บทที่ 18
ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพง
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่สนใจมากนักและพูดว่า “นางข้าหลวงาุโอวี่เป็คนในวัง ทุกคำพูดของข้าย่อมไปถึงหูฮ่องเต้และฮองเฮาได้ ฉะนั้นไม่ว่าข้าจะดื้อรั้นและไร้ระเบียบเพียงใด ข้าก็ต้องทำตามเพราะต้องชั่งน้ำหนักความสำคัญไม่ใช่หรือ?”
หลังจากที่ชิงหลัวได้ฟังคำพูดที่มีเหตุผลนั้นแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเสียงที่กำลังนอนอยู่บนเตียงด้วยความสงสัย
นางคร่ำครวญกับตัวเองว่า “เ้าคนบ้าจิ่งหรง หาคนในวังมาสอนมารยาทให้ข้า จนทำให้ข้าต้องมากล้ำกลืนทำเื่ไม่เป็เื่เช่นนี้ หากเป็เพราะความรักและมีเหตุผล พ่อของข้าก็ยังไม่สนใจเื่นี้เลย”
ชิงหลัวขมวดคิ้วมากกว่าเดิม นางสงสัยในใจว่า ไท่จื่อเฟยเป็คนที่มักจะสนใจเพียงแค่ความสุขของตัวเองเสมอ แล้วนางจะเข้าใจความเป็จริงที่มีเหตุผลเหล่านี้ได้อย่างไร และนางชั่งน้ำหนักความสำคัญได้จริงหรือ?
ดูเหมือนว่าการที่สมองถูกกระทบกระเทือนครั้งนี้จะมีประโยชน์ยิ่งนัก
หลังจากที่ไป๋เฉาส่งนางข้าหลวงาุโอวี่กลับไปแล้ว นางก็กลับมาทายาให้เมิ่งอวิ๋นเสียง เมิ่งอวิ๋นเสียงซุกใบหน้ากับหมอนและปล่อยให้นางถอดกางเกงออก จนเผยให้เห็นบั้นท้ายที่เปลือยเปล่าของนาง
ชิงหลัวเหยียดนิ้วชี้ยาวเรียวออกมาจิ้มบั้นท้ายของ เมิ่งอวิ๋นเสียง แล้วอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ “ไท่จื่อเฟย บวมหมดแล้วเพคะ!”
เมิ่งอวิ๋นเสียงหายใจเข้าลึกแล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า “เบาหน่อย!”
ชิงหลัวหยุดพูดแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ไป๋เฉาก็หยุดเคลื่อนไหวอยู่นาน เมิ่งอวิ๋นเสียงเปิดเผยบั้นท้ายพลางส่ายหน้าเพราะอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอาย เมื่อนางกำลังจะเงยหน้าขึ้นจากหมอนก็ถูกทายาที่บั้นท้ายอีก
เมิ่งอวิ๋นเสียงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและบ่นอีกครั้ง “พวกเ้าช่วยเบามือหน่อยได้หรือไม่?”
