ่นพรหมจัดการทำศพบ่อยครั้งทั้งพิธีกรรมการมัดตราสังข์ การรดน้ำศพ พิธีเผาศพ เจ้าส่างน้อยจะช่วยสัปเหร่ออุ่นพรหมอย่างไม่มีรังเกียจรังงอนเชียวล่ะนั่นก็ยิ่งเพิ่มความเอ็นดูให้กับสัปเหร่ออุ่นพรหมเป็นอย่างยิ่ง
“ออ.. นี่นะรึ?”สัปเหร่ออุ่นพรหมพูดขึ้นพร้อมกับยกไม้ในมือขึ้น ก่อนจะยิ้มเป็นมิตร
“ข้าเหลาไม้เอาไว้จะทำรั้วบ้านพอดีหลานสาวเพิ่งให้เงินมาก็เลยพอจะมีกำลังซ่อมบ้านให้มันมั่นคงขึ้นกว่าเดิม”สัปเหร่ออุ่นพรหมบอกเล่าเจ้าส่างน้อยคร่าวๆ เจ้าส่างน้อยได้ฟังก็ยิ้มก่อนจะรีบบอก
“เฮาไปก่อนละเดี๋ยวจะโดนหลวงปู่ครูบาเฒ่าเอ็ดเอาว่าเถลไถล” สัปเหร่ออุ่นพรหมได้ยินดังนั้นก็พูดทันที
“ไปไป รีบไปเต๊อะ”สัปเหร่ออุ่นพรหมพูดยังไม่ทันจะจบ เจ้าส่างน้อยก็เดินตัวปลิวจีวรโบกสะบัดว่อนๆตามแรงลม สัปเหร่ออุ่นพรหมหันมองเจ้าส่างน้อยยิ้มๆก่อนจะหันกลับมาเหลาไม้ที่ค้างต่อ
เวลาคล้อยไปจนถึงช่วงหลังอาหารค่ำภายในท้องพระโรงของหอหลวงคุ้มเชียงภูแสนโอ่อ่าไปด้วยการประดับประดาที่พิเศษและสวยงามเนื่องจากวันนี้เป็นวันพิเศษกว่าทุกวันเพราะองค์รัชทายาทอันชอบธรรมเพียงองค์เดียวอย่างเจ้าภูแสนได้ออกมาร่วมรับประทานอาหารค่ำพบปะพูดคุยกับเหล่าประยูรญาติและแน่นอนบรรดาสตรีทั้งมียศ และสตรีที่ไร้ยศถาอย่างเช่นพวกนางข้าหลวงข้ารับใช้ต่างก็พากันมีประกายตาวิบวับๆ อย่างออกนอกหน้าถึงจะไม่ได้เป็นเมียที่มีเกียรติเป็นเพียงนางบำเรอก็ยังดี อย่างน้อยก็ได้รับทรัพย์ตอบแทนมากโขทำให้ครอบครัวมีความสุขสบายเลยเชียวล่ะ
แต่.. จะมีใครรู้บ้างไหมหนอว่าเจ้าภูแสนไม่ได้มีจิตใจกระหวัดไปถึงผู้ใดเลยนอกจากสาวน้อยจอมงกสุดแสนจะแสบสันต์ ภายใต้ใบหน้าที่หล่อเหลาปานเทวดาปั้นแววตาแห่งบารมีของความเป็นผู้นำเฉิดฉายมั่นคงแต่ทว่าใบหน้านั้นกลับดูเรียบขรึมเฉยเมยสตรีตรงหน้าเป็นสิบก็ไม่สามารถแทรกเข้ามาอยู่ในดวงใจของเจ้าภูแสนได้เลยสักคนเดียว
ก็แหงล่ะแม่อลินตาเล่นผลุบๆโผล่ๆ แย้มหน้าเปิดประตูแต่ละห้องในหัวใจของเจ้าภูแสนเป็นว่าเล่น ตั้งแต่เจ้าหล่อนกลับไปเจ้าภูแสนก็วนเวียนคิดถึงหน้าคนที่อยู่ต่างภพแทบจะทุกนาทีจนเจ้าตัวยังอดแปลกใจไม่ได้
ในบรรดาอิสตรีที่แต่งตัวประชันโฉมราวกับเวทีประกวดนางงามในรอบชุดไทยก็คงจะขาดสาวงามนามว่าเจ้านางละอองทองและเจ้านางดาราสายมิได้ ดูเหมือนว่าเจ้านางทั้งสองพระองค์นี้จะต้องเข้าเส้นชัยไม่คนใดก็คนหนึ่งแน่นอนเพราะสปอนเซอร์ของเจ้านางทั้งสองพระองค์นั้นหาได้ธรรมดาไม่...
เจ้านางละอองทองสปอนเซอร์ใหญ่โดยพระชายามุกประดับซึ่งเป็นพระชายาคนรองต่อจากพระชายาทิพย์ประดับผู้เป็นพี่สาวซึ่งเชียร์เจ้านางละอองทองจนออกนอกหน้าทั้งยังแสดงความเป็นปฏิปักษ์อย่างเปิดเผยต่อผู้ที่จะมาเป็นศัตรูคู่แข่งกับเจ้านางละอองทองอีกด้วย
ส่วนอีกคนไม่เอ่ยถึงไม่ได้จริงๆนั่นคือเจ้านางดาราสายและสปอนเซอร์ของเจ้านางดาราสายนี่บิ๊กเบิ้มมากนั่นคือเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์พระราชบิดาของเจ้าภูแสนนั่นเอง ที่สำคัญเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์กับเจ้าหลวงอดิศักดิ์พระราชบิดาของเจ้านางดาราสายเป็นพระสหายสนิทกันมาเนิ่นนานด้วยจ้า..เรียกได้ว่าเหนือกว่าเห็นๆ ในทุกตำแหน่งเลยทีเดียว...