การทายานั้นค่อยนุ่มนวลขึ้นมาก เมื่อโรยผงยาลงไปแล้ว อาการปวดแสบปวดร้อนก็บรรเทาลงได้มาก เมิ่งอวิ๋นเสียงจึงรู้สึกดีขึ้นมากและอดไม่ได้ที่จะพูดต่อ
“นางข้าหลวงาุโอวี่ผู้นี้ดูสุภาพและนอบน้อม แต่เมื่อนางสะบัดไม้เรียว ดอกไม้ที่บานในใจข้าก็ถูกเด็ดออกอย่างกะทันหัน จนทำให้กิ่งและใบเหี่ยวเฉาไปเลย”
“แย่มาก แย่ที่สุดเลย...” เมิ่งอวิ๋นเสียงส่งเสียงคร่ำครวญสองครั้งราวกับเสียงอีกา เมื่อนางเห็นว่าทั้งสองไม่ได้เอ่ยคำใด นางก็รู้สึกว่าพวกนางไม่มีความเห็นอกเห็นใจตนบ้างเลย
นางจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมที่จะใช้สายตาสั่งสอนหญิงสาวสองคนที่โง่เขลา
ทันใดนั้นชิงหลัวก็ตระหนักได้ถึงความไม่พอใจจากคำพูดของนาง นางจึงรีบพูดขึ้นทันทีอย่างตะกุกตะกัก เพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดหรือไม่ “ไท่ ไท่ ไท่จื่อเฟย อันที่จริงท่านไม่สามารถตำหนินางข้าหลวงาุโอวี่ว่าโหดร้ายได้ เพราะนางก็ปฏิบัติตามกฎเมื่อต้องสอนนะเพคะ”
เมิ่งอวิ๋นเสียงคิดว่ามันสมเหตุสมผลแล้ว นางจึงก้มหน้าซบหมอนอีกครั้งแล้วพูดกับนางว่า “จริงดังที่เ้าว่า นางถูกส่งมาจากใครบางคน และคนที่ควรต้องกล่าวโทษจริง ๆ ก็คือจิ่งหรงนั่นต่างหาก”
เมิ่งอวิ๋นเสียงไม่ทันได้สังเกตว่าการทายาหยุดลงชั่วขณะ นางจึงพูดกับตัวเองต่อไปว่า “ข้าไม่อยากจะพูดเลยว่าจิ่งหรงนั่นใจแคบเกินไป ข้าแค่ไปเที่ยวโถงสีเขียวแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเขา? หากเขาสามารถแต่งงานกับพระชายารองและเหล่านางสนมแสนสวยได้ แล้วข้าจะมองผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา และกลายเป็ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพงบ้างไม่ได้หรือ?”
*ดอกซิ่งแดงออกนอกกำแพง คือสำนวนหมายถึงหญิงที่มีสามีแล้ว แต่กลับแอบนอกใจสามีไปคบชู้
“เพียะ” เสียงฝ่ามือฟาดลงที่บั้นท้ายดังอย่างชัดเจน จนทำให้ทั้งร่างกายของเมิ่งอวิ๋นเสียงสะท้าน
“ไป๋เฉา เ้าหยาบคายยิ่งนัก เชื่อหรือไม่ ข้าจะเอาตัวเ้าไปขายให้กุลีเสียเลย!” เมิ่งอวิ๋นเสียงตำหนินางเสียงดังลั่น ก่อนจะรีบดึงกางเกงขึ้นแล้วลุกขึ้นจ้องไปที่ข้างเตียง
ไป๋เฉาไม่ได้นั่งอยู่ข้างเตียง แต่กลับเป็ใบหน้ามืดมนของใครบางคนที่กำลังจ้องมาที่นาง
เมิ่งอวิ๋นเสียงมองออกไปอย่างเงียบ ๆ และมองเห็นหญิงสาวสองคนยืนอยู่ข้างหลังเขา สีหน้าของชิงหลัวย่ำแย่และดูเหมือนนางกำลังจะร้องไห้ ส่วนสีหน้าของไป๋เฉาก็ไม่ค่อยต่างกันนัก และมองนางด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
เมิ่งอวิ๋นเสียงมองย้อนกลับไปด้วยกายอันสั่นเทา ก่อนจะคลี่ยิ้มให้จิ่งหรง “สวัสดี เหตุใดไท่จื่อถึงได้ว่างนักเล่าเพคะ ถึงกลับมาช่วยข้า... ไม่สิ มาช่วยเปิ่นกงทายาใช่หรือไม่เพคะ?”
จิ่งหรงพูดด้วยความโกรธจัด “เมื่อพูดกับเปิ่นหวางเ้าต้องเรียกแทนตัวเองว่าหม่อมฉัน เดิมทีเปิ่นหวางคิดว่าหลังจากที่นางข้าหลวงาุโอวี่สอนเ้าในวันนี้แล้ว เ้าจะรู้เื่มารยาทมากขึ้นบ้าง แต่เปิ่นหวางนึกไม่ถึงว่าเ้าจะยังไม่เข้าใจเลยว่าอะไรเป็อะไร!”
จู่ ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าที่มืดมนของเขาดูจริงจังขึ้นอีก “เมื่อครู่นี้เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“พูดอะไรนะเพคะ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ และมองเขาอย่างไร้เดียงสา